เพลงประกอบที่ฝังอยู่ในหัวผมมากที่สุดเกี่ยวกับมหาวิบัติเอเลี่ยนล้างโลกคงต้องยกให้หลายชิ้นที่ทำหน้าที่มากกว่าแค่ 'แบ็กกราวด์' — พวกมันกลายเป็นตัวละครอีกตัวหนึ่งในหนัง เช่นธีมฮีโร่ของ 'Independence Day' ที่ฟังครั้งแรกก็รู้เลยว่ากำลังเจอความอลังการระดับโลก ขณะที่เสียงหวิวๆ และเครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกซ์ใน 'The Day the Earth Stood Still' เวอร์ชันคลาสสิกทำให้ความรู้สึกเยือกเย็นและแปลกประหลาดอยู่ในสมองไปนาน ส่วนท่อนคลาสสิกสั้นๆ ห้าคีย์จาก 'Close Encounters of the Third Kind' ก็เป็นตัวอย่างที่ดีว่าทำนองสั้นๆ แต่มีประสิทธิภาพในการสื่อสารกับคนดูและเป็นสัญลักษณ์ของการติดต่อข้ามเผ่าพันธุ์ได้ยังไง
การเปรียบเทียบจะช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น: 'Independence Day' ใช้วงออร์เคสตราหนักหน่วงกับท่อนคอรัสและสอดแทรกด้วยจังหวะฮีโร่ ทำให้เรารู้สึกถึงความหวังและความยิ่งใหญ่ของการต่อต้าน ส่วน 'War of the Worlds' เวอร์ชันโมเดิร์นก็ใช้เครื่องเป่าและเพอร์คัสชันที่กระแทกจนเรารับรู้ถึงความโกลาหลได้ทันที ในแนวตรงข้าม 'The Thing' ของเอนนิโอ โมริโคเน (เวอร์ชันปี 1982) เลือกโทนที่เย็นและไม่สบายใจ การใช้เสียงไม่เป็นทำนองและสร้างความไม่แน่นอนช่วยเสริมอารมณ์ระแวงอยู่ตลอดเวลา สำหรับหนังสมัยใหม่อย่าง 'Cloverfield' ไมเคิล จิอัคคิโน่เลือกวิธีบรรยายความเป็นมนุษย์ผ่านธีมที่เศร้าและเป็นส่วนตัว ทำให้แม้เหตุการณ์จะมหันตภัย แต่เพลงก็ยังย้ำเตือนว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับคน ไม่ใช่แค่ความเสียหายของเมือง