LOGINนายน้อยตระกูลฉีแอบเข้าวังต้องห้ามเพราะความเป็นห่วงพี่สาวแท้ๆ ที่ถูกกำหนดให้แต่งงานเข้าตระกูลหลวง คือองค์ชายรองผู้มีชื่อเรื่องเจ้าสำราญ อันฉีหวังเพียงจะหาทางช่วยพี่ให้หลุดพ้นชะตากรรมนี้ ทว่าเหตุการณ์กลับตาลปัตร ไม่เพียงช่วยพี่สาวไม่ได้ เขากลับกลายเป็นชายาบุรุษขององค์ชายรองเสียเอง
View Moreฉีอันฉีแม้ร่างกายกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมแล้ว ทว่าเขายังคงอาศัยอยู่ในกระท่อมหลังน้อยของท่านอาไป๋ต่ออย่างไม่มีกำหนด ตั้งใจรอจนกว่าจะมีโอกาสพบหน้าท่านผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเขาไว้นั่นเอง หากไม่รอพบหน้าไยจะรู้ได้ ..ผู้มีพระคุณนั้นที่แท้เป็นใครมาจากไหน ทั้งมีชื่อแซ่ว่าอะไร หากมีโอกาส เขาย่อมตอบแทนแน่เวลานี้บ่ายคล้อยแล้วหนุ่มน้อยยังคงนั่งใจลอยอยู่ริมธารเฉกเช่นทุกวัน ที่แห่งนี้เขาไม่มีอะไรทำ นอกจากช่วยท่านอาไป๋ผ่าฟืนตักน้ำ เมื่อภารกิจประจำวันสิ้นสุดลงฉีอันฉีถือโอกาสมานั่งเล่นข้างคลองน้ำ ในหัวพลางคิดไปเรื่อยเปื่อยร่างเล็กในเสื้อผ้าปะผุนั่งอยู่ลำพัง พลันถอนใจครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อไหร่หนอคนผู้นั้นจะมาเสียที หรือต้องให้รอไปถึงชาติหน้าหรือไม่?ใต้ร่มไม้ใหญ่ บางทีการได้อยู่คนเดียวเงียบๆ ก็ทำให้เขาฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้หลายอย่าง ยิ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าหัวใจเขาตอนนี้กำลังคิดถึงใครบางคนแทบบ้า… องค์ชายอิ้งเยว่หากรู้แล้วจะทำเช่นไร อีกทั้งท่านพ่อท่านแม่ทั้งพี่ใหญ่อีกเล่า คนเหล่านั้นอาจคิดไปแล้วว่าเขาไม่ได้มีชีวิตอยู่ส่วนพี่หญิงนั้นเล่า แม้นางทำไม่ดี น้องชายคนนี้กลับไม่ได้ถือโทษโกรธนาง หากมีคนผิดย่อมต้องเป็น
ฉีเยี่ยนฟางเห็นภาพบาดตานั้นก็สุดจะกลั้น ความโกรธแค้นประดังเข้ามาจนลืมความเศร้า นางลุกพรวดจากพื้น ปรี่เข้าไปหาทั้งคู่ทันที “เสด็จพี่! ทรงทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรเพคะ!”องค์ชายอิ้งเยว่ไม่มีแม้แต่แววตาโศกเศร้า พระองค์จ้องตากับฉีเยี่ยนฟางอย่างท้าทาย พลางใช้ปลายนิ้วลูบไล้ริมฝีปากของสนมฉู่อย่างหลงใหล มิหนำซ้ำยังจงใจรั้งคอเสื้อของนางให้เลื่อนลง เผยให้เห็นรอยแดงช้ำที่เกิดจากการขบเคี้ยวเหนือไหล่นวลเนียน เพื่อยั่วยุให้ฉีเยี่ยนฟางเข้าใจผิด“คนตายไปแล้วไม่อาจฟื้น เศร้าโศกไปก็เปล่าประโยชน์” พระองค์ตรัสด้วยเสียงเนิบนาบ ก่อนหันไปถามคนบนตัก “สนมฉู่ เจ้าเห็นด้วยกับข้าหรือไม่?”“พระสวามีช่างปราดเปรื่องยิ่งนักเพคะ” สนมฉู่บิดกายเขินอายอยู่บนตักแกร่งฉีห่าวหรานขบเคี้ยวเขี้ยวฟันจนหน้าดำหน้าแดง เขาไม่อยากเชื่อว่าลูกเขยจะไร้ยางอายถึงเพียงนี้ ลูกเมียกำลังโศกเศร้า แต่เขากลับพาสนมมาสำเริงสำราญเย้ยฟ้าท้าดิน เจ้าแคว้นฉีไม่รู้ว่าควรกล่าวสิ่งใดจึงจะเหมาะสมกับความต่ำช้าตรงหน้า เขาเพียงพ่นลมหายใจอย่างขยะแขยง “หึ! ข้าจะไปดูอาการฮูหยิน” แล้วสะบัดหน้าเดินหนีออกจากห้องไปฉีเจียลี่ยืนงงงวยกับเหตุการณ์ที่พลิกผันไปมา เข
มือเรียวสั่นเทาช่วยกระชากผ้าผืนหนาออกจากปากของเสี่ยวถูหลัน สาวใช้คนสนิทรีบสำลักอากาศหายใจก่อนจะละล่ำละลักพูดบอกเจ้านาย “พระชายา... หม่อมฉันถูกโจรป่าทำร้ายเพคะ!”“โจรป่ารึ?”“เพคะ หม่อมฉันเร่งรุดไปยังริมธารตามแผนการ กลับพบโจรชั่วปิดบังใบหน้าด้วยผ้าดำชุดดำ ฝีมือมันร้ายกาจเกินกว่าวรยุทธของหม่อมฉันจะต้านทานไหว แล้วก็เป็นอย่างที่เห็นนี่แหละเพคะ” “ชะ...เช่นนั้น อันอัน... น้องชายของข้า มิต้องจมน้ำตายไปจริงๆ หรอกหรือ!”ใบหน้าของฉีเยี่ยนฟางซีดเผือดราวกับกระดาษ นางวิ่งถลันกลับไปยังหน้าผาโดยไม่สนแม้แต่จะช่วยแก้เชือกให้เสี่ยวถูหลันเมื่อไปถึงริมธารเบื้องล่าง เห็นเหล่าทหารองครักษ์ทั้งหกต่างพากันดำผุดดำว่ายค้นหาอย่างเอาเป็นเอาตาย ทว่ากลับไร้วี่แวว พวกเขาต่างหาน้องชายนางไม่พบ“อันอัน! น้องพี่!” ฉีเยี่ยนฟางหวีดร้องปานจะขาดใจ นางเตรียมกระโจนลงไปในกระแสน้ำเชี่ยวเพื่อหาน้องชายด้วยตนเอง ทว่าเสี่ยวซินกลับปราดเข้ามาขวางไว้แน่น“พระชายา! อย่าเพคะ!”“เสี่ยวซิน เจ้าห้ามข้าทำไม! ปล่อย! ข้าจะไปหาน้องชายข้า!” นางดิ้นรนทั้งน้ำตานองหน้า“พระชายา... นายน้อยจมน้ำนานเกินไปแล้ว ต่อให้ค้นพบยามนี้…ก็คง... ไร้ประโยชน์แ
“ข้าก็ต้องกลัวสิ! กลัวว่าท่านพี่อาจพลาดพลั้งตกลงไป หากเป็นเช่นนั้นจริง ข้าจะทำอย่างไร!” อันฉีหมายความว่าตัวเขาเองพอเอาตัวรอดได้ เขาว่ายน้ำเป็น แต่พี่สาวผู้มีร่างกายอ่อนแอประหนึ่งกิ่งหลิวต้องลมเช่นนาง หากลื่นไถลลงไปในกระแสน้ำเชี่ยวข้างล่างนั้น โอกาสรอดคงเท่ากับศูนย์ และในป่าลึกที่ไร้ผู้คนเช่นนี้ หากเกิดเหตุร้ายขึ้นมาเขาคงเรียกหาความช่วยเหลือจากใครไม่ทัน“ข้าไม่กลัว แล้วเจ้าจะกลัวไปไย รีบตามมาเถอะ”ในที่สุดทั้งคู่ก็มาถึงริมหน้าผาสูงชัน อันฉีที่มัวแต่มองแผ่นหลังพี่สาวเผลอเหยียบหินก้อนเท่ากำปั้นจนเสียหลักเกือบถลันตกเหว โชคดีที่มือเรียวของพี่สาวคว้าแขนเขาไว้ได้ทัน “เจ้าระวังหน่อย”“ขะ...ขอบคุณขอรับ พี่หญิง”เมื่อน้องชายยืนหยัดได้อย่างมั่นคง เยี่ยนฟางก็ละสายตาไปมองหาก้อนหินก้อนหนึ่งบนพื้น นางหยิบมันขึ้นมาเดาะในมือสองสามครั้งอย่างใจลอย “อันอัน เจ้าว่าหน้าผานี้ สูงเพียงใด? หากข้าพลาดพลั้งตกลงไป ข้าจะตายหรือไม่?”สิ้นคำถาม นางก็ขว้างหินในมือลงไปเบื้องล่างทันที!อันฉีมองตามก้อนหินที่ลอยละลิ่วดิ่งลงสู่เบื้องล่าง มันปะทะเข้ากับผิวน้ำที่กำลังเดือดพล่านดุจฟ้าพิโรธก่อนจะหายวับไปในชั่วพริบตา “พี่หญิ
ท่ามกลางเสียงอสนีบาตที่ฟาดเปรี้ยงลงมาเหนือหลังคาตำหนักร้าง ราวกับจะถล่มฟ้าทลายดิน ฝนเม็ดใหญ่กระหน่ำตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ป่าไผ่โดยรอบไหวเอนลู่ตามกระแสลมแรงที่พัดกรรโชก หากแต่ภายในตำหนักบนชั้นลอยนั้น กลับมีกระแสคลื่นความร้อนแรงที่เผาไหม้อยู่บนเตียงกว้างอิ้งเยว่รู้สึกถึงมวลอารมณ์เร่าร้อนที่สุมทรว
“ยาปลุกกำหนัดบ้าๆ นี่มีฤทธิ์เป็นเช่นไร ไยข้าจะไม่รู้พิษสงของมัน ข้าเองๆ” ฉีอันฉีรำพึงพลางมีสีหน้าจริงจัง เพื่อช่วยให้ท่านพี่ชุนหายจากอาการทุรนทุราย เขาจึงมิอาจรอช้า รีบถลกแขนเสื้อขึ้นไปถึงข้อพับศอก และลงมือกระตุกผ้าผูกบั้นเอวของคนบนเตียงอย่างไม่ลังเล ออกแรงเพียงนิดผ้าผูกเอวก็หลุดลุ่ยอย่างง่ายดาย เ
ตลอดสามวันที่ผ่านมา ฉีอันฉีถูกกักบริเวณอยู่ในตำหนักตงหยางอย่างเคร่งครัด ทว่าเขาก็ได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีจากองค์รัชทายาทโจวเจี้ยนกั๋ว ทั้งเรื่องทายาสมานแผล ต้มยาบำรุงกำลัง ทั้งหมดองค์รัชทายาทล้วนทำมันเอง เจ้าเด็กดื้อผู้นี้นับว่าดวงยังแข็ง รอดชีวิตมาได้ มิเช่นนั้น องค์รัชทายาทคงรู้สึกผิดไปชั
เมื่อดวงจันทร์เคลื่อนคล้อยลาลับเหลี่ยมเขาไปแล้ว รุ่งอรุณแห่งวันใหม่ก็มาเยือน องค์รัชทายาทโจวเจี้ยนกั๋วออกแรงผลักบานหน้าต่างคู่ให้แย้มออกอย่างแผ่วเบา เพื่อต้อนรับอากาศบริสุทธิ์ภายนอกตำหนักให้โชยเข้ามาในห้องบรรทมความเคลื่อนไหวเล็กน้อยนี้เอง ทำให้ร่างบางที่นอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าแพรสีสดบนเตียงเริ่มขยับกาย





