แชร์

บทที่ 3

ผู้เขียน: เจ๋อเจ๋อ
จ้าวฮวนอี๋พลันเบิกตากว้าง

"ฝ่าบาท" นางฝืนพยุงสังขารขึ้นมา นิ้วมืออันเย็นเยียบคว้าชายชุดมังกรไว้แน่น "ชิงเหอเพียงแค่...เพียงแค่ปกป้องนายด้วยความภักดี ขอพระองค์...ทรงละเว้นชีวิตนางสักครั้งเถิดเพคะ..."

เซียวจือหลิ่นก้มหน้าลงมองนาง

ใบหน้านางขาวซีดราวกับกระดาษ มุมปากยังมีเลือดซึม ปอยผมหน้าผากที่ชุ่มเหงื่อเย็นแนบติดดวงหน้า ดูเหนื่อยล้าและอ่อนแอยิ่งนัก

นางไม่เคยอ้อนวอนขอสิ่งใดจากเขาเลย แม้แต่ยามที่เอาตัวเข้ากำบังคมกระบี่แทนเขาจนเกือบสิ้นชีพ ฟื้นขึ้นมาก็ยังคงเอ่ยเสียงเรียบว่า "องค์ชายทรงปลอดภัยก็ดีแล้วเพคะ"

นี่เป็นครั้งแรกที่นางมองเขาเช่นนี้ ในดวงตาฉายแววขอร้อง

หัวใจเซียวจือหลิ่นพลันอ่อนวูบลงอย่างบอกไม่ถูก เขาขมวดคิ้วมุ่น เพิ่งจะอ้าปากเตรียมจะพูดว่า "ช่างเถิด โทษตายละเว้น โทษเป็นไม่อาจหลีก" ทว่าจู่ ๆ จ้าวรั่วอิ๋งกลับดึงแขนเสื้อเขา แล้วกล่าวเสียงสะอื้น

"หากวันนี้ฝ่าบาททรงละเว้นนาง วันหน้าหม่อมฉันจะปกครองฝ่ายในได้อย่างไรเพคะ ผู้คนคงตราหน้าว่าฮองเฮาอ่อนแอ กระทั่งบ่าวไพร่อีกคนยังกล้าขัดใจ หม่อมฉัน...หม่อมฉันยอมตายเสียดีกว่าเพคะ!"

นางกล่าวพลางทำท่าจะวิ่งเอาศีรษะชนเสาข้างกายจริง ๆ

"รั่วอิ๋ง!" เซียวจือหลิ่นรวบตัวนางกลับมาทัน แล้วตวาด "เหลวไหล!"

เขามองจ้าวรั่วอิ๋งที่ร่ำไห้จนแทบหมดสติในอ้อมอก แล้วหันไปมองจ้าวฮวนอี๋ที่ลมหายใจรวยรินอยู่บนพื้น ก่อนจะหลับตาลงแล้วแข็งใจสั่ง

"ลากตัวออกไป โบยให้ตาย" น้ำเสียงของเขาเย็นชาเด็ดขาด ไม่ยอมให้โต้แย้ง

วาจาเย็นเยียบเหมือนกริชอาบยาพิษ ทิ่มแทงลงกลางใจของจ้าวฮวนอี๋อย่างโหดเหี้ยม

"ไม่...อย่า..." นางเค้นเสียงแหบพร่าออกมาไม่กี่คำ ดิ้นรนคิดจะคลานเข้าไป ทว่ากลับถูกเซียวจือหลิ่นกดตัวไว้แน่น

"จ้าวฮวนอี๋!" น้ำเสียงเขาแฝงแววตักเตือนและหงุดหงิดอย่างที่ยากจะสังเกต "ก็แค่บ่าวรับใช้คนหนึ่ง!

วันหน้าเราจะมอบคนที่ดีกว่านี้ให้เจ้า!"

"ไม่เพคะฝ่าบาท หม่อมฉันไม่ขอรับผู้อื่น หม่อมฉันต้องการเพียงชิงเหอ...

ฝ่าบาททรงเมตตาด้วยเถิดเพคะ หม่อมฉันขอร้อง!"

นางโขกศีรษะอ้อนวอนไม่หยุด ทว่าสายตาของเซียวจือหลิ่นยังคงเย็นชาแข็งกร้าวอยู่ตลอด ราวกับตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะปกป้องจ้าวรั่วอิ๋ง

จนกระทั่งมีเสียงกรีดร้องโหยหวนดังมาจากนอกลานตำหนัก ร่างของจ้าวฮวนอี๋ก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง

ลำคอพลันอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือด

"พรวด!"

ความโกรธเกรี้ยวโจมตีหัวใจ กอปรกับความเจ็บปวดแสนสาหัสบนแผ่นหลัง นางกระอักเลือดสด ๆ ออกมาคำโต สายตาพลันมืดมิดลงทันใด แล้วหมดสติไปในที่สุด

ยามที่ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็นอนอยู่บนเตียงในตำหนักเหยาหวาแล้ว

หลี่เต๋อฉวนเฝ้าอยู่ข้างเตียง เมื่อเห็นนางฟื้นคืนสติจึงลอบผ่อนลมหายใจ

"พระสนม ในที่สุดก็ทรงฟื้นแล้ว"

จ้าวฮวนอี๋ไม่ได้เอ่ยคำใด

"ฝ่าบาททรงรับสั่งให้บ่าวนำโอสถมาถวาย พร้อมทั้งถ่ายทอดพระราชดำรัสด้วยพ่ะย่ะค่ะ" หลี่เต๋อฉวนเอ่ยอย่างระมัดระวัง "ต่อไปนี้ขอพระสนมทรงสำรวมตน ไม่ควรก่อเรื่องอีก ยิ่งห้ามคิดมุ่งร้ายต่อฮองเฮา ขอทรงพักฟื้นร่างกายในตำหนักให้ดี ส่วนชิงเหอนางกำนัลของพระองค์...ได้ลงทัณฑ์ตามกฎระเบียบวังและฝังร่างแล้ว ฝ่าบาททรงเปี่ยมพระเมตตา มีรับสั่งให้มอบเงินช่วยเหลือแก่ครอบครัวนางแล้ว หลังจากนี้จะทรงจัดแจงข้าราชบริพารที่เหมาะสมมาปรนนิบัติพระสนมใหม่พ่ะย่ะค่ะ"

ทุกถ้อยคำประดุจตะปูเย็นเฉียบที่ตอกลึกเข้ามาให้หูนาง

จ้าวฮวนอี๋นอนนิ่งอยู่ตรงนั้น ดวงตาเหม่อลอยไร้แววมองลวดลายปักอันวิจิตรบนมุ้งเพดาน ไม่เอ่ยอะไรออกมาสักคำ

หลี่เต๋อฉวนรออยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นนางไม่มีการตอบสนองใด ๆ ก็ไม่พูดอะไรมากอีก วางถ้วยโอสถไว้บนโต๊ะเล็กข้างเตียง ก่อนจะโน้มกายถอยออกไป

ภายในตำหนักกลับคืนสู่ความเงียบงันราวกับป่าช้าอีกครั้ง

จ้าวฮวนอี๋หลับตาลง หยาดน้ำตาไหลรินจากหางตา ซึมหายเข้าไปในเส้นผมตรงขมับ

หลายวันต่อมา จ้าวฮวนอี๋ก็ทำตัวเหมือนหุ่นกระบอกที่ไร้วิญญาณ นางดื่มโอสถ เปลี่ยนผ้าพันแผล กินอาหารและนอนตรงเวลา

บาดแผลบนแผ่นหลังค่อย ๆ ตกสะเก็ดภายใต้การดูแลอย่างพิถีพิถันของหมอหลวง แต่บาดแผลในใจกลับช้ำเลือดช้ำหนอง ไร้ความหวังจะเห็นเดือนเห็นตะวัน

นางรักษาแผลอย่างสงบ และเฝ้ารออย่างเงียบเชียบ

เฝ้ารอวันที่ยาแกล้งตายจะออกฤทธิ์

ในวันนั้น จู่ ๆ หลี่เต๋อฉวนก็มาหา

"พระสนม ฝ่าบาททรงเชิญเสด็จไปยังตำหนักเฟิ่งอี๋พ่ะย่ะค่ะ"

จ้าวฮวนอี๋ลุกขึ้นยืน ก้าวเดินตามเขาไป

ระหว่างทาง หลี่เต๋อฉวนกระซิบเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันมานี้ให้นางฟัง

"พระสนม ไม่รู้ว่าผู้ใดปล่อยข่าวลืออยู่นอกวัง ว่าฮองเฮาทรงวางอำนาจบาตรใหญ่ สั่งโบยฆ่าราษฎรตามอำเภอใจ ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งฮองเฮา ช่วงไม่กี่วันมานี้มีเหล่าขุนนางถวายฎีกา ขอให้ฝ่าบาททรงปลดฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ

ยามฮองเฮาทรงทราบเรื่อง ก็ทรงคิดสั้นผูกพระศอประชดชีพ หมอหลวงช่วยชีวิตอยู่ทั้งคืนจึงยื้อพระชนม์กลับมาได้พ่ะย่ะค่ะ

ฝ่าบาททรงกริ้วมาก ทรงเรียกข้าราชบริพารทั่วทั้งวังหลวงมารวมตัวกันที่ตำหนักเฟิ่งอี๋ ทรงสาบานว่าจะต้องลากตัวคนปล่อยข่าวลือมาประหารโดยไม่ละเว้นพ่ะย่ะค่ะ"

จ้าวฮวนอี๋รับฟัง ทว่าในใจกลับสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น

เมื่อไปถึงตำหนักเฟิ่งอี๋ ก็พบว่าเป็นอย่างที่คิดว่า ผู้คนคุกเข่าเนืองแน่นดำทะมึน

เซียวจือหลิ่นประทับอยู่เบื้องบน จ้าวรั่วอิ๋งซบอยู่ในอ้อมอก ร่ำไห้จนดูน่าสงสารจับใจ

"ฝ่าบาท...หม่อมฉันถูกใส่ร้าย...หม่อมฉันไม่เคยทำเรื่องพวกนั้นเลยเพคะ..."

"เรารู้แล้ว" เซียวจือหลิ่นปลอบเสียงเบา "เราจะสืบสวนให้กระจ่าง จะคืนความบริสุทธิ์ให้เจ้าแน่นอน"

เขาเงยหน้าขึ้น สบตากับจ้าวฮวนอี๋ที่เพิ่งก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาพอดี

มือที่กำลังซับน้ำตาให้จ้าวรั่วอิ๋งชะงักไปเล็กน้อย

จ้าวฮวนอี๋หลุบสายตาลงต่ำ แล้วคุกเข่าลง

นางรู้ดีว่าเขาอยากจะพูดอะไร

ร่วมเรียงเคียงหมอนมาหลายปี นางต้องบาดเจ็บต่อหน้าเขามานับครั้งไม่ถ้วน ทั้งต้องพิษ คมดาบ ตกน้ำ...ทุกครั้งนางเจ็บปวดเจียนตาย แต่ไม่เคยหลั่งน้ำตาให้เขาเห็นแม้แต่หยดเดียว

เป็นเพราะเขาเคยกล่าวไว้ว่า เขาเกลียดสตรีที่ชอบร้องไห้ฟูมฟาย น้ำตาไม่อาจสั่นคลอนจิตใจเขาได้ เขาจะซับน้ำตาให้แก่สตรีในดวงใจของตนเท่านั้น

ดังนั้น ต่อให้เจ็บปวดเพียงใด นางก็ทำได้เพียงสะกดกลั้น ยอมกล้ำกลืนความอ่อนแอและความทรมานไว้

จนกระทั่งครั้งนั้น เขาถูกคนลอบสังหาร นางเข้าเอาตัวกำบังคมมีดแทนเขา

แผลนั้นฉกรรจ์ยิ่งนัก ยามดึงมีดออก ความเจ็บปวดเข้ากระดูกจนตาพร่ามัว เหงื่อเย็นเยียบชุ่มโชกเสื้อตัวใน นางกลั้นไม่ไหว หยาดน้ำตาจึงไหลรินลงมาเงียบ ๆ

เขาเฝ้าอยู่ข้างเตียงนางสามวันสามคืนจนขอบตาคล้ำ

เมื่อเห็นนางหลั่งน้ำตา เขาไม่ได้ตำหนิ ทว่ากลับยื่นมือออกมา ใช้ปลายนิ้วลูบเช็ดตาให้นางอย่างแผ่วเบา แล้วถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "เจ็บปวดขนาดนั้นเชียวหรือ"

นางชะงักงัน ดูเหมือนเขาเองก็ชะงักไปเช่นกัน คงจะนึกถึงถ้อยคำที่ตนเองเคยพูดไว้

แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ชักมือกลับ ซ้ำยังช่วยซับน้ำตาให้อีกครั้ง ท่าทางดูเก้งก้าง แต่แฝงไปด้วยความอ่อนโยนอย่างที่นางไม่เคยสัมผัสมาก่อน

นับแต่นั้นมา จ้าวฮวนอี๋ก็รู้สึกว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาดูเหมือนจะเปลี่ยนไป

เขาดีต่อนาง จดจำขนมหวานที่นางชอบได้ และจะมาเยี่ยมนางยามที่เจ็บไข้ได้ป่วย

ในใจนางพลันเกิดความระแวดระวัง อยากจะอธิบายเหลือเกินว่าที่นางรับมีดแทนไม่ใช่เพราะรักเขา แต่เป็นเพราะหากเขาด่วนสิ้นชีพไปจนไม่อาจขึ้นครองราชย์ นางก็จะไม่ได้รับอิสรภาพ ไม่อาจกลับคืนสู่เจียงหนาน และจะไม่ได้พบเสิ่นชิงเหออีก

ยังดีที่หลังจากเขาขึ้นครองบัลลังก์เเล้ว จ้าวรั่วอิ๋งร้องไห้เข้าวังมาหาเขา เขาก็ยังคงแต่งตั้งจ้าวรั่วอิ๋งขึ้นเป็นฮองเฮา

ทุกสิ่งทุกอย่างจึงหวนคืนสู่จุดเดิม

ราวกับสิ่งดี ๆ ที่เคยทำให้นางก่อนหน้านี้ เป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น

นางคุกเข่าอยู่ท่ามกลางฝูงชน เฝ้ารออย่างสงบเงียบ

จนกระทั่งรุ่งสาง มีผู้นำหลักฐานมากราบทูลต่อหน้าเซียวจือหลิ่น

"ฝ่าบาท สืบพบแล้วพ่ะย่ะค่ะ ตัวการผู้อยู่เบื้องหลังการแพร่ข่าวลือ...คือพระสนมกุ้ยเฟยพ่ะย่ะค่ะ"

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • เร้นรักใต้แสงจันทร์   บทที่ 26

    ยนอกตำหนัก หลี่เต๋อฉวนได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว จึงยื่นศีรษะเข้ามาดูอย่างระมัดระวัง "ฝ่าบาท? จะทรงให้ส่งคน...""ปล่อยให้นางไป" เสียงสุดแหบพร่าของเซียวจือหลิ่นดังแว่วมาจากด้านใน แฝงไว้ด้วยความสงบนิ่งอันสิ้นหวังในทุกสิ่ง "ห้ามใครขัดขวาง ส่งคน...ไปคุ้มกันพวกนางสามคนพ่อแม่ลูกออกจากเจียงหนานอย่างลับ ๆ ไปยังสถานที่ที่พวกเขาปรารถนาจะไป รับรองความปลอดภัย...ของพวกเขา"หลี่เต๋อฉวนขอบตาร้อนผ่าว เอ่ยคำสะอื้นไห้ "...พะยะค่ะ"ภายในตำหนักไม่มีเสียงใดดังขึ้นอีกหลี่เต๋อฉวนรออยู่นานมาก ในใจกระวนกระวายหนักขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดจึงรวบรวมความกล้าผลักแง้มช่องประตูออก แล้วกวาดสายตามองเข้าไปด้านในเห็นเพียงบนแท่นบรรทมมังกร เซียวจือหลิ่นนอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น ใบหน้าดูขาวซีดอย่างน่าประหลาด มุมปากมีฟองโลหิตสีแดงคล้ำหลั่งไหลออกมา ดวงตาทั้งคู่ปิดสนิท ลมหายใจแผ่วเบาจนแทบไม่รับรู้ถึงความเคลื่อนไหว"ฝ่าบาท!!" หลี่เต๋อฉวนขวัญกระเจิง ทั้งคลานทั้งวิ่งถลันเข้าไปด้านใน ตะโกนลั่นเสียงแหลมสูง "รีบตามหมอหลวงมา! ตามหมอหลวงมา!!"ในตำหนักพลันตกอยู่ในความโกลาหลวุ่นวายในชั่วพริบตาเดียวข่าวที่ฮ่องเต้ทรงดื่มยาพิษปลิดชีพพระอ

  • เร้นรักใต้แสงจันทร์   บทที่ 25

    ยามเย็นของวันที่เจ็ด ไข้สูงของเซียวจือหลิ่นลดลงไปบ้างแล้ว สติสัมปชัญญะฟื้นคืนกลับมา เพียงแต่ร่างกายยังอ่อนแออยู่บ้าง จ้าวฮวนอี๋ประคองชามโจ๊กจืดถ้วยหนึ่ง เดินเข้ามาในห้องด้านในเขาไม่ได้ยื่นมือมารับชามโจ๊ก ได้แต่จ้องมองนาง แววตาล้ำลึกแฝงไว้ด้วยความหวังอันริบหรี่สายสุดท้าย"ครบกำหนดเวลาแล้วเพคะ" จ้าวฮวนอี๋วางชามโจ๊กลงบนโต๊ะเตี้ยข้างมือเขา แล้วเอ่ยบอกเสียงเบาประกายในดวงตาของเซียวจือหลิ่นค่อย ๆ มอดดับลงไปทีละน้อย จนกระทั่งหลงเหลือเพียงความมืดมนอันเงียบสงัดดั่งขี้เถ้า"เจ้ายังยืนกรานที่จะไปอยู่ดี" เขาเอ่ยปาก น้ำเสียงแหบพร่าอย่างรุนแรง"ใช่เพคะ" จ้าวฮวนอี๋พยักหน้ารับ ไม่คิดหลบเลี่ยงสายตาของเขา"หากเราไม่ยินยอมเล่า" เขาจ้องเขม็งไปที่นาง ดั่งสัตว์ป่าจนมุมที่กำลังดิ้นรนเป็นครั้งสุดท้ายจ้าวฮวนอี๋จ้องมองเขาอย่างสงบนิ่ง นางหยิบมีดสั้นเล่มที่เคยใช้จรดลงบนลำคอของตนเองออกมาจากแขนเสื้อ พลันวางลงข้างชามโจ๊ก"เช่นนั้นสิ่งที่ฝ่าบาทจะได้ไป ก็จะมีเพียงร่างที่ไร้วิญญาณเพคะ"เซียวจือหลิ่นจ้องมองมีดสั้นเล่มนั้น แล้วจึงช้อนสายตาขึ้นมองใบหน้าที่เรียบเฉียบไร้ระลอกคลื่นของนาง จู่ ๆ ก็เริ่มหัวเราะเสียง

  • เร้นรักใต้แสงจันทร์   บทที่ 24

    เซียวจือหลิ่นรู้สึกราวกับหัวใจถูกบีบขยี้อย่างรุนแรง เจ็บปวดจนแทบจะหมดลมหายใจสิ่งที่เขาต้องการ ไม่เคยเป็นคำยินยอมอันสิ้นหวังและยอมจำนนเช่นนี้ของนางเลยแต่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เขาจะยังทำอย่างไรได้อีก "กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ" เขาหันตัวไป ไม่มองนางอีก เพราะกลัวว่าหากมองเพิ่มอีกเพียงแวบเดียว จะเกิดใจอ่อนและควบคุมตนเองไม่ได้ขึ้นมาในเวลาเจ็ดวันนี้ เซียวจือหลิ่นแทบจะใช้ความอ่อนโยนและความอดทนทั้งหมดในชีวิต เขาจัดเตรียมให้จ้าวฮวนอี๋พักอยู่ในเรือนชานที่ประณีตและสะดวกสบายที่สุดของพระตำหนัก เครื่องเรือนทุกชิ้นล้วนจัดวางตามความชอบในอดีตของนางยามอยู่ตำหนักเหยาหวาเขาเสาะหาขนมโก๋ที่ประณีตที่สุด ข้าวของเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับที่ทันสมัยที่สุดในแถบเจียงหนานมาวางกองไว้เต็มห้องของนางเขาอยู่เป็นเพื่อนร่วมสำรับกับนาง ต่อให้นางแทบจะไม่ขยับตะเกียบ ได้แต่ทอดสายตาลงต่ำ ราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่ไร้ซึ่งชีวิตชีวาก็ตามเขาไปเสาะหาตำราที่นางเคยชอบอ่านมาอ่านให้นางฟัง ต่อให้ตั้งแต่ต้นจนจบ นางจะไม่เคยเงยหน้าขึ้นมามองเขาเลยสักครั้งเดียวก็ตามถึงขั้นที่ว่า ในค่ำคืนที่ฝนโปรยปรายคืนหนึ่ง เขาอาศ

  • เร้นรักใต้แสงจันทร์   บทที่ 23

    พระตำหนักที่ประทับแรม การคุ้มกันแน่นหนา ทว่ากลับไม่มีผู้ใดก้าวออกมาขัดขวางนางเลยสักคนนางเดินผ่านทางเข้ามาได้อย่างราบรื่นไร้อุปสรรค จนกระทั่งถูกนำทางมาถึงศาลาริมน้ำแห่งหนึ่งเซียวจือหลิ่นยืนไพล่มืออยู่ริมต่าง เหม่อมองสระบัวที่เหี่ยวเฉาข้างนอก ยามได้ยินเสียงฝีเท้า จึงค่อย ๆ หันกายกลับมา"ในที่สุดเจ้าก็ยอมมาพบเราแล้ว" เขาเอ่ยปาก น้ำเสียงแหบพร่าเล็กน้อยจ้าวฮวนอี๋หยุดยืนในระยะห่างสามก้าวเบื้องหน้าเขา นางไม่ได้มองเขา พลันยกชายกระโปรงขึ้น แล้วค่อย ๆ คุกเข่าลงไป โขกศีรษะสัมผัสพื้น"หม่อมฉันทูลขอให้ฝ่าบาททรงเมตตา ปล่อยเสิ่นชิงเหอไปเถิดเพคะ"เซียวจือหลิ่นมองเงาร่างของนางที่คุกเข่าหมอบราบอยู่บนพื้น ท่วงท่าอันนอบน้อมและต่ำต้อยเช่นนั้น เป็นเหมือนหนามแหลมที่ทิ่มแทงจนดวงตาของเขาเจ็บปวด เขาขยับก้าวไปเบื้องหน้าก้าวหนึ่ง หมายจะประคองนางให้ลุกขึ้นทว่าจ้าวฮวนอี๋กลับคล้ายถูกของร้อนลวก นางพลันหดตัวไปข้างหลังเล็กน้อย หลบเลี่ยงฝ่ามือของเขา ยังคงคุกเข่าหลังตรงตระหง่านอยู่ตามเดิมมือที่ยื่นออกไปของเซียวจือหลิ่นค้างอยู่กลางอากาศ แววตาพลันมืดมนลง ก่อเกิดระลอกพายุหมุนวน"หากเราไม่ปล่อยเล่า" เขาชักมือ

  • เร้นรักใต้แสงจันทร์   บทที่ 22

    เซียวจือหลิ่นหลับตาลง เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง คลื่นอารมณ์ที่ถาโถมซัดสาดในส่วนลึกของดวงตาก็ค่อย ๆ สงบลง แปรเปลี่ยนเป็นความอ้างว้างอันเงียบงันและลึกล้ำจนไม่เห็นก้นบึ้งเขาค่อย ๆ ยกมือขึ้น พลันโบกมือส่งสัญญาณ "ถอยไป" ให้แก่ทหารโดยรอบพวกทหารมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แต่ก็ไม่กล้าขัดขืน พากันล่าถอยออกจากลานบ้านอย่างรวดเร็วดั่งกระแสน้ำ หลงเหลือไว้เพียงความกระจัดกระจายทั่วลานและบรรยากาศอันหยุดนิ่ง"ตกลง" เซียวจือหลิ่นเสียงแหบ ราวกับกระดาษทรายที่ขัดถูบนหินหยาบกระด้าง "เราไม่บังคับเจ้าแล้ว"มือที่กำมีดสั้นไว้ของจ้าวฮวนอี๋ยังคงไม่ลดลง นางจ้องมองเขาด้วยความระแวดระวัง เซียวจือหลิ่นมองนาง มองดูความระแวงและความห่างเหินในแววตาของนางที่เปิดเผยออกมาโดยไม่ปิดบัง ความเจ็บปวดในใจมันด้านชาไปช้านานแล้ว"แต่เราจะไม่ยอมแพ้" เขาจ้องนาง เอ่ยทีละคำราวกับปฏิญาณและคำสาปแช่ง "จ้าวฮวนอี๋ เจ้าเป็นสตรีของเรา และเป็นเช่นนั้นไปชั่วชีวิต เราจะให้เวลาเจ้า ให้เจ้าได้คิดทบทวนให้กระจ่าง "แต่ต้องมีสักวัน ที่เราจะมาทวงคืน"เมื่อกล่าวจบ เขาก็ไม่มองนางอีก ไม่มองคนสามคนพ่อแม่ลูกที่โอบกอดกันร้องไห้อยู่กลางลานบ้านด้วย หันกายก้าวเ

  • เร้นรักใต้แสงจันทร์   บทที่ 21

    ไม่เคยรักเลยแม้แต่ครั้งเดียวถ้อยคำเพียงไม่กี่คำ ช่างแผ่วเบายิ่งนัก ทว่ากลับเหมือนตรวนที่หนักอึ้งที่สุด ตรึงเซียวจือหลิ่นไว้จนไม่อาจขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้เขาจ้องมองนาง มองดูใบหน้าที่เรียบเฉียบไร้ระลอกคลื่นของนางภายใต้แสงจันทร์ มองดูความเฉยชาและความเด็ดขาดที่แจ่มชัดในแววตานาง เลือดทั้งร่างคล้ายจับตัวเป็นน้ำแข็งในชั่วพริบตาเดียว แล้วก็เดือดพล่านขึ้นมาอีกครั้ง ลวกจนอวัยวะภายในทั้งหมดบิดม้วนด้วยความเจ็บปวดในยามที่จิตใจของเขาไหวสะท้านรุนแรงจนแทบยืนไม่อยู่ ประตูห้องด้านในพลันเปิดออกเสียงดัง "เอี๊ยด"เสิ่นชิงเหอถือโคมไฟเดินออกมา ร่างกายคลุมด้วยเสื้อตัวนอก เห็นได้ชัดว่าถูกความเคลื่อนไหวกลางลานบ้านปลุกให้ตื่น ยามเห็นคนทั้งสองยืนเผชิญหน้ากันอยู่ เขาก็พลันขมวดคิ้ว รีบก้าวมาหยุดอยู่ข้างกายจ้าวฮวนอี๋ ยื่นมือโอบบ่านางไว้ชิดอย่างเป็นธรรมชาติ สายตาแฝงแววระแวดระวังภัยขณะมองไปยังเซียวจือหลิ่น"ฮวนอี๋ ดึกดื่นป่านนี้ เหตุใดจึงยังไม่เข้าเรือนเล่า แล้วคุณชายท่านนี้..." สายตาของเขาหยุดลงบนใบหน้าของเซียวจือหลิ่น จำได้ว่าเป็นคนเดียวกับที่อยู่ร้านค้าตอนกลางวัน จึงยิ่งสงสัยหนักขึ้นจ้าวฮวนอี๋เอนกายซบอก

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status