ชื่อของเธอมักจะถูกเชื่อมโยงกับบทหญิง
แกร่งที่ใส่ชุดหนังสีดำและต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ แต่เมื่อนึกถึงผลงานของเคต เบ็กคินเซล ผมมองเห็นการเปลี่ยนผ่านหลากหลายมิติมากกว่าที่ภาพลักษณ์บู๊จะอธิบายได้หมด
ฉันติดตามเธอจากช่วงที่เธอรับบทนำใน 'Underworld'—บท 'เซลีน' กลายเป็นสัญลักษณ์ของยุคหนัง
แวมไพร์-แอ็กชัน คนดูจำการเคลื่อนไหวแบบบัลเลต์การต่อสู้ ท่าทางเยือกเย็น และชุดที่กลายเป็นไอคอน ความสามารถทางกายภาพของเธอทำให้บทนั้นมีน้ำหนัก ไม่ใช่แค่อาศัยสเปเชียลเอฟเฟกต์ แต่เป็นการส่งอารมณ์ผ่านการขยับตัว และฉากแอ็กชันที่เธอแบกรับได้นั้นทำให้หนังภาคต่ออย่าง 'Underworld: Evolution' มีแรงส่งต่อได้
อีกด้านหนึ่ง เธอทำได้ดีในการเล่นบทอ่อนโยนหรือคอเมดี้ด้วย เช่นใน 'Serendipity' ที่เธอถ่ายทอดความโรแมนติกแบบหวานแฝงเศร้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ ต่างจากการสวมบทนักรบใน 'Van Helsing' ที่ยังคงมีความโรแมนติกแต่ผสมความดราม่าและฮีโร่หญิงเข้าด้วยกัน และใน 'Pearl Harbor' เธอแสดงมุมอ่อนแอของคนที่ต้องเจอกับเหตุการณ์ใหญ่ทางประวัติศาสตร์ ทำให้ฉากดราม่าร่วมกับความสูญเสียมีความไหลลื่นและน่าจดจำ
นอกจากบทบู๊และโรแมนซ์ บทเล็กๆ แต่มีสีสันในหนังดราม่าหรือชีวประวัติก็ทำให้เห็นว่าเธอไม่ได้ถูกจำกัด เช่นการรับบทในหนังที่ต้องเล่นกับความซับซ้อนของตัวละคร ทั้งหมดทำให้ฉันรู้สึกว่าเธอเป็นนักแสดงที่ยืดหยุ่น—พร้อมจะสาดแอ็กชันหรือดึงคนดูเข้าสู่ความละเอียดของอารมณ์ และนั่นคือเหตุผลที่หลายคนยังคงพูดถึงผลงานเด่นของเธอจนถึงทุกวันนี้