Share

บทที่ 6

Author: เสี่ยวหมิงผู้โดดเดี่ยว
เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น?

เซี่ยหลงยวนแต่งตั้งผู้หญิงคนนี้เป็นรองทูตเจรจาสงบศึกเนี่ยนะ?

อารมณ์ฉุนเฉียวแบบนี้...

นี่แน่ใจนะว่าจะไปเจรจาสงบศึก?

หยางฝานนึกขำในใจ

แต่เขาก็ไม่ได้ปิดบังอะไรเซี่ยรั่วหลิน

ไม่ใช่เพราะสถานะของเซี่ยรั่วหลินที่ไม่มีทางทรยศต้าเซี่ยได้เลย

แต่ในเมื่อหยางฝานกล้าปฏิญาณตนต่อหน้าเซี่ยหลงยวน เขาก็ต้องมั่นใจเต็มร้อยในเรื่องการเจรจาสงบศึก

และไม่กลัวแผนการใด ๆ ทั้งสิ้น

หยางฝานโบกมืออย่างขอไปทีเพื่อส่งสัญญาณให้เยียนเป่ยลากชุนหลิ่วออกไป จากนั้นผายมือพร้อมกับกล่าวเชิญว่า “เชิญองค์หญิงโปรดตามข้ามา”

“ดี ข้าก็อยากจะดูสิว่า ผ่านมาสามวัน เจ้ามีอะไรคืบหน้าบ้าง!”

เมื่อเห็นหยางฝานมั่นใจเช่นนี้ เซี่ยรั่วหลินก็เริ่มสนใจขึ้นมา

เดิมจวนเยียนอ๋องก็มีพื้นที่กว้างขวางอยู่แล้ว

หลังจากหยางฝานทะลุมิติมา เขาก็ได้ขยายพื้นที่หลายครั้ง ทำให้จวนใหญ่โตจนมีขนาดเกือบครึ่งหนึ่งของพระราชวัง

นอกจากบริเวณรอบตัวเรือนสำหรับพักอาศัยแล้ว ในสวนหลังจวนยังมีโรงงานขนาดเล็กหลายหลังที่หยางฝานสร้างขึ้น พร้อมทั้งสวนดอกไม้ สวนผลไม้ คอกเล้าเลี้ยงสัตว์เป็นต้น...

หยางฝานไม่รีบร้อน พาเซี่ยรั่วหลินไปยังศาลาต้อนรับแขกนอกคอกเล้าเลี้ยงสัตว์

“ซื่อจื่อ!”

หวางต้าชิน ผู้ดูแลคอกเล้าเลี้ยงสัตว์ รีบเดินเข้ามาต้อนรับ

“ไป! ลากโคนมมาตัวหนึ่ง”

หยางฝานสั่งอย่างเฉยเมย

ไม่นานนัก โคนมลายขาวดำตัวหนึ่งก็ถูกลากมาที่ด้านนอกศาลาต้อนรับแขก

“หยางฝาน โคตัวนี้เกี่ยวข้องกับการเจรจาสันติของเจ้าด้วยอย่างนั้นหรือ?”

ใบหน้าของเซี่ยรั่วหลินเต็มไปด้วยความสงสัย

“เรียนองค์หญิง นี่ไม่ใช่โคธรรมดานะพ่ะย่ะค่ะ เรียกว่าโคนม สามารถผลิตน้ำนมได้วันละสามลิตร ประโยชน์ของมันไม่ต่างจากนมแม่เลย คนทั่วไปดื่มแล้วจะช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง และอายุยืนยาวพ่ะย่ะค่ะ”

หยางฝานเลิกคิ้วขึ้น แล้วหันไปสั่งฉิงเอ๋อร์ว่า “ไปต้มน้ำนมให้องค์หญิงหนึ่งชาม”

“หยางฝาน เจ้าโอหังยิ่งนัก! ข้าเป็นถึงผู้สูงศักดิ์ จะให้มาดื่มของโสโครกที่บีบออกมาจากตัวโคของเจ้าได้ยังไง! เจ้าคิดว่าข้าเป็นพวกหยาบคายป่าเถื่อนเหมือนพวกโม่เป่ยรึไง!”

เซี่ยรั่วหลินหน้าบูดบึ้ง “ข้าไม่มีความอดทนมาพูดไร้สาระกับเจ้า เรื่องการเจรจาสงบศึก เจ้าเตรียมจะทำยังไงกันแน่?”

หยางฝานกลับไม่ใส่ใจ กล่าวด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ว่า “เรียนองค์หญิง โคนมตัวนี้แหละคือแผนการของข้า”

“โม่เป่ยเป็นพื้นที่โล่งกว้าง เต็มไปด้วยทุ่งหญ้า ไม่เหมาะกับการทำเกษตร แต่ท้องฟ้าสีครามกว้างใหญ่ ไร้ขอบเขต เหมาะอย่างยิ่งกับการเลี้ยงโคนม ตราบใดที่ให้พ่อค้าเห็นถึงผลกำไร ข้าพนันได้เลยว่า จะต้องดึงดูดชาวบ้านจำนวนมากให้ย้ายถิ่นฐานไปยังโม่เป่ยแน่นอน”

“ภายในไม่กี่ปี โม่เป่ยก็จะเต็มไปด้วยชาวต้าเซี่ย ชาวบ้านสามารถพึ่งพาตนเองได้ แล้วเหตุใดต้องให้ราชสำนักจัดสรรเงินหรือทหารไปประจำการด้วยเล่า? พ่อค้าเหล่านั้นก็จะไม่ยอมให้ทหารม้าโม่เป่ยก่อความวุ่นวายในทุ่งหญ้าแน่นอน ได้อย่างเสียอย่าง ไม่เพียงแต่จะประหยัดเสบียงและทหารเท่านั้น แต่โม่เป่ยก็อาจจะกลายเป็นดินแดนของต้าเซี่ยอย่างแท้จริง”

หยางฝานกล่าวอย่างใจเย็น “ใช้สิ่งนี้เป็นข้อต่อรอง โม่เป่ยจะไม่ยอมเจรจาสงบศึกด้วยดีได้หรือ?”

“ฮ่าฮ่าฮ่า...”

แต่ใครจะรู้ เมื่อเซี่ยรั่วหลินได้ฟังแล้วกลับหัวเราะเสียงดังจนตัวงอ

“หยางฝาน เจ้าบอกว่าแค่พึ่งโคพวกนี้ก็สามารถเปลี่ยนโม่เป่ยให้กลายเป็นดินแดนของต้าเซี่ยได้งั้นรึ? และยังสามารถใช้สิ่งนี้ข่มขู่คณะทูตโม่เป่ยให้ยอมเจรจาสงบศึกแต่โดยดีได้อย่างนั้นรึ?”

ใบหน้าของเซี่ยรั่วหลินเต็มไปด้วยความดูแคลน “หยางฝาน ข้าบอกให้เจ้าเรียนหนังสือให้เยอะ ๆ เจ้ากลับเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ถึงกับคิดแผนเด็ดที่เหลวไหลเช่นนี้ออกมาได้ ช่างน่าขันสิ้นดี!”

“ถ้ามันง่ายขนาดนั้น อาศัยแค่โคไม่กี่ตัวก็สามารถแก้ไขภัยคุกคามจากโม่เป่ยได้ เรื่องแบบนี้จะตกมาถึงเจ้ารึ?”

“หยางฝาน เจ้าเลิกเพ้อฝันเสียที แล้วรีบดำเนินตามความเป็นจริง คิดหาวิธีรับมือกับการกลั่นแกล้งของคณะทูตโม่เป่ยเสีย!”

เซี่ยรั่วหลินไม่เชื่อแผนเด็ดของหยางฝานแม้แต่คำเดียว

นางกลอกตาสวยกลมโตและเร่งเร้าอย่างหงุดหงิดว่า “รีบไป รีบไป ข้าได้ยินมาว่า พ่อค้าข้าวในเมืองหลวงฉวยโอกาสขึ้นราคาข้าวเพราะเรื่องที่โม่เป่ยเรียกร้องเสบียง ซึ่งอาจจะมีไส้ศึกของโม่เป่ยแฝงตัวอยู่ด้วยก็เป็นได้ เจ้าตามข้าไปตรวจสอบดู บางทีอาจจะล้วงแผนการของคณะทูตโม่เป่ยได้”

เหอะ!

หยางฝานได้ยินดังนั้นก็เผลอหัวเราะออกมา “เหตุใดองค์หญิงต้องกระทำที่ขัดแย้งกับจุดประสงค์ด้วยเล่า? อีกอย่าง ต่อให้จับไส้ศึกได้แล้วจะยังไง? คณะทูตโม่เป่ยคงไม่โง่ขนาดนั้น ทำไปก็เสียแรงเปล่า”

“เจ้า! หยางฝาน เจ้าบังอาจ! ข้าไม่ถือสาความโง่เขลาของเจ้าก็ดีเท่าไหร่แล้ว แต่เจ้ากลับกล้าหัวเราะเยาะข้า?”

“ข้าจะถามเจ้าว่า คำสั่งของข้า เจ้าจะฟังหรือไม่ฟัง?”

เซี่ยรั่วหลินมีสีหน้าโกรธจัด จ้องมองหยางฝานอย่างขุ่นเคือง

เมื่อเห็นเซี่ยรั่วหลินเดือดดาลเช่นนี้ หยางฝานก็ได้แต่ส่ายหน้าพลางถอนหายใจเบา ๆ และไม่คิดจะอธิบายอะไรอีก

“ฝ่าบาททรงแต่งตั้งข้าเป็นผู้รับผิดชอบ แม้องค์หญิงจะเป็นรองทูต แต่ก็ไม่มีอำนาจออกคำสั่งข้าไม่ใช่หรือ? ถึงเวลาอาหารเย็นของจวนแล้ว หากองค์หญิงไม่มีเรื่องอื่นใดแล้ว ก็เชิญกลับไปเถอะ”

หยางฝานออกสั่งขับไล่แขกด้วยน้ำเสียงเฉยชา

“หยางฝาน เจ้าไล่ข้า?”

เซี่ยรั่วหลินไม่อยากจะเชื่อ

ไม่คิดเลยว่าหยางฝานที่เคยอ่อนน้อมถ่อมตนเมื่ออยู่ต่อหน้านางจะกล้าแข็งข้อต่อต้านนางถึงเพียงนี้!

“หยางฝาน ข้าเป็นคนที่ฝ่าบาทส่งมากำกับดูแลเจ้า เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาไล่ข้าไป? เจ้าเอาความกล้ามาจากไหนถึงได้กล้าไม่เชื่อฟังคำสั่งของข้า?”

เซี่ยรั่วหลินกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา “หยางฝาน เจ้าเชื่อหรือไม่ว่า เพียงแค่ข้านำความโง่เขลาที่เจ้าก่อทั้งหมดไปกราบทูลเสด็จพี่ เจ้าก็จะไม่ได้เป็นแม้กระทั่งซื่อจื่อ?”

“ข้า ไม่ เชื่อ!”

หยางฝานกล่าวทีละคำอย่างหนักแน่น

“หากอยากทูลฟ้อง ก็เชิญองค์หญิงตามสบายพ่ะย่ะค่ะ!”

“เจ้า!”

“หยางฝาน เจ้าคอยดูเถอะ!”

เซี่ยรั่วหลินโกรธจัด สะบัดแขนเสื้อเดินจากไปด้วยสีหน้าคร่ำเครียด

“ซื่อจื่อ...”

ฉิงเอ๋อร์ที่อยู่ข้าง ๆ รู้สึกกังวลเล็กน้อย “องค์หญิงใหญ่คงไม่ได้จะไปฟ้องฝ่าบาทจริง ๆ หรอกนะเจ้าคะ?”

“จริงแล้วจะยังไง? ไม่จริงแล้วจะยังไง?”

หยางฝานไม่ใส่ใจ “เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ทุกสิ่งเอง”

...

“ปัง!”

ที่จวนแม่ทัพเถาฮวา

รถม้าคันหนึ่งวิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อฝุ่นคลุ้งจางลง สตรีนางหนึ่งที่ใบหน้าเปื้อนเลือดก็ล้มลงอยู่หน้าประตูจวนแม่ทัพ...

“นายท่าน แย่แล้ว แย่แล้วขอรับ!”

“ชุนหลิ่ว สาวใช้ของคุณหนูถูกควักลูกตา ถูกโยนทิ้งไว้หน้าประตูขอรับ!”

ในจวนแม่ทัพ พ่อบ้านวิ่งเข้ามารายงานด้วยความรีบร้อน

“อะไรนะ?”

หลินเจิ้งถังได้ยินดังนั้นก็ตกใจมาก “รีบพาคนเข้ามาข้างใน แล้วไปตามหมอหลวงมา!”

ทั่วทั้งจวนแม่ทัพวุ่นวายไปหมด

หลินชิงเยว่ที่กำลังฝึกดาบอยู่เรือนหลังก็สะดุ้งตกใจ รีบเร่งฝีเท้าออกมาดู

ครึ่งชั่วโมงต่อมา ในที่สุดชุนหลิ่วก็ฟื้นขึ้นมาอย่างอ่อนแรง

“ชุนหลิ่ว เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

หลินชิงเยว่ถามด้วยสีหน้าเย็นชา

“คุณหนู!”

ชุนหลิ่วอยากจะร้องไห้ แต่ไร้น้ำตา กล่าวเสียงสะอื้นว่า “หยางฝานเจ้าค่ะ!”

“หยางฝาน?”

หลินชิงเยว่ขมวดคิ้ว “เจ้าบอกว่าหยางฝานเป็นคนทำให้เจ้าเป็นเช่นนี้งั้นรึ? เป็นไปได้ยังไง! ข้ารู้จักนิสัยของหยางฝานดี เขาไม่มีทางกล้าทำเช่นนี้แน่นอน!”

“คุณหนู...”

ชุนหลิ่วกัดฟันกรอด นางเกลียดหยางฝานเข้ากระดูกดำ

แต่นางก็รู้ดีว่า หากบอกคุณหนูว่านางเป็นฝ่ายขอให้หยางฝานควักลูกตาของอารักขาก่อน นางจะต้องถูกคุณหนูลงโทษอย่างแน่นอน

เมื่อคิดได้ดังนั้น ชุนหลิ่วก็พลันกลิ้งลงจากเตียงแล้วคุกเข่าลงกับพื้นพลางกล่าวด้วยความคับแค้นใจอย่างมากว่า “คุณหนู! เป็นหยางฝานจริง ๆ เจ้าค่ะ! ข้าไปขอพบเขาที่จวนเยียนอ๋อง แต่เขาไม่เพียงแต่ไม่ยอมพบข้า ยังสั่งให้ทหารดูหมิ่นข้า ข้าแค่โต้ตอบไปไม่กี่คำ หยางฝานก็ตำหนิข้าว่าดูหมิ่นอารักขาของเขา และยังบอกว่าข้าเป็นแค่สาวใช้ตัวเล็ก ๆ แม้จะเป็นสาวใช้ของคุณหนูก็ไม่มีสิทธิ์มาวางอำนาจในถิ่นของเขาเจ้าค่ะ...”

“เขายังบอกอีกว่า คุณหนูเป็นแค่แม่ทัพ ส่วนเขาเป็นถึงซื่อจื่อฟานอ๋องผู้สูงศักดิ์ ข้ารู้สึกโมโหมาก จึงหลุดปากไปว่า... คนอย่างเขาสมควรถูกคุณหนูทิ้ง แต่เขา เขา เขาถึงกับสั่งให้คนควักตาข้า!”

“คุณหนู!”

ชุนหลิ่วมีสีหน้าโหดร้าย “คุณหนู! หยางฝานไม่เห็นหัวใคร แถมยังด่าประจานคุณหนู และยังบันดาลโทสะใส่ข้า... ท่านต้องทวงความยุติธรรมให้ข้านะเจ้าคะ!”
Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • หลังจบความสัมพันธ์ ข้ากลายเป็นอ๋องต่างสกุลที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์   บทที่ 40

    เซี่ยรั่วหลินแค่นเสียงเย็นชา“ฮึ! ข้าต้องนั่งข้างเจ้าเพื่อคอยกำกับดูแลเจ้า ถึงตอนนั้น หากเจ้าเจรจาได้ไม่ดี ก็ให้ข้าเจรจาแทน ข้าบอกเจ้าไว้เลยนะว่า ข้ามีแม่ทัพเถาฮวาคอยช่วยเหลือ ด้วยพลังอำนาจของแม่ทัพเถาฮวา บางทีอาจจะทำให้ชาวโม่เป่ยหวาดกลัวจนถอยรนกลับไปจริง ๆ ก็ได้!”เซี่ยรั่วหลินกล่าวพลางชี้ไปยังหลินชิงเยว่ ซึ่งอยู่ไม่ไกลด้วยความภาคภูมิใจเมื่อเห็นเซี่ยรั่วหลินชี้มาที่ตน หลินชิงเยว่ก็รีบประสานมือคารวะและเมื่อมองเห็นหยางฝาน นางกลับทำหน้าดูแคลนหยางฝานลอบส่ายหน้าในใจไม่ใช่ว่าเขาดูถูกหลินชิงเยว่เพราะเรื่องถอนหมั้น เพียงแต่ความน่าเกรงขามของหลินชิงเยว่ที่มีต่อชาวโม่เป่ยนั้น เกรงว่าอาจจะไม่สูงอย่างที่เซี่ยรั่วหลินคาดหวังไว้ทว่าหยางฝานไม่ได้พูดเรื่องนี้ออกมาเมื่อเผชิญหน้ากับสายตาดูถูกเยาะเย้ยที่เหล่าขุนนางมองมาเป็นครั้งคราว หยางฝานก็ยังคงมีสีหน้าสงบนิ่ง เพียงลิ้มรสสุราในถ้วยอย่างใจเย็นไม่นานนัก ขันทีหวังก็เดินออกมา“ฝ่าบาทเสด็จ!”เมื่อได้ยินคำนี้ เหล่าขุนนางก็ลุกขึ้นยืนอย่างพร้อมเพรียงกันจากนั้นก็เห็นเซี่ยหลงยวนในชุดฉลองพระองค์สีเหลืองทองลายมังกรเสด็จออกมา“ถวายบังคมฝ่าบาท ฝ

  • หลังจบความสัมพันธ์ ข้ากลายเป็นอ๋องต่างสกุลที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์   บทที่ 39

    เมื่อเห็นความมั่นใจบนใบหน้าของหยางฝาน เซี่ยหลงยวนก็รู้สึกมั่นใจขึ้นมาอย่างประหลาด จึงผงกศีรษะทันที“ดี ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะคอยดู!”...ประตูพระราชวังค่อย ๆ เปิดออกพร้อมกับเสียงระฆังที่ดังยาวนาน ขุนนางทั้งหลายก้าวเข้าไปข้างใน แล้วจึงทยอยกันนั่งลงตามลำดับวันนี้เป็นงานเลี้ยงต้อนรับคณะทูตโม่เป่ยเพื่อเจรจาสันติ แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ขุนนางที่เข้าร่วมได้ในบรรดาผู้เข้าร่วมมีนักศึกษาและนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ของต้าเซี่ยหลายคน รวมถึงผู้ที่มีความสามารถด้านศิลปะและการประพันธ์ต้าเซี่ยเป็นดินแดนแห่งขนบธรรมเนียมและพิธีการที่ถ่ายทอดความรู้และเกียรติภูมิผ่านบทกวีและตำรา เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคณะทูตโม่เป่ย ก็ย่อมต้องแสดงความยิ่งใหญ่ให้เห็นอย่างเต็มที่“องค์หญิงใหญ่เสด็จ!”เหล่าขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ที่อยู่ในที่นั้นต่างก็ลุกขึ้นยืนอย่างพร้อมเพรียงกัน พร้อมกับเสียงโห่ร้องของขันทีคนหนึ่ง “ถวายบังคับองค์หญิง!”ในขณะนั้น เซี่ยรั่วหลินยกชายกระโปรงวิ่งเข้ามา โดยไม่สนใจการถวายบังคมของเหล่าขุนนางเลยแม้แต่น้อย นางตรงดิ่งเข้าไปหาหยางฝานทันที“หยางฝาน เจ้าคนโง่! เจ้าคิดจะฆ่าข้าหรือไง!”เซี่ยรั่วหลิน

  • หลังจบความสัมพันธ์ ข้ากลายเป็นอ๋องต่างสกุลที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์   บทที่ 38

    ไม่นานนัก ข่าวที่หยางฝานจะไม่ชดใช้แม้แต่ข้าวเม็ดเดียวหรือเงินหนึ่งตำลึงในการเจรจาสันติครั้งนี้ก็ได้แพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวง ในชั่วพริบตา คำสรรเสริญนับไม่ถ้วนว่า เยียนอ๋องคือวีรบุรุษที่แท้จริง ก็หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสายแต่คนที่มีเจตนาแอบแฝงหลายคนกลับดูถูกคำพูดเหล่านี้อย่างที่สุดเพราะพวกเขารู้ดีว่า ตอนนี้หยางฝานถูกชาวบ้านเชิดชูขึ้นสูงเพียงใด เวลาตกลงมาก็จะเจ็บปวดเท่านั้นเมื่อยามสนธยาเริ่มมาเยือน เสียงกลองและเสียงระฆังก็ดังขึ้นทั่วพระราชวังเหล่าขุนนางจำนวนมากแต่งกายเต็มยศ เดินเข้าสู่พระราชวังด้วยสีหน้าเคร่งขรึมการเจรจาสันติระหว่างต้าเซี่ยกับโม่เป่ย หาใช่ครั้งแรกไม่ แต่ทุกครั้งที่เจรจาสันติกัน ก็จะลงเอยด้วยการที่ต้าเซี่ยต้องชดใช้เงินและเสบียงจำนวนมหาศาลทว่าต่อให้จะชดใช้เงินและเสบียงไปมากมายขนาดนี้ โม่เป่ยก็ยังคงก่อความวุ่นวายปีแล้วปีเล่าเงินและเสบียงเหล่านั้น ราวกับเพียงแค่ซื้อความสงบสุขให้ต้าเซี่ยได้ไม่กี่เดือนเท่านั้นในขณะที่ขุนนางกลุ่มหนึ่งเดินไปด้วยความคิดที่แตกต่างกันนั้นเอง ทันใดนั้น รถม้าคันหนึ่งก็แล่นผ่านพวกเขาไปอย่างรวดเร็ว“ในเขตพระราชวัง ยังกล้าควบรถม้ารี

  • หลังจบความสัมพันธ์ ข้ากลายเป็นอ๋องต่างสกุลที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์   บทที่ 37

    ในเวลานี้หยางฝานไม่ควรรู้สึกกดดันอย่างมากหรอกหรือ!“ท่านเยียนอ๋อง ไม่ทราบว่าการเจรจาสันติกับโม่เป่ยในครั้งนี้ ท่านเตรียมจะยอมรับเงื่อนไขใดบ้างขอรับ?” มีคนกล้าถามขึ้น“ตอนนี้รายละเอียดการเจรจาสันติยังคงเป็นความลับ แต่ดังที่ทุกท่านกล่าวไว้ ต้าเซี่ยของเราชนะโม่เป่ยแล้ว ย่อมไม่มีเหตุผลอันใดที่เราจะต้องจ่ายทั้งเงินทั้งเสบียง ดังนั้น ข้าสามารถให้คำมั่นกับทุกคนได้ว่า ในการเจรจาสันติครั้งนี้ ต้าเซี่ยของเราจะไม่ยอมชดใช้แม้แต่ข้าวเมล็ดเดียวหรือเงินหนึ่งตำลึงเด็ดขาด!”เมื่อหยางฝานกล่าวจบ บรรยากาศในที่นั้นก็เงียบสงัดไปชั่วขณะแม้ว่าชาวบ้านจะโกรธแค้น แต่พวกเขาก็รู้ดีว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ให้ผลประโยชน์ใด ๆ แก่ชาวโม่เป่ยเลยแต่พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่า หยางฝานจะกล้าให้คำมั่นกับพวกเขาว่าจะไม่ชดใช้แม้แต่ข้าวเมล็ดเดียวหรือเงินหนึ่งตำลึง!เยียนอ๋องมีความมั่นใจถึงเพียงนี้เชียวหรือ?“เยียนอ๋องจงเจริญ!”ไม่รู้ว่าใครตะโกนขึ้นมาก่อน จากนั้นชาวบ้านก็พร้อมใจกันตะโกนเสียงดังกึกก้อง“เยียนอ๋องจงเจริญ!”“เยียนอ๋องจงเจริญ!”เมื่อมองหยางฝานที่จมหายไปในเสียงโห่ร้องแห่งความยินดี หลายคนในหมู่ฝูงชนต่างสบตากันแล

  • หลังจบความสัมพันธ์ ข้ากลายเป็นอ๋องต่างสกุลที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์   บทที่ 36

    “เรื่องนี้เริ่มแพร่มาจากโรงสุราและหอคณิกาต่าง ๆ ทั่วเมือง ตอนที่พวกกระหม่อมพบว่ามีบางอย่างผิดปกติ ข่าวสารก็ได้แพร่ไปทั่วเมืองหลวงแล้ว จึงไม่สามารถสืบหาได้เลยว่าใครเป็นคนปล่อยข่าวลือพ่ะย่ะค่ะ!”เมื่อได้ยินเช่นนั้น เซี่ยหลงยวนก็ขมวดคิ้ว“ดูเหมือนว่ามีคนต้องการให้เยียนอ๋องตายสินะ!”เซี่ยหลงยวนกำหมัดแน่นบัดนี้ข่าวลือในเมืองหลวงได้แพร่กระจายไปถึงขนาดนี้ หากผลการเจรจาสันติของหยางฝานไม่เป็นที่น่าพอใจ จะต้องนำมาซึ่งความไม่พอใจของปวงประชาอย่างรุนแรงแน่นอนเมื่อถึงตอนนั้น เกรงว่าแม้แต่ฮ่องเต้อย่างเขาเองก็อาจจะควบคุมไว้ไม่อยู่!“ตรวจสอบต่อไป แล้วก็ส่งให้หน่วยคงคาทมิฬอีกกลุ่มไปคุ้มครองความปลอดภัยของเยียนอ๋องด้วย!”เซี่ยหลงยวนโบกมือ“พ่ะย่ะค่ะ!”สายลับถอยออกไปเมื่อเขาจากไป เซี่ยหลงยวนถึงถอนหายใจ“เยียนอ๋องเอ๋ยเยียนอ๋อง ดูเหมือนว่าจะมีหลายคนที่ไม่ต้องการให้เจ้าขึ้นครองตำแหน่งนี้ ข้าก็ช่วยเจ้าได้เพียงเท่านี้แหละ หวังว่าเจ้าจะมีวิธีรับมือกับมันนะ!”..และในขณะเดียวกัน ในจวนเยียนอ๋อง“ท่านอ๋อง นี่เป็นแผนการของคนที่มีเจตนาจะยกย่องท่านเป็นพิเศษชัด ๆ ตอนนี้พวกเราอย่าออกไปตอบโต้อะไรเลยจะดีก

  • หลังจบความสัมพันธ์ ข้ากลายเป็นอ๋องต่างสกุลที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์   บทที่ 35

    ทุกคนมองขวดที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อพวกเขาไม่ได้สนใจสิ่งที่บรรจุอยู่ในขวด แต่ขวดต่างหากที่ทำให้พวกเขาตาเป็นประกาย“ของสิ่งนี้แหละคือเหตุผลที่ข้าเรียกพวกเจ้ามารวมตัวกันในวันนี้!”หยางฝานกล่าว“ท่านประธานขอรับ ขวดนี้ต้องเป็นสมบัติล้ำค่าที่สวรรค์ประทานมาเป็นแน่ สมบัติล้ำค่าเช่นนี้ จะนำมาทำการค้าขายได้อย่างไรกันขอรับ?”นายกสมาคมการค้าเหลียงโจวส่ายหน้าทันทีคนอื่น ๆ ก็ผงกศีรษะเห็นด้วยเมื่อเห็นพวกเขาสนใจแต่ขวด หยางฝานก็ถึงกับพูดไม่ออก“ขวดนี่จะเป็นสมบัติล้ำค่าบ้าบออะไรกันเล่า! ถ้าพวกเจ้าอยากได้ ข้าเผาออกมาเป็นพัน ๆ ชิ้นเมื่อไหร่ก็ได้”พอหยางฝานกล่าวเช่นนั้นจบ ทุกคนต่างมองเขาด้วยความประหลาดใจ“ท่าน... ท่านประธาน ท่านไม่ได้ล้อเล่นใช่หรือไม่ขอรับ? ขวดพวกนี้ใสยิ่งกว่าไข่มุกแห่งทะเลบูรพาเสียอีก ท่านสามารถเผาออกมาได้เป็นพัน ๆ ชิ้นเลยหรือขอรับ?”โจวกว่างรุ่ยเอ่ยถามอย่างไม่อยากจะเชื่อหยางฝานผงกศีรษะ“ของสิ่งนี้เรียกว่าแก้ว ทำได้โดยการเผาทราย”เมื่อได้ยินดังนั้น โจวกว่างรุ่ยก็แทบจะล้มลงกับพื้นให้ตายเถอะ! เขาอุตส่าห์คิดว่าตัวเองทุ่มเงินก้อนโตซื้อสมบัติล้ำค่ามาได้ ไม่คิดเลยว่

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status