LOGIN
ตอนที่ 1
เมียในเงา
นาฬิกาตั้งพื้นเรือนใหญ่ที่มุมห้องนั่งเล่นส่งเสียงตีบอกเวลาเที่ยงคืนตรง เสียงสะท้อนกังวานดังก้องคฤหาสน์หรูสไตล์โมเดิร์นสุดคลาสสิก พื้นหินอ่อนอิตาลีเย็นเฉียบภายใต้แสงสลัวจากโคมไฟระย้าคริสตัล ทุกอย่างในบ้านหลังนี้ถูกออกแบบมาอย่างสมบูรณ์แบบเพื่อสะท้อนบารมีของ พศิน ทายาทนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับต้น ๆ ของประเทศแท้ ๆ ทีเดียว
แต่ใครเลยจะล่วงรู้ได้ ภายในใจของเจ้าเอย หญิงสาววัยยี่สิบเจ็ดปีผู้เป็นนายหญิงของบ้านอย่างเธอแล้ว ความสมบูรณ์แบบเหล่านั้นกลับเปรียบเสมือนกรงทองที่แสนหนาวเหน็บ หาความอบอุ่นใด ๆ พอที่จะโอบกอดตัวเองเอาไว้ไม่ได้เลยสักนิด
"แง"
เสียงร้องไห้จ้าที่แผดร้องดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบสงัด ทำให้เจ้าเอยตื่นจากภวังค์ในใจขึ้นมาได้ เธอสะดุ้งสุดตัว ก่อนรีบวางของเล่นชิ้นเล็กลงในกล่องพลาสติกแล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งขึ้นบันไดไปยังห้องนอนเด็กชั้นสองของลูกสาว ภาพที่เห็นเมื่อเปิดประตูบานนั้นเปิดกว้างออก เธอพบว่า น้องเพลง ลูกสาววัยหกเดือนกำลังดิ้นรนร้องไห้โยเยอยู่บนเตียงด้วยพลังเสียงที่สามารถสะกดทุกสิ่งได้ โดยเฉพาะหัวใจรักของเธอ
แม้ว่าพศินจะจ้างพี่เลี้ยงมืออาชีพมาดูแลลูกในช่วงกลางวัน หากดูเหมือนในยามวิกาลเช่นนี้ เจ้าเอยกลับเลือกที่จะลงมือทำทุกอย่างด้วยตัวเองมากกว่า เธอไม่ต้องการปล่อยให้ความสะดวกสบายเข้ามาควบคุมความรู้สึกอ้างว้างในหัวใจของลูก นับตั้งแต่วันที่เธอมีเจ้าตัวน้อย เธอก็ยืนกรานที่จะให้น้องเพลงได้กินนมจากเต้าของผู้เป็นแม่อย่างเธอ มากกว่าให้พี่เลี้ยงคอยดูแลป้อนนมหรือเลี้ยงดูตลอด 24 ชั่วโมงเช่นนั้น
"โอ๋ ๆ ไม่ร้องนะคะคนดี แม่เอยอยู่นี่แล้ว"
หลังคำปลอบโยน หญิงสาวช้อนตัวทารกน้อยขึ้นแนบอกอย่างทะนุถนอม กลิ่นแป้งเด็กผสมกลิ่นน้ำนมอ่อน ๆ คือกลิ่นประจำตัวที่คุ้นชินมาตลอดหลายปี เจ้าเอยปลดกระดุมชุดนอนออกให้น้องเพลงได้ดื่มกินตามสัญชาตญาณ ไม่นานต่อมาเสียงร้องงอแงก็เงียบลง เหลือเพียงเสียงดูดนมเป็นจังหวะของเด็กน้อยที่หลับตาพริ้มอยู่ในอ้อมอกของคนเป็นแม่อย่างเธอ
เวลานั้นเอง ที่สายตาของเธอเหลือบไปมองร่างน้อยบนเตียงกว้าง ร่างของ น้องพีท ลูกชายคนโตวัยสามขวบที่นอนคว่ำหน้าหลับปุ๋ยอยู่บนเตียงฝั่งตรงข้าม ขาเล็กพาดก่ายหมอนข้างอย่างหมดสภาพหลังจากเพิ่งหยุดซนเมื่อตอนห้าทุ่มครึ่ง ทำให้เธอเผลอระบายยิ้มอ่อนออกมาได้ การรับมือกับเด็กสองวัยพร้อมกันในยามค่ำคืนแทบจะดูดกลืนพลังชีวิตของเธอไปจนเกือบหมด แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังมีความสุขเล็กๆ ในหัวใจ กับเจ้าตัวน้อยสองคนที่คอยดูแลอยู่
เจ้าเอยมองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกเงาบานใหญ่ แล้วอดที่จะยิ้มเยาะให้กับโชคชะตาตัวเองไม่ได้ ผู้หญิงในกระจกคืออดีตดาวคณะบริหารธุรกิจผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยความฝัน มีอนาคตไกล และมีบริษัทข้ามชาติเสนอตำแหน่งงานให้ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบด้วยซ้ำ แต่เพราะคำว่ารักคำเดียวแท้ ๆ ที่ทำให้เธอยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อมาทำหน้าที่ภรรยา และแม่ของลูกตามคำขอร้องของผู้ชายที่รัก
"เอยลาออกมาดูแลลูกเถอะนะ เรื่องเงินไม่ต้องห่วง พี่เลี้ยงเอยกับลูกได้สบายมาก ขอแค่พี่กลับมาบ้านแล้วเจอเอยกับลูกรออยู่ แค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับพี่"
ทุกอย่างล้วนเป็นคำหวานจากปากของผู้ชายที่เธอรัก...
5 ปี แล้วสินะที่ล่วงผ่านไป 5 ปีแห่งความหลังและความหวานชื่น ที่ท้ายสุดแล้ว ภาพเหล่านั้นก็เป็นความทรงจำ ด้วยในโลกแห่งความจริง ชีวิตหลังแต่งงานที่ไม่มีการจดทะเบียนสมรส ไม่มีการประกาศออกสื่อ ไม่มีใครในวงการสังคมรับรู้ด้วยซ้ำไป ว่าไฮโซหนุ่มอย่างพศิน จะมีลูก และภรรยาซ่อนอยู่ที่บ้าน
ภาพฝันที่เจ้าเอยเคยวางไว้ มันยิ่งกว่าวิมานในอากาศ สุดท้ายแล้วเธอกลับต้องมาใช้ชีวิตราวกับเมียในเงาที่เขาเก็บไว้หลังม่านความสำเร็จของตัวเองก็เท่านั้น
คิดถึงตรงนี้ เจ้าเอยอดที่จะระบายลมหายใจออกมาอย่างแผ่วเบาไม่ได้ เธอก้มลงมองน้องเพลง ลูกสาวในอ้อมกอดที่กำลังหลับ ความเหนื่อยล้าในหัวใจ ถูกทิ้งเอาไว้เบื้องหลังอีกครั้ง เธอค่อยประคับประคอง วางลูกน้อยลงในเปลอย่างเบามือ ห่มผ้าให้ลูกทั้งสองเรียบร้อยแล้ว จึงค่อยเดินลงมาที่ห้องนั่งเล่นอีกครั้ง ครั้งนี้...เธอเลือกที่จะนั่งลงบนโซฟาหรูแบรนด์เนมตัวใหญ่ หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาดูเวลา เข็มนาฬิกาที่บอกเวลาตีหนึ่งสิบห้านาทีอยู่เบื้องหน้า ทำให้เธอแทบเผลอยิ้มเศร้าออกมาได้ ป่านนี้แล้ว พศินก็ยังไม่กลับมา
ปลายนิ้วเรียวที่เริ่มแห้งกร้านจากการล้างขวดนมเลื่อนดูหน้าฟีดโซเชียลมีเดียอย่างไร้จุดหมาย รูดขึ้นลงราวกับความเคยชินที่ทำอยู่บ่อยๆ ในยามที่รู้สึกถึงความว่างเปล่าในใจ หากภาพหนึ่งจะไม่สะดุดสายตาให้เธอถึงกับชะงักปลายนิ้วที่จรดลงบนจอสมาร์ทโฟนนั่นในทันที พร้อมกับหัวใจที่กระตุกวูบไหว ชาวาบไปกับภาพข่าวบันเทิงที่พาดหัวตัวใหญ่เบื้องหน้า
เหมาะสมดั่งกิ่งทองใบหยก ไฮโซพศินควงนางเอกสาวมินตรา ออกงานกาล่าการกุศล แฟนคลับลุ้นสถานะเกินเพื่อน
นอกจากภาพนิ่ง คือภาพคลิปวิดีโอเคลื่อนไหว ที่พศินภายใต้ชุดทักซิโด้สีดำสนิท ดูโดดเด่นท่ามกลางแสงแฟลช ข้างกายของเขา ปรากฏร่างเพรียวของ มินตรา นางเอกสาวแถวหน้าในชุดราตรีสีแดงสดผ่าลึก มือเรียวสวยเกาะเกี่ยวท่อนแขนของพศินเอาไว้อย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งคู่ส่งยิ้ม และหัวร่อต่อกระซิกกันราวกับโลกใบนี้มีกันอยู่เพียงแค่สองคนเท่านั้น ต่อเมื่อนักข่าวถามถึงความสัมพันธ์ พศินก็เพียงแต่ยิ้มมุมปาก ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพนุ่มนวลตามสไตล์ของเขา
"เราสนิทกันครับ มินตราเป็นคนเก่ง และน่ารัก ส่วนเรื่องอื่นปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคตดีกว่าครับ"
เจ้าเอยกดล็อกหน้าจอให้มืดดับลง ก่อนปล่อยโทรศัพท์ร่วงลงบนตัก ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่ลำคอ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พศินมีข่าวทำนองนี้ ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาเขาเริ่มควงมินตราออกงานสังคมถี่ขึ้นโดยอ้างว่ามันคือการตลาดที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ธุรกิจ แต่การตลาดจำเป็นต้องใช้สายตาที่มองกันหวานซึ้ง จนแทบจะสิงร่างกันและกันได้ขนาดนั้นเชียว
ตอนที่ 10เปลี่ยนตัวเองเช้าวันรุ่งขึ้น...เจ้าเอยติดต่อไปยังศูนย์รับเลี้ยงเด็กระดับพรีเมียมที่อยู่ถัดไปเพียงสองช่วงตึก ซึ่งเธอเคยศึกษาข้อมูลไว้ล่วงหน้านานแล้วเพื่อส่งน้องพีทเข้าเรียน ศูนย์แห่งนี้มีระบบความปลอดภัยสูงสุด และมีกล้องวงจรปิดให้ผู้ปกครองดูผ่านแอปพลิเคชันได้ตลอดเวลา เธอจัดการฝากน้องพีท และจ้างพี่เลี้ยงมืออาชีพรายวันจากศูนย์เดียวกันมาดูแลน้องเพลงที่คอนโดชั่วคราวในระหว่างที่เธอต้องออกไปทำธุระเป้าหมายแรกของเธอคือ ซาลอนหรูชั้นนำใจกลางห้างสรรพสินค้า"ขอทรงบ๊อบสั้นเทระดับคางค่ะ ดัดวอลลุ่มช่วงปลายให้ดูโฉบเฉี่ยว แล้วก็ทำสีดาร์กช็อกโกแลตให้หน้าดูสว่างขึ้นด้วยนะคะ"เจ้าเอยสั่งช่างทำผมด้วยน้ำเสียงฉะฉาน อย่างมั่นใจ …ช่างทำผมระดับท็อปของร้านรับคำ และลงมือเนรมิตทรงผมใหม่ให้เธออย่างพิถีพิถัน ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง หญิงสาวที่เดินออกจากร้านก็กลายเป็นคนละคนกับแม่บ้านหน้าโทรมเมื่อวานอย่างสิ้นเชิงผมบ๊อบสั้นที่ถูกซอยไล่ระดับอย่างมีสไตล์รับกับใบหน้าเรียวรูปไข่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ สีผมใหม่ขับเน้นผิวขาวจัดให้ดูมีออร่าเปล่งประกาย เจ้าเอยแวะที่เคาน์เตอร์เครื่องสำอางแบรนด์โปรด ซื้อลิปสติกสีแดงก่ำ
ตอนที่ 9ปีกที่งอกใหม่รถแท็กซี่สีเขียวเหลืองแล่นมาจอดเทียบหน้าคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ย่านใจกลางเมือง แม้จะไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ระดับอัลตร้าลักชูรีที่มีพื้นที่กว้างขวางเป็นไร่เหมือนคฤหาสน์ของพศิน แต่มันก็เป็นคอนโดสองห้องนอนที่มีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนา และมีความเป็นส่วนตัวสูงเพียงพอสำหรับเธอ และลูก ๆ แล้วเจ้าเอยจ่ายค่าโดยสารเรียบร้อย ก่อนอุ้มน้องเพลงที่ยังคงหลับสนิทขึ้นมาแนบอก และจูงมือน้องพีทเดินเข้าไปในล็อบบี้ พนักงานรักษาความปลอดภัย และนิติบุคคลรีบเข้ามาช่วยถือกระเป๋า พร้อมทักทายเธอด้วยรอยยิ้ม"สวัสดีครับคุณเอย ไม่ได้เข้ามาดูห้องตั้งนานเลยนะครับ วันนี้จะมาพักเหรอครับ"พนักงานรักษาความปลอดภัยเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มอบอุ่น"ค่ะ คงจะย้ายมาอยู่ถาวรเลย รบกวนช่วยอัปเดตคีย์การ์ดให้ด้วยนะคะ"เจ้าเอยตอบกลับด้วยรอยยิ้มบาง พนักงานรักษาความปลอดภัยค้อมศีรษะน้อย ๆ ด้วยความเคารพ ก่อนที่เธอจะพาลูก ๆ ก้าวเดินผ่านไปบนชั้นยี่สิบห้าในห้องชุดแห่งนี้ คือความลับเพียงหนึ่งเดียวที่เธอปิดบังพศินมาตลอดห้าปี มันเป็นคอนโดที่เธอซื้อไว้ด้วยเงินเก็บก้อนใหญ่จากการทำงานพรีเซนเตอร์และรับงานฟรีแลนซ์ตั้งแต่สมัยเรีย
ตอนที่ 8เอยไม่เอาอะไรจากพี่ศินอีกแล้วค่ะ"พี่ศิน"เจ้าเอย พยายามรวบรวมสติ เก็บกลั้นแรงสะอื้นเอาไว้ในอก เมื่อเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุดเท่าที่เคยพูดมาในชีวิต"จะโทร.จิกทำไมหนักหนา คนกำลังวุ่นวาย รู้ไหมว่ามันน่ารำคาญแค่ไหน"เขาพ่นคำผรุสวาทออกมาไม่หยุด มือของเจ้าเอย ยังคงกำโทรศัพท์แนบหูเอาไว้แน่น จนแทบกลืนหายไปในฝ่ามือเรียวเล็กที่สั่นระริกของเธอ มันไม่ได้สั่นคลอนเพราะความโกรธแค้น แต่เกิดจากความปวดร้าวในหัวใจที่สั่นไหวแรงยิ่งกว่าแผ่นดินไหวเสียอีก"ทางนี้แผ่นดินไหว เพดานถล่ม พี่ต้องพามินตรามาโรงพยาบาลเนี่ย เธอช็อกจนสลบไป ไหนพี่ยังต้องคอยดูเรื่องนักข่าว เรื่องคิวงานที่พังพินาศหมด แล้วเอยยังจะโทร. จิกอะไรนักหนาตอนคนเขากำลังหนีตายกัน หัดดูสถานการณ์บ้างได้ไหม"คำพูดเหล่านั้นเปรียบเสมือนน้ำแข็งที่สาดราดรดลงมากลางหัวใจของเจ้าเอย มันเย็นเยียบ และดับฝันลม ๆ แล้ง ๆ ของเธอจนมอดไหม้ ฟางเส้นสุดท้ายที่ตึงเปรี๊ยะมาตลอดห้าปีขาดสะบั้นลงในวินาทีนั้นเองไม่มีการคาดคั้น ไม่มีการทวงถามถึงคลิปวิดีโอ ไม่มีคำอธิบายใด ๆ ที่เธอตั้งใจจะเล่าให้เขาฟังว่าที่กรุงเทพฯ ก็เกิดแผ่นดินไหวจนบ้านสั่นโยก และเธอ
ตอนที่ 7ฟางเส้นสุดท้ายใต้โต๊ะรับประทานอาหารไม้โอ๊กตัวใหญ่ เจ้าเอยค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้ง...ในห้วงเวลานั้น เจ้าเอยรู้สึกปวดร้าวไปหมดแทบทุกอณูของร่างกายและหัวใจ ทุกอย่างเกิดขึ้นจากการเกร็งตัวกอดลูกน้อยทั้งสองอยู่นานนับชั่วโมง แขนซ้ายที่ถูกเศษแจกันบาดยังคงมีคราบเลือดแห้งกรังติดอยู่ ทว่าความเจ็บปวดทางกายกลับเทียบไม่ได้เลยกับความด้านชาที่เกาะกินอยู่ในหัวใจน้องพีทและน้องเพลงยังคงหลับสนิทอยู่ในอ้อมกอดของเธอ คราบน้ำตาบนแก้มยุ้ยของเด็กน้อยทั้งสองทำให้ผู้เป็นแม่รู้สึกจุกร้าวในอก"คุณเอย คุณเอยคะ เป็นยังไงบ้างคะ"เสียงของแป๋ว พี่เลี้ยงเด็ก และเหล่าแม่บ้านวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในตัวบ้านทางประตูหลัง ทุกคนหน้าตาตื่นตระหนก เมื่อตอนเกิดเหตุแผ่นดินไหว พวกเธอวิ่งหนีออกไปรวมตัวกันที่สนามหญ้าหน้าหมู่บ้านด้วยความตกใจกลัว จนลืมไปเสียสนิทว่าเจ้านาย และเด็ก ๆ ยังอยู่ข้างในเจ้าเอยค่อย ๆ ขยับตัว คลานออกมาจากใต้โต๊ะอย่างยากลำบาก เธอมองหน้าเหล่าแม่บ้านด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ไร้ซึ่งคำตำหนิติเตียนใด ๆ เพราะในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์ย่อมมาก่อนเสมอ ขนาดคนเป็นพ่อแท้ ๆ ยังไม่แม้แต่จะโทร.
ตอนที่ 6ไม่ทนอีกต่อไปช่วงบ่ายวันนั้น...อากาศร้อนอบอ้าวผิดปกติ ท้องฟ้าด้านนอกสีหม่นไม่สดใสเหมือนทุกวัน หากกลับดูขมุกขมัวราวกับพายุใหญ่กำลังจะเคลื่อนตัวเข้ามา นาฬิกาบนฝาผนังบอกเวลาสิบสามนาฬิกายี่สิบนาที หลังจากพี่เลี้ยงขอตัวไปพักรับประทานอาหารกลางวัน เจ้าเอยรับหน้าที่ดูแลลูกตามปกติ ช่วงเวลานี้คือเวลานอนกลางวันของเด็ก ๆ น้องพีทนอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียงใหญ่ ส่วนน้องเพลงหลับอยู่ในเปลข้างกัน เจ้าเอยรูดม่านปิดทึบเพื่อกันแสงแดดที่แม้จะหม่นกว่าทุกวันแยงตาเด็ก ๆ ก่อนเอนตัวลงนอนพักบ้าง มือบางลูบกลุ่มผมนิ่มของลูกชายเบา ๆ ด้วยความอบอุ่นอ่อนโยนอย่างที่เคย ขณะกำลังจะเคลิ้มหลับนั้นเอง เสียงครางต่ำคล้ายเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ดังครืดแว่วมา ความรู้สึกวิงเวียนเหมือนคนเมารถตีตื้นขึ้นมาจุกที่คอ ทันใดนั้นเตียงนอนก็เริ่มโยกไหวซ้ายขวาอย่างน่าประหลาดใจ"เกิดอะไรขึ้น"เจ้าเอยผุดลุกขึ้นนั่ง เสียงของเหลวในแก้วน้ำบนโต๊ะสั่นกระเพื่อม โคมไฟระย้าคริสตัลกลางห้องเริ่มแกว่งไกวไปมาจนกระทบกันเสียงดังบาดหู แผ่นดินเบื้องล่างบิดตัว และโยกคลอนราวกับยืนอยู่บนเรือกลางคลื่นน้ำเสียงกรอบรูป และแจกันใบเล็กที่ตั้งอยู่บนชั้นวางริมระเบีย
ตอนที่ 5แรงสั่นสะเทือนแสงตะวันแรกของเช้าวันใหม่...คฤหาสน์หลังใหญ่ยังคงปกคลุมด้วยความเงียบงันชวนให้รู้สึกอึดอัด แสงแดดอ่อนสาดผ่านผ้าม่านโปร่งเข้ามาในห้องรับประทานอาหาร ทว่าไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศบนโต๊ะอบอุ่นขึ้น พศินในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มเนี้ยบกริบนั่งจิบกาแฟดำ พลางเลื่อนอ่านข่าวเศรษฐกิจบนไอแพดด้วยสีหน้าเรียบเฉย ราวกับพายุอารมณ์เมื่อคืนไม่เคยเกิดขึ้นเจ้าเอยในชุดลำลองที่ดูสุภาพกำลังง่วนกับการป้อนข้าวโอ๊ตบดให้น้องเพลง เธอยังคงทำหน้าที่ของตัวเองเช่นเคยทำอย่างเงียบเชียบ ไม่ปริปากพูด หรือแม้แต่จะปรายตามองสามี ดวงตาที่แดงช้ำที่ผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก บัดนี้กลับแห้งผากและว่างเปล่า"พี่ต้องบินไปเชียงใหม่เช้านี้"พศินทำลายความเงียบ เขาเอ่ยขึ้นลอย ๆ โดยไม่ละสายตาจากหน้าจอ เป็นคำพูดที่ราบเรียบปกติ ราวกับเขาไม่เคยทำร้ายเธอด้วยคำพูดเจ็บแปลบเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเขาได้ทำลายหัวใจดวงหนึ่งให้แตกสลายลงไปแล้วเมื่อค่ำคืนก่อน"มีเจรจาโปรเจกต์คอมมูนิตี้มอลล์ คงไปสักสามสี่วัน""ค่ะ"เจ้าเอยตอบรับสั้น ๆ น้ำเสียงราบเรียบไร้ระลอกคลื่น สั้นๆ เพียงเท่านั้น ไม่มีคำพูดหรือคำถามใดๆ ต่อมา นอกจ







