5 Answers2026-03-12 16:49:13
ภาพของซานต้าที่เราเห็นตามป้ายโฆษณาและบรรจุภัณฑ์ส่วนใหญ่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 แต่จุดที่สังคมตอกย้ำภาพชุดแดง อ้วนจม เข้าถึงง่าย เกิดขึ้นเมื่อแบรนด์ใหญ่เอาตัวละครนี้มาใช้ในแคมเปญโฆษณาอย่างต่อเนื่อง ในแง่ประวัติศาสตร์ ผมชอบคิดว่าองค์ประกอบหลายอย่างมารวมกัน: บทกวีเก่าให้ลักษณะนิสัยและการขึ้นบ้านทางปล่องไฟ ศิลปินสื่อสิ่งพิมพ์ให้รูปร่างหน้าตา และโฆษณาก็ทำหน้าที่แพร่ภาพนั้นให้คนจำนวนมากเห็นพร้อมกัน
การเปลี่ยนภาพลักษณ์ที่หลายคนพูดถึงมักอ้างถึงภาพซานต้าชุดแดงอวบที่เริ่มปรากฏชัดในโฆษณาของ 'Coca-Cola' ช่วงปี 1930 เป็นต้นมา ภาพที่วาดโดยศิลปินที่งานชิ้นนั้นเป็นที่รู้จักแพร่หลาย ทำให้คนจดจำซานต้าในชุดสีแดงและขนเฟอร์สีขาวจนกลายเป็นมาตรฐาน แม้ว่าก่อนหน้านั้นซานต้าจะมีสีชุดอื่นหรือรูปลักษณ์แตกต่างกันไปตามท้องถิ่น
สำหรับผม ความน่าสนใจคือการผสมผสานระหว่างวรรณกรรม ศิลปะ และพลังของสื่อโฆษณา ทำให้ภาพหนึ่งภาพกลายเป็นสัญลักษณ์ร่วมของหลายวัฒนธรรม ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่าเรื่องเล่าและการตลาดมีอิทธิพลต่อภาพจำสาธารณะได้มากขนาดไหน
1 Answers2026-03-12 01:10:08
บอกตามตรงว่า เรื่องของซานต้าคลอสเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าที่ฉันชอบคิดย้อนถึงบ่อยๆ เพราะมันเชื่อมโยงทั้งประวัติศาสตร์ศาสนา ประเพณีพื้นบ้าน และการปรับตัวของวัฒนธรรมจนกลายเป็นสัญลักษณ์คริสต์มาสที่เราเห็นในทุกวันนี้ ที่ต้นกำเนิดหลักของซานต้ามาจากบุคลิกจริงๆ คือนักบุญนิโคลัส (Saint Nicholas) ซึ่งเป็นบิชอปแห่งเมืองไมราในแคว้นลิเซีย (ปัจจุบันอยู่ในประเทศตุรกี) ช่วงศตวรรษที่ 4 เขามีชื่อเสียงเรื่องความเมตตาและการให้ของช่วยเหลือผู้ยากจน เรื่องเล่าที่เป็นที่รู้จักกันคือการช่วยเหลือครอบครัวที่มีลูกสาวยากจนด้วยการทิ้งถุงทองไว้ที่หน้าบ้าน ทำให้วันฉลองนักบุญนิโคลัสในวันที่ 6 ธันวาคมกลายเป็นวันที่เด็กๆ ในยุโรปหลายแห่งรอคอยเพราะจะได้รับของขวัญหรือขนมเล็กๆ น้อยๆ
ยิ่งไปกว่านั้น ตัวตนของซานต้าถูกหลอมรวมกับประเพณีท้องถิ่นต่างๆ ในยุโรปเหนือ ไม่ว่าจะเป็นภาพของบรรพบุรุษที่ขี่ม้าข้ามฟากฟ้าในเทศกาลกลางฤดูหนาว หรือความเชื่อเกี่ยวกับวิญญาณบ้านและสิ่งมีชีวิตในเทพปกรณัมเยอรมัน-นอร์ส ตัวอย่างที่ชัดเจนคือประเพณีสัญชาติดัตช์ของ 'Sinterklaas' ซึ่งเป็นรูปแบบของนักบุญนิโคลัสที่มาพร้อมเรือจากสเปนและผู้ช่วยหลายคน โดยเทศกาลจะจัดในคืนวันที่ 5 ธันวาคม ขณะที่ในแถบอัลไพน์ยังมีเรื่องราวของ 'Krampus' ผู้คอยเตือนหรือลงโทษเด็กไม่เชื่อฟัง อีกฝั่งหนึ่งของยุโรปตะวันตก เช่น อังกฤษ มีภาพของ 'Father Christmas' ที่แสดงถึงการฉลองและความสุขของเทศกาล ซึ่งทุกอย่างถูกผสมผสานจนภาพของผู้ให้ของในฤดูหนาวมีหลายหน้าตาแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น
การเปลี่ยนรูปเป็นซานต้าคลอสแบบที่คุ้นตากับภาพหนวดเคราขาว ใส่เสื้อผ้าสีแดง และขับเลื่อนลากด้วยกวางเรนเดียร์ เป็นผลมาจากการผสานวรรณกรรม ภาพประกอบ และการตลาดในสหรัฐอเมริกา ร้อยกว่าปีก่อนมีบทความและนิทานที่เริ่มวาดภาพลักษณ์ซานต้าให้เป็นคนอ้วนเฮฮา แต่จุดสำคัญคือบทกวีชื่อ 'A Visit from St. Nicholas' (มักรู้จักในชื่อ 'The Night Before Christmas') ซึ่งเพิ่มรายละเอียดอย่างกวางเรนเดียร์และการลงมาจากปล่องควัน ต่อมาศิลปินการ์ตูน Thomas Nast วาดภาพซานต้าลงในนิตยสาร ทำให้รูปร่างหน้าตาค่อยๆ ตายตัว และโฆษณาโดยแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งในศตวรรษที่ 20 ก็ยิ่งตอกย้ำลุคสีแดงให้คงอยู่จนถึงทุกวันนี้ ขณะเดียวกันประเทศอื่นๆ ในยุโรปก็ยังรักษาเอกลักษณ์ของตัวเองไว้ เช่นในอิตาลีมีตำนานของ 'La Befana' ที่แจกของขวัญในวันพระเจ้าเปิดเผย (Epiphany) และในรัสเซียมี 'Ded Moroz' (ปู่หนาว) กับ 'Snegurochka' ที่มีความแตกต่างทั้งบทบาทและพิธีกรรม
สุดท้ายมองในเชิงประเพณี ซานต้าคลอสกลายเป็นสะพานเชื่อมระหว่างความเชื่อทางศาสนาและการฉลองทางประเพณี เป็นตัวแทนของการให้และความหวังของเด็กๆ แม้ความเป็นพาณิชย์จะเข้ามามาก แต่หลายพิธีกรรมเช่นการวางรองเท้า การทิ้งคุกกี้และนมให้ซานต้า หรือการเล่านิทานเกี่ยวกับความเมตตาและการแบ่งปัน ยังคงทำให้เทศกาลนี้อบอุ่นและมีความหมาย ถึงตอนนี้เองก็ยังชอบความรู้สึกของการผสมผสานระหว่างตำนานเก่าและพิธีกรรมสมัยใหม่ ที่ทำให้ทุกคนไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ต่างก็มีเหตุผลของการเฉลิมฉลองในแบบของตนเอง
5 Answers2026-03-12 18:32:34
ต้นกำเนิดของซานต้าคลอสย้อนรอยไปไกลกว่าภาพชุดแดงที่เราเห็นทุกปี — เรื่องราวเริ่มจากบุคคลจริงอย่าง 'Saint Nicholas' บิชอปแห่งไมราในศตวรรษที่ 4 ผู้โด่งดังเรื่องการให้ทานและการปกป้องเด็ก ๆ ซึ่งเรื่องเล่าของท่านผสมผสานกับความเชื่อพื้นบ้านยุโรป เช่น บทบาทของ 'Sinterklaas' ในเนเธอร์แลนด์ และการเฉลิมฉลองหน้าหนาวของชนพื้นเมืองนอร์ดิก
มองในแง่ชุดและลักษณะ ผมเห็นการเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจน: จากเสื้อครุยบิชอป เครื่องหมายศาสนา และหมวกทรงสูง ไปสู่สัญลักษณ์โลกตะวันตกอย่างเสื้อคลุมยาวสีแดง แต้มขนเฟอร์ และหมวกปอมปอม ภาพลักษณ์ใหม่ถูกหลอมจากบทกวีชาวอเมริกัน ขบวนเทศกาลท้องถิ่น และภาพประกอบเชิงพาณิชย์ จนกลายเป็นไอคอนที่ทั้งอบอุ่นและเชิงพาณิชย์ในเวลาเดียวกัน — สำหรับผมเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าตำนานปรับตัวเพื่อตอบสนองรสนิยมสังคมและแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ
1 Answers2026-03-12 05:31:03
ตำนานหนึ่งที่โดดเด่นที่สุดเกี่ยวกับต้นกำเนิดของการให้ของขวัญมาจากบุรุษศักดิ์สิทธิ์ในศตวรรษที่ 4 ที่ชื่อว่าสแตนต์ นิโคลัส หรือเซนต์นิโคลัส ผู้เป็นบิชอปแห่งเมืองไมรา (ในตุรกีปัจจุบัน) เรื่องเล่าเล่าว่าเขาช่วยชีวิตครอบครัวยากจนด้วยการทิ้งถุงทองลงไปในกระโปรงหรือช่องปล่องในความมืด คืนก่อนการแต่งงานของบุตรสาวเพื่อให้พวกเธอมีสินสอด นี่คือรากฐานของภาพลักษณ์ผู้ให้ของโดยไม่หวังผลตอบแทน ซึ่งในยุโรปหลายพื้นที่พัฒนาเป็นประเพณีการให้ของในวันนักบุญนิโคลัสหรือวันที่เกี่ยวข้องกับเขาในเดือนธันวาคม
การแปรสภาพจากนักบุญท้องถิ่นสู่ภาพซานต้าที่เราคุ้นเคยในปัจจุบันเกิดจากการผสมผสานของประเพณีและวรรณกรรม ในเนเธอร์แลนด์ตัวละคร 'Sinterklaas' ซึ่งขี่ม้าข้ามหลังคาและแจกของขวัญให้เด็กๆ ในคืนวันที่ 5 ธันวาคม มีอิทธิพลไปยังอเมริกาโดยชาวดัตช์ที่อพยพไป ยุคศตวรรษที่ 19 มีบทกวีสำคัญอย่าง 'A Visit from St. Nicholas' ที่มักเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า 'The Night Before Christmas' ซึ่งให้รายละเอียดเกี่ยวกับรูปลักษณ์ การลงมาจากปล่องไฟ และชื่อเล่นอย่าง 'เซนต์ นิค' ซึ่งบทกวีนี้ทำให้ภาพซานต้ามีใบหน้าที่อบอุ่นและพกพาของขวัญได้ง่ายขึ้น จากนั้นนักวาดการ์ตูนอย่างโธมัส นาสต์ก็วาดภาพซานต้ากลมโต ใบหน้ามีหนวดเครา และเครื่องแต่งกายที่ค่อยๆ คงรูปลักษณ์แบบที่เราเห็นในภาพยนตร์และโฆษณาในเวลาต่อมา
อีกปัจจัยที่ทำให้ภาพลักษณ์ซานต้าวิถีสมัยใหม่แพร่หลายกว้างคือสื่อและการค้าสมัยใหม่ ช่วงทศวรรษ 1930 โฆษณาของบริษัทน้ำอัดลมได้ใช้นักวาดฮัดดอน ซันด์โบล์ม วาดซานต้าชุดแดงเข้ม ใบหน้าขรึม ๆ เป็นมิตร ซึ่งช่วยย้ำภาพแบบทั่วโลก ทั้งหมดนี้ทำให้ตัวตนของซานต้ารวมเอาเรื่องเล่าทางศาสนา ประเพณีท้องถิ่น และวัฒนธรรมสมัยใหม่เข้าไว้ด้วยกัน ผลคือรูปแบบการมอบของขวัญที่มีทั้งความอบอุ่น ลึกลับ และมีพิธีกรรมประจำปีที่ผู้คนรอคอย
ในระดับโลกยังมีหลากหลายรูปแบบของการให้ของต้อนรับฤดูหนาว เช่นชาวสแกนดิเนเวียมีเรื่องราวเกี่ยวกับวิสุทธิเทพและประเพณีคริสต์มาสของตนเอง รัสเซียมี 'เดด โมโรซ' อิตาลีมี 'ลา เบฟานา' และบางประเทศในยุโรปตอนกลางมี 'คริสต์คิดท์' ซึ่งทั้งหมดสะท้อนแนวคิดร่วมกันว่าเป็นช่วงเวลาที่ให้และแบ่งปัน ฉันมักชอบมองการพัฒนาของเทศกาลนี้ในแง่ของการรวมตัวทางวัฒนธรรม เพราะมันแสดงให้เห็นว่าความตั้งใจในการให้—ไม่ว่าจะมาจากตำนานศักดิ์สิทธิ์ ประเพณีท้องถิ่น หรือการตลาดสมัยใหม่—ยังคงมีแก่นเดียวกันคือการสร้างความผูกพันและความอบอุ่นในช่วงเวลาหนึ่งของปี
5 Answers2026-03-31 15:11:20
พาลูก ๆ เข้าสู่โลกแห่งซานต้าครั้งแรก ฉันมักใช้หนังสือนิทานภาพใหญ่เป็นตัวดึงความสนใจเสมอ นิทานอย่าง 'The Polar Express' มีภาพและจังหวะเล่าเรื่องที่ช่วยให้เด็กเชื่อมคำศัพท์กับภาพได้อย่างรวดเร็ว ฉันจะอ่านทีละประโยคแล้วหยุดถามคำง่าย ๆ เช่น 'ซานต้า' ว่าเป็นใคร, 'ของขวัญ' ที่อยู่ในภาพคืออะไร แล้วให้เด็กยกนิ้วหรือชี้ภาพเพื่อช่วยจำ
หลังจากนั้นฉันชอบแปลงคำศัพท์เป็นกิจกรรมเคลื่อนไหวเพื่อให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้งหลาย เช่น ให้เดินเหมือนกวางเรนเดียร์เมื่อพูดคำว่า 'reindeer' หรือให้โยนลูกบอลเมื่อพูด 'present' กระบวนการนี้ทำให้คำศัพท์ไม่ใช่แค่เสียงที่ได้ยิน แต่กลายเป็นการกระทำที่เด็กเชื่อมโยงได้
บ่อยครั้งฉันจะปิดท้ายด้วยการวาดภาพรวมคำศัพท์เป็นโปสเตอร์ชั้นเรียน โดยให้เด็กวาดซานต้า เขียนคำศัพท์ใต้ภาพ แล้วนำไปโชว์ ความภูมิใจจากการเห็นผลงานตัวเองทำให้คำศัพท์ติดอยู่ในความทรงจำได้นานกว่าการท่องจำธรรมดา
5 Answers2026-03-31 13:36:25
เสียงชื่อ 'Santa Claus' มีสองจุดสำคัญที่ผมให้ความสนใจเสมอ: พยางค์แรกต้องชัดและหนักกว่าพยางค์ที่สอง และคำว่า 'Claus' มีสระยาวกับเสียงซึ่งต้องเปิดปากกว้างกว่า
ผมมักจะแบ่งคำนี้เป็นสองพยางค์ว่า 'SAN-ta' แล้วตามด้วย 'KLAWS' ในสำเนียงอเมริกัน ให้เน้นน้ำหนักที่ 'SAN' (เหมือนคำว่า แซน) ส่วนพยางค์ที่สองเป็นเสียงสั้น ๆ แบบ schwa — พยางค์นั้นฟังเป็น 'ทะ' หรือ 'ตะ' แบบเบา ๆ ไม่ควรออกเป็น 'ตา' แบบยาว
เทคนิคฝึก: ฝึกเสียงสระแรกให้เป็นแบบสั้น เปิดกรามเล็กน้อยแล้วพูดสั้น ๆ ว่า 'แซ' เสียงนั้นต้องใส่พลังเล็กน้อย จากนั้นลดพลังลงในพยางค์ที่สองเป็น 'ทะ' แล้วปิดด้วย 'คลอซ' ซึ่งเสียง 'aw' ให้กลมปากและถอยลิ้นลงเล็กน้อย ปลายคำเป็นเสียง 'z' ที่สั่นเล็กน้อย ถ้าชอบฝึกแบบเพลง ลองร้องประโยคจากเพลง 'Santa Claus Is Coming to Town' จะช่วยควบคุมจังหวะและโทนได้ดี
5 Answers2026-03-31 08:21:26
ฉันชอบโครงจดหมายที่กระชับแต่สุภาพเมื่อเขียนถึงซานต้า เพราะมันทำให้ข้อความดูจริงใจและให้เกียรติผู้รับ
เริ่มต้นด้วยคำทักทายเรียบง่าย เช่น 'Dear Santa Claus,' หรือถ้าต้องการให้สุภาพขึ้นอีกหน่อยใช้ 'Dear Mr. Claus,'. บรรทัดเปิดควรเป็นประโยคแสดงความปรารถนาดี เช่น 'I hope you are well and enjoying the holiday season.' แล้วแนะนำตัวสั้นๆ: 'My name is [ชื่อ] and I live in [เมือง].' ต่อด้วยย่อหน้าหลักที่ระบุความต้องการอย่างอ่อนน้อม เช่น 'If possible, I would be grateful for...' หรือ 'I would really appreciate it if you could consider...' พยายามเสนอทางเลือกสองอย่างแทนการขอสิ่งเดียวแบบดื้อดึง เพื่อให้ซานต้ามีความยืดหยุ่น
ปิดจดหมายด้วยการขอบคุณและคำอวยพร เช่น 'Thank you for considering my request. Wishing you a joyful Christmas.' ลงชื่อด้วยชื่อจริงหรือชื่อเล่นและอาจเติมบรรทัดสั้นๆ แสดงความนับถือ เช่น 'Sincerely,' หรือ 'Warm regards,'. ตัวอย่างฉบับสมบูรณ์สั้นๆ ที่สุภาพ:
Dear Mr. Claus,
I hope you are well and enjoying the holiday season. My name is Anna and I live in Boston. I have tried my best to be kind this year and would be very grateful if you could bring me a cozy blanket or a good book. If neither is possible, a small toy would also make me very happy.
Thank you for considering my request. Wishing you and your reindeer a safe journey.
Sincerely,
Anna
โทนแบบนี้ทำให้จดหมายสุภาพ อ่อนโยน และยังคงให้ความรู้สึกอบอุ่นอยู่เสมอ
5 Answers2026-03-31 00:13:52
ฉันชอบจินตนาการถึงบรรยากาศการเขียนจดหมายถึงซานต้ามาก มันเป็นโอกาสดีที่จะฝึกสื่อสารความต้องการอย่างสุภาพแต่มีเสน่ห์
เวลาเขียนฉันมักเริ่มด้วยความขอบคุณแล้วตามด้วยคำขอที่ชัดเจนและเป็นไปได้ แล้วปิดด้วยการแสดงความห่วงใยต่อคนรอบตัว ตัวอย่างประโยคภาษาอังกฤษที่ฉันใช้เป็นแนวทางมีหลายโทนให้เลือก:
'Dear Santa, I have been trying my best this year and I would love a new bicycle to ride around the neighborhood.'
'Dear Santa, if possible, could you bring me the complete set of fantasy books I’ve been saving for?'
'Dear Santa, I wish for a cozy sweater to keep me warm during winter — thank you for considering it.'
ถ้าต้องการเพิ่มความอบอุ่น ฉันจะแทรกประโยคแสดงความห่วงใย เช่น ขอให้ซานต้าดูแลสุขภาพของตัวเองด้วย หรือขอเป็นของขวัญที่แบ่งปันให้คนในครอบครัวได้ใช้ร่วมกัน แบบนี้ข้อความจะไม่ดูเห็นแก่ตัวและมีมิติมากขึ้น ประโยคสั้น ๆ ที่ลงท้ายด้วยคำขอบคุณมักทำให้จดหมายดูนุ่มนวลและจริงใจ
5 Answers2026-03-12 22:22:16
เรื่องเล่าที่ผูกกับภาพชายแก่ใส่ชุดแดงแจกของขวัญมีรากฐานมายาวนานและซับซ้อนมากกว่าที่หลายคนคิด
ผมมักจะเล่าให้เพื่อนฟังว่าต้นตอสำคัญที่นักประวัติศาสตร์ชี้คือ 'นักบุญนิโคลัส' หรือ Saint Nicholas ตำแหน่งบิชอปในเมืองไมรา (สมัยลิเซีย, ปัจจุบันอยู่ในตุรกี) ซึ่งมีเรื่องเล่ามหัศจรรย์หลายเหตุการณ์ เช่น การให้ทองคำแก่หญิงสาวยากจนเพื่อช่วยแต่งงาน การช่วยชีวิตนักเดินเรือ และการช่วยเด็กที่ตกทุกข์ได้ยาก พฤติกรรมการให้โดยไม่เปิดเผยตัวของสังฆราชคนนั้นเป็นต้นแบบของแนวคิด 'ผู้ให้' ในประเพณี
แต่ภาพซานต้าคลอสสวมชุดแดงตัวกลมมีหนวดยาวที่เรารู้จักกันในยุคปัจจุบันเกิดจากการผสมผสานของวัฒนธรรมหลายแห่ง ร้อยเรียงด้วยบทกวีและภาพประกอบ: บทกวีชื่อ 'A Visit from 'A Visit from St. Nicholas'' (ที่มักเรียกกันว่า 'Twas the Night Before Christmas') แนะนำกวางเรนเดียร์และการขึ้นหลังคาให้ของขวัญ ส่วนภาพวาดของ Thomas Nast ในศตวรรษที่ 19 ช่วยกำหนดรูปลักษณ์ของซานต้าให้ชัดขึ้น สุดท้ายการตลาดและสื่อในศตวรรษที่ 20 ทำให้ชุดแดงและรอยยิ้มกลายเป็นไอคอนเดียวที่แพร่หลาย โดยรวมแล้วผมมองว่านี่คือการวิวัฒนาการจากบุคคลจริงสู่สัญลักษณ์สากล ซึ่งสะท้อนทั้งศรัทธา ขนบประเพณี และความเปลี่ยนแปลงของสังคมในแต่ละยุค
6 Answers2026-03-12 01:06:56
ย้อนกลับไปสมัยที่เรามีการติดต่อกับโลกตะวันตกมากขึ้น ซานต้าคลอสไม่ได้มาพร้อมกับหิมะทีเดียว แต่เดินทางมากับชาวต่างชาติ นักเทศน์ เทคโนโลยีการพิมพ์โปสการ์ด และสินค้าที่นำเข้ามาในกรุงเทพฯ ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 เริ่มเห็นสัญลักษณ์ของคริสต์มาสเข้ามาในชุมชนชาวคริสต์และเขตท่าเรือ จากนั้นภาพลักษณ์ผู้ชายใส่ชุดแดงค่อย ๆ แผ่ขยายผ่านของขวัญบุตรหลานในครอบครัวพ่อค้าแม่ค้าชาวต่างชาติ
ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง การปรากฏตัวของทหารอเมริกัน สินค้านำเข้า ภาพยนตร์ และโฆษณาทำให้ซานต้าแพร่หลายมากขึ้น อีกแรงผลักสำคัญคือร้านค้าขนาดใหญ่ที่เริ่มแต่งร้านและจัดกิจกรรมเพื่อดึงลูกค้า ทำให้เด็ก ๆ ในเมืองใหญ่เริ่มคุ้นเคยกับภาพซานตา เมื่อสื่ออย่างวิทยุและโทรทัศน์เฟื่องฟูในยุค 60–70s ซานตาก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเฉลิมฉลองแบบร่วมสมัย มากกว่าจะเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนาเดียว
พอเข้าสู่ยุคศูนย์การค้าและการตลาดสมัยใหม่ รูปแบบซานตาในไทยถูกปรับให้เข้ากับสภาพอากาศและวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น การแต่งกายที่เบากว่า หรือการให้ของรางวัลในงานปีใหม่ ผลคือซานต้ากลายเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลปลายปี ที่คนไทยหลายกลุ่มยอมรับเป็นวัฒนธรรมเฉลิมฉลองมากกว่าจะเป็นประเด็นเชิงศาสนา