ยามเซิน (๑๕.๐๐ – ๑๖.00 น.) บนเส้นทางสายยาวที่ทอดตัวไกลสุดสายตา อาชาหนุ่มสองตัวควบตะบึงฝ่าฝุ่นตลบมาแต่ไกล ครั้นเข้าใกล้ริมฝั่งแม่น้ำว่านฉวน องค์ชายอิ้งเยว่ออกแรงรั้งบังเหียนเพื่อหยุดพาหนะคู่ใจ เมื่อฝีเท้าอาชาผ่อนจากควบเร็วเป็นเดินเหยาะ ร่างสูงพลันเอี้ยวตัวหันไปมองทหารคนสนิทที่ชะลอม้าตามหลังมาไม่ห่าง“อาเหล่ย พักที่นี่สักครู่เถิด” “พ่ะย่ะค่ะ” หวังเหล่ยผงกศีรษะรับคำบุรุษในชุดสีน้ำเงินเข้มสง่างามก้าวลงจากหลังม้าเป็นคนแรก ก่อนจะจูงพาหนะเข้าใกล้ริมน้ำ ปล่อยให้พวกมันได้ดื่มกินจนสำราญใจ องค์ชายอิ้งเยว่ปลดคันธนูอาวุธคู่กายไว้ด้านหลัง ย่อกายลงนั่งริมตลิ่งพลางแก้เชือกมัดข้อมือให้คลายออก ก่อนจะวักน้ำขึ้นลูบไล้ใบหน้าและลำคอเพื่อคลายร้อนจากแดดอัสดง เจ้าอาชายืนเล็มหญ้าอยู่ไม่ไกล ส่งเสียงพ่นลมหายใจฟึดฟัดและเสียงเคี้ยวหญ้าอ่อนเป็นจังหวะท่ามกลางหยดน้ำที่เกาะพราวใบหน้าคมคาย ดวงตาคมเหลือบเห็นสิ่งผิดปกติที่ท่าเรือเล็กๆ อีกฟากฝั่ง องค์ชายหยัดกายลุกขึ้นยืนทัศนา เห็นเรือลำหนึ่งผูกไว้กับเสาเตี้ยๆ มีคนสามคนกำลังทุลักทุเลก้าวลงเรือ ชายคนแรกเร่งผูกเชือกยึดเรือให้มั่นคง ก่อนจะรับร่างคนในอ้อมแขนจากอีกคน ดูจากอา
Read more