เซียวจิ่นผู้มักจะทำหน้ายักษ์แผ่รังสีอำมหิตใส่กองฎีกาและแม่ทัพรองที่เรือนหน้า เริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป เขาหาข้ออ้างหลบงานมาเดินเตร็ดเตร่แถวสระบัวทุกบ่าย ปากก็บอกตัวเองและลูกน้องว่า ‘ข้าแค่ไปตรวจตราความเรียบร้อย กลัวสตรีวิปลาสผู้นั้นจะเผาจวนของข้า’ ทว่าในมือกลับถือห่อขนมกุ้ยฮวาจากเหลาอาหารชื่อดังที่ต้องต่อแถวซื้อยาวเหยียดติดมาด้วยเสมอ ส่วนหลินเยวี่ย พอเห็นหน้าองครักษ์หนุ่ม นางก็มักจะเปิดฉากจิกกัดเรื่องที่เขาเป็นลูกน้องผู้โง่งม สวามิภักดิ์ต่อ ‘ท่านอ๋องปีศาจไร้หัวใจ’ ก่อนจะจบลงด้วยการแบ่งปลาย่างหรือมันเผาให้เขาครึ่งหนึ่ง แล้วนั่งแคร่ปรับทุกข์ (ซึ่งก็คือนินทาเจ้านาย) กันอย่างออกรสออกชาติ นานวันเข้า ความผูกพันก็เริ่มก่อตัวลึกซึ้ง บุรุษและสตรีที่เข้าขากันได้ดีประดุจปี่กับขลุ่ย กลับต้องเก็บซ่อนความรู้สึกกระวนกระวายใจไว้ลึกสุดหน้าอก จนกระทั่งค่ำคืนหนึ่งในปลายฤดูสารท... อากาศเริ่มเย็นลง แสงจันทร์กระจ่างสาดส่องลงมากระทบผิวน้ำ คืนนี้หลินเยวี่ยแอบนำ ‘สุราดอกท้อ’ รสเลิศที่ขโมยมาจากห้องเก็บเสบียงเรือนหลังมานั่งจิบที่ศาลาริมน้ำ แน่นอนว่าองครักษ์คู่บุญของนางก็มาร่วมวงด้วย "นี่ ดื่มสิ! ส
Terakhir Diperbarui : 2026-06-05 Baca selengkapnya