“…”ในเวลาเดียวกัน ซูสือจิ่นได้เดินทอดน่องกลับมาถึงบริเวณใกล้เคียงจวนอัครเสนาบดีแล้วเดิมทีควรจะตรงกลับไปทันที ทว่ากลับบังเอิญเหลือบไปเห็นคนชุดดำผู้หนึ่งนอนหายใจร่อแร่ใกล้ตายอยู่กลางทางคนผู้นั้นเอนกายอยู่ตรงทางเข้าตรอกอันมืดมิดสายหนึ่ง หากมิใช่เพราะว่ากวาดสายตามองอย่างละเอียดคราหนึ่ง ซูสือจิ่นก็เกือบจะไม่ทันสังเกตเห็นแล้วเช่นกันยามที่เดินผ่านปากตรอก ซูสือจิ่นจึงเบนสายตามองไปยังด้านข้างอีกครา เป็นคนผู้หนึ่งจริงๆ อีกทั้งตามร่างกายคล้ายว่ายังคงมีโลหิตไหลริน...“ช่วยข้าด้วย...”คนผู้นั้นค่อยๆ เอ่ยปาก น้ำเสียงฟังดูคล้ายเป็นเด็กหนุ่มอายุราวสิบแปดสิบเก้าปีซูสือจิ่นกวาดมองซ้ายขวา ยามนี้บริเวณรอบๆ หาได้มีผู้คนสักเท่าใดนัก ดูท่าแล้วกำลังพูดคุยอยู่กับตนเองอยู่เดิมทีคิดอยู่ว่าจะไม่ยุ่งเรื่องชาวบ้าน แต่คนผู้นั้นกลับร้องเรียกออกมาประโยคหนึ่ง “ช่วยข้าด้วย...”ท้ายที่สุดซูสือจิ่นก็หยุดฝีเท้าลงจนได้เอาเถอะ ผู้ใดใช้ให้ตนเป็นหมอเล่ายามได้ยินคนร้องขอความช่วยเหลือต่อตนเอง ท้ายที่สุดก็ไม่อาจเพิกเฉยข้ามผ่านไปได้...ด้วยเหตุนี้จึงหันหลังกลับไปแล้วเดินมาถึงข้างกายของเด็กหนุ่ม กวาดสายตามองพินิ
더 보기