4 คำตอบ2025-11-29 10:24:43
หัวใจยังเต้นแรงทุกครั้งที่อ่านฉากสารภาพรักที่ถูกถ่ายทอดด้วยรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ มากกว่าบทพูดอลังการ
ฉันมักจะพึ่งพาการบรรยายเชิงประสาทสัมผัสและจังหวะเวลาเป็นหลัก เวลานักเขียนให้ความสำคัญกับความเงียบ—ความเงียบระหว่างสองคนที่อึดอัดหรือยิ้มโดยไม่พูดอะไร—นั่นแหละคือที่ที่ความรู้สึกจริงๆ ปรากฏ เมื่ออ่านฉากจาก 'Pride and Prejudice' ที่ไม่ได้เน้นแค่คำสารภาพแต่เก็บรายละเอียดท่าทาง แววตา และจดหมายที่เปลี่ยนความสัมพันธ์ของตัวละคร ฉันรู้สึกว่าให้ผู้อ่านได้เห็นมากกว่าฟัง ทำให้คนอ่านมีส่วนร่วมในการเติมเต็มช่องว่าง
อีกเทคนิคที่ฉันชอบใช้คือการผูกภาพความรักไว้กับวัตถุหรือเหตุการณ์ซ้ำ เช่นกลิ่นชา การหยดฝน หรือแสงหน้าต่าง พอผู้อ่านสะดุดกับสัญลักษณ์เดิมบ่อยๆ ความผูกพันระหว่างตัวละครก็จะซึมลึกขึ้น ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยจังหวะในการเปิดเผยข้อมูล ไม่เร่ง ไม่ชะงัก เพื่อให้คนอ่านค่อยๆ ไต่ขึ้นมาสัมผัสความจริงใจ ที่เหลือเป็นเรื่องของการเลือกคำและหายใจของข้อความเท่านั้น
3 คำตอบ2025-10-29 13:29:46
แปลนิยายให้คงอารมณ์ต้นฉบับต้องเริ่มจากการจับชีพจรของเรื่องก่อน — จังหวะประโยค น้ำเสียงตัวละคร และภาพรวมอารมณ์ทั้งหมดที่ผู้เขียนตั้งใจสื่อออกมา
สิ่งที่ผมทำบ่อยคืออ่านต้นฉบับหลายรอบในมุมมองต่าง ๆ: อ่านเงียบๆ เพื่อซึมซับโทน อ่านออกเสียงเพื่อจับจังหวะประโยค แล้วจดว่าพาร์ทไหนที่ต้องรักษาความกำกวมไว้หรือควรเคลียร์ให้ผู้อ่านภาษาเป้าหมายเข้าใจได้โดยไม่สูญเสียความลึก ตัวอย่างง่ายๆ คือฉากฝันใน 'Spirited Away' ซึ่งมีบรรยากาศลึกลับและละมุน ถ้าแปลเป็นภาษาไทยแบบตรงตัว อาจทำให้ความฝันกลายเป็นเรื่องธรรมดา การเลือกคำที่บอบบางกว่า การเว้นวรรค การรักษาความไม่สมบูรณ์ของประโยค ช่วยให้ผู้อ่านรู้สึกว่ากำลังล่องลอยในโลกเดียวกับต้นฉบับ
นอกจากนี้ ผมให้ความสำคัญกับการรักษา 'เสียง' ของตัวละคร ไม่ใช่แค่คำพูดที่ถูกแปลตรงๆ แต่รวมถึงระดับถ้อยคำ วัย และภูมิหลังทางวัฒนธรรม ตัวอย่างตอนที่บทบรรยายใน 'Norwegian Wood' เต็มไปด้วยความเหงาและการไตร่ตรอง ถ้าใช้สำนวนไทยที่ดูโฉ่งฉ่างจะทำลายเสน่ห์ตรงนั้น การเลือกวลีเรียบง่ายแต่มีน้ำหนัก การรักษาการหยุดวรรคที่เหมาะสม และการไม่เติมคำอธิบายเพิ่มโดยไม่จำเป็น ช่วยรักษาอารมณ์ได้ใกล้เคียงต้นฉบับมากขึ้น
4 คำตอบ2026-01-12 20:33:55
การรักษาน้ำเสียงโหดของพระเอกคือศิลปะมากกว่าการย้ายคำจากภาษาต้นฉบับมาวางตรง ๆ
ฉันชอบเริ่มจากการฟัง 'Berserk' ในใจ — ไม่ใช่แค่บทพูดแต่เป็นจังหวะหายใจของตัวละคร: คำสั้น คำแข็ง การเว้นวรรคที่กระชับ และพลังของคำสรรพนามที่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกถูกกดดัน ฉันจะไม่เปลี่ยนคำหยาบให้กลายเป็นคำสุภาพ เพราะความหยาบบางครั้งเป็นอาวุธที่แสดงความเย็นชาของพระเอกได้ชัดเจนกว่าเจตนาอื่นใด
เทคนิคที่ฉันใช้รวมถึงการเลือกคำกริยาที่หนักแน่น กำจัดคำเติมที่ทำให้น้ำหนักอ่อนลง และคงสภาพประโยคสั้นยาวที่สะท้อนลมหายใจของตัวละคร การแบ่งย่อหน้าเล็ก ๆ เพื่อให้ฉากเงียบหรือโมโนโลกมีพลัง บางบรรทัดฉันปล่อยให้วลีสั้น ๆ ซ้ำกันเพื่อสร้างจังหวะที่น่ากลัว ในทางกลับกัน บทบรรยายยาว ๆ จะถูกตัดให้แหลมคมเมื่อจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้ความน่าเกรงขามจมหายไป
ท้ายสุดฉันมักเพิ่มโน้ตสั้น ๆ ถ้าจำเป็นต่อความเข้าใจโดยไม่ทำให้เสียงของพระเอกเปลี่ยน ทั้งหมดนี้คือการรักษาจังหวะและความโหดให้อยู่ในพื้นที่ภาษาที่ผู้อ่านไทยจะรับรู้ได้ทันที
5 คำตอบ2025-12-18 13:56:18
การขยับจังหวะของประโยคเป็นสิ่งแรกที่ฉันคิดถึงเมื่อแปลฉากที่ต้องถ่ายทอดอารมณ์ ความเร็วในการอ่าน คำที่หยุดชะงัก และการจัดคำหน้าประโยคสามารถเปลี่ยนความรู้สึกทั้งหมดได้
ฉันมักจะเริ่มจากการอ่านต้นฉบับออกเสียงในหัว เพื่อจับจังหวะลมหายใจของตัวละคร แล้วค่อยเลือกคำไทยที่มีจังหวะใกล้เคียงที่สุด บางประโยคใน 'Your Name' ที่อิ่มไปด้วยความเหงาและความหวัง ถ้าแปลแบบตรงตัวจะทำให้จังหวะหายไป ฉันเลยเลือกปรับตำแหน่งคำและใช้วลีที่มีน้ำหนักต่างกันเพื่อให้ผู้อ่านหยุดคิดในจังหวะเดียวกับตัวละคร
นอกจากจังหวะ ยังต้องระวังระดับภาษากับน้ำเสียง เช่น บทสนทนาระหว่างเพื่อนควรเป็นกันเอง ในขณะที่บันทึกความทรงจำต้องมีความเป็นกลางและไพเราะ การตัดสินใจแบบนี้บางครั้งมาจากความรู้สึกของฉันเองต่อประโยคนั้น แต่อยู่บนพื้นฐานของความตั้งใจจะรักษาอารมณ์ดั้งเดิมไว้ให้มากที่สุด
2 คำตอบ2026-01-20 04:57:09
ดิฉันมองว่าการแปลนิยายวายดราม่าที่ดีต้องเริ่มจากการจับ 'อารมณ์ที่ซ่อนอยู่' มากกว่าคำพูดเปล่าๆ เพราะส่วนใหญ่จุดขายของดราม่าวายคือความตึงเครียดระหว่างตัวละคร ความเงียบที่บอกอะไรได้ และน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปตามฉาก ฉะนั้นเมื่อต้องแปลประโยคบอกรักที่กระชับแต่แฝงความเจ็บปวด การเลือกคำไทยที่มีน้ำหนักและโทนใกล้เคียงกับต้นฉบับจึงสำคัญกว่าแปลแบบตรงตัว ตัวอย่างเช่นฉากใน 'Given' ที่ความเศร้าและความสำนึกถูกถ่ายทอดผ่านวลีสั้นๆ การใช้เว้นวรรค จุดไข่ปลา หรืออักษรเอียงในจังหวะที่เหมาะสมช่วยให้ผู้อ่านไทยรับอรรถรสเดียวกันได้โดยไม่ต้องเพิ่มคำอธิบายเยอะ
เมื่อแปลบทบรรยายความคิดภายใน ฉันมักจะรักษาจังหวะความคิดไว้ให้ได้—หากต้นฉบับเป็นความคิดที่สลับไปมาระหว่างความโกรธกับความรัก การเรียบเรียงประโยคไทยให้มีขึ้นลงของความยาวจะทำให้คนอ่านรู้สึกถึงความสับสนภายใน ไม่ควรพยายามทำให้ทุกประโยคสมบูรณ์แบบตามหลักภาษาเพียงอย่างเดียว เพราะภาษาวรรณกรรมมักใช้ 'ความไม่สมบูรณ์' เพื่อสื่ออารมณ์ นอกจากนี้เรื่องคำสนทนาแบบท้องถิ่นหรือภาษาพูดที่มีสเน่ห์เฉพาะถิ่น บางครั้งการแปลตรงตัวจะทำให้ตลกหรือห่างเหินจากต้นฉบับ เลือกที่จะถ่ายทอดน้ำเสียงและสถานะความสัมพันธ์แทนคำศัพท์หนึ่งต่อหนึ่งจะได้ผลดีกว่า
อีกเรื่องที่มักถูกมองข้ามคือบริบทวัฒนธรรมและข้อจำกัดของภาษาปลายทาง เช่นสำนวนจีนใน 'Mo Dao Zu Shi' หรือการเรียกขานที่มีชั้นเชิงในนิยายวายนั้น หากแปลเป็นไทยแบบตรงๆ อาจทำให้ความหมายเพี้ยน ฉะนั้นฉันมักจะเก็บคำสำคัญไว้เป็นคำทับศัพท์แล้วใส่คำอธิบายสั้นๆ เมื่อจำเป็น หรือเลือกคำไทยที่ให้ประจุความสัมพันธ์เดียวกันแทน สุดท้ายแปลอย่างมีความรับผิดชอบต่อเนื้อหา—หากมีฉากที่ชวนเจ็บปวดหรือกระทบจิตใจ ควรใส่คำเตือนที่เหมาะสมและรักษาศักดิ์ศรีตัวละครไว้ การแปลนิยายวายดราม่าไม่ใช่แค่ส่งต่อพล็อต แต่คือการย้ายอารมณ์ข้ามภาษาให้คนอื่นได้สัมผัสความเจ็บปวดและความหวังในแบบเดียวกัน
2 คำตอบ2025-11-28 06:52:29
กลิ่นของคำพูดที่อบอวลไปด้วยความรักไม่ได้เกิดขึ้นจากคำสวยๆ เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการจัดจังหวะ การเลือกภาพพจน์ และช่องว่างระหว่างบรรทัดที่ปล่อยให้ผู้อ่านหายใจได้บ้าง
การแปลนิยายรักสำหรับฉันเริ่มต้นด้วยการฟัง 'น้ำเสียง' ของต้นฉบับก่อนเสมอ ไม่ใช่แค่ความหมายตรงตัวแต่เป็นท่วงทำนองของประโยค เช่นประโยคสั้นๆ ที่สื่อถึงความเขินอายหรือประโยคยาวลื่นไหลที่เปิดให้ผู้อ่านจมลงไปกับความทรงจำ การแปลแบบตรงตัวอาจทำให้ฉากโรแมนติกดูแข็ง การทิ้งช่องว่างเล็กๆ ระหว่างบทสนทนา การเลือกคำวิเศษณ์ที่ไม่เยิ่นเย้อนัก และการรักษาจังหวะสั้นยาวของประโยคเป็นสิ่งที่ฉันใส่ใจมาก เพราะมันคือหัวใจที่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกเหมือนตัวละครกำลังพูดกับตัวเองหรือกับคนที่รักจริงๆ
ในเชิงเทคนิค ฉันมักจะคงสัญชาตญาณของผู้เขียนต่อภาพประสาทสัมผัส หนึ่งฉากอาจเน้นกลิ่น เช่น กลิ่นกาแฟกับลมหายใจอุ่นๆ ส่วนอีกฉากเน้นเสียงหรือสัมผัส การยึดแบบนี้ช่วยให้การเลือกคำในภาษาเป้าหมายไม่หลุดบริบท ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการแปลฉากใน 'Norwegian Wood' ที่เนื้อหาชุ่มไปด้วยความโหยหาและความเหงา การใช้คำเรียบง่ายแต่หนักแน่นช่วยรักษาอารมณ์โดยไม่ต้องพยายามประดิษฐ์ถ้อยคำให้สวยเกินไป ขณะเดียวกันฉากที่มีภาพพจน์จัดจ้านอย่างใน 'The Night Circus' ต้องการการเลือกคำที่หรูและมีประกายเวลาแปล เพื่อให้ผู้อ่านยังได้สัมผัสความมหัศจรรย์นั้นในภาษาใหม่
ท้ายที่สุด ความกลมกลืนระหว่างบทบรรยายกับบทสนทนาคือสิ่งที่ทำให้ความรักในเรื่องคงอยู่ ผู้แปลต้องกล้าเลือกตัดหรือเติมในจุดที่จำเป็น แต่ต้องรักษาแก่นของความสัมพันธ์เอาไว้เสมอ ผลงานที่ผ่านมาทำให้ฉันเห็นว่าการแปลดีไม่ใช่การซ่อนตัวตนของผู้แปล แต่คือการสวมรองเท้าของผู้เขียนแล้วเดินให้ผู้อ่านคนใหม่ได้รู้สึกเหมือนกำลังเดินร่วมกันกับตัวละคร และนั่นแหละคือความสุขเล็กๆ ที่ยังคงทำให้ฉันหลงใหลในงานนี้
5 คำตอบ2025-10-16 18:20:29
บังเอิญว่าการแปลเรื่องพ่อเลี้ยงลูกเลี้ยงทำให้เราเจอกับด่านภาษาและวัฒนธรรมที่ต้องคิดให้รอบคอบเสมอ
การเลือกคำเรียกความสัมพันธ์เป็นหัวใจหลัก อย่างการใช้คำกลางๆ อย่าง 'ผู้ปกครอง' หรือ 'ผู้ดูแล' แทนคำที่อาจมีนัยเชิงลบช่วยลดความตึงเครียดได้มาก เรามักจะปรับโทนภาษาให้ชัดเจนว่าเป็นความสัมพันธ์ทางครอบครัวที่ได้รับการยอมรับ ไม่ใช่ความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกหรือเชิงอำนาจที่ผิดปกติ การรักษาระยะห่างทางภาษาโดยไม่ทำให้ตัวละครจืดชืดเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง
ตัวอย่างเช่นเมื่ออ่านฉากคลาสสิกจาก 'Usagi Drop' การบรรยายถึงความใกล้ชิดเชิงอารมณ์ระหว่างผู้ใหญ่กับเด็กถูกถ่ายทอดด้วยความอบอุ่นแทนที่จะใช้คำที่เปราะบาง เมื่อนำมาปรับเป็นภาษาไทย เราจะเน้นคำกริยาที่สะท้อนการดูแล แทนการใช้คำที่อาจตีความผิดได้ ซึ่งวิธีนี้ทำให้คงน้ำเสียงต้นฉบับและปกป้องผู้อ่านได้ดีมาก จบบทด้วยความคิดว่าแปลแบบปลอดภัยคือการเดินบนเส้นเชือกระหว่างเคารพต้นฉบับกับรับผิดชอบต่อผู้อ่าน
4 คำตอบ2025-12-11 21:47:58
เราเห็นว่าการถ่ายทอดชื่อนิยายให้ใกล้เคียงเป็นงานที่ต้องบาลานซ์ระหว่างความหมายกับเสียง จังหวะสำคัญไม่น้อยกว่าคำแปลตรงตัว
การเริ่มต้นของฉันมักเป็นการจับแก่นกลางของชื่อ: อะไรคืออารมณ์หลักที่อยากสื่อ เช่น ถ้าเป็น 'ดอกไม้ในสายลม' แก่นคือความเปราะบางและการเคลื่อนไหว ฉะนั้นตัวเลือกอย่าง 'Flowers in the Wind' ให้ความหมายชัดและรักษาจังหวะ แต่ถ้าต้องการให้มีน้ำเสียงกว่านั้น อาจเป็น 'Blooming in a Breeze' เพื่อให้ภาพมีชีวิตและความหวานมากขึ้น
หลังจากเลือกโทนแล้ว ฉันจะคำนึงถึงผู้อ่านเป้าหมายและตลาดด้วย บางครั้งถ้าชื่อไทยมีมิติทางวัฒนธรรมหรือสำนวนที่ซับซ้อน การเพิ่มคำรอง (subtitle) ก็ช่วยได้ เช่น 'ดอกไม้ในสายลม: เรื่องเล่าจากบ้านริมคลอง' อาจกลายเป็น 'Flowers in the Wind: Tales from a Riverside Home' ทั้งรักษาความหมายและเพิ่มบริบทที่ผู้อ่านต่างภาษาต้องการ — นี่คือวิธีที่ฉันใช้เพื่อให้ชื่อนิยายยังคง ‘หายใจ’ เหมือนต้นฉบับ
1 คำตอบ2025-10-27 04:45:17
การจะทำให้นักอ่านอินกับตัวละครในมังงะที่แปลเป็นภาษาไทยต้องเริ่มจากการ 'ฟัง' น้ำเสียงของต้นฉบับก่อน แล้วค่อยแปลเป็นสีสันของภาษาไทยที่ใกล้เคียงที่สุด ไม่ใช่แค่แปลคำต่อคำแต่ต้องแปลจังหวะ อารมณ์ และเจตนารมณ์ด้วย เสียงโวยวาย เสียงกระซิบ ความขบขันที่แฝงความบาดหมาง หรือความเงียบที่หนักแน่น ทุกอย่างมีน้ำหนักเฉพาะตัว ซึ่งการเลือกคำไทยที่ตรงกับน้ำหนักนั้นทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่าไม่ได้อ่านงานแปล แต่กำลังฟังตัวละครคุยกับเราจริง ๆ ในหลายครั้งการเก็บรักษาโครงประโยคหรือสำนวนที่ให้ความรู้สึกเหมือนภาษาเดิมได้มากกว่าความถูกต้องทางไวยากรณ์ ทำให้ฉากเศร้าหรือวินาทีนิ่ง ๆ ทรงพลังขึ้นมากกว่าการแปลแบบตรงตัว
การเล่นกับระดับภาษาและคำเรียกขานเป็นอีกสิ่งสำคัญ การตัดสินใจว่าจะเก็บคำว่า 'เซนเซย์' หรือแปลเป็น 'อาจารย์' นั้นไม่ได้ขึ้นกับกฎตายตัว แต่ขึ้นกับคาแรกเตอร์และบริบทของเรื่อง ตัวละครที่หยาบคายกับเพื่อนแต่สุภาพกับผู้ใหญ่ การใช้สคริปต์ภาษาไทยที่เปลี่ยนโทนได้ในบับเบิ้ลนั้นช่วยให้ผู้อ่านจับคาแรกเตอร์ได้ทันที การแปลบทพูดภายใน (internal monologue) ให้มีจังหวะที่ต่างจากบทพูดคุยภายนอกก็ช่วยสร้างมิติ เช่น การใช้อักษรเอียง ตัวอักษรเล็กลง หรือขีดเส้นใต้ที่สื่อถึงความคิดพึมพำ สัมผัสกับการเว้นวรรคและจุดหยุดยาวสลับกับประโยคสั้น ๆ ที่ใช้ในฉากต่อสู้ จะช่วยทำให้จังหวะการอ่านตรงกับภาพและเอฟเฟกต์ที่ศิลปินตั้งใจจะสื่อ
ไม่ควรละเลยซาวด์เอฟเฟกต์และบับเบิ้ลภาพประกอบ เสียงในภาพ เช่น 'ドン' หรือ 'ガシャ' มีบทบาทในการสร้างอารมณ์ การตัดสินใจว่าจะเขียนเป็นคำพ้องเสียงไทย เช่น 'ดอน' 'ก๊าช' หรือแปลเป็นคำอธิบายสั้น ๆ ขึ้นอยู่กับว่าต้องการเก็บสัมผัสของเสียงหรือชี้ชัดเหตุการณ์มากกว่า บางเรื่องเก็บคำญี่ปุ่นไว้ในฟอนต์พิเศษเพื่อคงจังหวะและความรู้สึกเอเชีย ในขณะที่บางเรื่องเหมาะกับการเปลี่ยนเป็นสำนวนไทยที่คนอ่านทั่วไปเข้าใจได้ทันที เช่นใน 'Haikyuu' ถ้อยคำสั้น ๆ เร่งเร้า เหมาะกับการใช้วลีสั้นแหลมคม ในขณะที่งานดราม่าอย่าง '你的名字' (ถ้าจะแปลงเป็นไทยต้องรักษาความละเมียด) อาจต้องการภาษาที่ละมุนกว่า
สุดท้ายแล้วความต่อเนื่องและความสม่ำเสมอคือหัวใจในการถ่ายทอดอารมณ์ การเก็บคำนิยามคำเฉพาะของตัวละครหรือศัพท์เทคนิคของเรื่องให้คงที่ตลอดเล่มช่วยให้ผู้อ่านไม่สะดุด ผมมักจะให้ความสำคัญกับการอ่านซ้ำในมุมมองผู้อ่าน — ลองอ่านเสียงดังในใจตัวเองว่าประโยคนี้ให้ความเจ็บปวดหรือความหวังอย่างที่ต้นฉบับตั้งใจไหม การแปลดี ๆ ทำให้ฉากจบที่เคยซึมซับไว้ในภาพกลายเป็นพลังที่กระแทกใจผู้อ่านได้จริง ๆ และนั่นคือความสุขเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่เห็นคนอ่านน้ำตาซึมหรือนิ้วพิมพ์คอมเมนต์ว่ารู้สึกเหมือนเห็นตัวละครมาหยุดยืนตรงหน้า
3 คำตอบ2025-12-04 10:45:38
แปลคำพิพากษาให้คนไทยเข้าใจได้ ต้องเริ่มจากการถอดโครงสร้างความหมายก่อนเลย ฉันมักจะมองว่าคำพิพากษาเป็นข้อความที่มีเลเยอร์ทั้งกฎหมาย ข้อเท็จจริง และน้ำเสียงของผู้พิพากษา ถ้าเราแค่แปลคำต่อคำโดยไม่สนใจเลเยอร์เหล่านี้ ผลลัพธ์มักจะเป็นภาษาที่หนักและอ่านลำบากสำหรับผู้อ่านทั่วไป
การปรับภาษาเป็นเรื่องของจังหวะและความชัดเจน: เลือกคำไทยที่มีน้ำหนักใกล้เคียงกับคำกฎหมายต้นฉบับ และใส่เชิงอธิบายเป็นหมายเหตุเมื่อเจอคำที่ไม่มีเทียบเคียงตรงๆ วิธีนี้ช่วยให้ผู้อ่านได้เข้าใจผลทางกฎหมายโดยไม่สับสน ผมมักจะใช้ตัวอย่างคดีสำคัญอย่าง 'Marbury v. Madison' เพื่ออธิบายแนวคิดเรื่องอำนาจศาล แล้วก็ยกตัวอย่างวรรณกรรมเช่น 'To Kill a Mockingbird' เพื่อแสดงว่าโทนของข้อความสามารถเปลี่ยนแปลงการรับรู้ของผู้อ่านได้อย่างไร
ท้ายที่สุด การแปลคำพิพากษาที่ดีไม่ใช่แค่ถ่ายทอดคำ แต่ต้องรักษาประสิทธิผลทางกฎหมายและความชัดเจนของการวางข้อเท็จจริง เราควรทำตัวเหมือนสะพานที่เชื่อมความหมายระหว่างระบบกฎหมายต้นฉบับกับผู้อ่านไทย ถ้าทำได้ ความยาวของข้อความจะยังไม่เป็นปัญหาเท่ากับความเข้าใจที่ผู้รับสารได้รับ