مشاركة

บทที่ 4

مؤلف: เจ๋อเจ๋อ
ทุกคนต่างพากันตื่นตระหนกตกใจ

จ้าวฮวนอี๋เองก็งงเช่นกัน

เซียวจือหลิ่นรับหลักฐานมา กวาดสายตามองสองสามครั้ง สีหน้าก็พลันมืดครึ้มลง

เขาเขวี้ยงหลักฐานใส่ใบหน้าของจ้าวฮวนอี๋อย่างแรง

"จ้าวฮวนอี๋" น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบ "เจ้าทำให้เราผิดหวังเกินไปแล้ว นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะกล้าบังอาจทำร้ายฮองเฮาครั้งแล้วครั้งเล่า!"

เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตวาดต่อ "ทหาร"

แต่ยังพูดไม่ทันขาดคำ

เมื่อเขามองใบหน้าที่ขาวซีดเรียบเฉยของนาง ประโยคที่ว่า "ลากตัวออกไปประหาร" กลับเอ่ยพูดไม่ออก

จ้าวรั่วอิ๋งมองเห็นความลังเลของเขา ความแค้นแวบผ่านด้วยตาสายหนึ่ง

นางคุกเข่าลง ร่ำไห้วิงวอน "ฝ่าบาท ถึงอย่างไรฮวนอี๋ก็เป็นน้องสาวของหม่อมฉัน... ขอฝ่าบาททรงเมตตา ละเว้นชีวิตนางด้วยเถิด เพียง...เพียงส่งนางไปคุมขังในคุกหลวงสักสองสามวันเพื่อเป็นการสั่งสอนก็พอเพคะ"

คุกหลวง?

เซียวจือหลิ่นขมวดคิ้วมุ่น แววตาฉายความลังเลขึ้นมาอีกครั้ง

คุกหลวงคือสถานที่เช่นไร ทั้งมืดมนอับชื้น เครื่องทัณฑ์ทรมานเต็มพื้น ผู้ที่ถูกคุมขังในนั้นหากไม่ตายก็ต้องพิการ บาดแผลที่หลังของนางยังไม่ทันหายดี หากเข้าไปเกรงว่า...

จ้าวรั่วอิ๋งมองเห็นความย้อนแย้งในส่วนลึกของดวงตาเขาได้อย่างชัดแจ้ง ความโกรธแค้นในใจยิ่งลุกโชน

นางไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า จ้าวฮวนอี๋มีความสำคัญต่อเขาขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร! กระทั่งจะส่งเข้าคุกหลวงยังตัดใจทำไม่ลง

นางกัดฟัน เอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรงกว่าเดิม ถึงขั้นสะอื้นด้วยซ้ำ "ความจริงแล้ว...หม่อมฉันก็ไม่อยากลงโทษน้อง แต่หากไม่ทำ ปล่อยให้เรื่องใส่ร้ายป้ายสีฮองเฮาเช่นนี้เกิดขึ้น วันหน้าหม่อมฉัน...จะเอาหน้าที่ไหนไปปกครองฝ่ายใน ช่างเถิด ช่างเถิด... อย่างไรก็เป็นน้องสาวร่วมสายเลือด ฝ่าบาททรงคิดเสียว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นเถิดเพคะ... แค่ก ๆ..."

ระหว่างที่พูด ไม่น่าเชื่อว่าจะเริ่มไออย่างรุนแรง จากนั้นก็กระอักเลือดสด ๆ ออกมาคำหนึ่ง ย้อมผ้าเช็ดหน้าสีขาวดุจหิมะจนแดงฉาน!

"รั่วอิ๋ง!" เซียวจือหลิ่นตกใจใจจนหน้าถอดสี รีบรวบตัวนางเข้ามากอด "หมอหลวง! รีบตามหมอหลวงเร็วเข้า!"

เขากวาดตามองจ้าวฮวนอี๋ที่ยังคงคุกเข่าหลังตรงแน่วด้วยสีหน้าเรียบเฉยอยู่เบื้องล่าง ก่อนจะมองจ้าวรั่วอิ๋งในอ้อมอกที่กระอักเลือดจนหมดสติและลมหายใจโรยริน ความลังเลสายสุดท้ายในดวงตาพลันถูกแทนที่ด้วยความเฉียบขาด

"คุมตัวกุ้ยเฟยตระกูลจ้าว ไปคุมขังยังคุกหลวง! รอการพิพากษา!"

องครักษ์ก้าวเท้าเข้ามา ลากตัวจ้าวฮวนอี๋ขึ้นจากพื้นอย่างไร้ความปรานี

จ้าวฮวนอี๋ไม่ได้ขัดขืน และไม่ได้เอ่ยแก้ตัวด้วย

นางดูออกตั้งนานแล้วว่า ว่านี่เป็นฝีมือของจ้าวรั่วอิ๋ง

อธิบายไปก็ไร้ประโยชน์

คุกหลวงเป็นอย่างที่ร่ำลือกัน ทั้งหนาวเหน็บอับชื้น และอบอวลไปด้วยกลิ่นอับเน่าเปื่อย

จ้าวฮวนอี๋ถูกโยนเข้าไปในห้องคุมขัง ประตูเหล็กปิดลงดัง "ปัง" ตัดขาดจากแสงรำไรภายนอกโดยสิ้นเชิง

นางพิงกายกับผนังอันเย็นเยียบ บาดแผลที่แผ่นหลังปริแตกอีกครั้งเพราะการเคลื่อนไหว เลือดไหลซึมออกมาย้อมชุดสีเรียบจนแดงฉาน ช่างเจ็บปวดเหลือเกิน ทว่านางไร้สิ้นเรี่ยวแรงจะใส่ใจแล้ว

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ประตูคุกถูกเปิดออก ผู้คุมคนหนึ่งเดินเข้ามา ในมือถือเครื่องทัณฑ์ทรมานสารพัดชนิด

"พระสนมกุ้ยเฟย" ผู้คุมเอ่ยยิ้มเย็น "ต้องขออภัยด้วย เบื้องบนสั่งการมาว่าต้องสั่งสอนพระองค์เสียหน่อย ให้ทรงจำใส่ใจไว้ว่า ผู้ใดที่มีเรื่องด้วยได้ และผู้ใดที่ไม่ควรล่วงเกิน"

เหล็กเผาไฟ ตะปู ไม้หนีบนิ้ว...ทัณฑ์ทรมานสารพันประดังประเดเข้าใส่ร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผลของนาง

ตลอดสองวันเต็ม นางถูกลงทัณฑ์ทรมานนับไม่ถ้วน ทว่ายังคงกัดฟันตลอด ไม่ยอมปริปากส่งเสียงแม้แต่แอะเดียว สติสัมปชัญญะล่องลอยอยู่ในความเจ็บปวดและความหนาวเหน็บ

ชิงเหอ... ข้าขอโทษ ข้าอาจจะ...รอไม่ถึงวันที่จะได้ไปพบเจ้าแล้ว...

ในยามที่นางกำลังจะสูญสิ้นสติสัมปชัญญะไปโดยสิ้นเชิง พลันบังเกิดความอบอุ่นสายหนึ่งโอบล้อมร่างกาย

มีใครบางคนช้อนตัวอุ้มร่างนางขึ้นมา ท่วงท่าสั่นเทิ้มและระมัดระวัง ซึ่งเป็นสิ่งที่นางคุ้นเคย

นางฝืนลืมตาขึ้น ในความพร่ามัวนั้น นางแลเห็นสันกรามที่แน่นตึงของเซียวจือหลิ่น

ยามที่ฟื้นตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็อยู่ภายในตำหนักเหยาหวาแล้ว

เซียวจือหลิ่นเฝ้าอยู่ข้างเตียง ในมือถือถ้วยยาเอาไว้

เมื่อเห็นนางฟื้นขึ้นมา เขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก "เจ้าฟื้นแล้ว"

เขาตักยาขึ้นมาหนึ่งช้อน จ่อเข้าที่ริมฝีปากของนาง "ดื่มยาเสีย"

จ้าวฮวนอี๋พยุงกายลุกขึ้น รับถ้วยยามา "หม่อมฉันทำเองเพคะ"

มือของเซียวจือหลิ่นค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ

เขาเฝ้ามองนางรับถ้วยยาไปด้วยความยากลำบาก ก่อนจะแหงนหน้าดื่มน้ำยารสขมจนหมดโดยไม่ขมวดคิ้วแม้แต่น้อย ความรู้สึกอึดอัดขัดที่อธิบายไม่ถูกพลันตีตื้นขึ้นมาในอกเขาอีกครั้ง

"ใยต้องทำถึงขนาดนี้" น้ำเสียงของเขาแหบพร่าเล็กน้อย "แต่ก่อนใช่ว่าเราจะไม่เคยดูแลเจ้าเช่นนี้เสียหน่อย"

จ้าวฮวนอี๋วางถ้วยยาที่ว่างเปล่าลง ใช้แขนเสื้อซับมุมปาก น้ำเสียงอ่อนแรงทว่าแจ่มชัด "นั่นเป็นเพราะ...แต่ก่อนมีเพียงฝ่าบาทและหม่อมฉันสองคนเพคะ ยามนี้ใต้หล้าเป็นปึกแผ่น พี่หญิงได้เข้าตำหนักกลาง หม่อมฉัน...ไม่บังอาจรบกวนฝ่าบาทอีกแล้ว"

เซียวจือหลิ่นขมวดคิ้วแน่น "เจ้ากำลังโทษเราที่เราส่งเจ้าเข้าคุกหลวงงั้นหรือ"

"หม่อมฉันไม่บังอาจเพคะ" จ้าวฮวนอี๋หลุบตาลง "หม่อมฉันเพียงอยากจะทูลว่า เรื่องปล่อยข่าวลือใส่ร้ายฮองเฮานั้น ไม่ใช่ฝีมือของหม่อมฉันจริง ๆ"

เซียวจือหลิ่นนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

ภายใต้แสงสลัวรางในตำหนัก โครงหน้าด้านข้างของเขาดูแข็งกร้าวและเยียบเย็นขึ้นมาเล็กน้อย

"เรารู้อยู่แล้ว" เขาพลันเอ่ยขึ้นมา

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • เร้นรักใต้แสงจันทร์   บทที่ 26

    ยนอกตำหนัก หลี่เต๋อฉวนได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว จึงยื่นศีรษะเข้ามาดูอย่างระมัดระวัง "ฝ่าบาท? จะทรงให้ส่งคน...""ปล่อยให้นางไป" เสียงสุดแหบพร่าของเซียวจือหลิ่นดังแว่วมาจากด้านใน แฝงไว้ด้วยความสงบนิ่งอันสิ้นหวังในทุกสิ่ง "ห้ามใครขัดขวาง ส่งคน...ไปคุ้มกันพวกนางสามคนพ่อแม่ลูกออกจากเจียงหนานอย่างลับ ๆ ไปยังสถานที่ที่พวกเขาปรารถนาจะไป รับรองความปลอดภัย...ของพวกเขา"หลี่เต๋อฉวนขอบตาร้อนผ่าว เอ่ยคำสะอื้นไห้ "...พะยะค่ะ"ภายในตำหนักไม่มีเสียงใดดังขึ้นอีกหลี่เต๋อฉวนรออยู่นานมาก ในใจกระวนกระวายหนักขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดจึงรวบรวมความกล้าผลักแง้มช่องประตูออก แล้วกวาดสายตามองเข้าไปด้านในเห็นเพียงบนแท่นบรรทมมังกร เซียวจือหลิ่นนอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น ใบหน้าดูขาวซีดอย่างน่าประหลาด มุมปากมีฟองโลหิตสีแดงคล้ำหลั่งไหลออกมา ดวงตาทั้งคู่ปิดสนิท ลมหายใจแผ่วเบาจนแทบไม่รับรู้ถึงความเคลื่อนไหว"ฝ่าบาท!!" หลี่เต๋อฉวนขวัญกระเจิง ทั้งคลานทั้งวิ่งถลันเข้าไปด้านใน ตะโกนลั่นเสียงแหลมสูง "รีบตามหมอหลวงมา! ตามหมอหลวงมา!!"ในตำหนักพลันตกอยู่ในความโกลาหลวุ่นวายในชั่วพริบตาเดียวข่าวที่ฮ่องเต้ทรงดื่มยาพิษปลิดชีพพระอ

  • เร้นรักใต้แสงจันทร์   บทที่ 25

    ยามเย็นของวันที่เจ็ด ไข้สูงของเซียวจือหลิ่นลดลงไปบ้างแล้ว สติสัมปชัญญะฟื้นคืนกลับมา เพียงแต่ร่างกายยังอ่อนแออยู่บ้าง จ้าวฮวนอี๋ประคองชามโจ๊กจืดถ้วยหนึ่ง เดินเข้ามาในห้องด้านในเขาไม่ได้ยื่นมือมารับชามโจ๊ก ได้แต่จ้องมองนาง แววตาล้ำลึกแฝงไว้ด้วยความหวังอันริบหรี่สายสุดท้าย"ครบกำหนดเวลาแล้วเพคะ" จ้าวฮวนอี๋วางชามโจ๊กลงบนโต๊ะเตี้ยข้างมือเขา แล้วเอ่ยบอกเสียงเบาประกายในดวงตาของเซียวจือหลิ่นค่อย ๆ มอดดับลงไปทีละน้อย จนกระทั่งหลงเหลือเพียงความมืดมนอันเงียบสงัดดั่งขี้เถ้า"เจ้ายังยืนกรานที่จะไปอยู่ดี" เขาเอ่ยปาก น้ำเสียงแหบพร่าอย่างรุนแรง"ใช่เพคะ" จ้าวฮวนอี๋พยักหน้ารับ ไม่คิดหลบเลี่ยงสายตาของเขา"หากเราไม่ยินยอมเล่า" เขาจ้องเขม็งไปที่นาง ดั่งสัตว์ป่าจนมุมที่กำลังดิ้นรนเป็นครั้งสุดท้ายจ้าวฮวนอี๋จ้องมองเขาอย่างสงบนิ่ง นางหยิบมีดสั้นเล่มที่เคยใช้จรดลงบนลำคอของตนเองออกมาจากแขนเสื้อ พลันวางลงข้างชามโจ๊ก"เช่นนั้นสิ่งที่ฝ่าบาทจะได้ไป ก็จะมีเพียงร่างที่ไร้วิญญาณเพคะ"เซียวจือหลิ่นจ้องมองมีดสั้นเล่มนั้น แล้วจึงช้อนสายตาขึ้นมองใบหน้าที่เรียบเฉียบไร้ระลอกคลื่นของนาง จู่ ๆ ก็เริ่มหัวเราะเสียง

  • เร้นรักใต้แสงจันทร์   บทที่ 24

    เซียวจือหลิ่นรู้สึกราวกับหัวใจถูกบีบขยี้อย่างรุนแรง เจ็บปวดจนแทบจะหมดลมหายใจสิ่งที่เขาต้องการ ไม่เคยเป็นคำยินยอมอันสิ้นหวังและยอมจำนนเช่นนี้ของนางเลยแต่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เขาจะยังทำอย่างไรได้อีก "กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ" เขาหันตัวไป ไม่มองนางอีก เพราะกลัวว่าหากมองเพิ่มอีกเพียงแวบเดียว จะเกิดใจอ่อนและควบคุมตนเองไม่ได้ขึ้นมาในเวลาเจ็ดวันนี้ เซียวจือหลิ่นแทบจะใช้ความอ่อนโยนและความอดทนทั้งหมดในชีวิต เขาจัดเตรียมให้จ้าวฮวนอี๋พักอยู่ในเรือนชานที่ประณีตและสะดวกสบายที่สุดของพระตำหนัก เครื่องเรือนทุกชิ้นล้วนจัดวางตามความชอบในอดีตของนางยามอยู่ตำหนักเหยาหวาเขาเสาะหาขนมโก๋ที่ประณีตที่สุด ข้าวของเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับที่ทันสมัยที่สุดในแถบเจียงหนานมาวางกองไว้เต็มห้องของนางเขาอยู่เป็นเพื่อนร่วมสำรับกับนาง ต่อให้นางแทบจะไม่ขยับตะเกียบ ได้แต่ทอดสายตาลงต่ำ ราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่ไร้ซึ่งชีวิตชีวาก็ตามเขาไปเสาะหาตำราที่นางเคยชอบอ่านมาอ่านให้นางฟัง ต่อให้ตั้งแต่ต้นจนจบ นางจะไม่เคยเงยหน้าขึ้นมามองเขาเลยสักครั้งเดียวก็ตามถึงขั้นที่ว่า ในค่ำคืนที่ฝนโปรยปรายคืนหนึ่ง เขาอาศ

  • เร้นรักใต้แสงจันทร์   บทที่ 23

    พระตำหนักที่ประทับแรม การคุ้มกันแน่นหนา ทว่ากลับไม่มีผู้ใดก้าวออกมาขัดขวางนางเลยสักคนนางเดินผ่านทางเข้ามาได้อย่างราบรื่นไร้อุปสรรค จนกระทั่งถูกนำทางมาถึงศาลาริมน้ำแห่งหนึ่งเซียวจือหลิ่นยืนไพล่มืออยู่ริมต่าง เหม่อมองสระบัวที่เหี่ยวเฉาข้างนอก ยามได้ยินเสียงฝีเท้า จึงค่อย ๆ หันกายกลับมา"ในที่สุดเจ้าก็ยอมมาพบเราแล้ว" เขาเอ่ยปาก น้ำเสียงแหบพร่าเล็กน้อยจ้าวฮวนอี๋หยุดยืนในระยะห่างสามก้าวเบื้องหน้าเขา นางไม่ได้มองเขา พลันยกชายกระโปรงขึ้น แล้วค่อย ๆ คุกเข่าลงไป โขกศีรษะสัมผัสพื้น"หม่อมฉันทูลขอให้ฝ่าบาททรงเมตตา ปล่อยเสิ่นชิงเหอไปเถิดเพคะ"เซียวจือหลิ่นมองเงาร่างของนางที่คุกเข่าหมอบราบอยู่บนพื้น ท่วงท่าอันนอบน้อมและต่ำต้อยเช่นนั้น เป็นเหมือนหนามแหลมที่ทิ่มแทงจนดวงตาของเขาเจ็บปวด เขาขยับก้าวไปเบื้องหน้าก้าวหนึ่ง หมายจะประคองนางให้ลุกขึ้นทว่าจ้าวฮวนอี๋กลับคล้ายถูกของร้อนลวก นางพลันหดตัวไปข้างหลังเล็กน้อย หลบเลี่ยงฝ่ามือของเขา ยังคงคุกเข่าหลังตรงตระหง่านอยู่ตามเดิมมือที่ยื่นออกไปของเซียวจือหลิ่นค้างอยู่กลางอากาศ แววตาพลันมืดมนลง ก่อเกิดระลอกพายุหมุนวน"หากเราไม่ปล่อยเล่า" เขาชักมือ

  • เร้นรักใต้แสงจันทร์   บทที่ 22

    เซียวจือหลิ่นหลับตาลง เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง คลื่นอารมณ์ที่ถาโถมซัดสาดในส่วนลึกของดวงตาก็ค่อย ๆ สงบลง แปรเปลี่ยนเป็นความอ้างว้างอันเงียบงันและลึกล้ำจนไม่เห็นก้นบึ้งเขาค่อย ๆ ยกมือขึ้น พลันโบกมือส่งสัญญาณ "ถอยไป" ให้แก่ทหารโดยรอบพวกทหารมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แต่ก็ไม่กล้าขัดขืน พากันล่าถอยออกจากลานบ้านอย่างรวดเร็วดั่งกระแสน้ำ หลงเหลือไว้เพียงความกระจัดกระจายทั่วลานและบรรยากาศอันหยุดนิ่ง"ตกลง" เซียวจือหลิ่นเสียงแหบ ราวกับกระดาษทรายที่ขัดถูบนหินหยาบกระด้าง "เราไม่บังคับเจ้าแล้ว"มือที่กำมีดสั้นไว้ของจ้าวฮวนอี๋ยังคงไม่ลดลง นางจ้องมองเขาด้วยความระแวดระวัง เซียวจือหลิ่นมองนาง มองดูความระแวงและความห่างเหินในแววตาของนางที่เปิดเผยออกมาโดยไม่ปิดบัง ความเจ็บปวดในใจมันด้านชาไปช้านานแล้ว"แต่เราจะไม่ยอมแพ้" เขาจ้องนาง เอ่ยทีละคำราวกับปฏิญาณและคำสาปแช่ง "จ้าวฮวนอี๋ เจ้าเป็นสตรีของเรา และเป็นเช่นนั้นไปชั่วชีวิต เราจะให้เวลาเจ้า ให้เจ้าได้คิดทบทวนให้กระจ่าง "แต่ต้องมีสักวัน ที่เราจะมาทวงคืน"เมื่อกล่าวจบ เขาก็ไม่มองนางอีก ไม่มองคนสามคนพ่อแม่ลูกที่โอบกอดกันร้องไห้อยู่กลางลานบ้านด้วย หันกายก้าวเ

  • เร้นรักใต้แสงจันทร์   บทที่ 21

    ไม่เคยรักเลยแม้แต่ครั้งเดียวถ้อยคำเพียงไม่กี่คำ ช่างแผ่วเบายิ่งนัก ทว่ากลับเหมือนตรวนที่หนักอึ้งที่สุด ตรึงเซียวจือหลิ่นไว้จนไม่อาจขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้เขาจ้องมองนาง มองดูใบหน้าที่เรียบเฉียบไร้ระลอกคลื่นของนางภายใต้แสงจันทร์ มองดูความเฉยชาและความเด็ดขาดที่แจ่มชัดในแววตานาง เลือดทั้งร่างคล้ายจับตัวเป็นน้ำแข็งในชั่วพริบตาเดียว แล้วก็เดือดพล่านขึ้นมาอีกครั้ง ลวกจนอวัยวะภายในทั้งหมดบิดม้วนด้วยความเจ็บปวดในยามที่จิตใจของเขาไหวสะท้านรุนแรงจนแทบยืนไม่อยู่ ประตูห้องด้านในพลันเปิดออกเสียงดัง "เอี๊ยด"เสิ่นชิงเหอถือโคมไฟเดินออกมา ร่างกายคลุมด้วยเสื้อตัวนอก เห็นได้ชัดว่าถูกความเคลื่อนไหวกลางลานบ้านปลุกให้ตื่น ยามเห็นคนทั้งสองยืนเผชิญหน้ากันอยู่ เขาก็พลันขมวดคิ้ว รีบก้าวมาหยุดอยู่ข้างกายจ้าวฮวนอี๋ ยื่นมือโอบบ่านางไว้ชิดอย่างเป็นธรรมชาติ สายตาแฝงแววระแวดระวังภัยขณะมองไปยังเซียวจือหลิ่น"ฮวนอี๋ ดึกดื่นป่านนี้ เหตุใดจึงยังไม่เข้าเรือนเล่า แล้วคุณชายท่านนี้..." สายตาของเขาหยุดลงบนใบหน้าของเซียวจือหลิ่น จำได้ว่าเป็นคนเดียวกับที่อยู่ร้านค้าตอนกลางวัน จึงยิ่งสงสัยหนักขึ้นจ้าวฮวนอี๋เอนกายซบอก

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status