ในยุคแรกของเขา งานร่วมกับ 'Dr. Dre' คือจุดเปลี่ยนใหญ่—เพลงอย่าง 'The Next Episode' ช่วยปั้นซาวด์เวสต์โคสต์ให้เป็นสัญลักษณ์ ส่วนการที่เขาไปขึ้นไมค์กับ '2Pac' ใน '2 of Amerikaz Most Wanted' ก็แสดงมิติทางเนื้อหาและเคมีบนเวทีที่ต่างกันอีกแบบ นอกจากนี้เสียงประสานคอรัสจาก 'Nate Dogg' ในหลายชิ้นงาน เช่น 'Ain't No Fun (If the Homies Can't Have None)' สร้างความละมุนให้กับบีตหนักๆ และยังมีเพื่อนร่วมวงอย่าง 'Warren G' ที่ช่วยผลักดันฉากพี่น้องเวสต์โคสต์ให้เติบโตด้วยกัน
ฉันมักจะย้อนไปฟังงานยุคนั้นเพราะมันมีทั้งมิตรภาพและการปะทะของสไตล์ เห็นได้ชัดว่า Snoop ไม่ได้เป็นแค่ MC เดี่ยว แต่เป็นคนที่ผูกเครือข่ายกับศิลปินทั้งรุ่นเดียวกันและรุ่นราวคราวเดียวกัน จนหลายเพลงกลายเป็นตัวแทนยุคสมัย และยังฟังแล้วอบอุ่นทุกครั้งที่ได้ยินท่อนร็อคหรือฮุกที่เพื่อนๆ ช่วยกันร้องปิดท้าย
ถัดมา 'The Wash' (2001) แสดงอีกด้านของเขาในหนังคอเมดี้ที่เล่นเคมีร่วมกับนักแสดงร่วมอย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนผลงานสั้นอย่าง 'Murder Was the Case' (1994) ก็สำคัญเพราะช่วยตั้งโทนและภาพลักษณ์เรื่องเล่าในงานเพลงของเขา ผมมองว่าแต่ละชิ้นแสดงให้เห็นการกล้าที่จะลองบทต่าง ๆ ของเขาและทำให้เขาเป็นมากกว่าศิลปินแร็ปเท่านั้น