Lahat ng Kabanata ng นางหงส์เหนือบัลลังก์: Kabanata 71 - Kabanata 80

187 Kabanata

บทที่ 69 ชัยชนะที่ไร้หยดเลือดราษฎร

การต่อสู้เพื่อแผ่นดินท่ามกลางความตระหนกสุดขีดของเหล่าขุนนางที่วงแตกฮือราวกับฝูงผึ้งแตกรัง อาจี๋นา ที่ตกที่นั่งลำบากจนมุมได้เปลี่ยนความกลัวเป็นความบ้าคลั่ง นางคำรามกึกก้องพลางชักดาบสั้นอาบยาพิษที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อพุ่งทะยานดุจลูกศร หมายจะปลิดชีพฮ่องเต้ ตงฟางเย่ เพื่อเป็นการเดิมพันครั้งสุดท้าย หากสังหารมังกรได้ แผ่นดินต้าตงย่อมระส่ำระสายทว่า... ร่างสีแดงของนางกลับถูกสกัดไว้ด้วยเงาสีดำทมิฬที่พุ่งเข้ามาขวางหน้าเพียงเสี้ยววินาทีพัดเหล็กสยบกุหลาบหนามเคร้ง! เสียงโลหะปะทะกันดังกังวานจนแสบแก้วหู มู่หรงเสวี่ยไม่ได้ใช้กระบี่ที่ถือมาในตอนแรก แต่นางกลับสะบัด 'พัดเหล็กกล้า' คู่กายที่ซ่อนอยู่ที่เอวออกมาคลี่รับคมดาบของอาจี๋นาได้อย่างแม่นยำ ประกายไฟกระเด็นว่อนท่ามกลางแสงโคมที่สั่นไหว"เจ้าเป็นเพียงนกในกรงทองที่เสวยสุขบนกองเงินกองทอง! จะมาสู้ข้าที่เติบโตมาบนหลังม้าและอาบเลือดในสนามรบจริงได้อย่างไร!" อาจี๋นาคำรามด้วยความเคียดแค้น นางรัวดาบสั้นเข้าใส่ซ้ายขวาด้วยท่วงท่าที่
Magbasa pa

บทที่ 70 รากเหง้าแห่งอำนาจและคลื่นใต้น้ำ

พันธสัญญาเหนือเศษซากสงครามตงฟางเย่ ทอดพระเนตรมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้นจนยากจะบรรยาย พระองค์มิได้เกรงกลัวในอำนาจหรือวรยุทธ์ของนาง แต่กลับรู้สึกเทิดทูนในหัวใจที่เด็ดเดี่ยว ฮ่องเต้หนุ่มก้าวข้ามเศษถ้วยชามที่แตกกระจาย เดินตรงเข้าไปหาเมียรักต่อหน้าสายตาขุนนางนับร้อยและทหารนับพัน พระองค์วาดวงแขนโอบกอดนางไว้แน่น ประคองร่างที่สวมชุดเกราะหนักอึ้งนั้นเข้าสู่ใจกลางอ้อมอกที่อบอุ่นที่สุด"ข้าจะไม่ตั้งคำถามในตัวเจ้าอีกเลย เสวี่ยเอ๋อ..." ตงฟางเย่กระซิบชิดใบหูของนาง เสียงของพระองค์สั่นเครือด้วยความซาบซึ้ง "เจ้าคือแม่ทัพที่แท้จริงของหัวใจข้า และเป็นโล่กำบังที่แข็งแกร่งที่สุดของแผ่นดินนี้ ข้าช่างวาสนาดีนักที่มีเจ้าอยู่เคียงข้างบัลลังก์"มู่หรงเสวี่ยพิงซบลงบนทรวงอกของสามี ความแข็งกร้าวเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงสตรีที่ต้องการไออุ่นจากคนที่นางรัก "ตราบใดที่พระองค์เชื่อใจหม่อมฉัน... หม่อมฉันก็จะมีกำลังวังชาในการกวัดแกว่งพัดเหล็กนี้เสมอเพคะ"การพิพากษาและสัญญาร้อยปีอาจี๋นา ถูกพันธนาการ
Magbasa pa

บทที่ 71 สามบุปผาอาบยาพิษ

เมฆหมอกแห่ง "สมดุล" อำนาจทว่า สันติภาพกับกลุ่มอำนาจมักเดินสวนทางกันเสมอ แม้สงครามภายนอกจะสงบลงด้วยชัยชนะอันเด็ดขาด แต่ภายในราชสำนักกลับเริ่มมีกระแสคลื่นใต้น้ำที่น่ารังเกียจ เหล่าขุนนางหัวเก่าและตระกูลใหญ่ที่เคยเสียผลประโยชน์จากการกวาดล้างคนของราชครูเฉิง เริ่มหวาดระแวงในรัศมีบารมีของมู่หรงเสวี่ย"ฮองเฮามีอำนาจทหารของตระกูลมู่หรง มีความจงรักภักดีของแม่ทัพหลิวซิง และบัดนี้ยังมีบารมีท่วมหัวใจราษฎร... หากปล่อยไว้เช่นนี้ ฮ่องเต้จะมิต่างจากหุ่นเชิดของนางหรือ?" คำกระซิบกระซาบดังไปทั่วห้องโถงรับรองของขุนนางชั้นผู้ใหญ่เพียงไม่กี่วันหลังจากงานฉลอง ฎีกากองโตถูกถวายขึ้นมายังโต๊ะทรงงานของตงฟางเย่ เนื้อหาในนั้นไม่ได้พูดถึงการฟื้นฟูชายแดน แต่กลับพูดถึงการ "รักษาสมดุลฝ่ายใน""ทูลฝ่าบาท... บัดนี้ฝ่ายในมีเพียงฮองเฮาที่ทรงอำนาจเบ็ดเสร็จเพียงผู้เดียว เป็นการขัดต่อจารีตโบราณและเสี่ยงต่อการที่ขั้วอำนาจจะเอียงไปทางตระกูลฝ่ายเดียว เพื่อความมั่นคงของราชบัลลังก์ หม่อมฉันขอเสนอให้ฝ่าบาทรับสตรีจากสามตระกูลใหญ่เข้าวังพร้อมกันพะย่ะค่ะ"
Magbasa pa

บทที่ 72 การท้าทายของบุปผาสามสี

การท้าทายของบุปผาสามสีเฉินสวี่ ทายาทที่หลงเหลือของตระกูลเฉิน ขยับกายเล็กน้อย กลิ่นแป้งร่ำของนางหอมฟุ้งจนดูจงใจ นางหยิบพิณที่เตรียมมาวางลงอย่างแผ่วเบา "หม่อมฉันคิดว่าสิ่งที่วังหลังขาดหายไปคือสุนทรียภาพเพคะ ความเคร่งครัดที่มากเกินไปอาจทำให้มังกรทรงเหนื่อยล้า หม่อมฉันจึงอยากจะขอใช้เสียงดนตรีเพื่อปลอบประโลมพระทัยของฝ่าบาท... ให้ทรงสำราญกว่าที่เป็นอยู่""สุนทรียภาพหรือ?" มู่หรงเสวี่ยจิบชาคำหนึ่ง "เจ้าคงลืมไปว่ามังกรชอบฟังเสียงเพลงในยามที่ท้องฟ้าปลอดโปร่ง แต่ในยามที่มีพายุ... มังกรต้องการคนที่ถือดาบเคียงข้าง มิใช่คนที่นั่งดีดพิณรอน้ำตา"หลี่เยี่ยน บุตรีแม่ทัพฝ่ายใต้ ยืนนิ่งที่สุดในบรรดาทั้งสาม นางไม่ได้สวมชุดหรูหรานักแต่ท่าทางกลับดูแข็งกระด้าง "หม่อมฉันไม่มีวาทศิลป์เท่าพี่หญิงทั้งสองเพคะ หม่อมฉันรู้เพียงว่ากำลังทหารฝ่ายใต้นั้นแข็งแกร่ง และหากวังหลังมีความมั่นคงที่มาจาก 'รากฐานใหม่' แผ่นดินย่อมสงบสุขยิ่งขึ้น"คำเตือนจากบัลลังก์หงส์มู่หรงเสวี่ยกางพัดเหล็กคู่กายออกมาอย่างช้า ๆ เสียงซี่เหล
Magbasa pa

บทที่ 73 สงครามประสาทใต้ร่มไม้

สงครามประสาทใต้ร่มไม้มู่หรงเสวี่ยยกจอกชาขึ้นจิบช้าๆ กลิ่นชาชั้นเลิศกลับรสนุ่มนวล ทว่าบรรยากาศกลับขมขื่นเกินบรรยาย นางรับรู้ถึงสายตาที่แตกต่างกันทั้งสามสายตาที่ทิ่มแทงมา"อากาศในอุทยานวันนี้ดูจะร้อนรุ่มผิดปกตินะพวกเจ้าว่าไหม?" มู่หรงเสวี่ยเอ่ยเสียงเรียบ"สนมเหม่ย... เจ้าดูจะสนใจสร้อยหยกของข้าเป็นพิเศษ หรือว่ากรมพิธีการขาดแคลนเครื่องประดับจนต้องให้เจ้าเที่ยวมาจดจ้องของผู้อื่นเช่นนี้?"สนมเหม่ยชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มหวานพร่าเลือนลงครู่หนึ่งก่อนจะกลับมาแย้มยิ้ม"หม่อมฉันเพียงแต่ชื่นชมในความงามเพคะฮองเฮา หยกขาวนี้บริสุทธิ์ยิ่งนัก... กลัวก็แต่ว่าหากเจ้าของดูแลไม่ดี วันหนึ่งมันอาจจะแตกสลายหรือเปลี่ยนมือไป""งั้นหรือ?" มู่หรงเสวี่ยหันไปมองสนมจิง "แล้วเจ้าเล่าสนมจิง ท่าทางเชิดหน้าของเจ้า ราวกับว่าเจ้ากำลังอยู่ในสมรภูมิ มิใช่ในอุทยาน หากเจ้าอยากจะรบนัก ข้าก็มีสนามฝึกที่ว่างอยู่ หรือว่าเจ้าถนัดแต่การ 'วางอำนาจ' ในวังหลังมากกว่าการออกไปจับดาบจริงๆ?"สนมจิงแค่นหัวเราะ "วรยุทธ์คือพื้นฐานของคนตระกูลหลี่เพคะ หม่อมฉันเพียงแต่คิดว่า... วังที่เงียบเหงา
Magbasa pa

บทที่ 74 แผนร้ายลองดี

สงครามประสาทในสวนหลวงท่ามกลางศาลาริมน้ำที่ลมวสันต์พัดเฉื่อยฉิว บรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะคิกคักและคำจิกกัดของเหล่าสนมใหม่กลับพลันเยือกเย็นลงจนน่าใจหาย มู่หรงเสวี่ย บรรจงวางถ้วยชาลายครามลงบนโต๊ะหินอ่อนอย่างแผ่วเบา ทว่าเสียงกระทบกันของกระเบื้องเคลือบเพียงแผ่วเบานั้นกลับดังสนั่นในความรู้สึกของผู้ฟัง ราวกับเป็นเสียงระฆังเตือนศึกนางไม่ได้มีร่องรอยของการโกรธเกรี้ยว ไม่มีแม้แต่การขึ้นเสียง ทว่าดวงตาคู่นั้นที่เคยผ่านสมรภูมิและคุกใต้ดินกลับทอประกายลุ่มลึกและกดดันเสียจนสนมทั้งสามแทบจะลืมวิธีหายใจ"พวกเจ้าเพิ่งเข้าวังมาไม่กี่วัน คงยังไม่รู้ว่าที่นี่... ความงามและชาติตระกูลเป็นเพียงเปลือกนอก"มู่หรงเสวี่ยเอ่ยเสียงเรียบเย็น แววตาของนางกวาดมองไปที่ สนมจิง ผู้ที่เพิ่งเย้ยหยันเรื่องมือที่หยาบกร้านของนางเมื่อครู่ นางยกมือของตนขึ้นมาดูช้าๆ มือที่มีรอยแผลเป็นจางๆ จากการตรากตรำทว่าแข็งแรงและมั่นคง"สนมจิง... เจ้าบอกว่าข้ามือหยาบกร้านจากการซักผ้า ใช่... ข้าทำเช่นนั้นเพื่อแลกกับการมีชีวิตอยู่ ในวันที่ข้าไม่เ
Magbasa pa

บทที่ 75 สัญญามรณะใต้เงามืด

การแลกเปลี่ยนในเงามืดท่ามกลางความเงียบงัดยามวิกาลที่ปกคลุมพระราชวังหลวง มีเพียงเสียงลมพัดหวีดหวิวผ่านซอกกำแพงหิน สนมถิง สตรีผู้ซ่อนความริษยาไว้ภายใต้ใบหน้าอ่อนหวาน บัดนี้สวมชุดอำพรางกายสีดำสนิทกลมกลืนไปกับความมืด นางยืนรออยู่อย่างอดทนที่มุมอับสายตาข้างกำแพงห้องเครื่องหลวง จุดที่เงาของอาคารทอดทับจนยากที่ทหารยามจะสังเกตเห็นครู่ต่อมา ร่างท้วมของ หัวหน้าห้องเครื่องหลวง ก็คลานเข่าออกมาจากประตูเล็กด้านหลัง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อกาฬแม้ในอากาศที่หนาวเหน็บ ดวงตาที่ฉายแววละโมบกวาดมองไปทั่วด้วยความระแวงสัญญามรณะใต้เงามืด"นี่คือมัดจำสำหรับความกล้าหาญของเจ้า" สนมถิงเอ่ยน้ำเสียงเย็นเยียบพลางโยนถุงเงินหนักอึ้งลงบนพื้นหิน เสียงเหรียญทองกระทบกันดังกังวานสั้นๆ ทว่าบาดลึกเข้าไปในใจของผู้ที่โมหะบังตานางล้วงเอา ขวดกระเบื้องเคลือบสีขาวจิ๋ว ขนาดเท่าปลายนิ้วก้อยออกมาจากสาบเสื้อ ขวดนั้นเรียบเนียนทว่ากลับบรรจุสิ่งที่จะสั่นคลอนเกียรติยศของพญาหงส์"ในนี้คือ 'ผงรากบัว
Magbasa pa

บทที่ 76 ละครฉากใหญ่ในเงาจันทร์

ทว่า... ในจังหวะที่ไอน้ำแกงร้อนระอุนั้นลอยมากระทบจมูก มู่หรงเสวี่ยที่กำลังจะหยิบช้อนกลับชะงักค้างอยู่กลางอากาศประสาทสัมผัสของนางไม่ได้เป็นเพียงสตรีในห้องหอทั่วไป แต่มันถูกหล่อหลอมมาจาก 'โรงซักล้าง' สถานที่ที่นางเคยใช้เวลาหลายปีดมกลิ่นสาบของผ้าเน่า กลิ่นด่างเข้มข้น และกลิ่นเชื้อราเพื่อแยกแยะความสกปรก อีกทั้งยังถูกลับคมด้วยประสบการณ์ในสนามรบที่กลิ่นยาพิษเพียงเบาบางก็หมายถึงความตายกลิ่นหอมหวานเอียนๆ ที่ซ่อนตัวอย่างแนบเนียนอยู่ใต้ความฉุนของโสม... มันเบาบางมากจนคนทั่วไปไม่มีทางสังเกตเห็น แต่นางกลับจำมันได้แม่นยำรากบัวหิมะสกัด... มู่หรงเสวี่ยคิดในใจ แววตาคมกริบวาบขึ้นเพียงชั่วครู่หนึ่งดุจสายฟ้าฟาดในความมืด ก่อนจะถูกซ่อนไว้ภายใต้อาการนิ่งสงบอย่างรวดเร็วสมุนไพรชนิดนี้หากทานในปริมาณน้อยจะช่วยคลายความร้อน แต่หากสกัดจนเข้มข้นและใส่ลงในน้ำแกงที่มีฤทธิ์ร้อนอย่างโสม มันจะกลายเป็นยาระบายที่กัดกร่อนลำไส้อย่างช้าๆ ไม่ได้ปลิดชีวิตในทันที แต่จะทำให้ผู้ที่เสวยเข้าไปต้องทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสและเสียกิริยาอย่างรุนแรงในวันถัดไป
Magbasa pa

บทที่ 77 กับดักที่วางไว้กลางวังหลวง

กับดักที่วางไว้กลางวังหลวงข่าวการ "ประชวรหนัก" ของฮองเฮาแพร่กระจายไปทั่ววังหลวงดุจไฟลามทุ่ง ภายในตำหนักเย็นของสามสนม เสียงหัวเราะอย่างผู้ชนะดังประสานกันขึ้นมาทันที พวกนางมั่นใจว่าแผนการครั้งนี้สำเร็จลุล่วง มู่หรงเสวี่ยที่น่ารังเกียจจะไม่ได้โผล่หน้าไปในงานเลี้ยง และตงฟางเย่จะต้องอับอายขายหน้าจนต้องมองหา "สตรีผู้อื่น" มาเคียงข้างแทนทว่าพวกนางไม่รู้เลยว่า ในขณะที่หมอหลวง (ซึ่งเป็นคนของมู่หรงเสวี่ย) กำลังแสร้งทำเป็นตรวจชีพจรอย่างเคร่งเครียด มู่หรงเสวี่ยกลับแอบลืมตาขึ้นมองเพดานด้วยรอยยิ้มเย็นชา"จงรื่นเริงกันให้เต็มที่เถิดเหล่าสนมเอ๋ย... เพราะในวันพรุ่งนี้ ข้าจะทำให้พวกเจ้าได้รู้ว่า การที่พญาหงส์ล้มลงนั้น ไม่ใช่เพราะพ่ายแพ้ แต่มันคือการย่อตัวเพื่อกระโจนขึ้นตะปบเหยื่อให้ดิ้นไม่หลุดต่างหาก"กับดักที่ขุดไว้รอข่าวคราวการ "ประชวรกะทันหัน" ของมารดาแห่งแผ่นดินกลายเป็นคลื่นยักษ์ที่ซัดสาดไปทั่วทุกซอกมุมของพระราชวังหลวง ภายในตำหนักของเหล่าสนมทั้งสาม บรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยความอึดอัดกลับแปรเปลี่ยนเป็นความรื่นเริงอย่าง
Magbasa pa

บทที่ 78 รุ่งอรุณแห่งการพิพากษา

การเตรียมตัวสู่ 'เวที' ที่ไม่มีอยู่จริง ทางด้าน สนมจิง และ สนมเหม่ย ก็มิได้น้อยหน้า พวกนางต่างวุ่นวายอยู่กับการจัดเตรียมความพร้อมขั้นสุดท้าย สนมจิง สั่งให้นางกำนัลฉีดพรมน้ำหอมกลิ่นดอกราตรีเข้มข้นลงบนชุดเกราะอ่อนปักดิ้นทอง นางฝึกท่าการสะบัดชายผ้าและการเชิดหน้าให้ดูองอาจที่สุด ราวกับเป็นขุนพลหญิงผู้เกรียงไกร ส่วนสนมเหม่ย นั่งเลือกปิ่นปักผมที่ยาวที่สุดและแหลมที่สุดเพื่อเพิ่มความสูงส่งให้ตนเอง นางซ้อมการแย้มยิ้มที่คิดว่า 'เย้ายวน' ที่สุดในกระจกซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อรอวินาทีที่จะได้รับใช้ใกล้ชิดฮ่องเต้ข้างบัลลังก์พวกนางต่างสำรวจความเรียบร้อยของกันและกันด้วยสายตาที่ซ่อนมีดเอาไว้ แม้ในใจจะแย่งชิงกันเอง แต่ยามนี้เป้าหมายเดียวคือการข้ามศพของฮองเฮาที่กำลัง 'ประชวรหนัก' ไปให้ได้พญาหงส์ในเงามืด  วินาทีแห่งการนับถอยหลัง ทว่า... ในขณะที่แสงตะเกียงที่ตำหนักสนมสว่างจ้า ตำหนักคุณหนิงกลับเงียบสงัดและมืดสลัว มู่หรงเสวี่ยประทับนั่งอยู่ริมหน้าต่างที่เปิดรับลมหนาว แสงจ
Magbasa pa
PREV
1
...
678910
...
19
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status