Share

เร้นรักใต้แสงจันทร์
เร้นรักใต้แสงจันทร์
Penulis: เจ๋อเจ๋อ

บทที่ 1

Penulis: เจ๋อเจ๋อ
เขาอยู่ในชุดมังกรสีเหลืองสว่าง ท่วงท่าสง่าผ่าเผย คิ้วและดวงตาดูเย็นชา ยืนอยู่กลางตำหนักราวกับต้นสนหิมะ ทั้งดูสูงส่งทั้งดูห่างเหิน

"ฮวนอี๋" เขาเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "การตัดสินใจครั้งนี้ของเรา เจ้ามีสิ่งใดคัดค้านหรือไม่"

จ้าวฮวนอี๋รีบลุกขึ้นถวายบังคม "หม่อมฉันไม่บังอาจเพคะ ฝ่าบาททรงแต่งตั้งพี่หญิงเป็นฮองเฮา นับเป็นเรื่องที่ปราดเปรื่อง หม่อมฉัน..ไม่มีข้อคัดค้านเพคะ"

เซียวจือหลิ่นมองใบหน้าที่ราบเรียบของนางพลางขมวดคิ้ว

เดิมทีเขาคิดว่า การที่นางเงียบสงบในช่วงหลายวันมานี้ ก็เพื่อบีบให้เขามาปลอบเอง

รอจนเขามาถาม นางจะต้องร้องไห้ เสียใจและโวยวายแน่นอน

ถึงยามนั้นเขาค่อยตบรางวัลให้เสียหน่อย แล้วค่อยกล่าวอย่างเข้มงวดว่า "เราเคยบอกเจ้าตั้งแต่วันที่อภิเษกแล้ว ว่าในใจเรามีเพียงรั่วอิ๋ง เรามอบลาภยศให้เจ้าได้ แต่ไม่อาจมอบความรักให้ได้ ตำแหน่งฮองเฮานั้น มีไว้เพื่อมอบให้สตรีในดวงใจเท่านั้น"

ใช้ทั้งพระคุณและพระเดชเช่นนี้ เดี๋ยวเรื่องนี้ก็คงจะผ่านพ้นไป

ทว่านึกไม่ถึงว่านางกลับไม่ใส่ใจจริง ๆ

ทั้งที่ท่าทีเช่นนี้ของนางนั้นดีมาก ไม่สร้างความวุ่นวาย แสดงว่าในใจนางจดจำคำพูดของเขาในตอนแรกไว้ จึงไม่กล้าคิดเพ้อฝัน

แต่เมื่อเห็นท่าทางไม่แยแสเช่นนี้ของนาง เซียวจือหลิ่นกลับรู้สึกอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก

"ฝ่าบาท บ่าวข้ารับใช้นำของมาส่งแล้วพ่ะย่ะค่ะ"

หลี่เต๋อฉวนซึ่งเป็นหัวหน้าขันที นำเหล่าข้าราชบริพารประคองหีบผ้าไหมเดินเรียงรายเข้ามา

ยามเปิดหีบผ้าไหมออก ภายในคือขนสุนัขจิ้งจอกหิมะชั้นเลิศ ขาวราวกับหิมะ ไร้ซึ่งสีอื่นใดเจือปน

นี่คือสิ่งที่เซียวจือหลิ่นเพิ่งจะล่ามาด้วยตนเองเมื่อไม่กี่วันก่อน เดิมทีคิดจะมอบให้จ้าวฮวนอี๋เพื่อเป็นการชดเชย

แต่เมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ของนาง จู่ ๆ เขาก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี

ช่างเถอะ

ตบรางวัลให้แล้วออกไปเลยดีกว่า

เขาเพิ่งจะอ้าปากเตรียมพูด แต่จ้าวฮวนอี๋กลับเอ่ยขึ้นมาก่อน

"ขนสัตว์พวกนี้ช่างดียิ่งนักเพคะ" ขณะที่นางมองขนจิ้งจอกหิมะเหล่านั้น ในดวงตามีแววชื่นชม ทว่าไร้ซึ่งความตื่นเต้นดีใจ "ฝ่าบาททรงล่ามาได้เมื่อวันก่อนใช่หรือไม่เพคะ นำมาให้หม่อมฉัน เพราะจะให้หม่อมฉันเย็บเป็นเสื้อคลุมให้พี่หญิงหรือเพคะ"

ความไม่สบายใจลึก ๆ ของเซียวจือหลิ่นยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น

"เหตุใดเจ้าจึงไม่คิดว่า... นี่คือสิ่งที่เรานำมามอบให้เจ้าเล่า"

จ้าวฮวนอี๋รีบคุกเข่าลงอย่างตื่นตระหนก "ฝ่าบาทโปรดทรงอภัย หม่อมฉันไม่บังอาจคิดเข้าข้างตนเองเช่นนั้นเพคะ ฝ่าบาททรงเคยตรัสว่าความรักของพระองค์มีไว้ให้พี่หญิงเท่านั้น วันก่อนทรงเหน็ดเหนื่อยล่าจิ้งจอกหิมะล้ำค่านี้มา ย่อมต้องมอบให้พี่หญิงเป็นแน่ หม่อมฉัน...ไม่บังอาจคาดเดาพระราชประสงค์เพคะ"

หลี่เต๋อฉวนอยากอธิบาย "พระสนม แท้จริงแล้วฝ่าบาททรงตั้งพระทัย..."

"หลี่เต๋อฉวน" เซียวจือหลิ่นเอ่ยตัดบท น้ำเสียงพลันเย็นเยียบลง

หลี่เต๋อฉวนหุบปากทันที

ขณะมองจ้าวฮวนอี๋ที่คุกเข่าอยู่บนพื้น เซียวจือหลิ่นโทสะที่ไม่มีชื่อเรียกในใจยิ่งโหมกระพือรุนแรงขึ้น

"ในเมื่อเป็นเช่นนี้" เขากล่าวเสียงเย็น "เช่นนั้นเจ้าก็เย็บให้เสร็จภายในหนึ่งวัน ช่วงนี้อากาศเริ่มหนาวแล้ว ฮองเฮาร่างกายอ่อนแอ จะปล่อยให้หนาวสั่นไม่ได้"

"หม่อมฉันน้อมรับพระบัญชาเพคะ" จ้าวฮวนอี๋ก้มหน้ารับคำ

เซียวจือหลิ่นมองท่าทางโอนอ่อนผ่อนตามของนาง แล้วก็ยิ่งโกรธหนักกว่าเดิม

เขาสะบัดชายเสื้อแล้วหันกาย เดินก้าวยาวจากตำหนักเหยาหวาไป

จ้าวฮวนอี๋ลุกขึ้นยืน มองแผ่นหลังของเขาอย่างงุนงงเล็กน้อย ทว่าไม่นานก็กลับสู่ความสงบนิ่งดังเดิม

นางเรียกชิงเหอที่เป็นนางกำนัลเข้ามา "ไปหยิบเข็มกับด้ายมา"

"เพคะ"

ชิงเหอนำเข็มกับด้ายมาให้ จ้าวฮวนอี๋นั่งลงข้างหน้าต่าง ก่อนจะเริ่มลงมือเย็บเสื้อคลุม

แสงแดดนอกหน้าต่างสาดส่องเข้ามาตกกระทบลงบนนิ้วเรียวของนาง เข็มกับด้ายขยับไหวไปมาอย่างคล่องแคล่ว

"พระสนม" ชิงเหอเอ่ยถามเสียงเบา "ท่าน...ไม่เศร้าจริง ๆ หรือเพคะ"

มือของจ้าวฮวนอี๋ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มบาง ๆ

รอยยิ้มนั้นบางเบายิ่งนัก แต่กลับเหมือนกับหิมะแรกละลาย งดงามชวนให้ใจสั่น

"เสียใจหรือ" นางเอ่ยเสียงเบา "เหตุใดต้องเสียใจด้วยเล่า"

อีกห้าวันหลังจากนี้ ยาแกล้งตายในร่างกายของนางก็จะออกฤทธิ์

นางก็จะสามารถจากวังหลวงแห่งนี้ไปโดยสมบูรณ์ จากเซียวจือหลิ่นไปตลอดกาล

ไปหาบุรุษที่นางรักอย่างแท้จริงที่เจียงหนาน

จ้าวฮวนอี๋และจ้าวรั่วอิ๋งเป็นพี่น้องจากจวนอัครเสนาบดี แต่นางเป็นบุตรีของอนุภรรยา ซ้ำยังร่างกายอ่อนแอตั้งแต่เยาว์วัย จึงถูกส่งตัวไปเลี้ยงดูข้างกายท่านย่าที่เจียงหนาน

ที่เจียงหนาน นางได้พบกับเสิ่นชิงเหอ

เขาเป็นคุณชายแห่งจวนผู้ตรวจการเจียงหนาน สุภาพอ่อนโยนดุจหยก เปี่ยมด้วยสติปัญญาและความสามารถ

ทั้งเป็นเพื่อนเล่นกันมาแต่วัยเด็ก ร่ำเรียนด้วยกัน ชมดอกไม้และหมอกฝนแห่งเจียงหนานมาด้วยกัน

เด็กหนุ่มเคยจับมือของนางไว้พร้อมให้คำมั่นสัญญา "ฮวนอี๋ รอเจ้าถึงวัยปักปิ่น ข้าจะแต่งงานกับเจ้า"

"ได้สิ" นางเขินจนหน้าแดง

ทว่าในวันพิธีปักปิ่นของนาง ขณะที่ตระกูลเซิ่นเตรียมจะมาหมั้นหมาย บิดากลับส่งคนมารับตัวนางกลับเมืองหลวงอย่างกะทันหัน

เพื่อให้นางแต่งงานกับองค์ชายสามเซียวจือหลิ่น

เพียงเพราะยามนั้นเป็นช่วงชิงบัลลังก์ขององค์ชายทั้งเก้า ฮ่องเต้ทรงพระราชทานบุตรสาวของขุนนางใหญ่ให้เป็นพระชายาเอกแก่องค์ชายแต่ละคน และที่เซียวจือหลิ่นได้รับก็คือบุตรีของจวนอัครเสนาบดี

คนที่เซียวจือหลิ่นชอบก็คือจ้าวรั่วอิ๋ง พี่สาวที่เป็นบุตรีภรรยาเอกของนาง แต่เขาทราบดีถึงความเสี่ยงในยามนั้น หากแต่งจ้าวรั่วอิ๋งเข้ามา ก็เท่ากับพานางไปเผชิญกับกองเพลิงและคมดาบ

ดังนั้นเมื่อเขาทราบว่าครอบครัวของจ้าวรั่วอิ๋งยังมีน้องสาวสายรองที่เติบโตที่เจียงหนานอีกคน จึงได้เอ่ยปากขอจ้าวฮวนอี๋

จ้าวฮวนอี๋ไม่ยินยอม

ทว่าบิดากลับใช้ชีวิตของเสิ่นชิงเหอบีบบังคับนาง "หากเจ้าไม่ยอมแต่ง พ่อจะสั่งประหารล้างตระกูลเซิ่นเสีย"

สุดท้าย บิดาจึงให้สัญญาว่า "รอจนองค์ชายสามขึ้นครองบัลลังก์ ข้าจะมอบยาแกล้งตายให้เจ้าเม็ดหนึ่ง ถึงยามนั้นเมื่อเจ้า 'ตาย' แล้ว ก็จะออกจากวังหลวงไปหาเสิ่นชิงเหอได้"

จ้าวฮวนอี๋จึงได้ตอบตกลง

นางแต่งงานกับเซียวจือหลิ่น

หลังจากแต่งเข้ามาแล้ว ก็มีอันตรายรอบด้านจริงอย่างที่คาดไว้ ทั้งการลอบสังหาร การวางยาพิษ การใส่ร้ายป้ายสี... นางได้รับบาดเจ็บมากมาย และต้องพิษอยู่หลายครั้งหลายครา

แต่นางไม่เคยพร่ำบ่นเลยแม้แต่น้อย

นางจัดการดูแลงานในจวนอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย นับเป็นภรรยาที่สนับสนุนได้อย่างไร้ที่ติ

ยามที่เซียวจือหลิ่นได้รับบาดเจ็บและต้องการยาที่หายาก นางก็ยอมเสี่ยงชีวิตไปเสาะหามาให้

ยามที่เซียวจือหลิ่นถูกศัตรูทางการเมืองวางแผนปองร้าย นางก็เอาตัวเข้ากำบังคมดาบแทนเขา

ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใด ในจวนเริ่มมีข่าวลือแพร่สะพัดออกไป

ว่ากันว่าพระชายาเอกขององค์ชายสามรักองค์ชายสามอย่างสุดหัวใจ

จ้าวฮวนอี๋เองก็อธิบายลำบาก

นางเพียงอยากสู้สุดใจเพื่อผลักดันให้เขาขึ้นครองราชย์ เพื่อที่นางจะได้ไปหาเสิ่นชิงเหอเสียที

บัดนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างจบสิ้นลงแล้ว

เซียวจือหลิ่นได้ขึ้นครองบัลลังก์แล้ว

จ้าวรั่วอิ๋งได้รับแต่งตั้งเป็นฮองเฮาแล้ว

ส่วนนางเองก็เพิ่งกลืนยาแกล้งตายเม็ดนั้นลงไปเมื่อสองวันก่อน

ยาชนิดนี้ต้องใช้เวลาเจ็ดวันถึงจะออกฤทธิ์

บัดนี้ เหลือเวลาอีกเพียงห้าวันแล้ว

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เร้นรักใต้แสงจันทร์   บทที่ 26

    ยนอกตำหนัก หลี่เต๋อฉวนได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว จึงยื่นศีรษะเข้ามาดูอย่างระมัดระวัง "ฝ่าบาท? จะทรงให้ส่งคน...""ปล่อยให้นางไป" เสียงสุดแหบพร่าของเซียวจือหลิ่นดังแว่วมาจากด้านใน แฝงไว้ด้วยความสงบนิ่งอันสิ้นหวังในทุกสิ่ง "ห้ามใครขัดขวาง ส่งคน...ไปคุ้มกันพวกนางสามคนพ่อแม่ลูกออกจากเจียงหนานอย่างลับ ๆ ไปยังสถานที่ที่พวกเขาปรารถนาจะไป รับรองความปลอดภัย...ของพวกเขา"หลี่เต๋อฉวนขอบตาร้อนผ่าว เอ่ยคำสะอื้นไห้ "...พะยะค่ะ"ภายในตำหนักไม่มีเสียงใดดังขึ้นอีกหลี่เต๋อฉวนรออยู่นานมาก ในใจกระวนกระวายหนักขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดจึงรวบรวมความกล้าผลักแง้มช่องประตูออก แล้วกวาดสายตามองเข้าไปด้านในเห็นเพียงบนแท่นบรรทมมังกร เซียวจือหลิ่นนอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น ใบหน้าดูขาวซีดอย่างน่าประหลาด มุมปากมีฟองโลหิตสีแดงคล้ำหลั่งไหลออกมา ดวงตาทั้งคู่ปิดสนิท ลมหายใจแผ่วเบาจนแทบไม่รับรู้ถึงความเคลื่อนไหว"ฝ่าบาท!!" หลี่เต๋อฉวนขวัญกระเจิง ทั้งคลานทั้งวิ่งถลันเข้าไปด้านใน ตะโกนลั่นเสียงแหลมสูง "รีบตามหมอหลวงมา! ตามหมอหลวงมา!!"ในตำหนักพลันตกอยู่ในความโกลาหลวุ่นวายในชั่วพริบตาเดียวข่าวที่ฮ่องเต้ทรงดื่มยาพิษปลิดชีพพระอ

  • เร้นรักใต้แสงจันทร์   บทที่ 25

    ยามเย็นของวันที่เจ็ด ไข้สูงของเซียวจือหลิ่นลดลงไปบ้างแล้ว สติสัมปชัญญะฟื้นคืนกลับมา เพียงแต่ร่างกายยังอ่อนแออยู่บ้าง จ้าวฮวนอี๋ประคองชามโจ๊กจืดถ้วยหนึ่ง เดินเข้ามาในห้องด้านในเขาไม่ได้ยื่นมือมารับชามโจ๊ก ได้แต่จ้องมองนาง แววตาล้ำลึกแฝงไว้ด้วยความหวังอันริบหรี่สายสุดท้าย"ครบกำหนดเวลาแล้วเพคะ" จ้าวฮวนอี๋วางชามโจ๊กลงบนโต๊ะเตี้ยข้างมือเขา แล้วเอ่ยบอกเสียงเบาประกายในดวงตาของเซียวจือหลิ่นค่อย ๆ มอดดับลงไปทีละน้อย จนกระทั่งหลงเหลือเพียงความมืดมนอันเงียบสงัดดั่งขี้เถ้า"เจ้ายังยืนกรานที่จะไปอยู่ดี" เขาเอ่ยปาก น้ำเสียงแหบพร่าอย่างรุนแรง"ใช่เพคะ" จ้าวฮวนอี๋พยักหน้ารับ ไม่คิดหลบเลี่ยงสายตาของเขา"หากเราไม่ยินยอมเล่า" เขาจ้องเขม็งไปที่นาง ดั่งสัตว์ป่าจนมุมที่กำลังดิ้นรนเป็นครั้งสุดท้ายจ้าวฮวนอี๋จ้องมองเขาอย่างสงบนิ่ง นางหยิบมีดสั้นเล่มที่เคยใช้จรดลงบนลำคอของตนเองออกมาจากแขนเสื้อ พลันวางลงข้างชามโจ๊ก"เช่นนั้นสิ่งที่ฝ่าบาทจะได้ไป ก็จะมีเพียงร่างที่ไร้วิญญาณเพคะ"เซียวจือหลิ่นจ้องมองมีดสั้นเล่มนั้น แล้วจึงช้อนสายตาขึ้นมองใบหน้าที่เรียบเฉียบไร้ระลอกคลื่นของนาง จู่ ๆ ก็เริ่มหัวเราะเสียง

  • เร้นรักใต้แสงจันทร์   บทที่ 24

    เซียวจือหลิ่นรู้สึกราวกับหัวใจถูกบีบขยี้อย่างรุนแรง เจ็บปวดจนแทบจะหมดลมหายใจสิ่งที่เขาต้องการ ไม่เคยเป็นคำยินยอมอันสิ้นหวังและยอมจำนนเช่นนี้ของนางเลยแต่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เขาจะยังทำอย่างไรได้อีก "กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ" เขาหันตัวไป ไม่มองนางอีก เพราะกลัวว่าหากมองเพิ่มอีกเพียงแวบเดียว จะเกิดใจอ่อนและควบคุมตนเองไม่ได้ขึ้นมาในเวลาเจ็ดวันนี้ เซียวจือหลิ่นแทบจะใช้ความอ่อนโยนและความอดทนทั้งหมดในชีวิต เขาจัดเตรียมให้จ้าวฮวนอี๋พักอยู่ในเรือนชานที่ประณีตและสะดวกสบายที่สุดของพระตำหนัก เครื่องเรือนทุกชิ้นล้วนจัดวางตามความชอบในอดีตของนางยามอยู่ตำหนักเหยาหวาเขาเสาะหาขนมโก๋ที่ประณีตที่สุด ข้าวของเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับที่ทันสมัยที่สุดในแถบเจียงหนานมาวางกองไว้เต็มห้องของนางเขาอยู่เป็นเพื่อนร่วมสำรับกับนาง ต่อให้นางแทบจะไม่ขยับตะเกียบ ได้แต่ทอดสายตาลงต่ำ ราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่ไร้ซึ่งชีวิตชีวาก็ตามเขาไปเสาะหาตำราที่นางเคยชอบอ่านมาอ่านให้นางฟัง ต่อให้ตั้งแต่ต้นจนจบ นางจะไม่เคยเงยหน้าขึ้นมามองเขาเลยสักครั้งเดียวก็ตามถึงขั้นที่ว่า ในค่ำคืนที่ฝนโปรยปรายคืนหนึ่ง เขาอาศ

  • เร้นรักใต้แสงจันทร์   บทที่ 23

    พระตำหนักที่ประทับแรม การคุ้มกันแน่นหนา ทว่ากลับไม่มีผู้ใดก้าวออกมาขัดขวางนางเลยสักคนนางเดินผ่านทางเข้ามาได้อย่างราบรื่นไร้อุปสรรค จนกระทั่งถูกนำทางมาถึงศาลาริมน้ำแห่งหนึ่งเซียวจือหลิ่นยืนไพล่มืออยู่ริมต่าง เหม่อมองสระบัวที่เหี่ยวเฉาข้างนอก ยามได้ยินเสียงฝีเท้า จึงค่อย ๆ หันกายกลับมา"ในที่สุดเจ้าก็ยอมมาพบเราแล้ว" เขาเอ่ยปาก น้ำเสียงแหบพร่าเล็กน้อยจ้าวฮวนอี๋หยุดยืนในระยะห่างสามก้าวเบื้องหน้าเขา นางไม่ได้มองเขา พลันยกชายกระโปรงขึ้น แล้วค่อย ๆ คุกเข่าลงไป โขกศีรษะสัมผัสพื้น"หม่อมฉันทูลขอให้ฝ่าบาททรงเมตตา ปล่อยเสิ่นชิงเหอไปเถิดเพคะ"เซียวจือหลิ่นมองเงาร่างของนางที่คุกเข่าหมอบราบอยู่บนพื้น ท่วงท่าอันนอบน้อมและต่ำต้อยเช่นนั้น เป็นเหมือนหนามแหลมที่ทิ่มแทงจนดวงตาของเขาเจ็บปวด เขาขยับก้าวไปเบื้องหน้าก้าวหนึ่ง หมายจะประคองนางให้ลุกขึ้นทว่าจ้าวฮวนอี๋กลับคล้ายถูกของร้อนลวก นางพลันหดตัวไปข้างหลังเล็กน้อย หลบเลี่ยงฝ่ามือของเขา ยังคงคุกเข่าหลังตรงตระหง่านอยู่ตามเดิมมือที่ยื่นออกไปของเซียวจือหลิ่นค้างอยู่กลางอากาศ แววตาพลันมืดมนลง ก่อเกิดระลอกพายุหมุนวน"หากเราไม่ปล่อยเล่า" เขาชักมือ

  • เร้นรักใต้แสงจันทร์   บทที่ 22

    เซียวจือหลิ่นหลับตาลง เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง คลื่นอารมณ์ที่ถาโถมซัดสาดในส่วนลึกของดวงตาก็ค่อย ๆ สงบลง แปรเปลี่ยนเป็นความอ้างว้างอันเงียบงันและลึกล้ำจนไม่เห็นก้นบึ้งเขาค่อย ๆ ยกมือขึ้น พลันโบกมือส่งสัญญาณ "ถอยไป" ให้แก่ทหารโดยรอบพวกทหารมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แต่ก็ไม่กล้าขัดขืน พากันล่าถอยออกจากลานบ้านอย่างรวดเร็วดั่งกระแสน้ำ หลงเหลือไว้เพียงความกระจัดกระจายทั่วลานและบรรยากาศอันหยุดนิ่ง"ตกลง" เซียวจือหลิ่นเสียงแหบ ราวกับกระดาษทรายที่ขัดถูบนหินหยาบกระด้าง "เราไม่บังคับเจ้าแล้ว"มือที่กำมีดสั้นไว้ของจ้าวฮวนอี๋ยังคงไม่ลดลง นางจ้องมองเขาด้วยความระแวดระวัง เซียวจือหลิ่นมองนาง มองดูความระแวงและความห่างเหินในแววตาของนางที่เปิดเผยออกมาโดยไม่ปิดบัง ความเจ็บปวดในใจมันด้านชาไปช้านานแล้ว"แต่เราจะไม่ยอมแพ้" เขาจ้องนาง เอ่ยทีละคำราวกับปฏิญาณและคำสาปแช่ง "จ้าวฮวนอี๋ เจ้าเป็นสตรีของเรา และเป็นเช่นนั้นไปชั่วชีวิต เราจะให้เวลาเจ้า ให้เจ้าได้คิดทบทวนให้กระจ่าง "แต่ต้องมีสักวัน ที่เราจะมาทวงคืน"เมื่อกล่าวจบ เขาก็ไม่มองนางอีก ไม่มองคนสามคนพ่อแม่ลูกที่โอบกอดกันร้องไห้อยู่กลางลานบ้านด้วย หันกายก้าวเ

  • เร้นรักใต้แสงจันทร์   บทที่ 21

    ไม่เคยรักเลยแม้แต่ครั้งเดียวถ้อยคำเพียงไม่กี่คำ ช่างแผ่วเบายิ่งนัก ทว่ากลับเหมือนตรวนที่หนักอึ้งที่สุด ตรึงเซียวจือหลิ่นไว้จนไม่อาจขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้เขาจ้องมองนาง มองดูใบหน้าที่เรียบเฉียบไร้ระลอกคลื่นของนางภายใต้แสงจันทร์ มองดูความเฉยชาและความเด็ดขาดที่แจ่มชัดในแววตานาง เลือดทั้งร่างคล้ายจับตัวเป็นน้ำแข็งในชั่วพริบตาเดียว แล้วก็เดือดพล่านขึ้นมาอีกครั้ง ลวกจนอวัยวะภายในทั้งหมดบิดม้วนด้วยความเจ็บปวดในยามที่จิตใจของเขาไหวสะท้านรุนแรงจนแทบยืนไม่อยู่ ประตูห้องด้านในพลันเปิดออกเสียงดัง "เอี๊ยด"เสิ่นชิงเหอถือโคมไฟเดินออกมา ร่างกายคลุมด้วยเสื้อตัวนอก เห็นได้ชัดว่าถูกความเคลื่อนไหวกลางลานบ้านปลุกให้ตื่น ยามเห็นคนทั้งสองยืนเผชิญหน้ากันอยู่ เขาก็พลันขมวดคิ้ว รีบก้าวมาหยุดอยู่ข้างกายจ้าวฮวนอี๋ ยื่นมือโอบบ่านางไว้ชิดอย่างเป็นธรรมชาติ สายตาแฝงแววระแวดระวังภัยขณะมองไปยังเซียวจือหลิ่น"ฮวนอี๋ ดึกดื่นป่านนี้ เหตุใดจึงยังไม่เข้าเรือนเล่า แล้วคุณชายท่านนี้..." สายตาของเขาหยุดลงบนใบหน้าของเซียวจือหลิ่น จำได้ว่าเป็นคนเดียวกับที่อยู่ร้านค้าตอนกลางวัน จึงยิ่งสงสัยหนักขึ้นจ้าวฮวนอี๋เอนกายซบอก

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status