Semua Bab เดินทางข้ามเวลาไปเป็นคุณหนูชนบทยุค 60s: Bab 71 - Bab 80

115 Bab

บทที่ 57 ขนมดอกหอมหมื่นลี้

เผลอแปปเดียวเด็กบ้านเสิ่นที่ตัวเล็ก ๆ ก็สูงกว่าเดิม เสิ่นเฟยฟางที่ตอนย้ายมากองทัพไห่หนานยังตัวเล็กมาก ๆ เวลาผ่านไปห้าปี เธอสูงขึ้นเท่าเสิ่นเฟยเย่ แม้แต่เสิ่นเฟยเสียนเองยังมีการน้อยใจเพราะตัวเองโตไม่ทนน้องสาวปี 1965 เด็กบ้านเสิ่นเลื่อนชั้นปีไปเรียนมัธยม 6 คน เสิ่นจิ้งรุ่ย เสิ่นเฟยซิน อี้เฟยเฟย เสิ่นเฟยเจิน เสิ่นจิ้งเหวิน และเสิ่นเจิ้งหนาน พวกเขาอายุสิบสองถึงสิบสี่ปี ประถม 4 คน คือ เสิ่นเฟยเย่ที่อายุ 12 ขวบ เสิ่นจิ้งเอ่อร์ เสิ่นเฟยเสียน อายุ 11 ขวบ และเสิ่นเฟยฟางอายุ 10 ขวบคนที่ขึ้นโรงเรียนมัธยมต้นต้องเข้าไปเรียนในเมืองใช้เวลาเดินทางไปกลับเกือบสี่ชั่วโมง เสิ่นเฟยฟางเสนอให้เช่าบ้านหรือซื้อบ้านเอาไว้สักหลัง เพราะพวกเขาโตแล้วไม่ต้องอยู่ในสายตาผู้ใหญ่ได้ แต่พวกเขาไม่ยอม บอกว่าอยู่บ้านจะได้ช่วยงานได้ส่วนโม่ตงจวินเขาจะเข้าโรงเรียนนายร้อยตามที่ท่านนายพลต้องการ ไปพร้อมกับฮวาเจียเฉิง และหวังเย่ ส่วนปีนี้เจิ้งหยูเชาอายุสิบสี่ปี เขาเรียนโรงเรียนมัธยม รอไปเรียนโรงเรียนนายร้อยพร้อมกันทำให้ปีนี้นับได้ว่าเป็นช่วงเก็บเกี่ยวของโม่ตงจวินในการใกล้ชิดเสิ่นเฟยฟาง ไม่ว่าจะเป็นวันหยุด หรือหลังเ
Baca selengkapnya

บทที่ 58 ปิดตลาด

ปี 1966 มีการปฏิวัติวัฒนาธรรม การศึกษาหยุดชะงัก การสอบเกาเข่าไม่มีเปิดสอบ ทำให้นักเรียนมัธยมปลายไม่สามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้ การศึกษาถอดถอย ผู้คนลำบาก โดยเฉพาะมีการบังคับใช้คูปองปันส่วน พื้นที่เคยค้าขายได้ถูกปิดให้เปิดได้เพียงร้านค้าของรัฐบาลเท่านั้น หากฝ่าฝืนจะถูกปรับและติดคุกเป็นตัวอย่าง ตลาดท่าเรือไห่หนานเป็นอีกแห่งที่มีการประกาศปิด มีกำหนดบอกล่วงหน้าเพียงสามวัน บ้านเสิ่นเปิดร้านขายขนมจนถึงวันสุดท้ายที่มีการประกาศ “ถึงเวลาแล้วจริง ๆ เหรอ” วันนี้เป็นวันหยุดของโรงเรียน ทำให้เสิ่นเฟยฟางกับทุกคนมาช่วยค้าขายที่ท่าเรือ สีหน้าพวกเขาบ่งบอกว่าไม่อยากให้เป็นวันสุดท้าย เพราะไม่รู้ว่าจะได้เปิดขายอีกตอนไหน ลูกค้าประจำเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม เพราะมาซื้อขนมที่นี่ทุกวัน “ฮึก ฉันจะไม่ได้กินขนมแล้วเหรอ มาซื้อตั้งแต่เด็กเหล่านี้ตัวเล็ก ๆ ตอนนี้สูงกันหมดแล้ว แบบนี้ฉันจะอยู่ยังไง” ลูกค้าอีกท่านที่คุ้นเคยกันดีกอดคอร้องไห้ “พวกเราจะได้กินขนมอีกตอนไหนนะ” แถวลูกค้ายาวจนไม่เห็นปลายทาง ทุกคนในบ้านหัวหมุนและทำขนมไม่ทันจนต้องมาทำหน้าร้าน แต่ก็มีที่
Baca selengkapnya

บทที่ 59 เยี่ยมบ้านเกิด

ผู้หญิงบ้านเสิ่นกลับมาอยู่ในสถานะไร้งานอีกครั้ง มีเพียงผู้ชายในบ้านที่ทำงานเป็นทหาร เงินเดือนของเสิ่นกวงผิงปัจจุบันเกือบร้อยหยวน แต่ของเสิ่นกวงหยาง เสิ่นกวงเหยียนเพียงสามสิบหยวนเท่านั้น ทหารใหม่รายได้ยังน้อยแต่จะมีสวัสดิการพวกคูปองปันส่วน ธัญพืชที่จะได้รับจากกองทัพในทุกเดือน ทำให้พวกเขาไม่ค่อยกังวล บ้านน้องชายยังทำงานมีรายได้แต่เสิ่นกวงลี่ไม่มี หล่อนตัวคนเดียวแถมมีลูกสาวที่ยังต้องเรียนหนังสือ ต่อให้อาหารการกินใช้เงินกองกลาง แต่เงินพอใช้ก็หมดไปเหมือนกัน แต่ละบ้านมีเงินเก็บไม่เท่ากันเพราะจำนวนสมาชิกทำงานไม่เท่ากันด้วย อย่างบ้านรองมีลูกชายเยอะ สองสามีภรรยาทำงาน พวกเขามีรายได้ก่อนหน้านี้เดือนละเป็นร้อยหยวน บ้านสามมีรายได้มากกว่าบ้านสี่ไม่เยอะมาก เพราะพวกเขาอยู่หน้าร้านขายของ ส่วนบ้านสี่เสิ่นกวงผิงไม่ได้ทำงานในบ้าน และเงินกองกลางยังมีอีกประมาณสามหมื่นหยวน แต่ว่าเป็นเงินที่ต้องใช้เลี้ยงทั้งครอบครัว ปี 1967 โม่ตงจวินบอกลาเสิ่นเฟยฟางไปเรียนโรงเรียนนายร้อย เขายังไม่ได้ไปเรียนเลยในทันทีแต่ไปปรับตัวที่นั่นก่อน ส่วนเสิ่นเฟยฟางมีทำขอ
Baca selengkapnya

บทที่ 60 ความสุขของตระกูลโจว

ข่าวการกลับมาเยี่ยมบ้านเดิมลูกสาวคนเล็กของตระกูลโจวแพร่ออกไปให้ทุกบ้านรับรู้ หลายบ้านมีความสัมพันธ์ที่ดีกับตระกูลโจวต่างมาเยี่ยมเยือน บางคนถือของขวัญต้อนรับมาด้วยพวกเขาแทบจำหน้าลูกสาวคนเล็กของตระกูลโจวไม่ได้ด้วยซ้ำ บางคนพอนึกออกว่าหล่อนแต่งงานออกไปหลายสิบปีก่อน“ฮุ่ยเอ๋อร์ของตระกูลโจวแต่งงานออกไปหลายปี กลับมารอบนี้ลูกสาวโตเป็นสาวแล้ว ทำไมพวกเธอไม่มีลูกอีกสักคนล่ะ บางทีอาจได้ลูกชายก็เป็นได้นะ” แม่เฒ่าคนหนึ่งเอ่ยถามแรก ๆ เหมือนเอ่ยชมแต่คำพูดหลัง ๆ กลับแดกดันว่าโจวเหม่ยฮุ่ยไม่มีลูกชายให้สามี ซึ่งขัดต่อความนิยมลูกชายในชนบทเสิ่นกวงผิงไม่เคยกลัวให้อยู่แล้ว และเขารักภรรยากับลูกสาวเป็นอย่างมาก “คุณป้าพูดอะไรน่ะครับ? แม่ผมรักหลานสาวมาก บอกผมด้วยซ้ำว่าไม่ต้องมีลูกชายแล้วด้วย”ความจริงสองสามีภรรยาไม่ต้องการมีลูกเพิ่มอีก และเรื่องนี้แม่เฒ่าสามก็บอกเสิ่นกวงผิงจริง ๆ ลูกสาวดีขนาดนี้จะมีลูกชายไปทำไม แต่ถ้าเกิดมีลูกเพิ่มอีกพวกเขาก็พร้อมเลี้ยง พ่อเฒ่าโจวรีบให้ท้ายลูกเขย เพราะเรื่องนี้ลูกสาวของเขาก็เสียหน้าด้วย “อืม บ้านดองคงรักหลานสาวจริง ๆ ดูสิ หลานสาวแต่ละคนยังมีน้ำมีนวลมากกว่าหลานชาย
Baca selengkapnya

บทที่ 61 คนไม่มา

เวลาหนึ่งสัปดาห์ภายในหมู่บ้านซืออี้ผ่านไปเร็วจริง ๆ โจวเหม่ยฮุ่ยยังไม่ได้ใช้เวลากับครอบครัวเต็มที่ก็ต้องกลับบ้านแล้ว ถึงอยากอยู่ต่อแต่เสิ่นกวงผิงยังต้องทำงาน และในฐานะสะใภ้ไม่ควรอยู่บ้านเดิมนานจนเกินไปจึงไม่แปลกว่าทำไมคนหัวโบราณจึงคิดว่ามีลูกชายดีกว่ามีลูกสาว เลี้ยงลูกชายจนโตพอเขาแต่งงานก็แต่งภรรยาเข้าบ้าน ส่วนลูกสาวเลี้ยงจนโตสุดท้ายต้องแต่งงานออกไปเป็นคนอื่นบางครอบครัวแต่งสามีเข้าบ้าน ถ้าสามีดีก็ดีไป แต่ถ้าสามีไม่ดีและอับอาย ชีวิตการแต่งงานก็น่าสงสารในโรงเรียนสถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว รวมถึงโม่ตงจวินไม่อยู่คุ้มครอง เสิ่นเฟยฟางเลยให้ทุกคนไม่ทำตัวโดดเด่น หาเวลามารวมตัวกันให้ได้มากที่สุด เพราะตอนนี้พี่ชาย พี่สาว ขึ้นมัธยมกัน กลุ่มเพื่อนเหลือไม่กี่คนเท่านั้นในกลุ่มมีผู้ชายคนเดียวนั่นก็คือเสิ่นจิ้งเอ่อร์ ผู้หญิงมีเสิ่นเฟยเสียน เสิ่นเฟยฟาง กวนเสี่ยวถง และซือหยา กลายเป็นกลุ่มเพื่อนสนิทอีกกลุ่มอย่างเลี่ยงไม่ได้เพราะคนอื่นจบไปหมดแล้วบ้านเสิ่นไม่ได้ขายขนมเหมือนแต่ก่อน ผู้หญิงไม่มีงานทำจึงค่อนข้างเครียด เสิ่นเฟยฟางเลยให้พวกเขารวมกลุ่มในการตัดเย็บเสื้อผ้าชุดใหม่ให้คนทั้งบ้าน ระหว่างนั้นบอก
Baca selengkapnya

บทที่ 62 พบหน้า

ในโรงเรียนมัธยมส่วนใหญ่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี เพราะโรงเรียนประถมเป็นลูกหลานของทหารที่พอมีเงินส่งเสียเด็ก ๆ แต่ว่าโรงเรียนในเมืองไม่เหมือนโรงเรียนข้างกองทัพ เพราะที่นี่รวมนักเรียนหลาย ๆ อำเภอ หลากหลายพื้นที่ เมื่อก่อนถ้ายังอยู่อำเภอถุนชาง เด็กบ้านเสิ่นก็ต้องมาเรียนที่นี่ หมายถึงหากถูกส่งเรียน ปี 1969 เพิ่งผ่านช่วงกดดันมายังไม่ถึงสองปี แต่กลับมองเห็นความเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน แต่ก่อนยังพอเห็นคนถือของที่ซื้อขายกันเป็นปกติ เวลานี้ทุกคนต่างหลบซ่อน ราวกับว่าของที่ถือมาเป็นสิ่งผิดกฎหมาย จะพูดอย่างนั้นก็ไม่ผิด รัฐจัดสรรคูปองให้ประชาชนทุกคนเท่ากัน ถ้าพวกเขาซื้อตอนนี้เลยก็เหมือนกับว่าไม่ประหยัด และถ้ายังซื้อบ่อย ๆ นี่ เป็นปัญหาอย่างแน่นอน “เด็กทุกคนในบ้านโตไวจริง ๆ ผ่านไปไม่นานฟางเอ๋อร์ของพวกเราก็สิบสามปีแล้ว” ใช่ เป็นเวลามากกว่า 8 ปี ที่เสิ่นเฟยฟางทะลุมิติมาใช้ชีวิตแทนเสิ่นเฟยฟางน้อยเจ้าของร่าง เป็นช่วงเวลาแปดปีที่สัมผัสได้ว่ามันรวดเร็วจริงเกือบลืมชาติก่อน แต่แลกมาด้วยความสุขในชีวิตในแต่ละวัน เป็นเพราะชาติก่อนเสิ่นเฟยฟางอยู่ตัวคนเดียว ไหนจะทำงานหนัก
Baca selengkapnya

บทที่ 63 ไม่ได้คิดอะไร

โม่ตงจวินได้วันหยุดจากโรงเรียนนายร้อยให้กลับมาใช้เวลากับคนในครอบครัวก่อนไปทำภารกิจที่ไม่สามารถบอกได้ ว่ามันอันตรายในระดับไหน ความจริงหากเป็นทหารทั่วไปคงไม่ยาก แต่ความลับในกองทัพเสิ่นเฟยฟางไม่ค่อยแน่ใจอีกนัยหนึ่งก็คือหากภารกิจผิดพลาดจนเสียชีวิต นี่คือโอกาสร่ำลาครอบครัวเป็นช่วงเดียวกับที่บ้านเสิ่นกำลังมีงานมงคลพอดี นั่นคือเสิ่นกวงลี่จะแต่งงานใหม่หลังสามีเสียชีวิตหลายปี ก่อนหน้านี้หล่อนไม่เคยพูดเรื่องแต่งงาน แต่ว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ เสิ่นกวงลี่ตกลงคบหากับโจวชิง หรือหัวหน้ามือปราบโจวได้สักพักแล้วความจริงทั้งคู่บอกว่าได้ทำความรู้จักกันตั้งแต่ย้ายมาที่นี่ใหม่ ๆ แต่ว่าตอนนั้นเสิ่นกวงลี่เพิ่งเสียสามี อีกทั้งลูกสาวยังเด็ก กล่าวตามตรงนั้นก็คือเอาความคิดของอี้เฟยเฟยเป็นหลักพอโตขึ้นอี้เฟยเฟยสังเกตเห็นบางอย่างจึงได้ถามแม่ เสิ่นกวงลี่ถามลูกสาวว่าแต่งงานใหม่ได้ไหม ถ้าไม่ได้ก็จะเลิกติดต่อ ส่วนอี้เฟยเฟยไม่ได้คิดอะไรมาก แถมยังผูกพันกับโจวชิงด้วยซ้ำ ต้องไม่ลืมว่ากลุ่มมือปราบของโจวชิงเข้าช่วยเหลือ บ้านสามเสิ่นจึงรอดทั้งครอบครัว“ใครจะคิดว่าจะได้แต่งงานใหม่ตอนอายุจะสี่สิบปีอยู่แล้ว”งานแต่งงานไม่ใช
Baca selengkapnya

บทที่ 64 แม่ครัว

“ขนมฝีมือของฟางฟางเหรอ” หลังกัดขนมคำแรกโม่ตงจวินหันกลับมาถามเสิ่นเฟยฟางทันที สีหน้าของเขาบ่งบอกว่าขนมอร่อย และถามออกมาเหมือนกับรู้อยู่แล้ว เสิ่นเฟยฟางย่นคิ้วจากนั้นเอ่ยถามเขา “ทำไมถึงถามอย่างนั้น” เขาบอก “ขนมจากบ้านเสิ่นแม้แบบเดียวกันแต่จะมีอันที่ถูกผสมด้วยมือของฟางฟางที่แตกต่างจากคนอื่น ครั้งก่อนเธอส่งของกินไปให้มันก็แตกต่าง” “ถูกต้อง นี่คือขนมฝีมือของฉันเองค่ะ พอดีว่าวันนี้ว่าง ไม่มีอะไรให้ทำเลยลองทำขนมใหม่ ๆ ดูบ้าง เผื่อรอบหน้ามีคำสั่งซื้อจากกองทัพจะได้มีขนมใหม่” “อืม แปลกแต่อร่อยมาก” เสิ่นเฟยฟางถาม “วันนี้ทำไมมาหาได้ล่ะ จะกลับโรงเรียนแล้วเหรอ” ผ่านงานแต่งงานของป้าใหญ่ไปได้ไม่กี่วันเท่านั้น โม่ตงจวินที่ควรใช้เวลากับคนในครอบครัว กลับมาหาเสิ่นเฟยฟางที่จวนตระกูลเสิ่น โม่ตงจวินวางขนมลงและหันมาหา “ยังหรอก แต่พอดีได้ยินว่าในกองทัพขาดตำแหน่งพ่อครัวทำอาหาร ฉันเสนอพ่อไปว่าอาสะใภ้ทั้งสามและป้าของฟางฟางทำอาหารอร่อยมาก พ่อบอกว่าถ้ายินดีทำงานให้ก็พาไปลองดูที่กองทัพก่อน เพราะงานมันหนักมาก” “จริงเห
Baca selengkapnya

บทที่ 65 เลื่อนตำแหน่ง

ผู้หญิงบ้านเสิ่นเข้าไปทำงานเป็นแม่ครัวให้กองทัพ มีการปรับเปลี่ยนบางอย่างเกิดขึ้น เช่น ทหารกินข้าวเสร็จให้นำจานของตัวเองไปล้างและตากแดด ส่วนคนเก็บจะถูกส่งมาจากหลาย ๆ ทีม ตามที่ได้รับมอบหมาย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นคนทำผิดวินัยและระเบียบของกองทัพ ผู้ชายทำงานเป็นทหารกำลังมีข่าวดีเร็ว ๆ นี้ นั่นก็คือมีการเลื่อนยศให้ทหาร แต่ยังไม่มีรายชื่อที่ออกมาอย่างเป็นทางการ แต่เสิ่นเฟยฟางพอมองออกมาใครจะได้รับการเลื่อนขั้นบ้าง พี่น้องบ้านเสิ่นมีหน้าที่เรียนหนังสืออย่างเดียวก็เรียนหนังสือ ใครถนัดหรืออยากทำอะไรก็เริ่มค้นหาตัวเองมากขึ้น เพื่อในอนาคตจะได้ไม่ยุ่งยาก ส่วนสองผู้เฒ่าสามที่จวนกลายเป็นว่าเป็นคนว่างงานที่ไม่ว่างงาน โดยเฉพาะแม่เฒ่าสามมีกุญแจห้องของทุกคนในจวน ก็จะเปิดไปเอาตะกร้าผ้ามาซัก แม้บางครั้งทุกคนจะรีบซักแต่สุดท้ายสองผู้เฒ่าก็หางานทำ อย่างเช่นกลับบ้านมาบริเวณที่สกปรกก็สะอาด เสิ่นเฟยฟางจึงบอกพวกเขาไปว่า “ปล่อยให้คุณปู่ คุณย่า ทำในสิ่งที่อยากทำเถอะค่ะ พวกเขาทำงานหนักกันมาตั้งแต่จำความได้ ตอนนี้ไม่ได้ทำก็คงรู้สึกไม่คุ้นชิน แต่ถ้าอะไรที่มากเกินไปก็ไม่ต้องทำ”
Baca selengkapnya

บทที่ 66 การแข่งขัน

กลางปี 1969 โรงเรียนมัธยมจัดงานแข่งขันชิงทุนการศึกษา ซึ่งปีแรกที่จัดขึ้นคือปี 1966 เพื่อสนับสนุนเด็กที่การศึกษาดี แต่ว่าที่บ้านลำบากอย่างน้อยเงินรางวัลยังพอช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวได้ ปีก่อน ๆ พี่ชาย พี่สาว ของเสิ่นเฟยฟางเข้าร่วมแต่ไม่เคยชนะมากก่อน แม้พวกเขาถูกเสิ่นเฟยฟางสอนมาบางอย่างแล้ว แต่เพราะไม่ได้อยู่ในสถานการณ์จริง ทำให้เธอไม่สามารถช่วยเหลือได้เต็มที การแข่งขันจัดเป็นประเภททีม เป็นการแข่งขันตอบโต้ระหว่างนักเรียนในโรงเรียน สามารถรวมทีมกันได้ทีมละ 5 คน รวมกลุ่มไม่จำกัดระดับชั้น ใครโชคร้ายก็จะได้แข่งกับรุ่นพี่ปีสุดท้ายที่รวมทีมกัน เสิ่นเฟยฟางเลือกทีมเอง “พวกเราสี่คนพี่น้อง พี่สาม ส่วนคนอื่นจะอยู่ทีมเดียวกันหรือแยกทีมฉันก็ไม่ได้ว่า แต่สามารถช่วยบอกแนวทางได้” “ให้ตายเถอะ ถ้าถูกจับมาแข่งกันพวกพี่จะเอาชนะเธอได้ยังไง” เสิ่นจิ้งรุ่ยโอดครวญ ถึงแม้ว่าเขาเป็นพี่ใหญ่ของทุกคน และเรียนเก่งขนาดไหน บอกตามตรงว่าเขาก็แพ้น้องสาวคนนี้เสมอ ส่วนน้องสาวคนอื่นในทีมเขามั่นใจว่าเอาชนะได้ อี้เฟยเฟยยิ้มแย้มบอก “พี่ใหญ่ต้องหาทางเอาชนะน้องสาวได้แล้ว”
Baca selengkapnya
Sebelumnya
1
...
678910
...
12
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status