มีงานแปลแฟนตาซีอังกฤษที่ทำให้ผมหลงใหลจนหยุดไม่ได้คือ 'The Name of the Wind' ซึ่งพอเปิดเล่มก็เหมือนโดนดึงเข้าไปในโลกที่ภาษาไหลลื่นและตัวเอกมีความซับซ้อนจนคนอ่านอยากรู้จักต่อ
ผมติดใจกับการเล่าเรื่องแบบผู้บรรยายที่ไม่ใช่แค่อธิบายเหตุการณ์ แต่ยังมาปลูกเมล็ดความสงสัยและความเห็นอกเห็นใจในทุกบรรทัด การแปลไทยที่ดีจะยังคงรักษาจังหวะดนตรีของต้นฉบับไว้ ทำให้บทสนทนาและบทกวีในเรื่องมีพลังพอจะเรียกความอิ่มเอมจากผู้อ่านไทยได้ง่ายๆ
ความสำคัญอีกอย่างคือการสร้างโลก—มันไม่ใช่แค่เวทมนตร์หรือวิทยาลัยเวท แต่เป็นการให้เวลาตัวละครเติบโต มีความผิดพลาด และหวังอย่างแท้จริง พอเรื่องเล่าแบบนี้อยู่ในมือคนอ่านไทย กลุ่มวัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่ชอบตัวละครซับซ้อนมักจะยึดติดกับเล่มนี้จนต้องสะสมทุกภาคเลยล่ะ