تسجيل الدخولนายน้อยตระกูลฉีแอบเข้าวังต้องห้ามเพราะความเป็นห่วงพี่สาวแท้ๆ ที่ถูกกำหนดให้แต่งงานเข้าตระกูลหลวง คือองค์ชายรองผู้มีชื่อเรื่องเจ้าสำราญ อันฉีหวังเพียงจะหาทางช่วยพี่ให้หลุดพ้นชะตากรรมนี้ ทว่าเหตุการณ์กลับตาลปัตร ไม่เพียงช่วยพี่สาวไม่ได้ เขากลับกลายเป็นชายาบุรุษขององค์ชายรองเสียเอง
عرض المزيد“พวกเขามากันแล้ว!” อากุ้ย ทาสรับใช้ในจวนของท่านเจ้าแคว้นฉี ใช้มือป้องปากตะโกนลั่นด้วยสีหน้าตื่นเต้น หากแต่แฝงไว้ด้วยความยินดีอย่างยิ่งยวด ทาสรับใช้คนอื่น ๆ ที่ทำงานอยู่ก็ชะงักมือหยุดงานตรงหน้าแทบจะทันที อาเหว่ย ถึงกับโยนกระบุงเกลือที่แบกไว้บนบ่าทิ้งไปอย่างลืมตัว ส่วนอาเฉียง วางไม้กวาดในมือพิงไว้กับต้นท้อใกล้ ๆ จากนั้นทั้งหมดก็รีบสาวเท้ากรูกันเข้ามายืนข้างกายเจ้าคนแหกปากด้วยความอยากรู้อยากเห็น
สิ่งที่พวกเขาได้เห็นตรงหน้าประตูจวนนั้นคือ กลุ่มคนในเครื่องแบบทหารกำลังแบกเกี้ยวสีแดงหลังใหญ่มุ่งตรงมายังจวน บุรุษและสตรีรวมกันเกินกว่าห้าสิบชีวิต จัดแบ่งเป็นสองแถวซ้ายขวาอย่างเป็นระเบียบ นำหน้าด้วยเหล่าทหาร ตามด้วยเหล่านางกำนัล และที่ขาดไม่ได้คือเหล่านักดนตรีที่กำลังประโคมมโหรีสร้างความครึกครื้นเอิกเกริกมาตลอดทาง
เมื่อขบวนแห่ดังกล่าวมาหยุดสนิทหน้าประตูจวนตระกูลฉี แปดบุรุษร่างบึกบึน ผู้ทำหน้าที่แบกเกี้ยวเจ้าสาวหลังใหญ่อันว่างเปล่าไว้บนบ่า ต่างค่อย ๆ ประคองเกี้ยวสีแดงนั้นวางลงพื้นโดยพร้อมเพรียงกันอย่างระมัดระวัง เพื่อมิให้เกิดความเสียหายแม้แต่น้อย
อากุ้ย ทำหน้าระรื่น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื้นตัน: “ช่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติจริง ๆ นับว่าเป็นบุญตาของข้าแล้ว มิเสียทีที่ได้เกิดมา มิเสียที!”
อาเฉียง ยิ้มตาหยีพลางพูดเสริม: “ครึ่งค่อนชีวิตทาสเยี่ยงข้า ได้เห็นงานสมรสใหญ่โตเอิกเกริกก็คราวนี้เอง” เขาหยุดพูดครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วลงด้วยความหวังอันเลือนราง “หากอาอิง บุตรสาวข้า นางมีวาสนาสูงส่งได้เข้าพิธีสมรสดิบดีปานนี้... หากข้าต้องตายก็ไม่เสียดายแล้ว”
อาเหว่ย ผู้ยืนเคียงไหล่ ได้ยินดังนั้นก็พลันรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันใด เขากวาดสายตามองเพื่อนทาสทั้งสองด้วยความรำคาญใจ เจ้าพวกโง่งมนี่มีอย่างที่ไหนกัน! คนสมองทึบเช่นพวกเจ้าจะไปรู้อะไรเล่า หากรู้จักสังเกตสีหน้าของนายท่านสักนิดก็จะรู้ได้ นี่ไม่ใช่เวลามาพูดยินดีอะไรนั่นสักหน่อย เขาพูดเสียงขม “พวกเจ้าสองคนจะดีใจหาพระแสงอะไรกัน เจ้าและเจ้า ไม่รู้เรอะ! นายท่านฉีของพวกเรา มิได้ยินดีกับการสมรสครั้งนี้ของคุณหนูเยี่ยนฟางสักหน่อย องค์ชายอิ้งเยว่ (อิ้งเยว่=ภาพสะท้อนของดวงจันทร์) น่ะ แล้วอย่างไรเล่า? นิสัยดอกท้อปานนั้น มีนางเล็ก ๆ ในตำหนักเป็นโขยงยังไม่พอ เที่ยวเตร่ออกไปข้างนอกหาความสำเริงสำราญ ดื่มกินในหอดอกไม้แดงไม่เว้นแต่ละวัน! ไม่รู้นางโลมชั้นต่ำพวกนั้นมีดีอะไรสิน่า”
อาเหว่ยยิ่งพูดยิ่งของขึ้น เผลอกำหมัดแน่นแล้วทุบลงฝ่ามือตัวเองอย่างแรง ก่อนจะชี้ปลายนิ้วใส่จมูกอาเฉียงอย่างจัง “เช่นนี้ เจ้าน่ะ! ยังอยากเห็นบุตรสาวของเจ้าสมรสกับเขาอยู่หรือไม่?”
อาเฉียงไม่ทันอ้าปากโต้แย้งใดๆ ได้แต่รีบเอามือจับจมูกตัวเองเพื่อตรวจดูว่ามันยุบไปถึงกระโหลกแล้วหรือยัง อากุ้ย กลับเป็นฝ่ายแย่งพูดขึ้น: “ที่เจ้าพูดมาก็มีส่วนถูก แต่... นี่คือสมรสพระราชทานจากเทียนจื่อเชียวนะ! (เทียนจื่อ=กษัตริย์) นายท่านฉี หากคิดจะปฏิเสธคงไม่ง่ายนักหรอก”
อาเฉียง พยักหน้าเห็นด้วย “โอ้ว์ แน่ล่ะ เพราะการทำเยี่ยงนั้น มันหมายความถึงนายท่านฉีของพวกเรา กล้าขัดต่อความประสงค์ของโอรสสวรรค์นี่”
อากุ้ยหันมาสบตาเพื่อนทาส “นั่นน่ะ เป็นเพราะนายท่านฉีครั้งก่อนช่างอาจหาญชาญชัยยิ่งนัก มีผู้กล้าท่านใดกันที่กล้าเคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมรบกับเหล่าทหารทั้งหกกองทัพของเทียนจื่อ ขับไล่ศัตรูหมายจะเข้ายึดเมืองเฮ่าจินเช่นท่านเจ้าแคว้นฉีของพวกเรา ผลลัพธ์เป็นอย่างไรเล่า? ในที่สุดก็รักษาเมืองหลวงเอาไว้ได้นะซี”
อากุ้ยพักหายใจชั่วครู่แล้วรีบพูดต่อ “ศึกใหญ่ครั้งนั้น พวกเจ้าสองคนคงพอจำได้ใช่หรือไม่? หากไม่ได้นายท่านฉีนำทหารใต้อาณัติของท่านไปช่วยเสริมกำลังด่านหน้าได้ทันเวลา เจ้าและเจ้า! ลองเดาดูสิ ปานนี้เมืองเฮ่าจินจะตกอยู่ในกำมือผู้ใดกัน?”
ศึกใหญ่ที่อากุ้ยพูดถึงนั้น คือศึกระหว่างคนเมืองเฮ่าจินและคนเผ่าเฉวี่ยนหรงเมื่อหลายปีก่อน...เทียนจื่อ คือผู้รวบอำนาจแคว้นต่าง ๆ ไว้ส่วนกลาง ทว่าในความเป็นจริงอำนาจของพระองค์เริ่มสั่นคลอน เมื่อเจ้าแคว้นหลายคนเริ่มแข็งข้อและปรารถนาอิสระในการปกครองตนเอง มีเพียงเจ้าแคว้นฉีเท่านั้นที่ยังคงจงรักภักดีอย่างสุดหัวใจ ยื่นมือเข้าช่วยเหลือส่วนกลางอย่างแท้จริงในสงครามกับเผ่าเฉวี่ยนหรง ด้วยความดีความชอบครั้งใหญ่หลวงนี้ เทียนจื่อจึงต้องมอบรางวัล... แต่รางวัลที่มอบให้นั้น ช่างน่ากังขา!
อาเหว่ย สวนกลับด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน: “รางวัลดิบดีอะไรกัน! หากเทียนจื่อมีความจริงใจกับนายท่านฉีจริงล่ะก็ ไยไม่ประทานสมรสมาให้คุณหนูเยี่ยนฟางคู่กับองค์รัชทายาทเจี้ยนกั๋วคนนั้นเล่า? อย่างนี้สิจึงจะเรียกว่ารางวัลใหญ่ ให้สมกับความดีความชอบของเจ้าแคว้นฉีผู้มีใจจงรักภักดีต่อเทียนจื่ออย่างหาผู้ใดเปรียบมิได้!”
อาเฉียง เริ่มคล้อยตามคำพูดของอาเหว่ย: “เช่นนั้น... งานสมรสของคุณหนูเยี่ยนฟาง มิเท่ากับได้แสดงให้เห็นแล้วหรือว่า เทียนจื่อยังคงไม่คลายความระแวงสงสัยที่มีต่อเจ้าแคว้นฉีของพวกเรา! พระองค์เกรงว่าหากจับคู่ให้คุณหนูเยี่ยนฟางคู่กับองค์รัชทายาท โจวเจี้ยนกั๋ว ผู้เป็นทายาทโดยตรง ภายหน้าคุณหนูเยี่ยนฟางในฐานะพระชายาเอกอาจได้เป็นใหญ่เป็นโต แม้จะเป็นวังหลังแต่ก็มีโอกาสกุมอำนาจไว้ในมือก็เป็นไปได้นี่! เมื่อเป็นเช่นนี้ นายท่านฉีจะมีเส้นสายในวังหลวงสักกี่มากน้อย? เทียนจื่อจำต้องตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลม เป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่เล่า?”
อากุ้ยพูดสรุปด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง “เทียนจื่อเกรงว่าตำแหน่งโอรสสวรรค์ของพระองค์ คงถึงคราเปลี่ยนจากคนสกุลโจวแล้วนะซี”
อาเฉียงส่ายหน้าด้วยความสงสาร “โชคชะตาฟ้าลิขิตแท้ ๆ คุณหนูเยี่ยนฟางของพวกเรา นางจะมีความสุขได้อย่างไรกัน?”
“เฮ้อ” สามเกลอทอดถอนใจอย่างพร้อมเพรียงโดยไม่ได้นัดหมาย พวกเขาเลิกสนใจและหันหลังให้กับขบวนมาจากในวังหลวงเหล่านั้น ต่างแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนต่อ
คนเป็นทาสในเรือนอย่างพวกเขา แม้จะเคยเห็นคุณหนูเติบโตมาตั้งแต่แรก นางมีร่างกายอ่อนแอเพราะมีโรคประจำตัวตั้งแต่เกิดรักษาไม่หายก็จริงอยู่ ทว่านางกลับมีจิตใจดีงาม ทั้งชอบช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยากราวกับโพธิสัตว์มาโปรด คุณหนูเยี่ยนฟางคนนี้ มองทาสอย่างพวกเขาเหมือนเป็นญาติสนิทของนาง มิได้กดขี่ข่มเหงแต่อย่างใด ดังนั้น คนมีฐานะต่ำต้อยเหล่านี้จึงรู้สึกเห็นอกเห็นใจคุณหนูไม่น้อย แต่จะเอาปัญญาที่ไหนไปช่วยเหลือ?
สิ่งที่ทำได้... ก็มีเพียงเอาใจช่วยให้คุณหนูผู้น่าเวทนาผ่านพ้นเคราะห์กรรมครั้งนี้ไปได้ด้วยดีเท่านั้นเอง
ฉีอันฉีแม้ร่างกายกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมแล้ว ทว่าเขายังคงอาศัยอยู่ในกระท่อมหลังน้อยของท่านอาไป๋ต่ออย่างไม่มีกำหนด ตั้งใจรอจนกว่าจะมีโอกาสพบหน้าท่านผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเขาไว้นั่นเอง หากไม่รอพบหน้าไยจะรู้ได้ ..ผู้มีพระคุณนั้นที่แท้เป็นใครมาจากไหน ทั้งมีชื่อแซ่ว่าอะไร หากมีโอกาส เขาย่อมตอบแทนแน่เวลานี้บ่ายคล้อยแล้วหนุ่มน้อยยังคงนั่งใจลอยอยู่ริมธารเฉกเช่นทุกวัน ที่แห่งนี้เขาไม่มีอะไรทำ นอกจากช่วยท่านอาไป๋ผ่าฟืนตักน้ำ เมื่อภารกิจประจำวันสิ้นสุดลงฉีอันฉีถือโอกาสมานั่งเล่นข้างคลองน้ำ ในหัวพลางคิดไปเรื่อยเปื่อยร่างเล็กในเสื้อผ้าปะผุนั่งอยู่ลำพัง พลันถอนใจครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อไหร่หนอคนผู้นั้นจะมาเสียที หรือต้องให้รอไปถึงชาติหน้าหรือไม่?ใต้ร่มไม้ใหญ่ บางทีการได้อยู่คนเดียวเงียบๆ ก็ทำให้เขาฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้หลายอย่าง ยิ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าหัวใจเขาตอนนี้กำลังคิดถึงใครบางคนแทบบ้า… องค์ชายอิ้งเยว่หากรู้แล้วจะทำเช่นไร อีกทั้งท่านพ่อท่านแม่ทั้งพี่ใหญ่อีกเล่า คนเหล่านั้นอาจคิดไปแล้วว่าเขาไม่ได้มีชีวิตอยู่ส่วนพี่หญิงนั้นเล่า แม้นางทำไม่ดี น้องชายคนนี้กลับไม่ได้ถือโทษโกรธนาง หากมีคนผิดย่อมต้องเป็น
ฉีเยี่ยนฟางเห็นภาพบาดตานั้นก็สุดจะกลั้น ความโกรธแค้นประดังเข้ามาจนลืมความเศร้า นางลุกพรวดจากพื้น ปรี่เข้าไปหาทั้งคู่ทันที “เสด็จพี่! ทรงทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรเพคะ!”องค์ชายอิ้งเยว่ไม่มีแม้แต่แววตาโศกเศร้า พระองค์จ้องตากับฉีเยี่ยนฟางอย่างท้าทาย พลางใช้ปลายนิ้วลูบไล้ริมฝีปากของสนมฉู่อย่างหลงใหล มิหนำซ้ำยังจงใจรั้งคอเสื้อของนางให้เลื่อนลง เผยให้เห็นรอยแดงช้ำที่เกิดจากการขบเคี้ยวเหนือไหล่นวลเนียน เพื่อยั่วยุให้ฉีเยี่ยนฟางเข้าใจผิด“คนตายไปแล้วไม่อาจฟื้น เศร้าโศกไปก็เปล่าประโยชน์” พระองค์ตรัสด้วยเสียงเนิบนาบ ก่อนหันไปถามคนบนตัก “สนมฉู่ เจ้าเห็นด้วยกับข้าหรือไม่?”“พระสวามีช่างปราดเปรื่องยิ่งนักเพคะ” สนมฉู่บิดกายเขินอายอยู่บนตักแกร่งฉีห่าวหรานขบเคี้ยวเขี้ยวฟันจนหน้าดำหน้าแดง เขาไม่อยากเชื่อว่าลูกเขยจะไร้ยางอายถึงเพียงนี้ ลูกเมียกำลังโศกเศร้า แต่เขากลับพาสนมมาสำเริงสำราญเย้ยฟ้าท้าดิน เจ้าแคว้นฉีไม่รู้ว่าควรกล่าวสิ่งใดจึงจะเหมาะสมกับความต่ำช้าตรงหน้า เขาเพียงพ่นลมหายใจอย่างขยะแขยง “หึ! ข้าจะไปดูอาการฮูหยิน” แล้วสะบัดหน้าเดินหนีออกจากห้องไปฉีเจียลี่ยืนงงงวยกับเหตุการณ์ที่พลิกผันไปมา เข
มือเรียวสั่นเทาช่วยกระชากผ้าผืนหนาออกจากปากของเสี่ยวถูหลัน สาวใช้คนสนิทรีบสำลักอากาศหายใจก่อนจะละล่ำละลักพูดบอกเจ้านาย “พระชายา... หม่อมฉันถูกโจรป่าทำร้ายเพคะ!”“โจรป่ารึ?”“เพคะ หม่อมฉันเร่งรุดไปยังริมธารตามแผนการ กลับพบโจรชั่วปิดบังใบหน้าด้วยผ้าดำชุดดำ ฝีมือมันร้ายกาจเกินกว่าวรยุทธของหม่อมฉันจะต้านทานไหว แล้วก็เป็นอย่างที่เห็นนี่แหละเพคะ” “ชะ...เช่นนั้น อันอัน... น้องชายของข้า มิต้องจมน้ำตายไปจริงๆ หรอกหรือ!”ใบหน้าของฉีเยี่ยนฟางซีดเผือดราวกับกระดาษ นางวิ่งถลันกลับไปยังหน้าผาโดยไม่สนแม้แต่จะช่วยแก้เชือกให้เสี่ยวถูหลันเมื่อไปถึงริมธารเบื้องล่าง เห็นเหล่าทหารองครักษ์ทั้งหกต่างพากันดำผุดดำว่ายค้นหาอย่างเอาเป็นเอาตาย ทว่ากลับไร้วี่แวว พวกเขาต่างหาน้องชายนางไม่พบ“อันอัน! น้องพี่!” ฉีเยี่ยนฟางหวีดร้องปานจะขาดใจ นางเตรียมกระโจนลงไปในกระแสน้ำเชี่ยวเพื่อหาน้องชายด้วยตนเอง ทว่าเสี่ยวซินกลับปราดเข้ามาขวางไว้แน่น“พระชายา! อย่าเพคะ!”“เสี่ยวซิน เจ้าห้ามข้าทำไม! ปล่อย! ข้าจะไปหาน้องชายข้า!” นางดิ้นรนทั้งน้ำตานองหน้า“พระชายา... นายน้อยจมน้ำนานเกินไปแล้ว ต่อให้ค้นพบยามนี้…ก็คง... ไร้ประโยชน์แ
“ข้าก็ต้องกลัวสิ! กลัวว่าท่านพี่อาจพลาดพลั้งตกลงไป หากเป็นเช่นนั้นจริง ข้าจะทำอย่างไร!” อันฉีหมายความว่าตัวเขาเองพอเอาตัวรอดได้ เขาว่ายน้ำเป็น แต่พี่สาวผู้มีร่างกายอ่อนแอประหนึ่งกิ่งหลิวต้องลมเช่นนาง หากลื่นไถลลงไปในกระแสน้ำเชี่ยวข้างล่างนั้น โอกาสรอดคงเท่ากับศูนย์ และในป่าลึกที่ไร้ผู้คนเช่นนี้ หากเกิดเหตุร้ายขึ้นมาเขาคงเรียกหาความช่วยเหลือจากใครไม่ทัน“ข้าไม่กลัว แล้วเจ้าจะกลัวไปไย รีบตามมาเถอะ”ในที่สุดทั้งคู่ก็มาถึงริมหน้าผาสูงชัน อันฉีที่มัวแต่มองแผ่นหลังพี่สาวเผลอเหยียบหินก้อนเท่ากำปั้นจนเสียหลักเกือบถลันตกเหว โชคดีที่มือเรียวของพี่สาวคว้าแขนเขาไว้ได้ทัน “เจ้าระวังหน่อย”“ขะ...ขอบคุณขอรับ พี่หญิง”เมื่อน้องชายยืนหยัดได้อย่างมั่นคง เยี่ยนฟางก็ละสายตาไปมองหาก้อนหินก้อนหนึ่งบนพื้น นางหยิบมันขึ้นมาเดาะในมือสองสามครั้งอย่างใจลอย “อันอัน เจ้าว่าหน้าผานี้ สูงเพียงใด? หากข้าพลาดพลั้งตกลงไป ข้าจะตายหรือไม่?”สิ้นคำถาม นางก็ขว้างหินในมือลงไปเบื้องล่างทันที!อันฉีมองตามก้อนหินที่ลอยละลิ่วดิ่งลงสู่เบื้องล่าง มันปะทะเข้ากับผิวน้ำที่กำลังเดือดพล่านดุจฟ้าพิโรธก่อนจะหายวับไปในชั่วพริบตา “พี่หญิ
วั่งซูและหยวนคุณผนึกกำลังเข้าประมือกับองค์ชายอิ้งเยว่แบบสองรุมหนึ่ง เสียงปะทะของกระบวนท่าดังสนั่นไปทั่วห้องโถง องค์ชายหนุ่มวาดลวดลายเพลงยุทธ์อย่างดุดัน ทั้งลูกเตะที่ทรงพลังและหมัดที่หนักหน่วงซัดเข้ากลางอกวั่งซูจนอีกฝ่ายเซถลาล้มคว่ำ กระอักเลือดออกมาคำรบใหญ่โม่โฉวเห็นท่าไม่ดีว่ายอดฝีมือฝ่ายตนกำลังเพ
หลังจากแยกกับเสี่ยวซิน อันฉีรุดหน้าไปยังห้องพักในเรือนบ่าวอย่างรวดเร็ว เขารื้อค้นหีบไม้คู่ใจจนพบห่อเงินที่ซุกซ่อนไว้ใต้กองเสื้อผ้า นิ้วเรียวรีบคว้ามันออกมาพร้อมกับใบผ่านทาง ที่นอนนิ่งอยู่ในกล่องเครื่องเขียนใต้เตียง เมื่อตรวจสอบจนมั่นใจว่าเอกสารสำคัญอยู่ครบ เขาก็ลอบถอนใจด้วยความโล่งอกหนุ่มน้อยก้มมอ
คำวิงวอนของเจียลี่ดั่งคมมีดที่กรีดลงบนมโนธรรมของรัชทายาทเจี้ยนกั๋ว เขาเริ่มไขว้เขว... แม้ลึกๆ จะมิได้มีใจปฏิพัทธ์ต่อสหายผู้นี้ในเชิงชู้สาว ทว่าหากต้องปล่อยให้คนชั่วรุมย่ำยีเจียลี่ต่อหน้าต่อตาโดยไม่คิดช่วยเหลือ เขายังนับว่าเป็นมนุษย์อยู่ได้อีกหรือ?เล่ห์เหลี่ยมแพรพราวที่เคยใช้ในศึกล่าอาณานิคมถูกงัดอ
ภายในห้องหอที่ถูกจัดแต่งอย่างวิจิตร กลิ่นหอมกำยานลอยอวลละมุนจมูก ทว่าบรรยากาศกลับตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก หลังจากฉีเยี่ยนฟางระเบิดโทสะใส่สามีจนสิ้นแรง นางก็โผเข้ากอดเขาไว้แน่น สะอื้นไห้ปานจะขาดใจราวกับจะใช้หยาดน้ำตาชะล้างความอัดอั้นทั้งหมดออกมาองค์ชายอิ้งเยว่ ยังคงคุกเข่ามือกำแน่นจนข้อนิ้วขาวโพลน





![อุบัติรักฟีโรโมน [Omagaverse]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





