ชายาพิษหวนทวงแค้น

ชายาพิษหวนทวงแค้น

بواسطة:  คุณหนูซินอวี้تم تحديثه الآن
لغة: Thai
goodnovel4goodnovel
10
1 تصنيف. 1 review
30فصول
317وجهات النظر
قراءة
أضف إلى المكتبة

مشاركة:  

تقرير
ملخص
كتالوج
امسح الكود للقراءة على التطبيق

นางเคารพรักบิดาและพี่ชาย ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเมตตากรุณา แม้แต่คู่หมั้นที่ขาทั้งสองข้างพิการก็ยังคอยดูแลเคียงข้างอย่างสุดกำลัง ทว่ายามที่คู่หมั้นได้ขึ้นเป็นองค์รัชทายาทและกลับมาหยัดยืนได้อีกครั้ง สิ่งแรกที่เขาทำกลับเป็นการเปลี่ยนใจไปรักน้องสาวร่วมสายเลือดของนาง! คนทั้งสองใช้ความรักเป็นอาวุธ ข่มเหงรังแกสารพัด จนสุดท้ายทำให้นางต้องจากโลกนี้ไปอย่างน่าอนาถ! เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง นางคือหมอพิษจอมอสูรจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด สาบานว่าจะปลิดชีพชายโฉดหญิงชั่วเพื่อล้างแค้นให้เจ้าของร่างเดิม! น้องหญิงสารเลวคอยวางแผนร้าย? เช่นนั้นก็ทำให้นางชื่อเสียงพังพินาศย่อยยับ! ขาหายดีแล้วเปลี่ยนใจหรือ? เช่นนั้นก็ทำให้เขาต้องกลายเป็นคนพิการอีกครา! นางอยากจะรู้นักว่า คู่รักที่อ้างว่ารักแท้แกร่งดั่งทองคำคู่นี้ ยามที่คนหนึ่งอัปลักษณ์และอีกคนพิการ จะยังคงให้คำมั่นสัญญาต่อกันได้อีกหรือไม่! ใครต่อใครต่างกล่าวว่า ถูกองค์รัชทายาทถอนหมั้นแล้ว ชาตินี้นางคงไม่มีบุรุษใดกล้าแต่งด้วย คิดไม่ถึงว่านางจะกุมอำนาจล้นแผ่นดิน ทั้งยังพรสวรรค์น่าทึ่ง ความงามล้ำเลิศ บุรุษที่เข้ามาพัวพันพากันหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย แม้กระทั่งท่านอาสิบเอ็ดผู้มีชื่อเสียงระบือไกลไปทั่วหล้า ก็ยังบุกมาถึงประตูเรือนอย่างเผด็จการ “สตรีของข้า ผู้ใดกล้าหมายปอง?”

عرض المزيد

الفصل الأول

บทที่ 1

“ซูสือจิ่น ข้าเคยรับปากเจ้าแล้วว่า ต่อให้เยว่เอ๋อร์จะแต่งเข้ามาพร้อมกับเจ้า ตำแหน่งพระชายารัชทายาทก็จะเป็นของเจ้าเพียงผู้เดียว เท่านี้ก็น่าจะพอใจได้แล้ว เหตุใดต้องมาอาละวาดก่อเรื่องเช่นนี้อีก?”

เหนือหน้าผาอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ต้นไม้โบราณพันปีต้นหนึ่งหยัดยืนอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางสายลมและหิมะ

ข้างต้นไม้โบราณ ซูสือจิ่นมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย นั่นคือองค์รัชทายาทแห่งแคว้นหนาน และยังเป็นคู่หมั้นคู่หมายของนางอีกด้วย

“ท่านก็คิดว่าข้ากำลังอาละวาดก่อเรื่องงั้นหรือ?”

ฉู่มู่เฉินมีสีหน้าไม่สบอารมณ์ “นับตั้งแต่ข้าเอ่ยปากว่าจะแต่งเยว่เอ๋อร์เข้ามา เจ้าก็คอยวางแผนร้ายเล่นงานเยว่เอ๋อร์ ทั้งยังเรียกร้องความสนใจด้วยการทำร้ายตัวเอง มาบัดนี้จวนจะถึงกำหนดวันวิวาห์ เจ้ากลับยังคิดจะวิ่งมากระโดดหน้าผาถึงที่นี่ นานขนาดนี้แล้ว เจ้ายังก่อเรื่องไม่พออีกหรือ?”

ซูสือจิ่นยิ้มขื่น “ข้าเรียกร้องความสนใจด้วยการทำร้ายตัวเองหรือ? บาดแผลเหล่านั้นตามตัวข้า...”

“พอที! เจ้าอยากจะบอกอีกแล้วใช่หรือไม่ว่า ทั้งหมดนั้นเป็นฝีมือของเยว่เอ๋อร์? เยว่เอ๋อร์ไร้เดียงสาและจิตใจดีงาม นางไม่เคยแม้แต่จะกล่าววาจาให้ร้ายถึงเจ้าต่อหน้าข้าเลยสักครั้ง แต่เจ้ากลับสาดโคลนใส่นางครั้งแล้วครั้งเล่า เจ้ายังมีความเป็นพี่สาวสายตรงอยู่บ้างหรือไม่?”

ฉู่มู่เฉินเอ่ยขัดขึ้นอย่างหงุดหงิด พลางชี้ไปยังกลุ่มองครักษ์ที่อยู่ด้านหลัง “เดิมทีถึงเวลาที่ข้าต้องเข้าประชุมเช้า แต่ข้ากลับต้องพากำลังคนมากมายขนาดนี้มาตามง้อเจ้า ความอดทนที่ข้ามีให้เจ้ามันมากพอแล้ว! หากเจ้ายังดึงดันจะก่อเรื่องไร้สาระไม่เลิก ต่อให้เจ้ากระโดดลงไปจากที่นี่จริงๆ ข้าก็จะไม่สนใจเจ้าอีก!”

ซูสือจิ่นปวดใจอย่างที่สุด “ท่านเคยกล่าวไว้ว่า ชาตินี้ท่านจะรักข้าเพียงคนเดียว...”

ฉู่มู่เฉินหงุดหงิดมากขึ้น “ตัวข้าในยามนั้นไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าความรักที่แท้จริงคือสิ่งใด! จนกระทั่งเยว่เอ๋อร์กลับมา ข้าจึงได้กระจ่างว่าสิ่งใดคือการรักกันด้วยใจจริง! ระหว่างข้ากับเจ้า มันคือความผิดพลาดตั้งแต่แรก!”

เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ สายตาของเขาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาทีละน้อย “อีกอย่าง ทั้งหมดนี้เจ้าเป็นหนี้เยว่เอ๋อร์ หากสามปีก่อนเจ้าไม่ได้ทำนางหายไป ผู้ที่ควรจะหมั้นหมายกับข้าแต่แรกก็คือนาง! มาบัดนี้เจ้าก็นับว่าแย่งตำแหน่งพระชายารัชทายาทของนางไปแล้ว ก็แค่ให้พวกเจ้าแต่งเข้ามาในวันเดียวกัน เจ้ายังมีสิ่งใดไม่พอใจอีก?”

“แต่งเข้ามาในวันเดียวกัน? หึๆ ช่างพูดได้ง่ายดายเหลือเกิน ที่แท้ในสายตาของท่าน การให้พระชายาเอกและพระชายารองเดินเข้าประตูใหญ่พร้อมกัน มันเป็นเรื่องเล็กน้อยจนไม่คู่ควรจะเอ่ยถึงขนาดนั้นเชียวหรือ? ปากก็พร่ำบอกว่าข้าเป็นเอกนางเป็นรอง ทว่าความจริงกลับไม่ต่างอะไรกับการแต่งภรรยาเสมอภาค! ยังไม่ทันแต่งเข้ามาก็ข่มเหงรังแกข้าถึงเพียงนี้ ท่านเอาเกียรติยศศักดิ์ศรีของข้าไปไว้ที่ใดแล้ว?”

ซูสือจิ่นเริ่มอารมณ์พลุ่งพล่านขึ้นเรื่อยๆ “ยังจะบอกว่าข้าทำนางหายไปอีก หึๆ ๆ...”

นางเอ่ยพลางก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่ง หากถอยไปมากกว่านี้ก็คือหน้าผาลึกหมื่นจั้ง!

“ท่านลืมไปแล้วใช่หรือไม่ว่า สามปีก่อนท่านยังไม่ได้เป็นองค์รัชทายาท กระทั่งเกือบจะกลายเป็นคนพิการไปแล้วด้วยซ้ำ? เป็นข้าที่ยึดมั่นไม่ทอดทิ้ง เป็นข้าที่ออกวิ่งเต้นหาหมอไปทั่ว เฝ้าหวังให้ข้าทั้งสองข้างของท่านหายดีอยู่ทุกค่ำคืน! มาบัดนี้ ท่านกลับมาหยัดยืนได้อีกครั้ง ซูลั่วเยว่ก็กลับมาแล้ว ท่านรู้หรือไม่ว่าปีนั้นนาง...”

“มีแต่คำพูดเหลวไหลพวกนี้อีกแล้ว! ซูสือจิ่น เจ้าจิตใจอำมหิตถึงเพียงใดกันแน่ ถึงได้คอยใส่ร้ายป้ายสีน้องสาวสายตรงของตนเองครั้งแล้วครั้งเล่า? ปีที่นางพลัดหลงไป เพิ่งจะอายุสิบสาม นางจะไปเข้าใจอะไร? และในปีนั้น ตัวข้าและเจ้าก็เพิ่งจะอายุราวๆ สิบสี่ปี จะไปเข้าใจเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ได้อย่างไรกัน? ทุกสิ่งล้วนเป็นความผิดพลาด เหตุใดเจ้าถึงไม่ยอมรับความจริงข้อนี้เสียที?”

เมื่อเห็นซูสือจิ่นที่น้ำตารินไหลเป็นทางอยู่ตรงหน้า ในแววตาของฉู่มู่เฉินก็เริ่มมีความรู้สึกผิดปรากฏขึ้นมานิดหนึ่งในที่สุด

“ข้ารู้ว่าเจ้าทุ่มเทเพื่อข้า และรู้ดีว่าสตรีที่ถูกถอนหมั้น เส้นทางในภายภาคหน้าจะยากลำบากเพียงใด ก็เพราะเห็นแก่หน้าเจ้า ข้าจึงไม่เคยคิดที่จะทอดทิ้งเจ้าเลย แม้ว่ายามนี้เยว่เอ๋อร์จะกลับมาแล้ว ข้าก็ให้ตำแหน่งนางเพียงแค่พระชายารอง ทั้งนางเองก็ไม่เคยคิดจะแย่งชิงกับเจ้า เหตุใดเจ้าต้องคอยยึดติดอยู่กับเรื่องเล็กน้อยแค่นั้นไม่รู้จักจบสิ้น?”

ยามที่เอ่ยถึงซูลั่วเยว่ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความปวดใจอยู่เสมอ

“เจ้าเอาแต่รู้สึกว่าตนเองน่าสงสารอยู่ฝ่ายเดียว เจ้าไม่เคยคิดบ้างเลยว่าหลังจากยกตำแหน่งพระชายาเอกให้เจ้าแล้ว เยว่เอ๋อร์ต้องกล้ำกลืนฝืนทนเพียงใด? ทว่าต่อให้ในใจจะมีความทุกข์ระทมหมื่นแสน นางก็ไม่เคยเอาแต่ใจและอาละวาดก่อเรื่องไร้สาระเหมือนอย่างเจ้า นางเป็นเด็กดีและรู้ความถึงเพียงนั้น ยามนี้นางมีความปรารถนาเพียงน้อยนิดเท่านี้ เจ้าจะยอมหลีกทางให้นางสักหน่อยมิได้เชียวหรือ?”

“ที่ข้ายอมหลีกทางให้ มันยังไม่พออีกอย่างนั้นหรือ?”

ซูสือจิ่นอารมณ์พลุ่งพล่าน “ตั้งแต่เล็กท่านแม่ก็คอยบอกข้าว่า ข้าต้องยอมหลีกทางให้น้องหญิง ดังนั้นยามที่นางอยากได้เรือนของข้า ท่านพ่อก็เกลี้ยกล่อมให้ข้าย้ายไปอยู่เรือนข้าง ยามนางคิดหนีการแต่งงานกับคู่หมั้นที่พิการ พี่ใหญ่ก็เกลี้ยกล่อมให้ข้าแต่งแทนนาง มาบัดนี้นางกลับมาแล้ว นึกเสียใจภายหลัง ทว่าทุกคนกลับพากันโทษว่าข้าแย่งบุรุษของนาง! ทุกคนต่างคิดว่าข้าเป็นฝ่ายผิดต่อนาง ข้า...”

“วาจาสาดโคลนใส่นางเจ้าก็พูดมามากพอแล้ว! เจ้าจะยอมไม่ได้...”

“ไม่ได้!”

ซูสือจิ่นแผดเสียงตะโกนลั่น น้ำตารินไหลราวกับทำนบพังทลาย!

อาจเป็นเพราะเห็นว่าอารมณ์ของนางพลุ่งพล่านเกินไป ฉู่มู่เฉินจึงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง ในที่สุดก็ยอมผ่อนน้ำเสียงลง

“เลิกอาละวาดเสียที หากเจ้าขัดเคืองใจถึงเพียงนั้น วันนั้นข้าอนุญาตให้เจ้าแต่งเข้าประตูก่อน ส่วนเยว่เอ๋อร์ค่อยตามหลังเจ้ามา เช่นนี้ก็ใช้ได้แล้วกระมัง?”

เมื่อเห็นท่าทางที่ราวกับจำใจไร้หนทางของเขา ซูสือจิ่นก็ปวดใจราวมีคมมีดมากรีดเฉือน!

“สิ่งที่ข้าต้องการมาโดยตลอดไม่ใช่...”

“พอที! ตัวข้าที่เป็นองค์รัชทายาทยอมถอยให้แล้ว เจ้ายังคิดจะเอาอย่างไรอีกกันแน่? หรือต้องบังคับให้ข้าทอดทิ้งเยว่เอ๋อร์ถึงจะพอใจ? เจ้ามีความสุขมากพอแล้ว เหตุใดต้องคอยหาเรื่องเล่นงานนางเสียให้ได้?”

ฉู่มู่เฉินยิ่งหมดความอดทน หลุดปากตวาดเสียงด่าออกมาอย่างลืมตัว!

ทว่ากลับเห็นซูสือจิ่นหลั่งน้ำตาอาบแก้มเนิ่นนานแล้ว!

ในแววตานั้น คล้ายยังฉายแววแห่งความสิ้นหวัง...

เมื่อเห็นเช่นนั้น ฉู่มู่เฉินจึงกดน้ำเสียงลงอีกครา พลางเอ่ยง้อด้วยความรำคาญใจว่า “เลิกเอาแต่ใจได้แล้ว เดินมานี่เถอะ”

ตั้งแต่ต้นจนจบ ในแววตาของเขาไม่มีความกระวนกระวายหรือความห่วงใยเลยแม้แต่น้อย

คล้ายกับว่าปักใจเชื่อไปแล้วว่า ซูสือจิ่นไม่มีทางกระโดดลงไปด้านล่าง

เขากล่าวว่า “ข้าจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย เดินมานี่!”

ซูสือจิ่นน้ำตานองหน้า ราวกับไม่ได้ยินเสียงของเขา ทว่ากลับหัวเราะเยาะหยันตนเองออกมาเสียงดัง

“ข้ามีความสุขงั้นหรือ? หึๆ ๆ...”

นางยิ้มขื่น น้ำตาแต่ละหยดร่วงหล่นลงมาไม่ขาดสาย!

“ข้าเพียงแค่ขัดขืนเล็กน้อย ท่านก็พร่ำบอกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าข้าอาละวาดก่อเรื่อง ทุกคนต่างก็บอกว่าข้าไม่รู้ความ คนที่ได้ชื่อว่าเป็นครอบครัวยิ่งคอยหาว่าข้าทำร้ายรังแกนางอยู่ทุกค่ำคืน แต่ท่านกลับบอกว่าข้ามีความสุขงั้นหรือ? หึๆ...”

“ไม่ว่าข้าจะทำสิ่งใดล้วนกลายเป็นข้าเอาแต่ใจ ไม่ว่าข้าจะพูดสิ่งใดก็ไม่มีผู้ใดเชื่อเลยตลอดกาล! ข้ามีความสุขงั้นหรือ? ฮ่าๆ ๆ”

ช่างน่าขัน!

ช่างน่าขันสิ้นดี!

น่าขันที่นางตัวคนเดียวอ้างว้างไร้ผู้ใดเคียงข้าง!

ไร้ซึ่งผู้หนุนหลังใดๆ ทั้งสิ้น!

น่าขันที่การทุ่มเทใจเคียงคู่เนิ่นนานสองสามปีนั้น กลับพ่ายแพ้ให้แก่รอยยิ้มบางเบายามอีกฝ่ายหวนคืนมา!

น่าขันที่วันมงคลสมรสซึ่งเป็นของนาง ทว่ากลับต้องแต่งให้สามีคนเดียวกันร่วมกับสตรีที่ข่มเหงรังแกนางมาสิบกว่าปี!

พอนึกถึงว่าในอีกหลายสิบปีข้างหน้ายังต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้เงามืดของคนผู้นั้นต่อไป ซูสือจิ่นก็เจ็บปวดเจียนตาย!

“นางชนะแล้ว ท่านเองก็ชนะแล้ว! ฉู่มู่เฉิน ข้ายอมหลีกทางให้พวกท่านได้สมปรารถนาก็คงจะใช้ได้แล้วกระมัง?”

นางกำสองหมัดแน่น แววตาเต็มไปด้วยความเกลียดชังแค้นเคือง!

“เพียงหวังว่าหลังจากข้าตายไป จะมีผีร้ายสักตนมาทวงวิญญาณแทนข้า! นำสิ่งทั้งหมดที่ข้าได้ประสบพบเจอมา ทดแทนคืนแก่นางเป็นพันเท่าทวีคูณ! ข้าก็ตายตาหลับแล้ว!”

พูดจบ นางก็กระโจนร่างวูบเดียว!

แววตาที่แน่วแน่นั้น กลับไม่มีความลังเลใจเลยแม้แต่น้อย!

ราวกับว่าเหนื่อยหน่ายต่อโลกใบนี้อย่างแท้จริง...

ขณะที่เงาร่างของนางเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว ฉู่มู่เฉินก็เบิกตากว้างในทันใด!

“ซูสือจิ่น เจ้ามันบ้าไปแล้ว!”

หัวใจคล้ายจะกระดอนออกมาจากทรวงอก เต้นระรัวไม่หยุดหย่อน!

เขาโผทะยานไปข้างหน้า ทว่ากลับไม่อาจคว้าได้แม้เพียงเศษเสี้ยวชายแขนเสื้อ...

“ไม่!!”

เป็นไปไม่ได้!

นางก็แค่กำลังอาละวาดก่อเรื่องเท่านั้น นางจะกระโดดลงไปจริงๆ ได้อย่างไรกัน?

ฉับพลันนั้น ทรวงอกราวกับมีสิ่งใดขาดหายไป เนิ่นนานครู่ใหญ่ ฉู่มู่เฉินถึงค่อยได้สติคืนมา เขาถลึงตาจ้องมองกลุ่มคนที่ตื่นตระหนกตกใจอยู่เบื้องหลังเช่นกัน พลางแผดเสียงคำรามลั่นว่า “มัวยืนบื้อทำอะไรกันอยู่? ยังไม่รีบลงไปตามหาอีก!”

“เป็นต้องเห็นตัว ตายต้องเห็นศพ!”

“…”

توسيع
الفصل التالي
تحميل

أحدث فصل

فصول أخرى

المراجعات

Sirintip Raiviboon
Sirintip Raiviboon
สนุกนะ รออัพเดท
2026-06-24 19:51:29
0
0
30 فصول
บทที่ 1
“ซูสือจิ่น ข้าเคยรับปากเจ้าแล้วว่า ต่อให้เยว่เอ๋อร์จะแต่งเข้ามาพร้อมกับเจ้า ตำแหน่งพระชายารัชทายาทก็จะเป็นของเจ้าเพียงผู้เดียว เท่านี้ก็น่าจะพอใจได้แล้ว เหตุใดต้องมาอาละวาดก่อเรื่องเช่นนี้อีก?”เหนือหน้าผาอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ต้นไม้โบราณพันปีต้นหนึ่งหยัดยืนอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางสายลมและหิมะข้างต้นไม้โบราณ ซูสือจิ่นมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย นั่นคือองค์รัชทายาทแห่งแคว้นหนาน และยังเป็นคู่หมั้นคู่หมายของนางอีกด้วย“ท่านก็คิดว่าข้ากำลังอาละวาดก่อเรื่องงั้นหรือ?”ฉู่มู่เฉินมีสีหน้าไม่สบอารมณ์ “นับตั้งแต่ข้าเอ่ยปากว่าจะแต่งเยว่เอ๋อร์เข้ามา เจ้าก็คอยวางแผนร้ายเล่นงานเยว่เอ๋อร์ ทั้งยังเรียกร้องความสนใจด้วยการทำร้ายตัวเอง มาบัดนี้จวนจะถึงกำหนดวันวิวาห์ เจ้ากลับยังคิดจะวิ่งมากระโดดหน้าผาถึงที่นี่ นานขนาดนี้แล้ว เจ้ายังก่อเรื่องไม่พออีกหรือ?”ซูสือจิ่นยิ้มขื่น “ข้าเรียกร้องความสนใจด้วยการทำร้ายตัวเองหรือ? บาดแผลเหล่านั้นตามตัวข้า...”“พอที! เจ้าอยากจะบอกอีกแล้วใช่หรือไม่ว่า ทั้งหมดนั้นเป็นฝีมือของเยว่เอ๋อร์? เยว่เอ๋อร์ไร้เดียงสาและจิตใจดีงาม นางไม่เคยแม้แต่จะกล่าววาจาให้ร้า
اقرأ المزيد
บทที่ 2
สายลมหนาวหวีดหวิว หิมะโปรยปรายลอยล่องหน้าผาอันสูงชันขาวโพลนดั่งหิมะทั่วบริเวณหนึ่ง แม้กระทั่งใต้ก้นหน้าผา ก็ยังทับถมเต็มไปด้วยเกล็ดหิมะอันหนาทึบ ในขณะเดียวกันก็ทำให้เสื้อผ้าของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งเปียกชื้นคล้ายกับได้ยินเสียงบางอย่าง เด็กหนุ่มก้าวเดินไปข้างหน้าทีละก้าวๆ พอเงยหน้าขึ้น ก็พลันเหลือบไปเห็นสีแดงอันบาดตา“นายท่าน เป็นศพขอรับ”เด็กหนุ่มค่อยๆ เอ่ยปาก พลางมองดูสตรีที่ไร้ซึ่งพลังชีวิตซึ่งพาดเกี่ยวอยู่บนต้นไม้ แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “ดูเหมือนจะตกลงมาจากด้านบนขอรับ...”สิ้นคำกล่าว ท่ามกลางหิมะก็ปรากฏบุรุษชุดขาวขึ้นอีกผู้หนึ่ง บุรุษผู้นั้นในมือถือกระบี่ยาว เส้นผมยาวสีดำขลับรวบผูกขึ้นสูง แม้พายุหิมะจะรุนแรงเพียงใด ก็ไม่อาจปกปิดกลิ่นอายอันตรายบนร่างได้เลย“มิต้องใส่ใจ เดินทางต่อ!”“นายท่าน ท่านได้รับบาดเจ็บแล้ว กระนั้นก็พักผ่อนที่นี่สักครู่ก่อนเถิดขอรับ คนพวกนั้นคงไล่ตามมาไม่ทันในเวลาอันสั้นนี้ ยามนี้พายุหิมะรุนแรงยิ่งนัก ผู้น้อยจะไปลองหาดูว่าแถวนี้พอมีสถานที่สำหรับพักแรมระหว่างทางหรือไม่ รอให้หิมะซาลงบ้าง พวกเราค่อยออกเดินทางตามหาดินแดนสุญญตาแห่งนั้นกันต่อ”ชิงม่อก
اقرأ المزيد
บทที่ 3
ซูสือจิ่นไม่กระจ่างแจ้งเลยสักนิดว่าตนเองกลับมายังจวนอัครเสนาบดีได้อย่างไร รู้เพียงว่าวินาทีก่อนตนเองยังคงทอดร่างอยู่ในกองหิมะ ยามลืมตาขึ้นมาอีกครา ก็นอนอยู่บนเตียงใหญ่หลังอันอบอุ่นเสียแล้ว“คุณหนู ในที่สุดท่านก็ฟื้นเสียที...”น้ำเสียงน่าสงสารจับใจทำเอาซูสือจิ่นปวดเศียรเวียนเกล้าอยู่บ้าง นางจึงเหลือบสายตามองสาวใช้ตัวน้อยข้างเตียงแวบหนึ่งอย่างแผ่วเบาในความทรงจำ นี่คือตงเอ๋อร์ สาวใช้ข้างกายของนางเองเห็นเพียงตงเอ๋อร์กุมมือของนางไว้แน่น “คุณหนู บ่าวรู้ว่าองค์รัชทายาททรงทำร้ายจิตใจของท่านจนแหลกลาญ ทว่าอย่างไรเสีย นั่นก็คือองค์รัชทายาท ต่อให้ยามนี้ไม่แต่งคุณหนูสาม วันหน้าก็ย่อมต้องมีสามภรรยาสี่อนุเช่นเดียวกัน เหตุใดท่านจึงคิดไม่ตกถึงเพียงนั้น แอบหนีขึ้นหลังเขาไปกระโดดหน้าผาเล่าเจ้าคะ? ท่านทราบหรือไม่ว่าบ่าวแทบจะตกใจตายอยู่แล้ว บ่าวนึกว่าจะมิได้พบหน้าท่านอีกแล้ว ฮือๆ...”ภายในห้องมืดสลัว คล้ายเป็นยามดึกสงัดแล้วอาศัยแสงเทียนที่สั่นไหว ซูสือจิ่นกวาดสายตาสำรวจห้องตรงหน้าอย่างเงียบเชียบ “มีเพียงเจ้าคนเดียวงั้นหรือ?”ตงเอ๋อร์น้ำมูกน้ำตาไหลพราก “คุณหนูสามได้ยินว่าท่านจะกระโดดหน้าผาปลิดชีพต
اقرأ المزيد
บทที่ 4
คล้อยหลังฉู่มู่เฉิน ในที่สุดตงเอ๋อร์ก็เรียกสติกลับคืนมาได้ “คุณหนู! ท่านทำสิ่งใดลงไปเจ้าคะ? กว่าองค์รัชทายาทจะมาเยี่ยมท่านได้นั้นแสนยากเย็น เหตุใดท่านยังทำให้พระองค์ทรงกริ้วจนเดินหนีไปแล้วอีก? แล้วยังมีจะ เจ้าสิ่งนี้ รีบฉีกทิ้งเร็วเข้าเจ้าค่ะ โชคดีที่มีเพียงพวกเราสามคนที่รู้เรื่อง ตราบใดที่ฉีกทิ้งก็นับว่าไม่เป็นผลแล้ว...”ตงเอ๋อร์ลนลานหมายจะคว้าหนังสือถอนหมั้นทว่าซูสือจิ่นกลับพับมันเก็บไว้อย่างเบามือ “เหตุใดจึงต้องไม่นับด้วย? นี่คืออิสรภาพของข้าเชียวนะ”ตงเอ๋อร์ร้อนรน “คุณหนู ท่าน...”ซูสือจิ่นปรายตามองนางแวบหนึ่ง “เจ้าช่างหนวกหูนัก”ตงเอ๋อร์ชะงักไป สุดท้ายแล้วก็ไม่กล้าพูดมากอีกได้แต่ถอยออกไป...นางรู้สึกเพียงว่าคุณหนูในวันนี้ดูแปลกพิกลเป็นเพราะโศกเศร้าเกินไปงั้นหรือ?ทว่าเพิ่งจะถอยออกไป หญิงวัยกลางคนท่าทางเหมือนแม่บ้านผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาโดยไม่เคาะประตูด้วยซ้ำ“คุณหนูรอง ท่านเห็นแก่ความปรารถนาส่วนตน ทั้งร้องไห้ฟูมฟายอาละวาดคิดสั้นผูกคอตาย จนทำให้ทุกคนในจวนต้องพลอยตื่นตระหนกตกใจไปกับท่าน ไม่เพียงแต่ผลาญเวลาขององค์รัชทายาทไปทั้งวัน แต่ยังทำเอาคุณหนูสามผู้จิตใจดีงามตกใจแทบแย่
اقرأ المزيد
บทที่ 5
“เป็นเรื่องของคุณหนูรองจวนอัครเสนาบดีกับองค์รัชทายาทขอรับ ต้นสายปลายเหตุของเรื่องนี้ คงต้องย้อนไปเมื่อสามปีก่อน”ชิงม่อเอ่ยปากรายงาน ครั้นเห็นว่าฉู่จวินเช่อมิได้เอ่ยขัดเขา จึงกล่าวต่อไปว่า “ปีนั้นองค์รัชทายาทขาได้รับบาดเจ็บ คุณหนูสามที่มีกำหนดต้องหมั้นหมายกับเขากลับหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย เพื่อปฏิบัติตามคำมั่นสัญญา จวนอัครเสนาบดีจึงได้ยกคุณหนูรองที่เป็นบุตรสาวสายตรงเช่นกันให้หมั้นหมายกับเขา หลังจากทั้งสองคนหมั้นหมายกัน คุณหนูรองผู้นั้นก็นับว่าได้อยู่เคียงข้างองค์รัชทายาทผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดมาได้ จนกระทั่ง...”“จนกระทั่งขาทั้งสองข้างขององค์รัชทายาทหายดีเป็นปกติ คุณหนูสามซูลั่วเยว่ที่หายตัวไปผู้นั้น ก็ปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง...”ฉู่จวินเช่อแค่นเสียงเย็นชา “หลงมัวเมาในเกียรติยศจอมปลอม”“ขอรับ มีข่าวลือไม่น้อยจริงๆ ว่านางฝักใฝ่ลาภยศสรรเสริญ ทว่านางกลับอ้างว่าช่วงสองสามปีที่หายตัวไปนั้น ล้วนแต่เดินทางไปเสาะหาหมอมารักษาองค์รัชทายาท ทั้งยังอ้างว่าตนเองได้กราบหมอเทวดาผู้เร้นกายเป็นอาจารย์นานแล้ว ยามนี้กลับมาพร้อมวิชาแพทย์ติดตัวอยู่บ้างจริงๆ ด้วยเหตุนี้ องค์รัชทายาทจึงซาบซึ้งใ
اقرأ المزيد
บทที่ 6
คำพูดเพียงประโยคเดียว ทำเอาซูหลี่หรานโกรธจนหอบหายใจสะท้าน “เจ้าช่างไม่รู้ความเอาเสียเลย!”เขามองซูสือจิ่นด้วยสายตาแค้นใจที่เหล็กไม่กลายเป็นเหล็กกล้า“องค์รัชทายาททรงห่วงใยเจ้า พอได้ยินว่าเจ้าจะกระโดดหน้าผา ก็รีบนำคนไปช่วยเจ้าในทันที ต่อให้เจ้าไม่ได้กระโดดลงไป พระองค์ก็ยังทรงอุ้มเจ้ากลับมาด้วยพระองค์เอง กระทั่งยังทรงเก็บตำแหน่งพระชายาเอกไว้ให้เจ้ามาโดยตลอด ทว่าเจ้ากลับไร้เดียงสาถึงเพียงนี้ คำพูดเพียงประโยคเดียว ก็ลบเลือนความดีงามทั้งหมดที่พระองค์มีต่อเจ้าจนสิ้น!”“ยังมีน้องหญิงสามอีก นางต้องเผชิญความยากลำบากอยุติธรรมอยู่ข้างนอกมาสารพัด กว่าจะกลับมาได้อย่างยากเย็นแสนเข็ญ แต่เจ้ากลับคอยแต่จะเปรียบเทียบกับนางไปเสียทุกเรื่อง แล้วนางเคยคิดร้ายต่อเจ้าตอนไหนกัน? นางรู้ว่าเจ้าชอบกินขนมกุ้ยฮวา ก็สั่งคนทำให้เจ้ากินทุกวัน นางกลัวว่าบ่าวไพร่ในเรือนของเจ้าจะน้อยเกินไป ยัง...”“พูดไร้สาระพอหรือยัง?”ซูสือจิ่นขัดจังหวะขึ้นมาอย่างนึกรำคาญใจ “ไม่ยอมไปใช่หรือไม่? ดึงดันจะเสวนากับข้าให้ได้ใช่ไหม? เช่นนั้นเราก็นำทุกสิ่งทุกอย่างมาพูดให้กระจ่างชัดในคราวเดียวเลยแล้วกัน!”ซูสือจิ่นถลึงตาจ้องมองเขาด้วยสาย
اقرأ المزيد
บทที่ 7
เมื่อเห็นซูลั่วเยว่ที่รู้ความอย่างยิ่งตรงหน้า ซูหลี่หรานก็รู้สึกตื้นตันระคนทอดถอนใจอีกครา “ไม่ต้องไปสนใจนางหรอก นางเห็นแก่ตัวจนเคยชินแล้ว ย่อมไม่มีทางยอมให้ตัวเองเสียเปรียบแน่”ซูลั่วเยว่ลอบทอดถอนใจ “เมื่อวานนางก่อเรื่องใหญ่โตขนาดนั้น ไม่รู้ว่าได้รับบาดเจ็บตรงไหนบ้างหรือไม่ วันนี้ยังออกไปข้างนอกคนเดียวอีก ช่างน่าเป็นห่วงเหลือเกินเจ้าค่ะ...”“เจ้านี่นะ ช่างไม่รู้จักห่วงตัวเองเอาเสียเลย นางไม่กลัวด้วยซ้ำว่าการอาละวาดก่อเรื่องใหญ่โตขนาดนั้นจะทำให้เจ้าต้องอับอายขายหน้า แต่เจ้ากลับคอยเป็นห่วงนางไปเสียทุกเรื่อง เมื่อวานเจ้าก็พักผ่อนไม่เต็มที่ วันนี้อย่าไปคิดเรื่องของนางอีกเลย ไปพักผ่อนให้เต็มที่สักหน่อยเถอะ”ขณะกำลังพูดคุยกัน บ่าวชายคนหนึ่งพลันเดินเข้ามาจากด้านนอก “คุณชายใหญ่ มีแขกผู้มีเกียรติมาขอรับ!”ซูหลี่หรานชะงักไปแวบหนึ่ง “แขกผู้มีเกียรติคนไหนกัน?”เช้าตรู่ปานนี้ ใครจะมาหาพวกเขาถึงที่นี่?บ่าวชายค้อมศีรษะลงแล้วพูดว่า “บอกว่าเป็นคนจากจวนอ๋องหลีขอรับ พวกเขามาประเดี๋ยวเดียวก็กลับไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงประโยคเดียว...”พอคำว่าจวนอ๋องหลีหลุดออกมา ทั้งซูหลี่หรานกับซูลั่วเยว่ต่างก็หน้าเปลี่
اقرأ المزيد
บทที่ 8
ซูสือจิ่นพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า “แม้ข้าจะรู้ไม่มาก แต่ก็รู้ดีว่าแขนของเด็กคนนี้ไม่จำเป็นต้องตัดทิ้งเลยแม้แต่น้อย การตัดแขนเด็กเป็นเพียงหนทางขับพิษที่ง่ายที่สุด ทว่าการรักษาแขนของเด็กเอาไว้ต่างหาก ถึงจะเป็นหนทางที่มีเมตตาธรรมที่สุด”ขณะพูด นางก็ทรุดตัวลงนั่งยองๆ ข้างกายเด็กน้อยคนนั้น จากนั้นก็ถอนเข็มเงินเล่มหนึ่งบนร่างของเด็กออกมาแล้วแทงลงไปอีกครั้ง “ตำแหน่งนี้ ถึงจะสกัดไม่ให้พิษร้ายแพร่กระจายต่อได้”ท่านหมอที่อยู่ด้านข้างเบิกตาโพลง “จะ เจ้ารู้หรือไม่ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่? เรื่องเกี่ยวพันถึงชีวิตคน จะมาล้อเล่นได้อย่างไรกัน!”“ก็เพราะเป็นชีวิตคน ในฐานะหมอ ถึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด”น้ำเสียงของซูสือจิ่นยังคงเรียบเรื่อย หลังจากกล่าวจบก็หันไปมองมารดาของเด็ก “นี่คือบุตรชายของเจ้า ข้าขอถามเจ้าเพียงคำเดียว เจ้าอยากให้เขาปลอดภัยดีหรือไม่?”สตรีผู้นั้นหวาดกลัวจนพูดไม่ออก ได้แต่พยักหน้าถี่ๆซูสือจิ่นเอ่ยต่ออีกว่า “ข้าสามารถรักษาชีวิตรวมถึงแขนของเขาเอาไว้ได้ เจ้าเต็มใจเชื่อข้าหรือไม่?”สตรีผู้นั้นมองนางด้วยความงุนงง ก่อนจะหันไปมองท่านหมอที่อยู่ด้านข้างอีกแวบหนึ่ง “ท่านหม
اقرأ المزيد
บทที่ 9
“ใช่ๆ ถึงว่าเหตุใดข้าจึงคุ้นตานัก? จุ๊ๆ คุณหนูในห้องหอผู้หนึ่ง ถึงขั้นวิ่งโร่มาทำเรื่องเหลวไหลกลางถนนหลวง นี่คงย่ามใจว่าตนเองฐานันดรสูงส่ง ชาวบ้านธรรมดาสามัญทำอันใดนางมิได้ล่ะสิ?”“ได้ยินมานานแล้วว่าคุณหนูรองแห่งจวนอัครเสนาบดีผู้นั้นอ้วนพีราวกับสุกร จิตใจเหี้ยมโหดอำมหิต วันนี้ได้พบเจอเป็นเช่นนั้นจริงแท้”“นางคงย่ามใจว่าต่อให้ตนเองทำร้ายเด็กผู้บริสุทธิ์ตาย ก็หามีผู้ใดเอาผิดนางได้กระมัง...”“มิน่าเล่าองค์รัชทายาทถึงได้เปลี่ยนใจไปรักคนอื่น หากข้าเป็นองค์รัชทายาท ก็คงไม่อยากแต่งกับคนอ้วนปานนี้แน่”“คนอัปลักษณ์มักเรียกร้องความสนใจแท้ๆ หากทำเด็กผู้บริสุทธิ์คนนั้นตายขึ้นมา ดูซิว่านางจะจัดการอย่างไร?”“…”เสียงวิพากษ์วิจารณ์สารพัดรูปแบบดังมาจากทั่วทุกสารทิศ ราวกับย่ามใจว่าซูสือจิ่นไม่มีปัญญาเอาผิดพวกเขาได้ จึงยิ่งเอ่ยปากพูดจารุนแรงเกินเลยขึ้นเรื่อยๆเวลาค่อยๆ ผ่านพ้นไป หน้าผากของซูสือจิ่นก็เริ่มมีหยาดเหงื่อผุดซึมและหยดลงมายามนี้ ราวกับผู้คนบนถนนทั้งสายกำลังจับตามองเรื่องนี้อยู่คนส่วนใหญ่ล้วนมีแต่แววตาเหยียดหยาม มีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่เฝ้ารอให้เด็กน้อยฟื้นตื่นขึ้นมา...ริมหน้าต
اقرأ المزيد
บทที่ 10
สิ้นเสียงของท่านหมอผู้นั้น รอบข้างก็มีเสียงด่าทอด้วยความโกรธเกรี้ยวลอยตามมาทันที“ท่านหมอหลิว ท่านกำลังพูดจาเลอะเทอะอันใดกัน? จะปล่อยให้เดินจากไปดื้อๆ แบบนี้ได้อย่างไรกัน?”ทันทีที่มีคนเป็นแกนนำ ฝูงชนรอบข้างก็เกิดความโกลาหลขึ้นมาในพริบตา“ถูกแล้ว ต่อให้เป็นคุณหนูใหญ่ผู้สูงศักดิ์ ก็ไม่มีสิทธิ์มาทรมานคนเช่นนี้ นั่นยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่งแท้ๆ แต่นางกลับโผล่หัวมาจากไหนก็ไม่รู้ ปักเข็มตั้งมากมายลงบนตัวผู้อื่น พอเห็นว่าหมดปัญญาจะรักษาคนให้หายดี ก็ถอนเข็มออกคิดจะแอบหลบหนีไป ไหนเลยจะมีเรื่องดีๆ แบบนั้นกัน?”“นั่นสิ ถึงแม้จะพูดว่าพวกเราจะเป็นแค่ล้วนเป็นชาวบ้านสามัญชนทั่วไป แต่ชีวิตของชาวบ้านก็เป็นชีวิตหนึ่งเหมือนกันนะ!”“ถูกต้อง วันนี้นางทำเด็กผู้บริสุทธิ์คนนี้ตาย พวกเราต้องร่วมแรงร่วมใจกัน ห้ามปล่อยให้นางหนีไปเด็ดขาด!”“นั่นน่ะสิ บนถนนหลวงมีคนตั้งมากมายขนาดนี้ ขอเพียงทุกคนร่วมใจกันยื่นฟ้องร้องเอาผิดนาง จะต้องให้จวนอัครเสนาบดีคืนความยุติธรรมให้แก่มารดาของเด็กให้จงได้!”“…”ฝูงชนอารมณ์พลุ่งพล่าน ปากก็ก่นด่าไปพลาง ร่างก็ขยับล้อมกรอบปิดทางเข้าออกรอบบริเวณจนแม้แต่น้ำก็ไหลผ่านมิได้ท่านหมอหลิ
اقرأ المزيد
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status