ในบรรดาเรื่องที่โดดเด่น เรื่องแรกที่ต้องพูดถึงคือ 'A Nightmare on Elm Street' ซึ่งให้ภาพของตัวร้ายที่เข้าถึงเราได้ผ่านเตียงและความฝัน แม้จะไม่ใช่ผีใต้เตียงแบบตรงตัว แต่การที่เฟรดดี้สามารถรุกเข้ามาในพื้นที่ปลอดภัยอย่างเตียงแล้วฉีกความมั่นคงของความฝันไปทั้งชีวิตของตัวละครนั้นยังคงติดตา ด้วยการแสดงที่มีเครื่องหมายเฉพาะและเอฟเฟกต์ที่เน้นความผิดปกติ 'A Nightmare on Elm Street' แตกต่างตรงที่มันทำให้เตียงกลายเป็นสนามรบของจิตใจ ส่วน 'The Babadook' ใช้ความเป็นสัญลักษณ์ของมอนสเตอร์ที่ซ่อนในมุมบ้านและในสิ่งของเล็กๆ รอบตัวเพื่อสร้างความสยองที่ค่อยๆ กัดกินความเป็นจริง ฉากที่หนังเปิดเผยตัวตนของเจ้าหนังป็อปอัพเล่มนั้นทำให้ความรู้สึกว่ามีอะไรซ่อนอยู่ใต้เตียงหรือใต้ผ้าห่มยิ่งชัดขึ้นอีกชั้น
บรรยากาศบ้านปิดทึบใน 'Paranormal Activity' ก็มีช่วงที่กล้องติดตั้งในห้องนอนจับภาพสิ่งแปลกๆ ใต้เตียงและรอบเตียงได้อย่างตึงเครียด ความน่ากลัวมาจากความใกล้และความธรรมดาที่กลายเป็นภัยคุกคาม ในยุคหลัง 'The Boogeyman' (2023) กลับมาพลิกแนวนี้ให้ร่วมสมัยด้วยการใช้ตำนานเด็กกลัวผีใต้เตียงและขยายเป็นภัยที่แพร่กระจายภายในครอบครัว ส่วนซีนในซีรีส์อย่าง 'The Haunting of Hill House' แม้จะเล่นกับรูปแบบผีที่หลากหลาย แต่หลายตอนก็ใช้มุมเตียงและพื้นที่นอนเป็นพอร์ทัลของความเศร้าและความทรงจำที่ตกทอดไปยังรุ่นต่อรุ่น ทำให้ผีใต้เตียงเป็นสัญลักษณ์ของบาดแผลทางจิตใจมากกว่าแค่ลูกเล่นสยองๆ