เพลง 'Time' ของ Pink Floyd ที่หลายคนมักเรียกเป็นภาษาไทยว่า 'เวลา' นั้นมีเนื้อร้องที่เขียนโดย Roger Waters.
ผมจำความรู้สึกตอนฟังแผ่น 'The Dark Side of the Moon' ครั้งแรกได้ชัด—ประโยคเกี่ยวกับนาฬิกาและการผ่านของเวลาเป็นงานเขียนที่คมและสะเทือนใจ ผมชอบวิธีที่คำร้องของ Waters ผสมกับซาวด์ของกีตาร์และเสียงนาฬิกาทำให้เพลงมีทั้งความปรัชญาและความหดหู่ในเวลาเดียวกัน
มุมมองส่วนตัวคือเนื้อเพลงของเขาไม่ได้บอกวิธีแก้ปัญหา แต่ชวนให้คิดถึงการใช้ชีวิต เพลงนี้จึงยังคงสะกิดใจผมทุกครั้งที่ได้ยิน,อีกมุมหนึ่งที่ผมมักพูดถึงเมื่อมีคนถามถึงเพลงชื่อ 'Time' คือเวอร์ชันของ Electric Light Orchestra ซึ่งเขียนโดย Jeff Lynne.
ผมชอบความเป็นซินธ์-ป็อปของเวอร์ชันนี้ มีการเรียบเรียงที่ทำให้คำว่า 'เวลา' ถูกตีความในเชิงเทคโนโลยีและอนาคตมากขึ้น Jeff Lynne ไม่เพียงแต่วางเมโลดี้ให้ติดหู แต่ยังทำให้เนื้อร้องเข้ากับสภาพแวดล้อมดนตรีอย่างลงตัว ผมเคยเปิดเพลงนี้ในตอนขับรถกลางคืน รู้สึกว่ามันพาไปอีกโลกหนึ่ง—นุ่มแต่มีความคิด
ถ้าสนใจแง่มุมการเรียบเรียง เพลงของ ELO มักจะให้ความรู้สึกต่างจากร็อกคลาสสิกที่เต็มไปด้วยกีตาร์ เหมือนมองเวลาในมุมของเสียงสังเคราะห์,บนแผ่น 'Aladdin Sane' ของ David Bowie มีเพลงชื่อ 'Time' ซึ่ง Bowie เป็นผู้เขียนทั้งเนื้อร้องและทำนอง.
เพลง 'Time' บนแผ่น 'The Dark Side of the Moon' เป็นหนึ่งในบทเพลงที่รู้สึกว่าพูดถึงเรื่องเวลาที่ยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามไปพร้อมกัน
เพลงนี้ถูกบันทึกโดย Pink Floyd และเครดิตการแต่งเพลงมักจะระบุชื่อสมาชิกวงหลักทั้ง David Gilmour, Roger Waters, Richard Wright และ Nick Mason โดยเนื้อร้องมีร่องรอยของฝีมือ Roger Waters ชัดเจน—เขามักเขียนเกี่ยวกับความว่างเปล่า การเสียเวลา และความรู้สึกของการตื่นจากความฝันชีวิตในวัยกลางคน ที่เดินไปพร้อมกับเสียงนาฬิกาปลุกในอินโทรซึ่งเป็นภาพแทนของเวลาที่ไม่รอใครจริง ๆ การเรียบเรียงเพลงยังพาให้เห็นการแบ่งชั้นของเสียง ตั้งแต่เสียงนาฬิกา กลองหนัก ๆ ไปจนถึงโซโลกีตาร์ของ Gilmour ที่กว้างใหญ่ ทำให้เพลงมีมิติทั้งทางเทคนิคและความหมาย
แรงบันดาลใจหลักมาจากการสังเกตชีวิตนักดนตรีที่ท่องท่องเที่ยว ความรู้สึกว่าวันเวลาไหลผ่านไปโดยไม่รู้ตัว และความกลัวว่าเวลาจะถูกปล่อยให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ข้อความอย่าง "And you run and you run to catch up with the sun" พูดแทนความพยายามและความสูญเสียได้อย่างทรงพลัง นั่นแหละที่ทำให้เพลงนี้ยังคงสะกดคนฟังได้แม้จะผ่านมาหลายสิบปี เป็นเพลงที่ฟังทีไรก็เหมือนมีช่องว่างให้คิดถึงสิ่งที่ผ่านไปและสิ่งที่ยังเหลืออยู่