로그인หลังจากวันแรกที่ปะทะฝีปากกันริมสระบัว ความสัมพันธ์ของ ‘องครักษ์ปลายแถว’ และ ‘ญาติผู้น้อยจวนราชครู’ ก็พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด (และประหลาดล้ำ)
เซียวจิ่นผู้มักจะทำหน้ายักษ์ใส่กองฎีกาที่เรือนหน้า เริ่มหาข้ออ้างหลบงานมาเดินเตร็ดเตร่แถวสระบัวทุกบ่าย ปากก็บอกตัวเองว่า ‘ข้าแค่มาตรวจตราความเรียบร้อย กลัวสตรีผู้นั้นจะเผาจวน’ แต่ในมือกลับถือห่อขนมกุ้ยฮวาจากเหลาอาหารชื่อดังติดมาด้วยเสมอ ส่วนหลินเยวี่ย พอเห็นหน้าเขา นางก็มักจะเปิดฉากจิกกัดเรื่องที่เขาเป็นลูกน้องผู้ซื่อสัตย์ของท่านอ๋องปีศาจ ก่อนจะจบลงด้วยการแบ่งของกินให้ และนั่งปรับทุกข์ (นินทาเจ้านาย) กันอย่างออกรสออกชาติ นานวันเข้า ความผูกพันก็เริ่มก่อตัวลึกซึ้ง บุรุษและสตรีที่เข้าขากันได้ดีประดุจปี่กับขลุ่ย กลับต้องเก็บซ่อนความรู้สึกกระวนกระวายใจไว้ลึกสุดหน้าอก เซียวจิ่นอยากจะคว้าสตรีตรงหน้ามากอดจูบให้รู้แล้วรู้รอด แต่คำว่า ‘ข้ามีพระชายาอยู่แล้ว’ ก็ค้ำคอจนแทบกระอักเลือด ส่วนหลินเยวี่ยก็แอบปวดใจที่ตัวเองดันไปหลงรักองครักษ์หนุ่ม ทั้งที่ยังมีป้าย ‘สตรีมีสวามี’ แขวนแปะหน้าผาก [ณ บ่อน้ำพุร้อนส่วนตัวของท่านอ๋อง] ไอน้ำสีขาวขุ่นลอยม้วนตัวอ้อยอิ่งอยู่เหนือผิวน้ำมรกตของบ่อน้ำพุร้อนส่วนตัวหลังจวน กลิ่นกำยานหอมอ่อนๆ ผสมผสานกับกลิ่นดอกไม้ป่าสร้างบรรยากาศผ่อนคลายขั้นสุด หลินเยวี่ย ในสภาพเปลือยเปล่าไร้อาภรณ์ใดปกปิด เอนแผ่นหลังขาวเนียนพิงขอบสระที่สลักจากหินหยกดำอย่างเกียจคร้าน หยาดน้ำเกาะพราวบนลาดไหล่บอบบางและเนินอกอวบอิ่มที่ปริ่มอยู่เหนือผิวน้ำ นางหลับตาพริ้ม ฮัมเพลงเบาๆ อย่างมีความสุข วันนี้ชิงชิงถูกนางไล่ไปนอนพักแล้ว เพราะนางมั่นใจเต็มประดาว่า ‘ท่านอ๋องปีศาจ’ ที่เพิ่งกลับจากการตรากตรำทำศึก คงจะสลบเหมือดอยู่ที่ห้องหนังสือเรือนหน้า ไม่มีทางถ่อสังขารมาแช่น้ำยามดึกดื่นเช่นนี้แน่ ทว่านางคิดผิดมหันต์... เสียงฝีเท้าหนักแน่นและสม่ำเสมอดังขึ้นเบาๆ จากหลังม่านบังตา เซียวจิ่นที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิดงุ่นง่านจาก ‘จุมพิตที่ถูกระงับ’ เมื่อหัวค่ำ ตัดสินใจมาแช่น้ำพุร้อนเพื่อดับไฟปรารถนาและชำระล้างความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่กำลังตีรวนในอก ชายหนุ่มปลดสายคาดเอวและโยนเสื้อผ้าทิ้งไปอย่างไม่ไยดี เผยให้เห็นเรือนกายกำยำสมบูรณ์แบบที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามและรอยแผลเป็นจางๆ จากสมรภูมิ เขาก้าวเท้าลงไปในสระอย่างเงียบเชียบ หมายจะดำดิ่งลงใต้น้ำให้สางเมา ซ่า... เสียงน้ำกระเพื่อมไหวผิดจังหวะ ทำให้หลินเยวี่ยที่กำลังเคลิ้มหลับสะดุ้งสุดตัว นางลืมตาขึ้นทันที และเมื่อมองลอดผ่านม่านหมอกไอน้ำบางเบา ภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำเอานางแทบหยุดหายใจ เงาร่างสูงใหญ่ของบุรุษเปลือยท่อนบนกำลังยืนอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสิบก้าว ใบหน้าหล่อเหลาที่คุ้นตานั้นทำให้นางเบิกตากว้างจนแทบถลน "เจ้าองครักษ์!" หลินเยวี่ยอุทานเสียงหลง รีบยกท่อนแขนเรียวขึ้นกอดอก ปิดบังทรวงอกอวบอิ่มของตนเองไว้ใต้ผิวน้ำพร้อมกับเตะขาถอยกรูดไปติดขอบสระอีกด้านอย่างตื่นตระหนก เซียวจิ่นเองก็ชะงักงัน ร่างกายแข็งทื่อเป็นหิน เขาจ้องมองดวงหน้าจิ้มลิ้มที่เปียกชื้น ผิวพรรณขาวผ่องที่โผล่พ้นน้ำแดงระเรื่อด้วยอุณหภูมิความร้อนและความเขินอาย... สตรีที่เขากำลังพยายามหักห้ามใจ บัดนี้กลับมาเปลื้องผ้าแช่น้ำอยู่ในบ่อส่วนตัวของเขา! ความร้อนในกายที่ตั้งใจจะมาดับ กลับถูกสุมด้วยฟืนกองใหญ่จนลุกโชนยิ่งกว่าเดิม! "ญาติผู้น้อย... เจ้า!" เซียวจิ่นกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พยายามปั้นหน้าดุดันข่มความปรารถนาเบื้องล่างที่เริ่มตื่นตัว "เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงแอบเข้ามาอาบน้ำในบ่อของท่านอ๋องยามวิกาลเช่นนี้! ไม่รักชีวิตแล้วหรือ!" หลินเยวี่ยตกใจจนสติแตก นางคิดว่าองครักษ์ผู้ซื่อสัตย์คนนี้ต้องมาจับกุมนางไปรับโทษทัณฑ์โบยหลังลายแน่ๆ ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย สตรีผู้รักชีวิตสโลว์ไลฟ์ตัดสินใจงัดไพ่ตายใบสุดท้ายออกมาใช้เพื่อปกป้องตัวเอง! นางเชิดหน้าขึ้นสุดฤทธิ์ พยายามทำใจดีสู้เสือ ตะเบ็งเสียงข่มความกลัว "หยุดอยู่ตรงนั้นนะ! ข้า... ข้าไม่ใช่ญาติผู้น้อยอะไรทั้งนั้น! ข้าคือ ‘พระชายาฉีอ๋อง’ ตัวจริงเสียงจริง! หากเจ้าไม่อยากหัวขาด ก็รีบหันหลังแล้วไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้นะ ไอ้องครักษ์ไร้มารยาท!" สิ้นคำประกาศิต บรรยากาศรอบสระน้ำพลันเงียบกริบจนได้ยินเพียงเสียงหยดน้ำตกกระทบโขดหิน เซียวจิ่นนิ่งอึ้งไปชั่วอึดใจ สมองของแม่ทัพหนุ่มผู้ปราดเปรื่องประมวลผลคำพูดของนางอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ... สตรีที่ชอบแอบหนีมาตกปลา... สตรีที่ด่าทอท่านอ๋องทุกวันว่าจืดชืดน่าเบื่อ... สตรีที่มีสิทธิ์เข้ามาใช้บ่อน้ำพุร้อนส่วนตัวได้โดยไม่มีบ่าวไพร่คนไหนกล้าห้าม... ญาติผู้น้อยขี้โกหกผู้นี้ แท้จริงแล้วคือพระชายา... สตรีที่เขาหลงรักจนแทบคลั่ง = เมียแต่งที่ถูกต้องตามกฎหมายของเขาเอง!? เพล้ง! นั่นคือเสียงของ ‘กำแพงศีลธรรม’ และความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในใจเซียวจิ่นที่แตกละเอียดเป็นผุยผง! เมื่อรู้ว่าสตรีที่เปลือยเปล่าเย้ายวนอยู่ตรงหน้าไม่ใช่สาวใช้ ไม่ใช่ญาติผู้น้อยที่ไหน แต่เป็น ‘สมบัติของเขา’ อย่างถูกต้องตามกฎหมายและประเพณี ความข่มกลั้นทั้งมวลก็มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบเถื่อนและความหิวโหยของหมาป่าที่ถูกปลดปลอกคอ! มุมปากของแม่ทัพหนุ่มกระตุกยิ้มร้ายกาจ แววตาที่เคยสับสนและพยายามข่มกลั้น แปรเปลี่ยนเป็นเร่าร้อน ดุดัน และหิวโหยจนหลินเยวี่ยรู้สึกขนลุกซู่ "ยะ... ยังไม่รีบออกไปอีก! ข้าเป็นถึงพระชายาเชียวนะ!" นางเสียงสั่น พยายามหดตัวลีบติดโขดหิน ซ่า... ซ่า... แทนที่จะหวาดกลัวและหันหลังกลับ เซียวจิ่นกลับก้าวฝ่าผิวน้ำเข้าไปหานางอย่างเชื่องช้า ทว่าคุกคามทุกฝีก้าว คลื่นน้ำกระเพื่อมไหวเป็นระลอกกระทบเข้ากับเรือนร่างบอบบางที่สั่นสะท้าน เซียวจิ่นใช้ท่อนแขนแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามทั้งสองข้าง ยันขอบสระหินหยกดำไว้ กักขังร่างนุ่มนิ่มเปลือยเปล่าไว้ในอ้อมแขนอย่างสมบูรณ์แบบ ลมหายใจร้อนระอุของบุรุษเพศรดรินลงบนหน้าผากมน "โอ้... เช่นนั้นข้าก็เสียมารยาทแล้ว ‘พระชายาของข้า’..." น้ำเสียงของเขาแหบพร่า ทุ้มต่ำ และเย้ายวนจนคนฟังแข้งขาอ่อนแรง สายตาคมกริบกวาดมองเรือนร่างอรชรใต้น้ำอย่างจาบจ้วงเปิดเผย ไม่หลงเหลือคราบองครักษ์ผู้เคร่งขรึมอีกต่อไป "ทะ... ทำไมเจ้าเรียกข้าเช่นนั้น..." หลินเยวี่ยเบิกตากว้าง สมองเริ่มขาวโพลน รอยยิ้มมุมปากของบุรุษตรงหน้ากว้างขึ้น ก่อนที่เขาจะโน้มใบหน้าลงมากระซิบชิดริมฝีปากบางของนาง "ช่างประจวบเหมาะเสียจริง... เพราะข้าก็คือ ‘ฉีอ๋อง’ สวามีหน้าอัปลักษณ์ บ้าเลือด และไร้น้ำยา... ที่เจ้าด่าทอให้ข้าฟังอยู่ทุกวันอย่างไรเล่า" ดวงตาของหลินเยวี่ยเบิกกว้างสุดขีด ริมฝีปากอ้าค้าง สติสัมปชัญญะหลุดลอยไปในอากาศ บุรุษหนุ่มรูปงาม... องครักษ์ยากจน... สหายกินปลาย่าง... คือท่านอ๋องปีศาจ!? "ทะ... ท่าน..." "ในเมื่อเจ้ารู้แล้วว่าข้าคือใคร และข้ารู้แล้วว่าเจ้าคือใคร... เช่นนั้นคืนนี้ ข้าคงต้องขออนุญาต ‘เข้าหอ’ ย้อนหลังเสียหน่อยกระมัง" ยังไม่ทันที่นางจะได้กรีดร้อง ท้วงติง หรือเอ่ยคำแก้ตัวใดๆ ริมฝีปากร้อนระอุของ ‘สวามีตัวจริง’ ก็โฉบลงมาบดขยี้ กลืนกินเสียงประท้วงของนางไปจนสิ้น สัมผัสของเขาดุดัน เร่าร้อน และเต็มไปด้วยความเรียกร้องต้องการที่อัดอั้นมาเนิ่นนาน มือหนาที่เคยทะนุถนอมนางเมื่อหัวค่ำ บัดนี้เลื่อนลงไปโอบรั้งเอวคอดกิ่ว ดึงร่างเปลือยเปล่าที่เปียกชื้นของนางให้แนบชิดกับเรือนกายแกร่งใต้น้ำอย่างไร้ช่องว่าง ม่านมุ้งสีปะการังทิ้งตัวลงมาปิดกั้นโลกภายนอก ทว่าสงครามรักบนเตียงนอนกลับเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นในรูปแบบที่แปลกประหลาดออกไปหลินเยวี่ยเพิ่งจะถูกจับถอดชุดนอนผ้าแพรออกจนเนื้อตัวเปล่าเปลือย นางรีบคว้าผ้าห่มผืนหนามาคลุมกายมิดชิดจนถึงคอ หวังจะหลีกลี้หนีภัยจาก 'หมาป่าตะกละ' ทว่าเซียวจิ่นกลับไวกว่า เขารวบผ้าห่มโยนทิ้งไปปลายเตียงอย่างไม่ไยดี ก่อนจะโถมกายทาบทับลงมา กักขังนางไว้ด้วยท่อนแขนแกร่งทั้งสองข้าง"ท่านบอกจะหวีผมให้ข้า แล้วไหงมาจับข้าแก้ผ้าเล่า ไอ้คนปลิ้นปล้อน!" นางแหวเข้าให้ สองมือเล็กดันแผงอกกว้างที่เปลือยเปล่าของเขาไว้"ข้ากำลังจะทำอย่างอื่นให้เจ้าแทนอย่างไรเล่า" เซียวจิ่นยกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาทอประกายเจ้าเล่ห์ร้ายกาจแทนที่เขาจะจู่โจมอย่างหนักหน่วงดุดันดั่งเช่นทุกครา คืนนี้แม่ทัพหนุ่มกลับนึกสนุก ปลายจมูกโด่งสันกดลงบนซอกคอหอมกรุ่น ก่อนจะใช้หนวดเคราสากๆ ที่เพิ่งขึ้นไรๆ ถูไถไปตามลาดไหล่เนียนและลำคอระหงของนางอย่างจงใจ"อ๊ะ... ฮ่าๆๆ! สวามี! ยะ... อย่าทำแบบนี้ ข้าจั๊กจี้!"หลินเยวี่ยสะดุ้งเฮือก หดคอหนีสัมผัสสากระคายนั้นพลางหัวเราะเสียงหลง นางดิ้นขลุกขลักไปมาอยู่ใต้ร่างใหญ่โต ทว่ายิ่งดิ้น เ
ยามรัตติกาลมาเยือน บรรยากาศภายในห้องนอนเรือนหลังอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมกำจายของกำยานดอกกุ้ยฮวา แสงเทียนสลัววูบไหวทอดเงาของคนสองคนให้ซ้อนทับกันอยู่บนฉากกั้นไม้แกะสลักหลินเยวี่ยในชุดนอนผ้าแพรสีขาวเนื้อนุ่ม นั่งทอดลุ่ยอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ โดยมีร่างสูงกำยำของเซียวจิ่นยืนซ้อนอยู่เบื้องหลังมือแกร่งที่เคยกรำศึกจับแต่ดาบและทวน บัดนี้กำลังถือหวีไม้หอมสลักลาย มังกรคู่หงส์ ค่อยๆ สางเรือนผมสีหมึกที่ยาวสยายเต็มแผ่นหลังของภรรยาอย่างเบามือและเชื่องช้าที่สุด ราวกับกลัวว่าเส้นผมของนางจะขาดร่วงแม้แต่เส้นเดียว ท่วงท่าอันทะนุถนอมนี้ช่างขัดกับฉายา ‘จอมมารหน้าผี’ ของเขาอย่างสิ้นเชิง"สวามี ท่านหวีผมให้ข้าจนข้าจะเคลิ้มหลับคาโต๊ะเครื่องแป้งอยู่แล้วนะ" หลินเยวี่ยพึมพำเสียงงัวเงีย มองสบตากับเขาผ่านคันฉ่องเซียวจิ่นระบายยิ้มบางเบา วางหวีไม้หอมลงบนโต๊ะ ก่อนจะรวบปอยผมของนางขึ้นมาจรดริมฝีปากจุมพิตอย่างแสนรัก"เยวี่ยเอ๋อร์..." จู่ๆ น้ำเสียงของแม่ทัพหนุ่มก็จริงจังขึ้นมาเล็กน้อย แววตาที่มองสะท้อนในคันฉ่องแฝงไปด้วยความใคร่รู้ระคนเจ็บปวดแทนสตรีตรงหน้า "ตอนกลางวัน เจ้าบอกว่าชีวิตในฐานะลูกอนุที่จวนราชครูนั
สายลมเอื่อยๆ ในยามบ่ายพัดผ่านเรือนหลังของจวนฉีอ๋อง นำพากลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาที่เพิ่งผลิดอกบานสะพรั่งมาเตะจมูก บรรยากาศเงียบสงบและร่มรื่นผิดกับความวุ่นวายในเมืองหลวงใต้ต้นอู๋ถงต้นใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา หลินเยวี่ย ในชุดกระโปรงผ้าไหมพลิ้วไหวสีกลีบบัว กำลังนั่งแกว่งเท้าเล่นอยู่บนชิงช้าไม้กระดานแผ่นหนา โดยมีร่างสูงใหญ่ของ เซียวจิ่น ยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง มือแกร่งที่เคยใช้กุมดาบฟาดฟันศัตรู บัดนี้กำลังออกแรงผลักชิงช้าให้สตรีอันเป็นที่รักอย่างเบามือและทะนุถนอม"สูงอีกนิดสิสวามี ข้าอยากปลิวไปแตะใบไม้ตรงนั้น!" หลินเยวี่ยหัวเราะเสียงใส อารมณ์ดีเป็นพิเศษเมื่อได้ออกมาสูดอากาศนอกห้องนอน หลังจากถูกเขากักขังไว้บนเตียงมาหลายวัน"ไม่ได้ เดี๋ยวเจ้าตกลงมาเจ็บตัว หมอหลวงเพิ่งจะต้มยาบำรุงร่างกายให้เจ้าดื่มไปเมื่อเช้า ลืมแล้วหรือไร" เซียวจิ่นเอ็ดเบาๆ แต่ริมฝีปากกลับยกยิ้มกว้าง ดวงตาคมกริบจ้องมองแผ่นหลังเล็กๆ บนชิงช้าด้วยความรักใคร่สุดหัวใจทว่าช่วงเวลาแห่งความสุขก็ถูกขัดจังหวะ เมื่อพ่อบ้านสวีเดินค้อมตัวเข้ามาใกล้ พร้อมกับจดหมายเทียบเชิญสีเลือดหมูประทับตราทองคำในมือ"เรียนท่านอ๋อง พระชายา... มีเ
ย้อนกลับไปในช่วงเวลาก่อนที่ความลับจะแตกกลางบ่อน้ำพุร้อน...ณ มุมลับตาคนหลังกำแพงเรือนร้างของจวนฉีอ๋อง ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘อาเยวี่ย’ (ญาติผู้น้อยจวนราชครูผู้ถูกลืม) และ ‘อาจิ่น’ (องครักษ์ปลายแถวผู้แสนยากจน) ได้พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด... และประหลาดล้ำจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็น 'สหายร่วมสาบาน'ควันไฟสายเล็กๆ ลอยกรุ่นขึ้นจากเตาถ่านชั่วคราวที่ก่อขึ้นจากก้อนหิน บนนั้นมีไม้เสียบ ‘ปลาคาร์ปหยก’ ลายจุดสีทองราคาตัวละร้อยตำลึง (ที่แอบตกมาจากสระหน้าเรือนท่านอ๋อง) กำลังถูกย่างจนส่งกลิ่นหอมฉุยหลินเยวี่ยในชุดสาวใช้สีมอซอ นั่งยองๆ พลิกไม้ปลาปิ้งอย่างทะมัดทะแมง โดยมีเซียวจิ่นในชุดองครักษ์สีดำสนิท นั่งชันเข่าอยู่ข้างๆ มือแกร่งถือไหสุราเหมาไถที่เพิ่งไปลอบ ‘ขอยืม’ มาจากห้องเก็บเสบียงของพ่อบ้านสวี"นี่อาจิ่น... ท่านว่าป่านนี้ท่านอ๋องจอมโหดของท่าน จะโดนข้าศึกฟันคอขาดไปหรือยัง?" หลินเยวี่ยฉีกเนื้อปลาหอมกรุ่นเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ พลางเปิดฉากนินทาสวามี (ตัวจริง) อย่างออกรสเซียวจิ่นรับปลาอีกครึ่งตัวมาจากมือสตรีข้างกาย กัดกินอย่างไม่รังเกียจ ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะ หันมาผสมโรงนินทาเจ้านาย (ซึ่งก็คือตัวเอง) อย่า
บรรยากาศหน้าห้องทรงอักษรเช้านี้เงียบสงบผิดปกติ ขันทีและนางกำนัลต่างพากันก้มหน้าหลบตา ทว่าลอบมองผู้ที่กำลังเดินอาดๆ เข้ามาด้วยความประหลาดใจจนแทบจะถลนลูกตาออกมานอกเบ้าเซียวจิ่น (ฉีอ๋อง) แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้น ผู้มักจะสวมหน้ากากยมทูตและแผ่รังสีอำมหิตจนอากาศรอบตัวเย็นเยียบเป็นน้ำแข็ง บัดนี้กลับก้าวเดินด้วยท่วงท่าสง่างามผ่าเผย ทว่าแวดล้อมไปด้วยกลิ่นอายของฤดูวสันต์ที่บานสะพรั่ง มุมปากที่มักจะเหยียดตึงอยู่เสมอ บัดนี้กลับยกยิ้มบางๆ อย่างอารมณ์ดี ชนิดที่หาที่สุดมิได้!เมื่อก้าวพ้นธรณีประตูเข้าไป ฮ่องเต้เซียวเยวี่ยนที่กำลังเงยหน้าจากกองฎีกาก็ชะงักไปชั่วครู่ ก่อนที่ดวงตาของโอรสสวรรค์จะทอประกายขบขัน พระองค์วางพู่กันลง แย้มพระสรวลกว้างจนเห็นไรพระทนต์ แล้วยกพระหัตถ์ขึ้นตบเข่าฉาดใหญ่!"เป็นไงน้องรัก! สายข่าวข้ารายงานว่า ภรรยาเจ้ากับเจ้าเข้ากันดีเชียว!"หากเป็นเมื่อก่อน เซียวจิ่นคงชักสีหน้าและตวาดลั่นโถงว่าผู้ใดบังอาจมาสอดแนมเรื่องในจวนของเขา ทว่ายามนี้ แม่ทัพหนุ่มกลับไม่มีท่าทีขัดเขินหรือเดือดดาลแม้แต่น้อย เขาสาวเท้าเข้าไปทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้หอมด้วยท่าทางเกียจคร้านเล็กน้อย (ผลจากการออกกำลังก
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องลอดผ่านหน้าต่างฉลุลายเข้ามาในห้องนอนเรือนหลัง ทว่าคนที่นอนอยู่บนเตียงเตากลับไม่อาจซึมซับความสดใสของเช้าวันใหม่ได้เลยแม้แต่น้อย หลินเยวี่ยขยับเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างยากลำบาก ความรู้สึกแรกที่โจมตีโสตประสาทคือความปวดเมื่อยร้าวรานไปทั้งร่าง ราวกับถูกรถม้าศึกของจวนอ๋องบดขยี้ทับไปทับมาสักสิบรอบ โดยเฉพาะช่วงเอวที่ราวกับจะหักออกจากกัน ‘เมื่อคืน... ข้าเพิ่งรอดตายจากสมรภูมิรบมาหรืออย่างไร...’ นางพยายามจะพลิกตัว แต่กลับพบว่าร่างกายขยับไม่ได้ราวกับถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนเหล็ก เมื่อก้มลงมอง นางก็ต้องเบิกตากว้างจนแทบถลน ท่อนแขนแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามตึงแน่นของใครบางคน กำลังรัดเอวนางไว้แน่นราวกับงูเหลือมรัดเหยื่อ แผ่นหลังเปลือยเปล่าของนางแนบชิดกับแผงอกกว้างที่อุ่นจัด และที่น่าตกใจที่สุดคือ... ฝ่ามือใหญ่หยาบกร้านของเขากำลังกอบกุมหน้าอกอวบอิ่มของนางเอาไว้เต็มไม้เต็มมือ แถมยังบีบเคล้นเบาๆ ตามจังหวะการหายใจเข้าออกราวกับมันเป็นของเล่นชิ้นโปรด! ความทรงจำอันบ้าคลั่งเมื่อคืนวานไหลบ่าเข้ามาในหัวเป็นฉากๆ... บ่อน้ำพุร้อน... การเปิดเผยตัวตน... และการ ‘เข้าหอย้อนหลัง
ริมฝีปากที่บดเบียดลงมามิได้ให้โอกาสนางได้ตั้งตัว เซียวจิ่นกลืนกินเสียงอุทานของหลินเยวี่ยจนสิ้น รสจูบที่อัดอั้นมาเนิ่นนานทั้งดุดันและหิวโหย ปลายลิ้นร้อนสอดแทรกผ่านไรฟันที่เผยอค้าง เข้าไปกวาดต้อนความหวานล้ำและหยาดน้ำในโพรงปากอย่างเอาแต่ใจ"อื้อ..."หลินเยวี่ยครางประท้วง สองมือเล็กยกขึ้นทุบตีแผงอกก
เซียวจิ่นผู้มักจะทำหน้ายักษ์แผ่รังสีอำมหิตใส่กองฎีกาและแม่ทัพรองที่เรือนหน้า เริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป เขาหาข้ออ้างหลบงานมาเดินเตร็ดเตร่แถวสระบัวทุกบ่าย ปากก็บอกตัวเองและลูกน้องว่า ‘ข้าแค่ไปตรวจตราความเรียบร้อย กลัวสตรีวิปลาสผู้นั้นจะเผาจวนของข้า’ ทว่าในมือกลับถือห่อขนมกุ้ยฮวาจากเหลาอาหารชื่อดังท
×คำเตือนนิยายคอมมิดี้ อาจใช้ศัพท์ยุคปัจจุบันบ้าง ตามสไตล์×ม้วนราชโองการสีเหลืองทองถูกโยนโครมลงบนโต๊ะทรงอักษรอย่างไม่ไยดี พร้อมกับร่างสูงใหญ่แผ่รังสีอำมหิตของ เซียวจิ่น (ฉีอ๋อง) ที่ยืนหน้าดำคร่ำเครียดอยู่เบื้องหน้าผู้เป็นโอรสสวรรค์"เสด็จพี่! นี่มันหมายความว่าอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ? สมรสพระราชทานกับบุต







