บททั้งหมดของ เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ: บทที่ 61 - บทที่ 70

100

บทที่ 61

ยามนี้ยังมิอาจแน่ใจ นางจึงคิดหาโอกาสลองหยั่งเชิงดูในภายหน้าภายในใจยังคงแอบหวังว่า ผู้ที่ได้เกิดใหม่จะมีเพียงนางผู้เดียวมิเช่นนั้นเซวียหว่านอี้จะตัดใจยกฉู่ยวนให้นางได้หรือในชาติก่อนทั้งสองครองคู่รักใคร่กลมเกลียว ซ้ำยังมีบุตรชายด้วยกันหนึ่งคนเซวียหว่านอี้จะตัดใจลงได้อย่างไรนางได้แต่ปลอบประโลมตนเอง ว่าอย่าได้ตื่นตูมกังวลเกินกว่าเหตุ……ด้านหลังศาลาคือสระน้ำไหลเวียนใสสะอาดที่เต็มไปด้วยปลาหลีฮื้อ ฝั่งตรงข้ามตั้งตระหง่านด้วยหอสูงสามชั้นณ ริมหน้าต่างชั้นสอง เย่จั๋วกำลังเดินหมากล้อมกับชายหนุ่มท่าทางสง่าผ่าเผยผู้หนึ่ง“เหล่าสนมตามตำหนักต่าง ๆ จัดเตรียมของขวัญไว้พร้อมแล้ว กำลังหารือกันว่าจะส่งไปที่จวนกั๋วกง หรือจะสมทบเพิ่มในสินเดิมของเจ้าสาวดี”ชายหนุ่มวางหมากดำลงบนกระดาน รุกฆาตจนกินหมากขาวของเย่จั๋วไปสามเม็ดอากัปกิริยาของทั้งสองดูสนิทสนมคุ้นเคยกันยิ่งนักเย่จั๋วจดจ่อสมาธิอยู่ที่กระดานหมาก มิได้ใส่ใจคำพูดของอีกฝ่ายเท่าใดนัก “ส่งไปที่จวนกั๋วกงเถิด สินเดิมของนางคงล้นจนไม่มีที่เก็บแล้ว”ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้น แววตาฉายแววหยอกเย้า “เจ้าดูจะให้ความสำคัญกับว่าที่ฮูหยินกั๋วกงผู้นี้ไม่น
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 62

ในชาติก่อนเซวียหว่านอี้แต่งงานกับฉู่ยวน ไต่เต้าจากขุนนางผู้น้อยขั้นเจ็ด ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งมหาอำมาตย์แห่งราชสำนักตลอดช่วงเวลานั้น นางได้เข้าร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์มามาก อีกทั้งยังเคยเป็นแม่งานจัดงานเลี้ยงรับรองภายในจวนมาแล้วไม่น้อยถ้อยคำเยินยอขององค์หญิงใหญ่ นางย่อมไม่เก็บมาใส่ใจหากไร้ซึ่งผลประโยชน์ทางตรง ก็เป็นเพียงการเห็นแก่พระพักตร์ฝ่าบาทจึงแสร้งเอ่ยชมเชยเท่านั้นหากเก็บมาเป็นจริงเป็นจัง ก็คงต้องกล่าวว่าเจ้าช่างไร้เดียงสายิ่งนักคำพูดคนพวกนี้ จะมีคำจริงใจสักกี่คำกันเชียว?สิบปีบนเส้นทางขวากหนามนั้น นางไม่ได้เดินผ่านมาอย่างไร้ความหมาย“องค์หญิงใหญ่กล่าวชมเกินไปแล้ว ข้ามิกล้ารับไว้เจ้าค่ะ”สายตาแหลมคมของฝ่าบาทอันใดกัน เห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะนางไร้ซึ่งขุมกำลังหนุนหลัง แม้แต่คุณค่าขั้นพื้นฐานที่จะถูกใช้ประโยชน์ก็ยังไม่มีเสียด้วยซ้ำ จึงได้ถูก “ยัดเยียด” ให้แต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วกงต่างหาก“ในใจเหลียวเหลียว พี่หญิงดีที่สุดเจ้าค่ะ”เซวียหว่านอี้เพิ่งจะเอ่ยคำถ่อมตน เซี่ยเหลียวเหลียวก็เอ่ยแย้งขึ้นมาอย่างไม่เห็นด้วย “คนที่ข้าพึงใจ ย่อมไม่ใช่คนเลวร้ายเป็นแน่”สีหน้าของแม่นางน้อยดูจริง
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 63

ท่านหญิงน้อยคอยคะยั้นคะยอให้เซวียหว่านอี้รีบทานและทานให้มากเข้าไว้เซวียหว่านอี้มองเห็นประกายความตื่นเต้นในแววตาคู่นั้น ก็ล่วงรู้ถึงความชอบของอีกฝ่ายได้ทันทีแม่หนูน้อยผู้นี้ช่างไร้เดียงสานักทำให้ผู้พบเห็นอดรู้สึกเอ็นดูมิได้“หากพี่หญิงชอบ อยากทานเมื่อใดก็บอกข้าได้เลยนะเจ้าคะ ข้าจะสั่งให้พ่อครัวที่จวนทำแล้วส่งไปให้ท่าน”เซวียหว่านอี้ยิ้มพลางตอบรับ “เช่นนั้นต้องขอบคุณท่านหญิงแล้ว”เซี่ยเหลียวเหลียวดีใจเป็นอย่างยิ่งขนมที่ตนชอบ พี่หญิงก็ชอบเช่นกัน พวกนางช่างใจตรงกันเสียจริง“พ่อครัวของข้า ข้าไปขอมาจากเสด็จลุง”เซวียหว่านอี้ถึงกับพูดไม่ออก ที่แท้ก็เป็นพ่อครัวหลวงมิน่าเล่าขนมถึงได้ประณีตและรสชาติล้ำเลิศเพียงนี้ณ อีกด้านหนึ่งเหล่าชายหนุ่มกำลังยืนล้อมหน้าล้อมหลังเซวียมู่เจา“หมิงหยาง น้องสาวเจ้าผู้นี้มาจากที่ใดกัน?”พวกเขารู้เรื่องการสลับตัวบุตรีสายตรงและอนุของตระกูลเซวีย แต่กลับคาดไม่ถึงว่าสตรีผู้นี้คืออดีตบุตรีอนุคนนั้นในที่นั้นมีบางคนที่เคยพบเซวียหว่านอี้มาก่อน นางมักปล่อยผมหนาเตอะปิดบังใบหน้าไปกว่าครึ่ง จนแทบมองไม่เห็นรูปโฉม เห็นเพียงริมฝีปากที่เม้มแน่นด้วยความประหม่า
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 64

ช่างกะทันหันนักการที่คนเหล่านี้จู่ ๆ ก็หันมาให้ความสนใจน้องสาวแท้ ๆ ที่เพิ่ง “กลับมา” ของเขา ทำให้เซวียมู่เจารู้สึกซับซ้อนทั้งดีใจทว่าก็รู้สึกอึดอัดในคราเดียวกันแต่เมื่อก่อนเขาก็มิได้รังเกียจเซวียหว่านอี้ ยามนี้ได้เห็นใบหน้าละม้ายคล้ายท่านแม่ ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะรังเกียจนางกับเขาผู้เป็นพี่ชายยังมิได้สนิทสนมกลมเกลียวกันเท่าใดนัก คนนอกเหล่านี้กลับมาหมายตาแย่งชิงความสนใจไปเสียแล้วณ โถงบุปผาแห่งหนึ่งเซวียหมิงเฟยมีท่าทีเหม่อลอยใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวนางใคร่รู้นักว่าเหตุใดเซวียหว่านอี้ถึงได้บังเอิญช่วยชีวิตท่านหญิงน้อยจวนอ๋องมู่ได้ประจวบเหมาะเพียงนี้ท่านหญิงน้อยผู้นี้มีฐานะสูงส่ง แม้แต่ฝ่าบาทยังทรงโปรดปรานยิ่งนักยามนี้เซวียหว่านอี้เป็นที่ต้องใจของท่านหญิงน้อย เท่ากับว่านางมีที่พึ่งพิงอันยิ่งใหญ่หนุนหลังนางไม่ยินยอมนางต่างหากที่เป็นผู้กลับชาติมาเกิดหากเซวียหว่านอี้มิใช่ผู้ที่กลับมาเกิดใหม่เช่นกัน ก็คงฉวยโอกาสอาศัยความสะดวกจากการกลับมาของนางเพื่อเปลี่ยนชะตาตนเองนางคู่ควรด้วยหรือ“พี่หญิงเซวีย พี่หญิงเซวีย...”เมื่อได้สติ จึงได้ยินเสียงเรียกของสวีหรูอี้เซวียหมิงเฟ
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 65

สองพี่น้องตระกูลเซวียย่อมถูกจัดให้นั่งร่วมโต๊ะกันตามธรรมเนียมทว่าน่าเสียดาย ที่มีผู้ไม่เห็นด้วย“พี่หญิง ท่านมานั่งกับข้าเถอะ” เซี่ยเหลียวเหลียวกวักมือเรียกสาวใช้ข้างกาย “ย้ายสำรับของพี่หญิงมาไว้ทางฝั่งข้า”คำทักทายที่จ่ออยู่ที่ริมฝีปาก ถูกเซวียหมิงเฟยกลืนกลับลงไปอย่างยากลำบากนางมองดูสาวใช้สองนางยกสำรับของเซวียหว่านอี้ออกไป พลางสัมผัสได้ถึงสายตาของผู้คนที่ตกกระทบลงบนร่างของตน บ้างก็สอดรู้สอดเห็น บ้างก็เย้ยหยันนางขบกรามแน่นจนรากฟันเจ็บปวดเมื่อจัดการให้คนข้างกายลงนั่งเรียบร้อยแล้ว เซี่ยเหลียวเหลียวก็ยิ้มอย่างพึงพอใจ“พี่หญิง ทานเถอะ ท่านดูสิว่ามีสิ่งใดที่ชอบบ้าง ข้ายกให้ท่านทั้งหมดเลย”ด้านองค์หญิงใหญ่ซึ่งอยู่ข้าง ๆ ถึงกับตกตะลึงไปเล็กน้อยแม่หนูคนนี้ไปรู้จักความใจกว้างตั้งแต่เมื่อใดกันทว่าเมื่อเห็นท่าทีที่นางปฏิบัติต่อเซวียหว่านอี้แล้ว ก็คาดเดาได้ว่าคงจะถูกชะตากับแม่นางตระกูลเซวียผู้นี้อยู่ไม่น้อย“ขอบคุณท่านหญิง” นางกล่าวขอบคุณพร้อมรอยยิ้มเซี่ยเหลียวเหลียวขานรับอย่างขอไปที “พี่หญิงเรียกชื่อข้าก็ได้ ข้าชื่อเซี่ยเหลียวเหลียว”เมื่อได้เห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังขอ
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 66

“ท่านพี่รัชทายาท... ท่านแม่ทัพเเย่ไม่จำเป็นต้อง...”เซี่ยเหลียวเหลียวทำไม้ทำมือประกอบท่าทาง “ต้องรีบแต่งงานเร็วเพียงนี้เชียวหรือเจ้าคะ?”องค์รัชทายาทความนัยของนางเขายกมือขึ้นลูบศีรษะเล็ก ๆ ของนางอย่างเอ็นดู “ตามธรรมเนียมย่อมต้องไว้ทุกข์ ทว่า...”เมื่อสบสายตาที่พลันสว่างวาบขึ้นมาของเด็กสาว เขาจึงพูดต่อ “บัดนี้ตระกูลเย่เหลือเพียงเขาคนเดียว ภายในจวนจำต้องมีฮูหยินคอยดูแลจัดการงานบ้านงานเรือน หากบรรพชนตระกูเย่รับรู้ ณ ปรโลก ย่อมไม่ถือโทษโกรธเคืองเป็นแน่”นั่นสินะเหลือเพียงเย่จั๋วอยู่ผู้เดียวแล้วเย่จั๋วคือสายเลือดเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ของตระกูลเย่ด้วยเหตุนี้ ฝ่าบาทจึงไม่มีทางหวาดระแวงว่าตระกูลเย่จะมีอำนาจทางการทหารมากเกินไปตระกูลหนึ่งมิอาจค้ำจุนขึ้นมาได้ด้วยคนเพียงสามห้าคนต่อให้ให้เวลาตระกูลเย่ฟื้นตัว อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาอีกยี่สิบสามสิบปีในรัชสมัยของฝ่าบาทและองค์รัชทายาท จึงไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องขุนนางมีดีเกินหน้าเจ้านายในยามที่รุ่งโรจน์จนสะเทือนบัลลังก์อย่างแท้จริง ทั้งฝ่าบาทและฮ่องเต้องค์ก่อนยังไม่เคยคิดทำลายล้างสตระกูลเย่นับประสาอะไรกับยามนี้เพื่อแสดงภาพลั
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 67

“ใช้ยางสน ดอกเหมย...” นางเอ่ยชื่อส่วนผสมออกมาเจ็ดแปดอย่าง “นำไปตากแห้ง บดเป็นผง แล้วบรรจุใส่ลูกหอมพกติดตัว จะช่วยให้สดชื่นแจ่มใสเจ้าค่ะ”นางปลดลูกหอมสีเงินยวงที่ห้อยอยู่ข้างเอวออกมา “ท่านกั๋วกงต้องการหรือไม่เจ้าคะ”เย่จั๋วจ้องมองนางนิ่งงันอยู่ครู่ใหญ่ ไม่เอ่ยวาจาและไม่ไหวติงเซวียหว่านอี้รู้สึกกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย อีกฝ่ายเป็นถึงกั๋วกงขั้นหนึ่งแห่งราชสำนัก ทั้งยังถือกำเนิดในจวนเจิ้นกั๋วกงที่มั่งคั่งร่ำรวย ไหนเลยจะ…“...” สัมผัสอุ่นวาบแตะที่กลางฝ่ามือเพียงชั่วครู่ ก่อนจะจางหายไปเย่จั๋วหยิบลูกหอมไป เปิดออก หยิบก้อนเครื่องหอมด้านในออกมา แล้วส่งลูกหอมอันวิจิตรคืนให้นาง“กลิ่นหอมดีทีเดียว วันหน้าคงต้องรบกวนแม่นางเซวียแล้ว”เซวียหว่านอี้พยักหน้า รอยยิ้มฉายแววสงบเยือกเย็น“มิได้ลำบากอันใดเจ้าค่ะ ข้าพอจะสนใจเรื่องการปรุงเครื่องหอมอยู่บ้าง วันหน้าท่านกั๋วกงลองกลิ่นอื่นดูบ้างนะเจ้าคะ”เย่จั๋วพยักหน้าเงียบ ๆ ถือเป็นการตอบรับภายในรถม้ากลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง จนกระทั่งรถค่อย ๆ ชะลอและหยุดลงด้านนอก“คุณชาย ถึงจวนรองเสนาบดีแล้วขอรับ”เซวียหว่านอี้ลุกขึ้น ย่อกายคารวะ “ข้าขอตัว
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 68

เซวียหว่านอี้: “…”วันรุ่งขึ้น นางมิได้ไปคารวะเช้าที่เรือนทิงหลานครั้นอาบน้ำชำระล้างเสร็จสิ้น พอดีกำลังจะลงมื้ออาหาร ก็ได้ยินว่าเซวียหมิงเฟยมาพบ“ให้นางรอไปเถิด”เซวียหว่านอี้มิได้คิดจะตามใจอีกฝ่ายก็บอกไปแล้วมิใช่หรือ ว่าต่างคนต่างอยู่ ไม่ข้องแวะกันได้เป็นดีที่สุดไฉนยังจะหน้าหนาเสนอหน้ามาให้เห็นอีกเฝ่ยชุ่ยกับเจินจูย่อมไม่มีข้อโต้แย้ง หรือจะกล่าวให้ถูกคือ เมื่อเห็นคุณหนูของตนเด็ดขาดแข็งกร้าวเช่นนี้ พวกนางกลับยิ่งรู้สึกยินดีเสียด้วยซ้ำแต่ก่อนทั้งสองก็ไม่ชอบหน้าสตรีผู้นี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยามนี้ชาติกำเนิดที่แท้จริงถูกเปิดโปง ยังจะมาวางท่าหยิ่งผยองอันใดอีกเล่าแย่งชิงชีวิตของคุณหนูไปถึงสิบห้าปี เสพสุขมานานถึงเพียงนั้น ไม่สำนึกละอายแก่ใจมิพอ ยังจะกล้าเชิดหน้าชูตาคนพรรค์นี้ จะเป็นคนดีไปได้อย่างไร“คุณหนูรอง คุณหนูของพวกบ่าวเพิ่งจะเริ่มตั้งสำรับ เชิญท่านรอที่นี่สักประเดี๋ยวเถิดเจ้าค่ะ”วาจาของเจินจูนั้นสุภาพนบน้อม ทว่า “ท่าที” กลับแฝงความนัยไว้อย่างชัดเจนมีหรือเซวียหมิงเฟยจะดูไม่ออก?แม้ในใจจะเดือดดาล ทว่าก็จนปัญญาจะทำกระไรได้นางรู้ดีว่าเซวียหว่านอี้ไม่ชอบหน้า เป็นนาง
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 69

“ถึงอย่างนั้น ข้าก็จะให้เฝ่ยชุ่ยนำของว่างไปส่งให้”เซวียหว่านอี้หาใช่คนโง่เขลาไม่“ไม่ว่าลับหลังพวกเราจะบาดหมางกันเพียงใด แต่ต่อหน้าธารกำนัล ข้าจะไม่ยอมให้ผู้ใดมาดูแคลนตระกูลเซวียเป็นอันขาด”หัวใจของเซวียหมิงเฟยกระตุกวูบ สีหน้านางเผยความไม่เป็นธรรมชาติออกมาย้อนนึกถึงงานเลี้ยงชมบุปผาเมื่อวาน นางได้พลั้งปากนินทาว่าร้ายเซวียหว่านอี้ให้สหายสนิทฟังไปบ้างจริง ๆยามนี้หวนนึกดูแล้ว ก็ให้นึกโมโหตัวเองอยู่ไม่น้อยมิใช่เพราะรู้สึกผิดที่ใส่ความเซวียหว่านอี้ หากแต่กังวลว่าจะถูกสหายรักหักหลังเอาเสียมากกว่าอีกทั้งยังเจ็บใจที่ตนเองเก็บความรู้สึกไม่เป็นการที่นางเอ่ยปากตำหนิเซวียหว่านอี้เยี่ยงนั้น ไม่รู้ว่าคนเหล่านั้นจะมองนางเช่นไรมีหรือที่เซวียหว่านอี้จะมองนางไม่ออกทว่านางก็คร้านจะใส่ใจในชาติก่อน หากเซวียหมิงเฟยมีความเฉลียวฉลาดสักนิด ก็คงไม่ลงเอยด้วยจุดจบเช่นนั้นแน่นอนว่า ตัวนางเองก็โง่เขลาเช่นกันถึงขั้นถูกฉู่ยวนหลอกลวงมานานถึงสิบปี จนสุดท้ายต้องตายตาไม่หลับ“เช่นนั้น ข้าขอตัวก่อน” เซวียหมิงเฟยรู้สึกนั่งไม่ติดที่ จึงกล่าวลาและพาบ่าวรับใช้จากไปเมื่อทอดสายตามองนายบ่าวทั้งสองที่ลับ
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 70

ภายในรถม้าเซวียมู่เจาหลุบตามองห่อผ้าข้างกาย แม้เนื้อผ้ามิใช่อย่างดีเลิศ แต่หากเป็นฝีมือของอนุภรรยาท่านหนึ่ง ย่อมแสดงให้เห็นถึงความจริงใจอย่างเปี่ยมล้น“อนุบ้านเจ้าผู้นี้ ช่างรู้ธรรมเนียมยิ่งนัก”น้ำเสียงของเขาแฝงแววทอดถอนใจเฉียนหลานพอจะรู้ตื้นลึกหนาบางเรื่องราวในตระกูลเซวียอยู่บ้าง จึงเข้าใจความนัยของเขา“ในบรรดาอนุภรรยาทั้งสอง ท่านนี้รู้ความและเคร่งครัดในกฎระเบียบกว่าใครจริง ๆ”เพราะเป็นคนรู้ความ น้องหญิงสามจึงมีนิสัยสำรวม ยอมกล้ำกลืนความน้อยเนื้อต่ำใจ ไม่กล้ากลับมาตระกูลเฉียนเพื่อร้องขอให้ทางบ้านออกหน้าให้“ครั้งนี้หากมิใช่เพราะน้องหญิงตระกูลเซวีย เกรงว่าตระกูลเฉียนของข้าคงต้องเสียหน้าไปถึงสามส่วน”คุณหนูสามเฉียนแม้เป็นบุตรีอนุ ทว่าในจวนหาใช่เบี้ยหมากที่ไร้ตัวตนความเป็นอยู่และการดูแลล้วนทัดเทียมกับเหล่าคุณชายและคุณหนูคนอื่น ๆคนภายนอกหาได้สนใจเรื่องอื่นไม่ บุตรสาวของขุนนางขั้นสองผู้ทรงเกียรติ หากต้องมาตกตายเพราะคลอดบุตรที่บ้านสามี โดยที่ตระกูลเฉียนมิได้เชิญหมอหลวงไปรักษา หรือมารู้ข่าวเมื่อคนสิ้นใจไปแล้ว จะให้ผู้อื่นมองเช่นไรมิถูกครหาว่าทารุณบุตรหลานก็คงถูกติฉินว่าปกค
อ่านเพิ่มเติม
ก่อนหน้า
1
...
5678910
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status