LOGINบรรยากาศหน้าห้องทรงอักษรเช้านี้เงียบสงบผิดปกติ ขันทีและนางกำนัลต่างพากันก้มหน้าหลบตา ทว่าลอบมองผู้ที่กำลังเดินอาดๆ เข้ามาด้วยความประหลาดใจจนแทบจะถลนลูกตาออกมานอกเบ้า
เซียวจิ่น (ฉีอ๋อง) แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้น ผู้มักจะสวมหน้ากากยมทูตและแผ่รังสีอำมหิตจนอากาศรอบตัวเย็นเยียบเป็นน้ำแข็ง บัดนี้กลับก้าวเดินด้วยท่วงท่าสง่างามผ่าเผย ทว่าแวดล้อมไปด้วยกลิ่นอายของฤดูวสันต์ที่บานสะพรั่ง มุมปากที่มักจะเหยียดตึงอยู่เสมอ บัดนี้กลับยกยิ้มบางๆ อย่างอารมณ์ดี ชนิดที่หาที่สุดมิได้! เมื่อก้าวพ้นธรณีประตูเข้าไป ฮ่องเต้เซียวเยวี่ยนที่กำลังเงยหน้าจากกองฎีกาก็ชะงักไปชั่วครู่ ก่อนที่ดวงตาของโอรสสวรรค์จะทอประกายขบขัน พระองค์วางพู่กันลง แย้มพระสรวลกว้างจนเห็นไรพระทนต์ แล้วยกพระหัตถ์ขึ้นตบเข่าฉาดใหญ่! "เป็นไงน้องรัก! สายข่าวข้ารายงานว่า ภรรยาเจ้ากับเจ้าเข้ากันดีเชียว!" หากเป็นเมื่อก่อน เซียวจิ่นคงชักสีหน้าและตวาดลั่นโถงว่าผู้ใดบังอาจมาสอดแนมเรื่องในจวนของเขา ทว่ายามนี้ แม่ทัพหนุ่มกลับไม่มีท่าทีขัดเขินหรือเดือดดาลแม้แต่น้อย เขาสาวเท้าเข้าไปทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้หอมด้วยท่าทางเกียจคร้านเล็กน้อย (ผลจากการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงมาตลอดสองคืน) ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นรับคำอย่างภาคภูมิใจ "สายข่าวของเสด็จพี่นี่ทำงานเชื่องช้าเสียจริงพ่ะย่ะค่ะ... นี่ไม่ใช่แค่ 'เข้ากันได้ดี' แต่ต้องเรียกว่า 'รักใคร่กลมเกลียวจนแทบจะกลืนกินกันลงท้อง' ต่างหาก" ฮ่องเต้เซียวเยวี่ยนอ้าปากค้างเล็กน้อย ไม่คิดว่าน้องชายจอมบ้าเลือดจะกลายร่างเป็นบุรุษหน้าหนาได้ถึงเพียงนี้ "โอ้โห! รักใคร่กลมเกลียวงั้นรึ?" ฮ่องเต้เลิกพระขนง กลั้นหัวเราะจนปวดท้อง "แล้วผู้ใดกันหนอ ที่เมื่อสองปีก่อนมายืนทำหน้าดำคร่ำเครียด โวยวายจะควบม้าหนีไปชายแดนให้ได้ เพราะยืนกรานว่ารังเกียจสตรีจวนราชครู?" เซียวจิ่นกระแอมไอเล็กน้อย หน้าไม่เปลี่ยนสีแม้แต่ตระกูลเดียว "เมื่อสองปีก่อนกระหม่อมยังโง่งมเขลาปัญญา สวรรค์ประทานสตรีที่งดงาม ฉลาดเฉลียว และ 'มีรสชาติ' เข้าขากับกระหม่อมถึงเพียงนี้มาให้ ต้องขอบพระทัยเสด็จพี่ที่มีสายพระเนตรกว้างไกล ประทานสมรสที่สมบูรณ์แบบที่สุดในแคว้นให้แก่กระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ" "ฮ่าๆๆ!" คราวนี้ฮ่องเต้ระเบิดเสียงหัวเราะลั่นโถงอย่างไม่อาจกลั้นได้อีกต่อไป "เจ้าถึงกับเอ่ยปากชมสตรีเป็นแล้ว! ดูท่าทางจวนอ๋องคงจะพังพินาศไปครึ่งแถบแล้วกระมัง?" "แค่เตียงไม้สลักหักไปสองหลัง กับขอบสระน้ำพุร้อนต้องซ่อมแซมนิดหน่อยพ่ะย่ะค่ะ" เซียวจิ่นตอบหน้าตาย ราวกับกำลังรายงานเรื่องดินฟ้าอากาศ ก่อนจะยื่นมือออกไปตรงหน้าผู้เป็นพี่ชายอย่างหน้าไม่อาย "ว่าแต่เสด็จพี่... ในเมื่อกระหม่อมเชื่อฟัง ยอมรับพระชายาแล้ว เสด็จพี่จะไม่ประทานรางวัลต้อนรับหลานชายหลานสาวในอนาคตหน่อยหรือพ่ะย่ะค่ะ? อ้อ... แล้วกระหม่อมขอเบิกตัวหมอหลวงฝีมือดีที่สุดไปที่จวนด้วย ฮูหยินของกระหม่อมช่วงนี้ร่างกาย 'เหน็ดเหนื่อย' จากการจัดการจวนมากไปสักหน่อย จำเป็นต้องได้ยาบำรุงชั้นเลิศ" ฮ่องเต้ส่ายพระเศียรด้วยความระอาปนเอ็นดู พระองค์ชี้นิ้วสั่นๆ ไปที่หน้าน้องชาย "ไอ้คนหน้าหนา! เหน็ดเหนื่อยจากการจัดการจวน หรือเหน็ดเหนื่อยจากการรับมือกับหมาป่าตะกละเช่นเจ้ากันแน่! เอาเถอะๆ ขืนเจ้าขยันขันแข็งถึงเพียงนี้ ไม่เกินปีหน้า ข้าคงต้องเตรียมล้างคลังหลวง เอาทองคำมารับขวัญหลานเป็นหีบๆ เสียแล้ว!" เซียวจิ่นยกยิ้มมุมปาก น้อมรับคำประชดนั้นด้วยความเต็มใจ "เป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งพ่ะย่ะค่ะ... เช่นนั้นกระหม่อมไม่รบกวนเวลาทรงงานแล้ว ขอตัวกลับไป 'ปรนนิบัติ'..." "ทูลฝ่าบาท พระสนมเสิ่นเฟยขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ" เสียงกงกงหน้าประตูดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน ฮ่องเต้พยักพระพักตร์ "ให้นางเข้ามา" บานประตูเปิดออก ร่างระหงของ เสิ่นเฟย (พระสนมเอกตระกูลเสิ่น) ในชุดหรูหราเดินกรีดกรายเข้ามาพร้อมกับนางกำนัลที่ถือชามน้ำแกงรังนก นางยอบกายถวายพระพรฮ่องเต้ ก่อนจะหันมาแย้มยิ้มทักทายฉีอ๋อง "หม่อมฉันนำน้ำแกงมาถวายฝ่าบาทเพคะ... เอ๊ะ ท่าทางท่านอ๋องดูอารมณ์ดีเบิกบานยิ่งนัก วันนี้มีเรื่องมงคลอันใดหรือเพคะ?" เสิ่นเฟยแสร้งถามด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ทว่าหูผึ่งรอฟังคำตอบ เซียวจิ่นเพียงแค่พยักหน้ารับทักทายตามมารยาท "ไม่มีเรื่องใหญ่อันใดหรอกพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่พระชายาของกระหม่อมงดงามและเอาใจใส่ดูแลจวนเป็นอย่างดี กระหม่อมจึงมาทูลขอเบิกตัวหมอหลวงไปตรวจชีพจรบำรุงครรภ์... เอ้อ บำรุงร่างกายให้นางเสียหน่อยเท่านั้น" กล่าวจบ เซียวจิ่นก็ประสานมือทูลลาฮ่องเต้ แล้วสะบัดชายเสื้อเดินผิวปากออกไปอย่างอารมณ์ดี ปล่อยให้เสิ่นเฟยมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นด้วยสายตาเบิกกว้าง เมื่อคล้อยหลังน้องชาย ฮ่องเต้ก็ยกน้ำแกงขึ้นจิบ พลางตรัสกลั้วเสียงหัวเราะ "สนมรัก เจ้าดูฉีอ๋องสิ สองปีก่อนทำหน้าเหมือนจะไปตายตอนรู้ว่าต้องแต่งกับคุณหนูรองจวนราชครู มาวันนี้กลับมานั่งหน้าบานโอ้อวดภรรยาให้ข้าฟัง ดูท่าจวนอ๋องคงมีเรื่องให้บันเทิงอีกมากเชียวล่ะ" เสิ่นเฟยฝืนยิ้มรับ "ทะ... ท่านอ๋องหลงรักพระชายาถึงเพียงนี้ ช่างน่ายินดีนักเพคะ" ทว่าในใจของพระสนมกลับร้อนรุ่มดั่งไฟสุม! นางรีบขอตัวกลับตำหนัก และเขียนจดหมายลับสั่งให้นางกำนัลลอบส่งออกไปนอกวังทันที! [ณ จวนอัครเสนาบดีฝั่งซ้าย เรือนของเสิ่นเจียว] เพล้ง! เพล้ง! เสียงแจกันกระเบื้องเคลือบราคาแพงถูกปาอัดกำแพงแตกกระจายเกลื่อนพื้น พร้อมกับเสียงกรีดร้องแหลมปรี๊ดของ เสิ่นเจียว คุณหนูเล็กแห่งตระกูลเสิ่น น้องสาวร่วมอุทรของเสิ่นเฟย "ข้าไม่เชื่อ! เป็นไปไม่ได้! ท่านอ๋องเนี่ยนะจะหลงรักนังจืดชืดตระกูลหลินนั่น!" เสิ่นเจียวกระทืบเท้าเร่าๆ ใบหน้าที่เคยงดงามหมดจดบิดเบี้ยวด้วยความริษยา นางกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ บ่าวไพร่ในเรือนต่างพากันคุกเข่าหมอบกราบตัวสั่นเทา เสิ่นเจียวหลงรักฉีอ๋องมาตั้งแต่สมัยยังไม่ปักปิ่น นางเฝ้ารอวันที่เขาจะกลับจากชายแดน และมั่นใจเกินร้อยว่าสวามีจอมโหดจะต้องเขียนหนังสือหย่า โยนคุณหนูรองจวนราชครูที่ถูกยัดเยียดให้ทิ้งไปอย่างแน่นอน เมื่อถึงเวลานั้น นางผู้เป็นหญิงงามอันดับต้นๆ ของเมืองหลวง มีพี่สาวเป็นถึงพระสนมเอก จะก้าวขึ้นไปนั่งตำแหน่งพระชายาฉีอ๋องได้อย่างสง่างาม! แต่นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน! จดหมายจากพี่สาวบอกว่าท่านอ๋องถึงกับหน้าหนาไปขอหมอหลวงมาบำรุงร่างกายให้ภรรยาเพราะ 'ใช้งาน' นางหนักเกินไป! "คุณหนูใจเย็นๆ ก่อนเจ้าค่ะ อาจจะเป็นแค่ข่าวลือ..." สาวใช้คนสนิทพยายามปลอบ "ข่าวลืออะไร! พี่สาวข้าได้ยินมากับหูในห้องทรงอักษร!" เสิ่นเจียวตวาดแหว หอบหายใจแรง ดวงตาฉายแววอาฆาตมาดร้าย "นังหลินเยวี่ย! สองปีมานี้มันซ่อนตัวเงียบอยู่ในจวนอ๋องราวกับหนูท่อ ไม่เคยโผล่หัวมาร่วมงานสังคมใดๆ ข้าก็นึกว่ามันถูกทิ้งจนตรอมใจตายไปแล้ว ที่แท้มันแอบซุ่มใช้มารยาจิ้งจอกล่อลวงท่านอ๋องนี่เอง!" นางเดินวนไปวนมากลางห้อง ก่อนจะเหยียดยิ้มร้ายกาจเมื่อนึกแผนการบางอย่างออก "ได้... ในเมื่อท่านอ๋องหลงใหลมันนัก ข้าก็จะกระชากหน้ากากนังจิ้งจอกนั่นให้คนทั้งเมืองหลวงได้เห็น!" เสิ่นเจียวหันไปสั่งสาวใช้ "ไปเตรียมเทียบเชิญ! เดือนหน้าข้าจะจัด 'งานเลี้ยงชมบุปผาและประชันกวี' ที่ศาลาริมน้ำจวนของข้า ส่งเทียบเชิญไปให้ฮูหยินและคุณหนูทุกจวนในเมืองหลวง... และที่สำคัญที่สุด ต้องส่งไปเชิญ 'พระชายาฉีอ๋อง' มาให้จงได้!" สาวใช้รับคำหน้าตื่น "แต่... พระชายาไม่เคยออกงานสังคมเลยนะเจ้าคะ หากนางปฏิเสธ..." "ถ้ามันกล้าปฏิเสธ ข้าก็จะให้พี่สาวข้าไปทูลขอราชโองการจากฮ่องเต้ บังคับให้มันต้องมา!" เสิ่นเจียวเชิดหน้าขึ้น หัวเราะเยาะในลำคอ "คุณหนูรองที่เติบโตมาแบบถูกทิ้งขว้าง ไร้การศึกษา วันๆ เอาแต่ปลูกผักในเรือนหลังอย่างมัน จะเอาความรู้ที่ไหนมาแต่งกวีประชันกับข้า! ข้าจะทำให้มันอับอายขายหน้าจนไม่มีแผ่นดินจะอยู่ ให้ท่านอ๋องตาสว่างว่าสตรีที่คู่ควรกับเขามีเพียงข้าคนเดียวเท่านั้น!"ม่านมุ้งสีปะการังทิ้งตัวลงมาปิดกั้นโลกภายนอก ทว่าสงครามรักบนเตียงนอนกลับเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นในรูปแบบที่แปลกประหลาดออกไปหลินเยวี่ยเพิ่งจะถูกจับถอดชุดนอนผ้าแพรออกจนเนื้อตัวเปล่าเปลือย นางรีบคว้าผ้าห่มผืนหนามาคลุมกายมิดชิดจนถึงคอ หวังจะหลีกลี้หนีภัยจาก 'หมาป่าตะกละ' ทว่าเซียวจิ่นกลับไวกว่า เขารวบผ้าห่มโยนทิ้งไปปลายเตียงอย่างไม่ไยดี ก่อนจะโถมกายทาบทับลงมา กักขังนางไว้ด้วยท่อนแขนแกร่งทั้งสองข้าง"ท่านบอกจะหวีผมให้ข้า แล้วไหงมาจับข้าแก้ผ้าเล่า ไอ้คนปลิ้นปล้อน!" นางแหวเข้าให้ สองมือเล็กดันแผงอกกว้างที่เปลือยเปล่าของเขาไว้"ข้ากำลังจะทำอย่างอื่นให้เจ้าแทนอย่างไรเล่า" เซียวจิ่นยกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาทอประกายเจ้าเล่ห์ร้ายกาจแทนที่เขาจะจู่โจมอย่างหนักหน่วงดุดันดั่งเช่นทุกครา คืนนี้แม่ทัพหนุ่มกลับนึกสนุก ปลายจมูกโด่งสันกดลงบนซอกคอหอมกรุ่น ก่อนจะใช้หนวดเคราสากๆ ที่เพิ่งขึ้นไรๆ ถูไถไปตามลาดไหล่เนียนและลำคอระหงของนางอย่างจงใจ"อ๊ะ... ฮ่าๆๆ! สวามี! ยะ... อย่าทำแบบนี้ ข้าจั๊กจี้!"หลินเยวี่ยสะดุ้งเฮือก หดคอหนีสัมผัสสากระคายนั้นพลางหัวเราะเสียงหลง นางดิ้นขลุกขลักไปมาอยู่ใต้ร่างใหญ่โต ทว่ายิ่งดิ้น เ
ยามรัตติกาลมาเยือน บรรยากาศภายในห้องนอนเรือนหลังอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมกำจายของกำยานดอกกุ้ยฮวา แสงเทียนสลัววูบไหวทอดเงาของคนสองคนให้ซ้อนทับกันอยู่บนฉากกั้นไม้แกะสลักหลินเยวี่ยในชุดนอนผ้าแพรสีขาวเนื้อนุ่ม นั่งทอดลุ่ยอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ โดยมีร่างสูงกำยำของเซียวจิ่นยืนซ้อนอยู่เบื้องหลังมือแกร่งที่เคยกรำศึกจับแต่ดาบและทวน บัดนี้กำลังถือหวีไม้หอมสลักลาย มังกรคู่หงส์ ค่อยๆ สางเรือนผมสีหมึกที่ยาวสยายเต็มแผ่นหลังของภรรยาอย่างเบามือและเชื่องช้าที่สุด ราวกับกลัวว่าเส้นผมของนางจะขาดร่วงแม้แต่เส้นเดียว ท่วงท่าอันทะนุถนอมนี้ช่างขัดกับฉายา ‘จอมมารหน้าผี’ ของเขาอย่างสิ้นเชิง"สวามี ท่านหวีผมให้ข้าจนข้าจะเคลิ้มหลับคาโต๊ะเครื่องแป้งอยู่แล้วนะ" หลินเยวี่ยพึมพำเสียงงัวเงีย มองสบตากับเขาผ่านคันฉ่องเซียวจิ่นระบายยิ้มบางเบา วางหวีไม้หอมลงบนโต๊ะ ก่อนจะรวบปอยผมของนางขึ้นมาจรดริมฝีปากจุมพิตอย่างแสนรัก"เยวี่ยเอ๋อร์..." จู่ๆ น้ำเสียงของแม่ทัพหนุ่มก็จริงจังขึ้นมาเล็กน้อย แววตาที่มองสะท้อนในคันฉ่องแฝงไปด้วยความใคร่รู้ระคนเจ็บปวดแทนสตรีตรงหน้า "ตอนกลางวัน เจ้าบอกว่าชีวิตในฐานะลูกอนุที่จวนราชครูนั
สายลมเอื่อยๆ ในยามบ่ายพัดผ่านเรือนหลังของจวนฉีอ๋อง นำพากลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาที่เพิ่งผลิดอกบานสะพรั่งมาเตะจมูก บรรยากาศเงียบสงบและร่มรื่นผิดกับความวุ่นวายในเมืองหลวงใต้ต้นอู๋ถงต้นใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา หลินเยวี่ย ในชุดกระโปรงผ้าไหมพลิ้วไหวสีกลีบบัว กำลังนั่งแกว่งเท้าเล่นอยู่บนชิงช้าไม้กระดานแผ่นหนา โดยมีร่างสูงใหญ่ของ เซียวจิ่น ยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง มือแกร่งที่เคยใช้กุมดาบฟาดฟันศัตรู บัดนี้กำลังออกแรงผลักชิงช้าให้สตรีอันเป็นที่รักอย่างเบามือและทะนุถนอม"สูงอีกนิดสิสวามี ข้าอยากปลิวไปแตะใบไม้ตรงนั้น!" หลินเยวี่ยหัวเราะเสียงใส อารมณ์ดีเป็นพิเศษเมื่อได้ออกมาสูดอากาศนอกห้องนอน หลังจากถูกเขากักขังไว้บนเตียงมาหลายวัน"ไม่ได้ เดี๋ยวเจ้าตกลงมาเจ็บตัว หมอหลวงเพิ่งจะต้มยาบำรุงร่างกายให้เจ้าดื่มไปเมื่อเช้า ลืมแล้วหรือไร" เซียวจิ่นเอ็ดเบาๆ แต่ริมฝีปากกลับยกยิ้มกว้าง ดวงตาคมกริบจ้องมองแผ่นหลังเล็กๆ บนชิงช้าด้วยความรักใคร่สุดหัวใจทว่าช่วงเวลาแห่งความสุขก็ถูกขัดจังหวะ เมื่อพ่อบ้านสวีเดินค้อมตัวเข้ามาใกล้ พร้อมกับจดหมายเทียบเชิญสีเลือดหมูประทับตราทองคำในมือ"เรียนท่านอ๋อง พระชายา... มีเ
ย้อนกลับไปในช่วงเวลาก่อนที่ความลับจะแตกกลางบ่อน้ำพุร้อน...ณ มุมลับตาคนหลังกำแพงเรือนร้างของจวนฉีอ๋อง ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘อาเยวี่ย’ (ญาติผู้น้อยจวนราชครูผู้ถูกลืม) และ ‘อาจิ่น’ (องครักษ์ปลายแถวผู้แสนยากจน) ได้พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด... และประหลาดล้ำจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็น 'สหายร่วมสาบาน'ควันไฟสายเล็กๆ ลอยกรุ่นขึ้นจากเตาถ่านชั่วคราวที่ก่อขึ้นจากก้อนหิน บนนั้นมีไม้เสียบ ‘ปลาคาร์ปหยก’ ลายจุดสีทองราคาตัวละร้อยตำลึง (ที่แอบตกมาจากสระหน้าเรือนท่านอ๋อง) กำลังถูกย่างจนส่งกลิ่นหอมฉุยหลินเยวี่ยในชุดสาวใช้สีมอซอ นั่งยองๆ พลิกไม้ปลาปิ้งอย่างทะมัดทะแมง โดยมีเซียวจิ่นในชุดองครักษ์สีดำสนิท นั่งชันเข่าอยู่ข้างๆ มือแกร่งถือไหสุราเหมาไถที่เพิ่งไปลอบ ‘ขอยืม’ มาจากห้องเก็บเสบียงของพ่อบ้านสวี"นี่อาจิ่น... ท่านว่าป่านนี้ท่านอ๋องจอมโหดของท่าน จะโดนข้าศึกฟันคอขาดไปหรือยัง?" หลินเยวี่ยฉีกเนื้อปลาหอมกรุ่นเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ พลางเปิดฉากนินทาสวามี (ตัวจริง) อย่างออกรสเซียวจิ่นรับปลาอีกครึ่งตัวมาจากมือสตรีข้างกาย กัดกินอย่างไม่รังเกียจ ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะ หันมาผสมโรงนินทาเจ้านาย (ซึ่งก็คือตัวเอง) อย่า
บรรยากาศหน้าห้องทรงอักษรเช้านี้เงียบสงบผิดปกติ ขันทีและนางกำนัลต่างพากันก้มหน้าหลบตา ทว่าลอบมองผู้ที่กำลังเดินอาดๆ เข้ามาด้วยความประหลาดใจจนแทบจะถลนลูกตาออกมานอกเบ้าเซียวจิ่น (ฉีอ๋อง) แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้น ผู้มักจะสวมหน้ากากยมทูตและแผ่รังสีอำมหิตจนอากาศรอบตัวเย็นเยียบเป็นน้ำแข็ง บัดนี้กลับก้าวเดินด้วยท่วงท่าสง่างามผ่าเผย ทว่าแวดล้อมไปด้วยกลิ่นอายของฤดูวสันต์ที่บานสะพรั่ง มุมปากที่มักจะเหยียดตึงอยู่เสมอ บัดนี้กลับยกยิ้มบางๆ อย่างอารมณ์ดี ชนิดที่หาที่สุดมิได้!เมื่อก้าวพ้นธรณีประตูเข้าไป ฮ่องเต้เซียวเยวี่ยนที่กำลังเงยหน้าจากกองฎีกาก็ชะงักไปชั่วครู่ ก่อนที่ดวงตาของโอรสสวรรค์จะทอประกายขบขัน พระองค์วางพู่กันลง แย้มพระสรวลกว้างจนเห็นไรพระทนต์ แล้วยกพระหัตถ์ขึ้นตบเข่าฉาดใหญ่!"เป็นไงน้องรัก! สายข่าวข้ารายงานว่า ภรรยาเจ้ากับเจ้าเข้ากันดีเชียว!"หากเป็นเมื่อก่อน เซียวจิ่นคงชักสีหน้าและตวาดลั่นโถงว่าผู้ใดบังอาจมาสอดแนมเรื่องในจวนของเขา ทว่ายามนี้ แม่ทัพหนุ่มกลับไม่มีท่าทีขัดเขินหรือเดือดดาลแม้แต่น้อย เขาสาวเท้าเข้าไปทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้หอมด้วยท่าทางเกียจคร้านเล็กน้อย (ผลจากการออกกำลังก
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องลอดผ่านหน้าต่างฉลุลายเข้ามาในห้องนอนเรือนหลัง ทว่าคนที่นอนอยู่บนเตียงเตากลับไม่อาจซึมซับความสดใสของเช้าวันใหม่ได้เลยแม้แต่น้อย หลินเยวี่ยขยับเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างยากลำบาก ความรู้สึกแรกที่โจมตีโสตประสาทคือความปวดเมื่อยร้าวรานไปทั้งร่าง ราวกับถูกรถม้าศึกของจวนอ๋องบดขยี้ทับไปทับมาสักสิบรอบ โดยเฉพาะช่วงเอวที่ราวกับจะหักออกจากกัน ‘เมื่อคืน... ข้าเพิ่งรอดตายจากสมรภูมิรบมาหรืออย่างไร...’ นางพยายามจะพลิกตัว แต่กลับพบว่าร่างกายขยับไม่ได้ราวกับถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนเหล็ก เมื่อก้มลงมอง นางก็ต้องเบิกตากว้างจนแทบถลน ท่อนแขนแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามตึงแน่นของใครบางคน กำลังรัดเอวนางไว้แน่นราวกับงูเหลือมรัดเหยื่อ แผ่นหลังเปลือยเปล่าของนางแนบชิดกับแผงอกกว้างที่อุ่นจัด และที่น่าตกใจที่สุดคือ... ฝ่ามือใหญ่หยาบกร้านของเขากำลังกอบกุมหน้าอกอวบอิ่มของนางเอาไว้เต็มไม้เต็มมือ แถมยังบีบเคล้นเบาๆ ตามจังหวะการหายใจเข้าออกราวกับมันเป็นของเล่นชิ้นโปรด! ความทรงจำอันบ้าคลั่งเมื่อคืนวานไหลบ่าเข้ามาในหัวเป็นฉากๆ... บ่อน้ำพุร้อน... การเปิดเผยตัวตน... และการ ‘เข้าหอย้อนหลัง
ริมฝีปากที่บดเบียดลงมามิได้ให้โอกาสนางได้ตั้งตัว เซียวจิ่นกลืนกินเสียงอุทานของหลินเยวี่ยจนสิ้น รสจูบที่อัดอั้นมาเนิ่นนานทั้งดุดันและหิวโหย ปลายลิ้นร้อนสอดแทรกผ่านไรฟันที่เผยอค้าง เข้าไปกวาดต้อนความหวานล้ำและหยาดน้ำในโพรงปากอย่างเอาแต่ใจ"อื้อ..."หลินเยวี่ยครางประท้วง สองมือเล็กยกขึ้นทุบตีแผงอกก
เซียวจิ่นผู้มักจะทำหน้ายักษ์แผ่รังสีอำมหิตใส่กองฎีกาและแม่ทัพรองที่เรือนหน้า เริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป เขาหาข้ออ้างหลบงานมาเดินเตร็ดเตร่แถวสระบัวทุกบ่าย ปากก็บอกตัวเองและลูกน้องว่า ‘ข้าแค่ไปตรวจตราความเรียบร้อย กลัวสตรีวิปลาสผู้นั้นจะเผาจวนของข้า’ ทว่าในมือกลับถือห่อขนมกุ้ยฮวาจากเหลาอาหารชื่อดังท
หลังจากวันแรกที่ปะทะฝีปากกันริมสระบัว ความสัมพันธ์ของ ‘องครักษ์ปลายแถว’ และ ‘ญาติผู้น้อยจวนราชครู’ ก็พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด (และประหลาดล้ำ) เซียวจิ่นผู้มักจะทำหน้ายักษ์ใส่กองฎีกาที่เรือนหน้า เริ่มหาข้ออ้างหลบงานมาเดินเตร็ดเตร่แถวสระบัวทุกบ่าย ปากก็บอกตัวเองว่า ‘ข้าแค่มาตรวจตราความเรียบร้อย กลัว
×คำเตือนนิยายคอมมิดี้ อาจใช้ศัพท์ยุคปัจจุบันบ้าง ตามสไตล์×ม้วนราชโองการสีเหลืองทองถูกโยนโครมลงบนโต๊ะทรงอักษรอย่างไม่ไยดี พร้อมกับร่างสูงใหญ่แผ่รังสีอำมหิตของ เซียวจิ่น (ฉีอ๋อง) ที่ยืนหน้าดำคร่ำเครียดอยู่เบื้องหน้าผู้เป็นโอรสสวรรค์"เสด็จพี่! นี่มันหมายความว่าอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ? สมรสพระราชทานกับบุต







