مشاركة

บทที่ 5

مؤلف: เจ๋อเจ๋อ
จ้าวฮวนอี๋พลันเหลือบตาขึ้น มองเขาอย่างไม่ยากจะเชื่อหูตนเอง

เซียวจือหลิ่นหลบสายตานาง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "สายลับของเราไม่ได้ไร้ประโยชน์ถึงขนาดนั้น ผู้ใดที่คอยสร้างคลื่นลมอยู่เบื้องหลัง เรากระจ่างดี"

เขารู้? เขารู้อยู่เต็มอกว่าทั้งหมดนี้เป็นงิ้วฉากใหญ่ที่จ้าวรั่วอิ๋งกำกับเองและเล่นเองอย่างนั้นหรือ?!

หัวใจของจ้าวฮวนอี๋ราวกับถูกคำพูดนี้กระแทกใส่อย่างแรง ความรู้สึกเจ็บปวดแปลบปนเหลวไหลพรั่งพรูเข้ามา

"เช่นนั้นฝ่าบาท..." น้ำเสียงของนางสั่นระริก

"แต่รั่วอิ๋งนาง..." น้ำเสียงของเซียวจือหลิ่นเจือความเหนื่อยล้าและจนใจเล็กน้อย "เราบอกนางไปนับครั้งไม่ถ้วนแล้วว่าเราไม่ได้รู้สึกแบบชายหญิงต่อเจ้า ตอนแรกที่แต่งเจ้าเข้าจวนก็เพราะสถานการณ์บังคับ แต่นาง...ถึงอย่างไรก็เป็นสตรี ย่อมขาดความมั่นใจในรัก เมื่อเห็นเรากับเจ้าแต่งงานกันมาหลายปี เห็น...เราเอาใจใส่ดูแลเจ้าอยู่บ้างในบางครั้ง ใจนางย่อมเกิดความระแวง นางก็แค่อยากอาศัยโอกาสนี้ลองใจเราเท่านั้น"

เขาชะงักไป ก่อนจะหันไปมองจ้าวฮวนอี๋ด้วยสายตาที่สื่อหลากหลายความรู้สึก "เราไม่อาจทำร้ายจิตใจนางได้ และเพื่อพิสูจน์ความจริงใจให้นางเห็น จึงทำได้เพียงร่วมแสดงงิ้วฉากนี้ไปกับนาง...ลำบากเจ้าแล้ว"

ลำบากเจ้าแล้ว

คำที่เอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบาไม่กี่คำ ได้สรุปทุกสิ่งที่นางต้องเผชิญตลอดหลายวันที่ผ่านมาแล้ว ทั้งการถูกใส่ร้าย ความอัปยศ การทรมานจนเนื้อหนังปริแตก และความหวาดกลัวที่เกือบเอาชีวิตไปทิ้งไว้ในคุกหลวง

คนสองคนนั้น คนหนึ่งกุเรื่องเล่นละครเองเพียงเพื่อให้ตัวเองรู้สึกปลอดภัย อีกคนมองดูอย่างเย็นชาเพียงเพื่อพิสูจน์รักแท้ ทั้งคู่ร่วมมือกันผลักนางลงสู่ขุมนรก ทว่ากลับยังต้องการให้นางเข้าใจ "ความลำบากใจ" ของพวกเขาอีกหรือ?

จ้าวฮวนอี๋จ้องมองเขา แล้วจู่ ๆ ก็ยิ้มออกมา

เป็นรอยยิ้มที่ซีดเซียว แฝงไปด้วยความโศกเศร้าจนแทบจะสมเพชตัวเอง

เซียวจือหลิ่นถูกรอยยิ้มนั้นทิ่มแทงจนบีบหัวใจ ลนลานขึ้นมาอย่างหาสาเหตุไม่ได้

ขาคิดว่านางคงเสียใจ จนหัวใจด้านชาไปแล้ว

"ครั้งนี้เราทำผิดต่อเจ้า" เขาปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยนลง ถึงขั้นกล่าวเหมือนให้คำสัญญา "เจ้าพักรักษาตัวให้ดี วันหน้าเราจะชดเชยให้ ระหว่างรั่วอิ๋งกับเจ้า เราให้สัญญากับเจ้าว่า ครั้งหน้า...เราจะเลือกเจ้าสักครั้งอย่างแน่นอน"

ครั้งหน้า? เลือกนางสักครั้ง?

จ้าวฮวนอี๋หลับตาลง รู้สึกเหนื่อยล้าอ่อนแรงจนถึงขีดสุด

"ไม่มีครั้งหน้าแล้วเพคะ..." นางพึมพำ เสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน

"ว่าอย่างไรนะ" เซียวจือหลิ่นฟังไม่ถนัด

ตอนนี้เอง หลี่เต๋อฉวนเอ่ยรายงานจากห้องด้านนอกอย่างระมัดระวัง "ฝ่าบาท พระองค์ทรงเฝ้าอยู่ที่นี่มาหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้วพ่ะย่ะค่ะ ยังมีใต้เท้าอีกหลายคนรอเข้าเฝ้าเพื่อหารือเรื่องอุทกภัยทางตอนใต้..."

เซียวจือหลิ่นขมวดคิ้วเล็กน้อย มองจ้าวฮวนอี๋ที่นอนหน้าซีดหลับตาเงียบ ๆ อยู่บนเตียงแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า "บอกให้พวกเขารออีกประเดี๋ยว"

"ฝ่าบาท" จ้าวฮวนอี๋พลันเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางราบเรียบ "ราชกิจสำคัญนัก หม่อมฉันไม่เป็นไรมากแล้ว ฝ่าบาทเชิญเสด็จกลับเถิดเพคะ"

เมื่อเซียวจือหลิ่นเห็นท่าทางห่างเหินเย็นชาของนาง โทสะที่ไร้ชื่อเรียกก็คุกรุ่นขึ้นมาในใจอีกครั้ง แต่ที่มากกว่านั้นคือความอึดอัดและไร้ความสามารถ

สุดท้ายเขาก็ไม่ได้เอ่ยคำใด ลุกขึ้นยืน จ้องมองนางอย่างลึกซึ้งครั้งหนึ่งแล้วหันกายจากไป

ช่วงเวลาหลังจากนั้น เซียวจือหลิ่นก็เหมือนกำลังพยายามชดเชยให้นางจริง ๆ

ของพระราชทานหลั่งไหลเข้ามาในตำหนักดั่งสายน้ำ ทั้งของโบราณล้ำค่าหายาก ผ้าแพรพรรณชั้นเลิศ กระทั่งยังมีเครื่องบรรณาการบางชิ้นที่มีเพียงฮ่องเต้และฮองเฮาเท่านั้นจึงจะคู่ควรได้เสวยสุข

ในวันนี้ เขาถึงขั้นส่งคนมาแจ้งข่าวว่า จะพานางไปเที่ยวเล่นผ่อนคลายอารมณ์ยังลานล่าสัตว์หลวงแถบชานเมืองหลวง

ที่แห่งนั้นเป็นเขตหวงห้ามของฮ่องเต้และฮองเฮา เหล่าสนมนางในไม่เคยได้ย่างกรายเข้าไปแม้แต่ก้าวเดียว

จ้าวฮวนอี๋กำลังคิดว่าจะหาข้ออ้างปฏิเสธอย่างไรดี

เพราะวันนี้ เป็นวันกำหนดเวลาที่ยาแสร้งตายจะออกฤทธิ์

หากอยู่ภายในวัง นางยังสามารถแสร้ง 'สิ้นพระชนม์อย่างกะทันหัน' ได้ ทว่าหากไปตายกลางทางระหว่างไปลานล่าสัตว์ จะไม่ทำให้คนอื่นสงสัยหรอกหรือ

ขณะที่นางกำลังจะเรียกนางกำนัลคนใหม่เข้ามาถ่ายทอดคำพูด จู่ ๆ ชายชุดดำคนหนึ่งกระโดดลอดหน้าต่างเข้ามา นางกำลังจะกรีดร้อง ทว่าท้ายทอยกลับเจ็บแปลบขึ้นมาอย่างรุนแรง!

ดวงตาพร่ามัวภาพทุกอย่างพลันมืดดับลง แล้วนางก็หมดสติไปในทันใด

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • เร้นรักใต้แสงจันทร์   บทที่ 26

    ยนอกตำหนัก หลี่เต๋อฉวนได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว จึงยื่นศีรษะเข้ามาดูอย่างระมัดระวัง "ฝ่าบาท? จะทรงให้ส่งคน...""ปล่อยให้นางไป" เสียงสุดแหบพร่าของเซียวจือหลิ่นดังแว่วมาจากด้านใน แฝงไว้ด้วยความสงบนิ่งอันสิ้นหวังในทุกสิ่ง "ห้ามใครขัดขวาง ส่งคน...ไปคุ้มกันพวกนางสามคนพ่อแม่ลูกออกจากเจียงหนานอย่างลับ ๆ ไปยังสถานที่ที่พวกเขาปรารถนาจะไป รับรองความปลอดภัย...ของพวกเขา"หลี่เต๋อฉวนขอบตาร้อนผ่าว เอ่ยคำสะอื้นไห้ "...พะยะค่ะ"ภายในตำหนักไม่มีเสียงใดดังขึ้นอีกหลี่เต๋อฉวนรออยู่นานมาก ในใจกระวนกระวายหนักขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดจึงรวบรวมความกล้าผลักแง้มช่องประตูออก แล้วกวาดสายตามองเข้าไปด้านในเห็นเพียงบนแท่นบรรทมมังกร เซียวจือหลิ่นนอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น ใบหน้าดูขาวซีดอย่างน่าประหลาด มุมปากมีฟองโลหิตสีแดงคล้ำหลั่งไหลออกมา ดวงตาทั้งคู่ปิดสนิท ลมหายใจแผ่วเบาจนแทบไม่รับรู้ถึงความเคลื่อนไหว"ฝ่าบาท!!" หลี่เต๋อฉวนขวัญกระเจิง ทั้งคลานทั้งวิ่งถลันเข้าไปด้านใน ตะโกนลั่นเสียงแหลมสูง "รีบตามหมอหลวงมา! ตามหมอหลวงมา!!"ในตำหนักพลันตกอยู่ในความโกลาหลวุ่นวายในชั่วพริบตาเดียวข่าวที่ฮ่องเต้ทรงดื่มยาพิษปลิดชีพพระอ

  • เร้นรักใต้แสงจันทร์   บทที่ 25

    ยามเย็นของวันที่เจ็ด ไข้สูงของเซียวจือหลิ่นลดลงไปบ้างแล้ว สติสัมปชัญญะฟื้นคืนกลับมา เพียงแต่ร่างกายยังอ่อนแออยู่บ้าง จ้าวฮวนอี๋ประคองชามโจ๊กจืดถ้วยหนึ่ง เดินเข้ามาในห้องด้านในเขาไม่ได้ยื่นมือมารับชามโจ๊ก ได้แต่จ้องมองนาง แววตาล้ำลึกแฝงไว้ด้วยความหวังอันริบหรี่สายสุดท้าย"ครบกำหนดเวลาแล้วเพคะ" จ้าวฮวนอี๋วางชามโจ๊กลงบนโต๊ะเตี้ยข้างมือเขา แล้วเอ่ยบอกเสียงเบาประกายในดวงตาของเซียวจือหลิ่นค่อย ๆ มอดดับลงไปทีละน้อย จนกระทั่งหลงเหลือเพียงความมืดมนอันเงียบสงัดดั่งขี้เถ้า"เจ้ายังยืนกรานที่จะไปอยู่ดี" เขาเอ่ยปาก น้ำเสียงแหบพร่าอย่างรุนแรง"ใช่เพคะ" จ้าวฮวนอี๋พยักหน้ารับ ไม่คิดหลบเลี่ยงสายตาของเขา"หากเราไม่ยินยอมเล่า" เขาจ้องเขม็งไปที่นาง ดั่งสัตว์ป่าจนมุมที่กำลังดิ้นรนเป็นครั้งสุดท้ายจ้าวฮวนอี๋จ้องมองเขาอย่างสงบนิ่ง นางหยิบมีดสั้นเล่มที่เคยใช้จรดลงบนลำคอของตนเองออกมาจากแขนเสื้อ พลันวางลงข้างชามโจ๊ก"เช่นนั้นสิ่งที่ฝ่าบาทจะได้ไป ก็จะมีเพียงร่างที่ไร้วิญญาณเพคะ"เซียวจือหลิ่นจ้องมองมีดสั้นเล่มนั้น แล้วจึงช้อนสายตาขึ้นมองใบหน้าที่เรียบเฉียบไร้ระลอกคลื่นของนาง จู่ ๆ ก็เริ่มหัวเราะเสียง

  • เร้นรักใต้แสงจันทร์   บทที่ 24

    เซียวจือหลิ่นรู้สึกราวกับหัวใจถูกบีบขยี้อย่างรุนแรง เจ็บปวดจนแทบจะหมดลมหายใจสิ่งที่เขาต้องการ ไม่เคยเป็นคำยินยอมอันสิ้นหวังและยอมจำนนเช่นนี้ของนางเลยแต่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เขาจะยังทำอย่างไรได้อีก "กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ" เขาหันตัวไป ไม่มองนางอีก เพราะกลัวว่าหากมองเพิ่มอีกเพียงแวบเดียว จะเกิดใจอ่อนและควบคุมตนเองไม่ได้ขึ้นมาในเวลาเจ็ดวันนี้ เซียวจือหลิ่นแทบจะใช้ความอ่อนโยนและความอดทนทั้งหมดในชีวิต เขาจัดเตรียมให้จ้าวฮวนอี๋พักอยู่ในเรือนชานที่ประณีตและสะดวกสบายที่สุดของพระตำหนัก เครื่องเรือนทุกชิ้นล้วนจัดวางตามความชอบในอดีตของนางยามอยู่ตำหนักเหยาหวาเขาเสาะหาขนมโก๋ที่ประณีตที่สุด ข้าวของเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับที่ทันสมัยที่สุดในแถบเจียงหนานมาวางกองไว้เต็มห้องของนางเขาอยู่เป็นเพื่อนร่วมสำรับกับนาง ต่อให้นางแทบจะไม่ขยับตะเกียบ ได้แต่ทอดสายตาลงต่ำ ราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่ไร้ซึ่งชีวิตชีวาก็ตามเขาไปเสาะหาตำราที่นางเคยชอบอ่านมาอ่านให้นางฟัง ต่อให้ตั้งแต่ต้นจนจบ นางจะไม่เคยเงยหน้าขึ้นมามองเขาเลยสักครั้งเดียวก็ตามถึงขั้นที่ว่า ในค่ำคืนที่ฝนโปรยปรายคืนหนึ่ง เขาอาศ

  • เร้นรักใต้แสงจันทร์   บทที่ 23

    พระตำหนักที่ประทับแรม การคุ้มกันแน่นหนา ทว่ากลับไม่มีผู้ใดก้าวออกมาขัดขวางนางเลยสักคนนางเดินผ่านทางเข้ามาได้อย่างราบรื่นไร้อุปสรรค จนกระทั่งถูกนำทางมาถึงศาลาริมน้ำแห่งหนึ่งเซียวจือหลิ่นยืนไพล่มืออยู่ริมต่าง เหม่อมองสระบัวที่เหี่ยวเฉาข้างนอก ยามได้ยินเสียงฝีเท้า จึงค่อย ๆ หันกายกลับมา"ในที่สุดเจ้าก็ยอมมาพบเราแล้ว" เขาเอ่ยปาก น้ำเสียงแหบพร่าเล็กน้อยจ้าวฮวนอี๋หยุดยืนในระยะห่างสามก้าวเบื้องหน้าเขา นางไม่ได้มองเขา พลันยกชายกระโปรงขึ้น แล้วค่อย ๆ คุกเข่าลงไป โขกศีรษะสัมผัสพื้น"หม่อมฉันทูลขอให้ฝ่าบาททรงเมตตา ปล่อยเสิ่นชิงเหอไปเถิดเพคะ"เซียวจือหลิ่นมองเงาร่างของนางที่คุกเข่าหมอบราบอยู่บนพื้น ท่วงท่าอันนอบน้อมและต่ำต้อยเช่นนั้น เป็นเหมือนหนามแหลมที่ทิ่มแทงจนดวงตาของเขาเจ็บปวด เขาขยับก้าวไปเบื้องหน้าก้าวหนึ่ง หมายจะประคองนางให้ลุกขึ้นทว่าจ้าวฮวนอี๋กลับคล้ายถูกของร้อนลวก นางพลันหดตัวไปข้างหลังเล็กน้อย หลบเลี่ยงฝ่ามือของเขา ยังคงคุกเข่าหลังตรงตระหง่านอยู่ตามเดิมมือที่ยื่นออกไปของเซียวจือหลิ่นค้างอยู่กลางอากาศ แววตาพลันมืดมนลง ก่อเกิดระลอกพายุหมุนวน"หากเราไม่ปล่อยเล่า" เขาชักมือ

  • เร้นรักใต้แสงจันทร์   บทที่ 22

    เซียวจือหลิ่นหลับตาลง เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง คลื่นอารมณ์ที่ถาโถมซัดสาดในส่วนลึกของดวงตาก็ค่อย ๆ สงบลง แปรเปลี่ยนเป็นความอ้างว้างอันเงียบงันและลึกล้ำจนไม่เห็นก้นบึ้งเขาค่อย ๆ ยกมือขึ้น พลันโบกมือส่งสัญญาณ "ถอยไป" ให้แก่ทหารโดยรอบพวกทหารมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แต่ก็ไม่กล้าขัดขืน พากันล่าถอยออกจากลานบ้านอย่างรวดเร็วดั่งกระแสน้ำ หลงเหลือไว้เพียงความกระจัดกระจายทั่วลานและบรรยากาศอันหยุดนิ่ง"ตกลง" เซียวจือหลิ่นเสียงแหบ ราวกับกระดาษทรายที่ขัดถูบนหินหยาบกระด้าง "เราไม่บังคับเจ้าแล้ว"มือที่กำมีดสั้นไว้ของจ้าวฮวนอี๋ยังคงไม่ลดลง นางจ้องมองเขาด้วยความระแวดระวัง เซียวจือหลิ่นมองนาง มองดูความระแวงและความห่างเหินในแววตาของนางที่เปิดเผยออกมาโดยไม่ปิดบัง ความเจ็บปวดในใจมันด้านชาไปช้านานแล้ว"แต่เราจะไม่ยอมแพ้" เขาจ้องนาง เอ่ยทีละคำราวกับปฏิญาณและคำสาปแช่ง "จ้าวฮวนอี๋ เจ้าเป็นสตรีของเรา และเป็นเช่นนั้นไปชั่วชีวิต เราจะให้เวลาเจ้า ให้เจ้าได้คิดทบทวนให้กระจ่าง "แต่ต้องมีสักวัน ที่เราจะมาทวงคืน"เมื่อกล่าวจบ เขาก็ไม่มองนางอีก ไม่มองคนสามคนพ่อแม่ลูกที่โอบกอดกันร้องไห้อยู่กลางลานบ้านด้วย หันกายก้าวเ

  • เร้นรักใต้แสงจันทร์   บทที่ 21

    ไม่เคยรักเลยแม้แต่ครั้งเดียวถ้อยคำเพียงไม่กี่คำ ช่างแผ่วเบายิ่งนัก ทว่ากลับเหมือนตรวนที่หนักอึ้งที่สุด ตรึงเซียวจือหลิ่นไว้จนไม่อาจขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้เขาจ้องมองนาง มองดูใบหน้าที่เรียบเฉียบไร้ระลอกคลื่นของนางภายใต้แสงจันทร์ มองดูความเฉยชาและความเด็ดขาดที่แจ่มชัดในแววตานาง เลือดทั้งร่างคล้ายจับตัวเป็นน้ำแข็งในชั่วพริบตาเดียว แล้วก็เดือดพล่านขึ้นมาอีกครั้ง ลวกจนอวัยวะภายในทั้งหมดบิดม้วนด้วยความเจ็บปวดในยามที่จิตใจของเขาไหวสะท้านรุนแรงจนแทบยืนไม่อยู่ ประตูห้องด้านในพลันเปิดออกเสียงดัง "เอี๊ยด"เสิ่นชิงเหอถือโคมไฟเดินออกมา ร่างกายคลุมด้วยเสื้อตัวนอก เห็นได้ชัดว่าถูกความเคลื่อนไหวกลางลานบ้านปลุกให้ตื่น ยามเห็นคนทั้งสองยืนเผชิญหน้ากันอยู่ เขาก็พลันขมวดคิ้ว รีบก้าวมาหยุดอยู่ข้างกายจ้าวฮวนอี๋ ยื่นมือโอบบ่านางไว้ชิดอย่างเป็นธรรมชาติ สายตาแฝงแววระแวดระวังภัยขณะมองไปยังเซียวจือหลิ่น"ฮวนอี๋ ดึกดื่นป่านนี้ เหตุใดจึงยังไม่เข้าเรือนเล่า แล้วคุณชายท่านนี้..." สายตาของเขาหยุดลงบนใบหน้าของเซียวจือหลิ่น จำได้ว่าเป็นคนเดียวกับที่อยู่ร้านค้าตอนกลางวัน จึงยิ่งสงสัยหนักขึ้นจ้าวฮวนอี๋เอนกายซบอก

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status