แรงกระตุ้นแรกที่ทำให้ผมติดดันเต้คือความหลากหลายของพลังและอาวุธที่เขาถือไว้ในยุค '
devil may cry 3' — นี่คือเวอร์ชันที่โชว์ระบบการสไตล์และอาวุธเยอะที่สุดในสายหลัก ซึ่งทำให้ตัวละครดูเป็นนักสู้ที่ปรับตัวได้ตลอดเวลา ผมชอบที่ทุกอาวุธมีบุคลิกและท่วงท่าต่างกัน: ฟันด้วยดาบใหญ่ 'Rebellion' หรือเรียกพลังจากด้านครอบครัวอย่าง 'Sparda' ก็ให้ความรู้สึกหนักแน่น ในขณะที่ปืนคู่ 'Ebony & Ivory' ทำให้การต่อสู้มีมุกยิงเพื่อคอมโบกลางอากาศ
นอกจากอาวุธปกติแล้ว รูปแบบการสู้ยังถูกขยายด้วย Devil Arms อย่าง '
alastor' (พลังสายสายฟ้า), 'Agni & Rudra' (ดาบคู่ไฟ), 'Ifrit' (
กำปั้นเพลิง), และ 'Nevan' (กีตาร์สายเวท) ซึ่งแต่ละชิ้นให้ท่าไม้ตายและคอมโบเฉพาะตัว เรื่องระบบสไตล์ก็สำคัญมาก — 'Trickster', 'Swordmaster', 'Gunslinger', 'Royal Guard' ทำให้ดันเต้พลิกบทบาทระหว่างเร็ว-ช้า ป้องกัน-บุก-หนี ได้ตามสถานการณ์
สรุปว่าถ้าจะพูดถึงพลังพื้นฐาน ดันเต้คือลูกครึ่งของ 'Sparda' มีความแข็งแกร่งเหนือมนุษย์ ความฟื้นฟูเร็ว อายุยืน และที่สำคัญคือ Devil Trigger ที่เพิ่มพลังและเปลี่ยนรูปลักษณ์ให้เขากลายเป็น
ปีศาจเต็มตัว — ส่วนรายละเอียดคอมโบกับอาวุธต่าง ๆ นั้นทำให้การเล่นใน 'Devil May Cry 3' มีความลึกจนผมหยุดคิดถึงไม่ลง