จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา

จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา

last updateTerakhir Diperbarui : 2026-02-28
Oleh:  เนี่ยนเจินBaru saja diperbarui
Bahasa: Thai
goodnovel18goodnovel
Belum ada penilaian
13Bab
4Dibaca
Baca
Tambahkan

Share:  

Lapor
Ringkasan
Katalog
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi

นายน้อยตระกูลฉีแอบเข้าวังต้องห้ามเพราะความเป็นห่วงพี่สาวแท้ๆ ที่ถูกกำหนดให้แต่งงานเข้าตระกูลหลวง คือองค์ชายรองผู้มีชื่อเรื่องเจ้าสำราญ อันฉีหวังเพียงจะหาทางช่วยพี่ให้หลุดพ้นชะตากรรมนี้ ทว่าเหตุการณ์กลับตาลปัตร ไม่เพียงช่วยพี่สาวไม่ได้ เขากลับกลายเป็นชายาบุรุษขององค์ชายรองเสียเอง

Lihat lebih banyak

Bab 1

1.ขบวนแห่ยิ่งใหญ่

“พวกเขามากันแล้ว!” อากุ้ย ทาสรับใช้ในจวนของท่านเจ้าแคว้นฉี ใช้มือป้องปากตะโกนลั่นด้วยสีหน้าตื่นเต้น หากแต่แฝงไว้ด้วยความยินดีอย่างยิ่งยวด ทาสรับใช้คนอื่น ๆ ที่ทำงานอยู่ก็ชะงักมือหยุดงานตรงหน้าแทบจะทันที อาเหว่ย ถึงกับโยนกระบุงเกลือที่แบกไว้บนบ่าทิ้งไปอย่างลืมตัว ส่วนอาเฉียง วางไม้กวาดในมือพิงไว้กับต้นท้อใกล้ ๆ จากนั้นทั้งหมดก็รีบสาวเท้ากรูกันเข้ามายืนข้างกายเจ้าคนแหกปากด้วยความอยากรู้อยากเห็น

สิ่งที่พวกเขาได้เห็นตรงหน้าประตูจวนนั้นคือ กลุ่มคนในเครื่องแบบทหารกำลังแบกเกี้ยวสีแดงหลังใหญ่มุ่งตรงมายังจวน บุรุษและสตรีรวมกันเกินกว่าห้าสิบชีวิต จัดแบ่งเป็นสองแถวซ้ายขวาอย่างเป็นระเบียบ นำหน้าด้วยเหล่าทหาร ตามด้วยเหล่านางกำนัล และที่ขาดไม่ได้คือเหล่านักดนตรีที่กำลังประโคมมโหรีสร้างความครึกครื้นเอิกเกริกมาตลอดทาง

เมื่อขบวนแห่ดังกล่าวมาหยุดสนิทหน้าประตูจวนตระกูลฉี แปดบุรุษร่างบึกบึน ผู้ทำหน้าที่แบกเกี้ยวเจ้าสาวหลังใหญ่อันว่างเปล่าไว้บนบ่า ต่างค่อย ๆ ประคองเกี้ยวสีแดงนั้นวางลงพื้นโดยพร้อมเพรียงกันอย่างระมัดระวัง เพื่อมิให้เกิดความเสียหายแม้แต่น้อย

อากุ้ย ทำหน้าระรื่น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื้นตัน: “ช่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติจริง ๆ นับว่าเป็นบุญตาของข้าแล้ว มิเสียทีที่ได้เกิดมา มิเสียที!”

อาเฉียง ยิ้มตาหยีพลางพูดเสริม: “ครึ่งค่อนชีวิตทาสเยี่ยงข้า ได้เห็นงานสมรสใหญ่โตเอิกเกริกก็คราวนี้เอง” เขาหยุดพูดครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วลงด้วยความหวังอันเลือนราง “หากอาอิง บุตรสาวข้า นางมีวาสนาสูงส่งได้เข้าพิธีสมรสดิบดีปานนี้... หากข้าต้องตายก็ไม่เสียดายแล้ว”

อาเหว่ย ผู้ยืนเคียงไหล่ ได้ยินดังนั้นก็พลันรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันใด เขากวาดสายตามองเพื่อนทาสทั้งสองด้วยความรำคาญใจ เจ้าพวกโง่งมนี่มีอย่างที่ไหนกัน! คนสมองทึบเช่นพวกเจ้าจะไปรู้อะไรเล่า หากรู้จักสังเกตสีหน้าของนายท่านสักนิดก็จะรู้ได้ นี่ไม่ใช่เวลามาพูดยินดีอะไรนั่นสักหน่อย เขาพูดเสียงขม “พวกเจ้าสองคนจะดีใจหาพระแสงอะไรกัน เจ้าและเจ้า ไม่รู้เรอะ! นายท่านฉีของพวกเรา มิได้ยินดีกับการสมรสครั้งนี้ของคุณหนูเยี่ยนฟางสักหน่อย องค์ชายอิ้งเยว่ (อิ้งเยว่=ภาพสะท้อนของดวงจันทร์) น่ะ แล้วอย่างไรเล่า? นิสัยดอกท้อปานนั้น มีนางเล็ก ๆ ในตำหนักเป็นโขยงยังไม่พอ เที่ยวเตร่ออกไปข้างนอกหาความสำเริงสำราญ ดื่มกินในหอดอกไม้แดงไม่เว้นแต่ละวัน! ไม่รู้นางโลมชั้นต่ำพวกนั้นมีดีอะไรสิน่า”

อาเหว่ยยิ่งพูดยิ่งของขึ้น เผลอกำหมัดแน่นแล้วทุบลงฝ่ามือตัวเองอย่างแรง ก่อนจะชี้ปลายนิ้วใส่จมูกอาเฉียงอย่างจัง “เช่นนี้ เจ้าน่ะ! ยังอยากเห็นบุตรสาวของเจ้าสมรสกับเขาอยู่หรือไม่?”

อาเฉียงไม่ทันอ้าปากโต้แย้งใดๆ ได้แต่รีบเอามือจับจมูกตัวเองเพื่อตรวจดูว่ามันยุบไปถึงกระโหลกแล้วหรือยัง อากุ้ย กลับเป็นฝ่ายแย่งพูดขึ้น: “ที่เจ้าพูดมาก็มีส่วนถูก แต่... นี่คือสมรสพระราชทานจากเทียนจื่อเชียวนะ! (เทียนจื่อ=กษัตริย์) นายท่านฉี หากคิดจะปฏิเสธคงไม่ง่ายนักหรอก”

อาเฉียง พยักหน้าเห็นด้วย “โอ้ว์ แน่ล่ะ เพราะการทำเยี่ยงนั้น มันหมายความถึงนายท่านฉีของพวกเรา กล้าขัดต่อความประสงค์ของโอรสสวรรค์นี่”

อากุ้ยหันมาสบตาเพื่อนทาส “นั่นน่ะ เป็นเพราะนายท่านฉีครั้งก่อนช่างอาจหาญชาญชัยยิ่งนัก มีผู้กล้าท่านใดกันที่กล้าเคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมรบกับเหล่าทหารทั้งหกกองทัพของเทียนจื่อ ขับไล่ศัตรูหมายจะเข้ายึดเมืองเฮ่าจินเช่นท่านเจ้าแคว้นฉีของพวกเรา ผลลัพธ์เป็นอย่างไรเล่า? ในที่สุดก็รักษาเมืองหลวงเอาไว้ได้นะซี”

อากุ้ยพักหายใจชั่วครู่แล้วรีบพูดต่อ “ศึกใหญ่ครั้งนั้น พวกเจ้าสองคนคงพอจำได้ใช่หรือไม่? หากไม่ได้นายท่านฉีนำทหารใต้อาณัติของท่านไปช่วยเสริมกำลังด่านหน้าได้ทันเวลา เจ้าและเจ้า! ลองเดาดูสิ ปานนี้เมืองเฮ่าจินจะตกอยู่ในกำมือผู้ใดกัน?”

ศึกใหญ่ที่อากุ้ยพูดถึงนั้น คือศึกระหว่างคนเมืองเฮ่าจินและคนเผ่าเฉวี่ยนหรงเมื่อหลายปีก่อน...เทียนจื่อ คือผู้รวบอำนาจแคว้นต่าง ๆ ไว้ส่วนกลาง ทว่าในความเป็นจริงอำนาจของพระองค์เริ่มสั่นคลอน เมื่อเจ้าแคว้นหลายคนเริ่มแข็งข้อและปรารถนาอิสระในการปกครองตนเอง มีเพียงเจ้าแคว้นฉีเท่านั้นที่ยังคงจงรักภักดีอย่างสุดหัวใจ ยื่นมือเข้าช่วยเหลือส่วนกลางอย่างแท้จริงในสงครามกับเผ่าเฉวี่ยนหรง ด้วยความดีความชอบครั้งใหญ่หลวงนี้ เทียนจื่อจึงต้องมอบรางวัล... แต่รางวัลที่มอบให้นั้น ช่างน่ากังขา!

อาเหว่ย สวนกลับด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน: “รางวัลดิบดีอะไรกัน! หากเทียนจื่อมีความจริงใจกับนายท่านฉีจริงล่ะก็ ไยไม่ประทานสมรสมาให้คุณหนูเยี่ยนฟางคู่กับองค์รัชทายาทเจี้ยนกั๋วคนนั้นเล่า? อย่างนี้สิจึงจะเรียกว่ารางวัลใหญ่ ให้สมกับความดีความชอบของเจ้าแคว้นฉีผู้มีใจจงรักภักดีต่อเทียนจื่ออย่างหาผู้ใดเปรียบมิได้!”

อาเฉียง เริ่มคล้อยตามคำพูดของอาเหว่ย: “เช่นนั้น... งานสมรสของคุณหนูเยี่ยนฟาง มิเท่ากับได้แสดงให้เห็นแล้วหรือว่า เทียนจื่อยังคงไม่คลายความระแวงสงสัยที่มีต่อเจ้าแคว้นฉีของพวกเรา! พระองค์เกรงว่าหากจับคู่ให้คุณหนูเยี่ยนฟางคู่กับองค์รัชทายาท โจวเจี้ยนกั๋ว ผู้เป็นทายาทโดยตรง ภายหน้าคุณหนูเยี่ยนฟางในฐานะพระชายาเอกอาจได้เป็นใหญ่เป็นโต แม้จะเป็นวังหลังแต่ก็มีโอกาสกุมอำนาจไว้ในมือก็เป็นไปได้นี่! เมื่อเป็นเช่นนี้ นายท่านฉีจะมีเส้นสายในวังหลวงสักกี่มากน้อย? เทียนจื่อจำต้องตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลม เป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่เล่า?”

อากุ้ยพูดสรุปด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง “เทียนจื่อเกรงว่าตำแหน่งโอรสสวรรค์ของพระองค์ คงถึงคราเปลี่ยนจากคนสกุลโจวแล้วนะซี”

อาเฉียงส่ายหน้าด้วยความสงสาร “โชคชะตาฟ้าลิขิตแท้ ๆ คุณหนูเยี่ยนฟางของพวกเรา นางจะมีความสุขได้อย่างไรกัน?”

“เฮ้อ” สามเกลอทอดถอนใจอย่างพร้อมเพรียงโดยไม่ได้นัดหมาย พวกเขาเลิกสนใจและหันหลังให้กับขบวนมาจากในวังหลวงเหล่านั้น ต่างแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนต่อ

คนเป็นทาสในเรือนอย่างพวกเขา แม้จะเคยเห็นคุณหนูเติบโตมาตั้งแต่แรก นางมีร่างกายอ่อนแอเพราะมีโรคประจำตัวตั้งแต่เกิดรักษาไม่หายก็จริงอยู่ ทว่านางกลับมีจิตใจดีงาม ทั้งชอบช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยากราวกับโพธิสัตว์มาโปรด คุณหนูเยี่ยนฟางคนนี้ มองทาสอย่างพวกเขาเหมือนเป็นญาติสนิทของนาง มิได้กดขี่ข่มเหงแต่อย่างใด ดังนั้น คนมีฐานะต่ำต้อยเหล่านี้จึงรู้สึกเห็นอกเห็นใจคุณหนูไม่น้อย แต่จะเอาปัญญาที่ไหนไปช่วยเหลือ?

สิ่งที่ทำได้... ก็มีเพียงเอาใจช่วยให้คุณหนูผู้น่าเวทนาผ่านพ้นเคราะห์กรรมครั้งนี้ไปได้ด้วยดีเท่านั้นเอง

Tampilkan Lebih Banyak
Bab Selanjutnya
Unduh

Bab terbaru

Bab Lainnya
Tidak ada komentar
13 Bab
1.ขบวนแห่ยิ่งใหญ่
“พวกเขามากันแล้ว!” อากุ้ย ทาสรับใช้ในจวนของท่านเจ้าแคว้นฉี ใช้มือป้องปากตะโกนลั่นด้วยสีหน้าตื่นเต้น หากแต่แฝงไว้ด้วยความยินดีอย่างยิ่งยวด ทาสรับใช้คนอื่น ๆ ที่ทำงานอยู่ก็ชะงักมือหยุดงานตรงหน้าแทบจะทันที อาเหว่ย ถึงกับโยนกระบุงเกลือที่แบกไว้บนบ่าทิ้งไปอย่างลืมตัว ส่วนอาเฉียง วางไม้กวาดในมือพิงไว้กับต้นท้อใกล้ ๆ จากนั้นทั้งหมดก็รีบสาวเท้ากรูกันเข้ามายืนข้างกายเจ้าคนแหกปากด้วยความอยากรู้อยากเห็นสิ่งที่พวกเขาได้เห็นตรงหน้าประตูจวนนั้นคือ กลุ่มคนในเครื่องแบบทหารกำลังแบกเกี้ยวสีแดงหลังใหญ่มุ่งตรงมายังจวน บุรุษและสตรีรวมกันเกินกว่าห้าสิบชีวิต จัดแบ่งเป็นสองแถวซ้ายขวาอย่างเป็นระเบียบ นำหน้าด้วยเหล่าทหาร ตามด้วยเหล่านางกำนัล และที่ขาดไม่ได้คือเหล่านักดนตรีที่กำลังประโคมมโหรีสร้างความครึกครื้นเอิกเกริกมาตลอดทางเมื่อขบวนแห่ดังกล่าวมาหยุดสนิทหน้าประตูจวนตระกูลฉี แปดบุรุษร่างบึกบึน ผู้ทำหน้าที่แบกเกี้ยวเจ้าสาวหลังใหญ่อันว่างเปล่าไว้บนบ่า ต่างค่อย ๆ ประคองเกี้ยวสีแดงนั้นวางลงพื้นโดยพร้อมเพรียงกันอย่างระมัดระวัง เพื่อมิให้เกิดความเสียหายแม้แต่น้อยอากุ้ย ทำหน้าระรื่น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื้นตัน:
last updateTerakhir Diperbarui : 2026-02-19
Baca selengkapnya
2.วีรกรรมของเจ้านายน้อย
ในเวลาเดียวกัน ณ อีกมุมหนึ่งของจวนตระกูลฉี หลังกำแพงพุ่มไม้หนาทึบปรากฏความเคลื่อนไหวบางอย่าง ดวงตาดำขลับสุกสกาวทว่าแฝงแววซุกซนสองคู่กำลังจดจ้องผ่านช่องว่างระหว่างกิ่งไม้นั้น เป้าหมายคือกลุ่มขบวนนางกำนัลและเหล่าองครักษ์ที่เพิ่งก้าวเข้ามาภายในจวนตระกูฉีเจ้าของดวงตาทั้งสองคู่เห็นพ่อบ้านหลี่เดินนำนางกำนัลนับสิบออกมาจากเรือนใหญ่เพื่อรับรองแขกเหรื่อ ระหว่างรอว่าที่พระชายาแต่งองค์ทรงเครื่องเข้าพิธีกราบไหว้ฟ้าดินยังไม่เสร็จดี นางกำนัลสี่นางเดินนำหน้า ประคองถาดทองเหลืองบรรจุชุดน้ำชาอย่างระมัดระวัง ส่วนที่เหลือถือถาดผลไม้และของว่างติดตามมาติดๆ ท่วงท่าการก้าวเดินเยื้องย่างอวดทรวดทรงองค์เอวที่บิดไหวไปมาภายใต้อาภรณ์งดงามนั้น ช่างดูน่ามองยิ่งนักเมื่อมาหยุดอยู่เบื้องหน้าผู้คุ้มกันขบวนทั้งหก พ่อบ้านหลี่ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม เหล่าดรุณีต่างยอบกายทำความเคารพ ก่อนจะทยอยวางของว่างลงบนโต๊ะไม้จื่อถานทรงโบราณ แขกผู้มาเยือนทั้งหกล้วนดูสง่าผ่าเผยสมกับตำแหน่งชิงต้าฟู ในชุดเครื่องแบบทหารชั้นสูง พวกเขานั่งพักผ่อนอิริยาบถอยู่บนศาลาพักร้อนตามคำเชิญทว่าหลังพุ่มไม้นั้น อาถิง อยู่ในท่าหมอบคลานราบไปกับพื้นเพื่อ
last updateTerakhir Diperbarui : 2026-02-19
Baca selengkapnya
3.นายน้อยท่านกำลังล้อข้าเล่นใช่หรือไม่?
เวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป คนที่ถูกบังคับให้ทำเรื่องยากเริ่มมีสีหน้าย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ความหนักอกหนักใจถาโถมจนแทบอยากจะร้องไห้ ไม่รู้ว่าควรจัดการเช่นไรดี ทว่าในที่สุดสวรรค์ก็เข้าข้างคนถูกข่มขู่ เมื่อนางกำนัลนางหนึ่งเดินแยกตัวออกมาจากกลุ่มด้วยใบหน้าซีดเซียว ร่างบอบบางเดินโซซัดโซเซมาทางพุ่มไม้ที่อาถิงซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางความกลัดกลุ้มไร้ทางออก จู่ๆ ร่างของแม่นางคนงามก็ทรุดฮวบลงไปนอนแน่นิ่งกับพื้นดินอาถิงกะพริบตาปริบๆ ชะเง้อคอออกไปดูด้วยความตื่นตระหนก “เกิดอะไรขึ้นน่ะ!” เขาตกใจไม่น้อย ไม่รู้ว่านางเป็นลมหรือสิ้นใจไปแล้ว แต่ชั่วพริบตานั้นความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว... ‘นี่มันส้มหล่นใส่มือข้าชัดๆ!’ อาศัยจังหวะปลอดคน เขารีบพุ่งตัวเข้าไปหาดรุณีนางนั้น ก่อนยื่นมือหยิบกลีบดอกท้อที่ร่วงหล่นบนแก้มขาวซีดออกให้นาง แล้วใช้นิ้วชี้อังที่ปลายจมูก ‘ยังไม่ตาย... โอว์ สวรรค์ ท่านเมตตาข้าแล้ว ขอบคุณท่าน อาถิงขอบคุณท่านจริงๆ’ เมื่อแน่ใจว่านางเพียงแค่หมดสติ เขาจึงยกมือไหว้ปลกๆ ‘พี่สาว ได้โปรดยกโทษให้อาถิงด้วย’ ก่อนจะรีบแบกร่างไร้สติขึ้นบ่า พาเข้าไปหลังพุ่มหญ้าเหมาที่ขึ้นรกชันอาถิงวางร่างนางกำนัลลงอย่างเบาม
last updateTerakhir Diperbarui : 2026-02-19
Baca selengkapnya
4.นายน้อยฉีอันฉีปลอมเป็นสตรี
ส่วนฮูหยินนั้น เมื่อเห็นคนเป็นสามีเสียอาการปานนี้ นางจึงขยับขึ้นหน้าเป็นฝ่ายพูดเสียเอง “อาฟาง เจ้าจงจำไว้ให้ดี เจ้าน่ะ แต่งงานแล้ว ตอนเจ้าอยู่ในตำหนักไฉ่หง เจ้าจงทำตัวให้เหมาะสมตามขนบธรรมเนียมประเพณีในวังหลวง อย่าทำสิ่งใดให้องค์ชายสอง สามีของเจ้าต้องขายหน้าเป็นอันขาด หมั่นเอาใจใส่ดูแลเขาให้ดี อย่าได้มีสิ่งใดผิดพลาด ห้ามเจ้าบกพร่องในหน้าที่พระชายาของเจ้า ทีนี้เจ้าจำได้แล้วใช่หรือไม่?”“เจ้าค่ะท่านแม่ ข้าจะจดจำคำพูดของท่านเอาไว้ไม่ลืมแน่เจ้าค่ะ”ร่างสูงใหญ่หมุนกายมาเผชิญหน้ากับบุตรสาวอีกครั้ง แข็งใจกล่าวสอนสั่งนาง “อาฟาง เดิมทีเจ้าไม่ได้รักสามีของเจ้า จะดีจะชั่วถึงอย่างไรองค์ชายสอง เขาก็เป็นสามีเจ้า นับจากนี้ไปเจ้าต้องใช้ชีวิตร่วมกับเขา เจ้าจงจำไว้ให้ดี ความซื่อสัตย์เท่านั้นที่จะนำพาชีวิตคู่ของพวกเจ้าให้คงอยู่ตลอดไป อย่าได้หลงลืมคำสอนของพ่อ ห้ามเจ้านอกใจสามีของเจ้าเป็นอันขาด สตรีออกเรือนแล้วหากมีใจให้ชายอื่น ชีวิตจะตกต่ำอย่างคาดไม่ถึงเชียวล่ะ เจ้าเข้าใจข้อนี้ใช่หรือไม่?”“ท่านพ่อ ข้าจะไม่ลืมคำสอนของท่านเจ้าค่ะ”“เช่นนั้น เจ้าไปเถอะ”“เจ้าค่ะ ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าขอลา”ฉีเยี่ยนฟางยอบกายคาร
last updateTerakhir Diperbarui : 2026-02-19
Baca selengkapnya
5.การปลอมตัวในขบวนเจ้าสาว
ใต้ท้องนภาสีครามยามเหมันต์ สายลมพัดโชยมาปะทะร่างผู้คนในขบวนเจ้าสาวให้รู้สึกหนาวเหน็บจับใจไม่น้อย ท่านชิงต้าฟูนามจางเหว่ย ผู้ปฏิบัติหน้าที่คุ้มกันขบวน ออกแรงชักบังเหียนบังคับม้าให้เดินเยาะๆ อย่างอย่างเชื่องช้า เขาสำรวจตรวจตราความเรียบร้อยอยู่ข้างแถว ดวงตาคมกริบของเขาเหลือบมองไปยังนางกำนัลที่เดินอยู่ท้ายสุด สายตาที่จับจ้องราวกำลังจับผิด ทำให้อีกฝ่ายอดรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ไม่ได้ แต่พอบุรุษผู้เป็นท่านชิงต้าฟูละสายตาไปทางอื่น คนที่มีชนักปักหลังถึงกับผ่อนลมหายใจออกมาทางปากอย่างโล่งอก ฉีอันฉีเอามือแตะตรงหน้าอกข้างซ้ายเพื่อตรวจดูว่าหัวใจเขายังเต้นเป็นปกติอยู่หรือไม่นับเป็นโชคดีที่บุตรชายคนเล็กของเจ้าแคว้นฉีมีใบหน้าละม้ายคล้ายมารดาถึงหกส่วน เป็นบุรุษรูปงามอย่างเหลือเชื่อ ทั้งยังมีฝีมือของอาถิงที่ช่วยจัดแต่งทรงผมให้ การแต่งกายเป็นสตรีจึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับฉีอันฉีเลย อีกทั้งเขายังมีรูปร่างเล็กกว่าบุรุษทั่วไป ผิวพรรณของเจ้านายน้อยนั้นขาวผ่องเป็นยองใย ยิ่งกว่าสตรีบางคนเสียอีก ยามอยู่ในอาภรณ์ชุดนางกำนัลเช่นนี้จึงไม่มีผู้ใดจับได้ว่าเป็นบุรุษปลอมตัวมา ทั้งการสนทนาระหว่างฉีอันฉีกับพี่สาวผู้นั้นก็จบลงด้วยด
last updateTerakhir Diperbarui : 2026-02-20
Baca selengkapnya
6.เผชิญหน้าหลังพงอ้อ
คนที่มาคือ องครักษ์หวังเหล่ยนั่นเอง เขายกดาบคมๆ ในมือชี้ตรงไปยังร่างเล็กที่กำลังนั่งคุดคู้อยู่หลังกอต้นอ้อสูงท่วมหัวหวังเหล่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดัน “เจ้าเป็นใคร? มาทำลับๆ ล่อๆ เช่นนี้ด้วยเหตุอันใด? แล้วเจ้าเป็นนางกำนัลในสังกัดของใครกันแน่?”ฉีอันฉีปากสั่นระริก “ข้า ข้า มา เอ่อ.. มา...” เพียงเห็นอาวุธในมืออีกฝ่ายชี้ตรงมายังตนก็ตกใจจนลืมคำพูดที่เตรียมมาจนหมดสิ้น กลายเป็นพูดติดๆ ขัดๆองครักษ์หวังเหล่ยตวาดซ้ำ “เจ้ามีอะไรจะพูดก็รีบพูดออกมา! ก่อนที่เจ้าจะหมดโอกาส!”คนที่กำลังถูกคุกคามพยายามใช้สติเค้นหาทางแก้ไขสถานการณ์อย่างเร่งด่วนเพื่อให้รอดพ้นจากคมดาบ “คะคือ... คือข้า...”“พูด!”คุณชายน้อยตระกูลฉีตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าหวาดเสียวเช่นนี้มาก่อน ชายผู้นี้รูปร่างสูงใหญ่ ดวงตาดุดันน่าเกรงขามยิ่งนัก อีกทั้งกระบี่ในมือก็เป็นของจริง เขาควรยกเรื่องใดมากล่าวอ้างดีเล่า ความจริงที่ว่าเขาหาได้เป็นทาสหรือนางกำนัลในสังกัดผู้ใดไม่ แต่มีฐานะสูงส่งเป็นถึงน้องชายของพระชายาเยี่ยนฟางเชียวนะ! ทว่าเรื่องนี้พูดไม่ได้เด็ดขาด ถ้าขืนพูดออกไปตรงๆ มีหวังความผิดฐานปลอมตัวเป็นสตรีเข้ามาในวังจะถูกเปิด
last updateTerakhir Diperbarui : 2026-02-21
Baca selengkapnya
7.องค์ชายอิ้งเยว่ยังคงรักษาพรหมจรรย์ไว้ได้
องค์ชายอิ้งเยว่รับสั่งอย่างเข้าใจ “สถานที่กว้างใหญ่เช่นนี้ ผู้มาใหม่ย่อมไม่คุ้นชิน นางพลัดหลงก็เป็นเรื่องธรรมดา... อาเหล่ย”“พ่ะย่ะค่ะ”“เจ้าแน่ใจหรือ..มิใช่ว่า นางถูกอัครมเหสี ส่งนางเข้ามาสอดแนมข้า”“ดูจากลักษณะเซ่อซ่าของนาง ไม่ใช่พ่ะย่ะค่ะ”“อืม เช่นนั้นก็ช่างเถอะ... นางเป็นคนของผู้ใดรึ?”หวังเหล่ยรีบประสานมือ แล้วกล่าว “ทูลองค์ชาย กระหม่อมสะเพร่าเรื่องสำคัญเช่นนี้ ขอองค์ชายทรงลงโทษด้วยพ่ะย่ะค่ะ”“ช่างเถอะๆ เป็นเพียงแม่นางน้อย แค่ไล่ไปก็พอ”“กระหม่อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”มือหนาวางจอกกระเบื้องลงบนโต๊ะไม้จื่อถานแกะสลักลายกิเลน แล้วจับพวยการินชาอีกครั้ง “อาเหล่ย”“พ่ะย่ะค่ะ”“ชายาของข้า ฉีเยี่ยนฟาง ตอนนี้นางเป็นเช่นไรบ้าง? ข้าได้ยินว่าสุขภาพนางมิสู้ดีนัก”นับตั้งแต่วันส่งตัวเข้าหอ หลังจากเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวองค์ชายอิ้งเยว่กลับไม่สนพิธีดื่มเหล้ามงคลร่วมกับนาง หากแต่เลือกแยกมาอยู่ในตำหนักนี้มาตลอด ทั้งไม่เคยคิดแตะต้องร่างกายชายาแม้แต่ปลายก้อย มิใช่ว่านางไม่งดงาม เพียงแต่ความรู้สึกปรารถนาเช่นบุรุษพึงมีต่อสตรีนั้น สำหรับองค์ชายอิ้งเยว่ กลับไม่มีให้ฉีเยี่ยนฟางแม้แต่น้อย ลึกๆ ในใจเขา ใช่ว่
last updateTerakhir Diperbarui : 2026-02-22
Baca selengkapnya
8.ความชิงชังในวังหลวง
เมื่อเรื่องราวล่วงรู้ถึงเทียนจื่อ พระองค์ทรงมีพระบัญชาเด็ดขาด สั่งให้นางทาสในวังหลวงผู้มีรูปร่างแข็งแรงถึงสามคน ผลัดเปลี่ยนกันเฝ้าสนมกุ้ยเฟยไว้อย่างเข้มงวด มิให้พระนางทำร้ายทารกในครรภ์ได้สำเร็จ จนกว่าจะครบกำหนดคลอดจึงจะแยกทารกออกมาเลี้ยงดูต่างหาก เทียนจื่อทรงกำชับนักหนาว่า หากทารกเป็นอันตราย ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องโทษประหารไม่เว้นแม้แต่คนเดียวในที่สุด วันที่องค์ชายอิ้งเยว่ลืมตาดูโลกก็มาถึง เขาได้รับการดูแลจากแม่นมทั้งสามที่ได้รับพระบัญชาให้อารักขาเขามาโดยตลอด ส่วนมารดานั้นแม้คลอดเขาออกมาแล้ว ก็ไม่เคยมีสักครั้งที่จะโอบอุ้มลูกชายเฉกเช่นแม่คนอื่น แม้องค์ชายน้อยจะร้องไห้ฟูมฟายปานจะขาดใจที่มารดาไม่รัก ทว่าเขาก็เกิดความกังขาอยู่บ้าง เหตุผลอันใดมารดารังเกียจตนถึงเพียงนี้ ครั้นเติบโตจนรู้ความ องค์ชายอิ้งเยว่จึงได้ทราบความจริงจากแม่นมทั้งสามถึงที่มาที่ไป ว่าเหตุใดพระสนมกุ้ยเฟยจึงชิงชังเทียนจื่อ และเกลียดชังบุตรชายอย่างเขา สุดท้ายองค์ชายก็เข้าอกเข้าใจพระมารดาเป็นอย่างดี แม้มารดาจะเกลียดชัง แต่เขาไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนั้นต่อนางเลยปีนั้น องค์ชายอิ้งเยว่จำได้ว่าเทียนจื่อทรงเศร้าโศกเพียงใด เมื่อ
last updateTerakhir Diperbarui : 2026-02-23
Baca selengkapnya
9.ตำหนักร้างกับชายหนุ่มลึกลับ
องค์ชายอิ้งเยว่ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามก็มาถึงอาณาเขตของตำหนักเย็น สถานที่ซึ่งเคยจองจำมารดาของเขาเมื่อสิบปีก่อน ความทรงจำอันเจ็บปวดมิเคยเลือนหายไปจากใจเลย แม้เวลาล่วงเลยมาป่านนี้ ร่างสูงในชุดทหารยามมุดผ่านรั้วลวดหนามเข้าไปทันทีที่มาถึง ภายในบริเวณ มีต้นหญ้าแห้งกรังขึ้นสูงจนทึบหนา เขาชักกระบี่ออกมา ก่อนออกแรงฟันสิ่งกรีดขวางเพื่อเปิดทาง จากนั้นก้าวเดินอีกไม่ไกล เขาเก็บกระบี่เข้าฝักตามเดิม ก้มตัวลอดกิ่งไม้ใหญ่ หลบเลี่ยงเถาวัลย์พันเกี่ยวรกรุงรัง ฝ่าเท้าเหยียบย่ำบนถนนเล็กแคบซึ่งแทบมองไม่เห็นพื้นคอนกรีต เนื่องจากกาลเวลาที่ผันผ่านไปนานนับปี ร่างสูงก้าวเดินอย่างมั่นคงไม่ไกลนัก เขาก็เห็นสิ่งปลูกสร้างเก่าอายุหลายสิบปีตั้งตระหง่านตรงหน้า ผนังปูนเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำเกาะหนาเป็นคราบเขียวดำจนน่าขนลุก ดวงตาสีดำขลับดุจเดือนมืดในยามรัตติกาลจับจ้องไปยังประตูเหล็กกล้าบานใหญ่ สนิมกัดกร่อนจนไม่เหลือเค้าเดิมแล้วแต่เมื่อเข้าใกล้...อิ้งเยว่พลันขมวดคิ้วอย่างสงสัย มีบางสิ่งผิดปกติที่ไม่อาจมองข้ามได้ เขาจ้องมองสิ่งผิดปกตินั้นอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา‘เหตุใดกลอนประตูจึงไม่เหมือนเดิมแล้วเล่า?’ สิ่งนั้นถูกงัดออก
last updateTerakhir Diperbarui : 2026-02-26
Baca selengkapnya
10.เจ้าใส่ความข้าชัดๆ
ฉีอันฉีละมือจากแก้ม ก่อนยืดตัวตรง มีสีหน้าจริงจัง “ข้าพูด ข้าพูด หากท่านรับปากข้าเรื่องหนึ่ง”องค์ชายอิ้งเยว่ “ได้ ข้ารับปากเจ้า”เจ้าตัวเล็กรีบพูด “พี่ชาย ท่านห้ามแพร่งพรายเรื่องที่ข้าเป็นบุรุษออกไปเด็ดขาด อีกทั้ง ห้ามท่านจับข้าด้วย”คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างสงสัย “เหตุใดข้าจับเจ้า?”หนุ่มน้อยรีบบอก “ท่านเป็นทหารเฝ้ายามไม่ใช่หรือไง! หน้าที่จับกุมผู้บุกรุกวังหลัง หากไม่ใช่ท่าน ไยจะเป็นผู้ใดได้อีก”องค์ชายอิ้งเยว่รีบก้มมองเครื่องแบบทหารที่ตนสวมใส่ตอนนี้ เขาก็ถึงบางอ้อทันที “อ๋า... ที่แท้ ข้าเป็นทหารยามนี่เอง แต่ตอนนี้ ข้าออกเวรยามแล้ว เจ้าไม่ต้องกลัวข้า ข้าไม่จับเจ้าหรอก”ฉีอันฉียิ้มออกมาได้อย่างสบายใจ “ดี! เช่นนี้ ข้าก็ไม่ต้องกังวลแล้ว” หากพบกันวันหน้า ก็ไม่แน่ว่าเขาจะรอดพ้นหรือไม่ ‘ช่างเถอะๆ ข้ากับท่าน พบกันแค่ครั้งเดียวก็พอ’ ดูเหมือนว่า อีกฝ่ายจะอ่านความคิดในหัวของเจ้าเด็กน้อยออก “เจ้าพูดซี้ เหตุจำเป็นของเจ้าคือเรื่องใด ไฉนเจ้าปลอมเป็นสตรีมาอยู่ในวังต้องห้ามเยี่ยงนี้ หากเจ้ายอมพูด บางทีวันหน้าหากได้พบเจ้า ข้าอาจไม่เอาผิดกับเจ้า”ฉีอันฉีเปลี่ยนท่าทางใหม่ เป็นนั่งงอตัว ผายไหล่แคบเล
last updateTerakhir Diperbarui : 2026-02-27
Baca selengkapnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status