Share

บทที่ 6

บรรยากาศในลานบ้านตระกูลเหอที่เคยเงียบเหงาตามความทรงจำของชาติที่แล้วในเวลานี้หลังจากพ่อได้รับบาดเจ็บของหลิงซี บัดนี้กลับคึกคักไปด้วยหยาดเหงื่อและเสียงหัวเราะของความหวัง เหอจื้อเหวินเป็นคนไปยกถังน้ำออกมา ขณะที่เสี่ยวเป่ากับซินเยว่พากันกุลีกุจอช่วยกันขัดสนิมและคราบฝุ่นที่เกาะอยู่บนรถเข็นสี่ล้อย่างแข็งขัน

“ซินเยว่ เสี่ยวเป่า เบามือหน่อยลูก เดี๋ยวสีหลุดหมด” หลินซูอวี้ร้องบอกกลั้วหัวเราะ ก่อนจะเดินกลับเข้าครัวเพื่อไปเตรียมน้ำหวานมาให้ทุกคนจิบแก้เหนื่อย

ส่วนหลิงซีเดินสำรวจรอบรถเข็นไม้คันเก่า ที่โครงสร้างไม้เนื้อแข็งยังคงแน่นหนาดี มีเพียงส่วนที่เป็นเหล็กเท่านั้นที่มีสนิมเกาะกินบางจุด เธอใช้สายตากวาดประเมินสัดส่วนและพื้นที่ใช้สอยทันที

“พ่อคะ ตรงช่องด้านบนตรงนี้ ลุงเฉินกั้นไว้ทำอะไรเหรอคะ?” เธอถามพลางเอื้อมมือไปแตะอย่างสนใจ

“อ๋อ ลุงเฉินแกเคยขายน้ำเต้าหู้กับซาลาเปานึ่งน่ะลูก ตรงนั้นแกเจาะช่องไว้ตั้งเตาถ่าน” คนเป็นพ่อตอบพลางใช้ผ้าเช็ดเหงื่อที่ขมับ

“พ่อคิดว่าถ้าเราเอามาปรับตรงนี้ ให้กระทะทอดไก่อยู่ฝั่งซ้าย แล้วตั้งเตาย่างหมูหมักน้ำผึ้งฝั่งขวา ส่วนตรงกลางใช้ตั้งถาดกระจกโชว์ของทอด... มันน่าจะพอดีและสะดวกต่อการหยิบจับมากเลยนะ”

“ความคิดพ่อเยี่ยมมากเลยค่ะ!” หลิงซีฉีกยิ้มกว้าง

“หนูจะช่วยเช็ดกระจกและทาสีกันสนิมตรงนี้ให้เองค่ะ”

ในขณะที่ทุกคนในครอบครัวเหอกำลังลงแรงช่วยกันทำความสะอาดและตกแต่งรถเข็นคันแรกในชีวิตอย่างขะมักเขม้น เสียงฝีเท้าที่ก้าวเดินอย่างมั่นคงก็ดังมาจากหน้าประตูรั้วบ้าน

ร่างสูงโปร่งของหลิวซิงเดินก้าวผ่านประตูเข้ามาพร้อมกับเข็นจักรยานเข้ามาด้วย ท่าทางของเด็กหนุ่มแม้จะดูเหน็ดเหนื่อยจากการขี่รถสำรวจตลาดมาทั้งวัน แต่ใบหน้าตรงไปตรงมานั้นกลับประดับไปด้วยรอยยิ้มอย่างหาได้ยาก

“พี่ซิง!” เสี่ยวเป่าละมือจากกะละมังน้ำแล้วร้องทัก

“มาดูเร็ว! พ่อซื้อรถเข็นมาแล้ว!”

หลิวซิงยกยิ้มมุมปากให้เขา ก่อนตั้งขาตั้งจักรยานแล้วเดินตรงเข้ามาหาเหอจื้อเหวินและหลิงซี

“ลุงเหอครับ ซีซี... ฉันไปเดินดูทำเลค้าขายริมตลาดท่าเรือมาให้แล้วนะ”

“เป็นยังไงบ้างอาซิง?” เหอจื้อเหวินถามอย่างสนใจพลางวางแปรงขัดลง

หลิวซิงกางสมุดโน้ตเล่มเล็กออก ชี้ให้ดูรอยขีดเขียนคร่าว ๆ ที่เขาจดไว้

“ตรงฝั่งตะวันออกใกล้ท่าเรือใหญ่คนเยอะจริงครับ แต่คนแน่นเกินไปจนไม่มีที่ว่างเลย แถมตรงนั้นพวกลูกเรือเดินกันวุ่นวาย อาจจะเบียดกันจนขายลำบาก... แต่ว่าผมไปเจอทำเลดีอีกแห่งมาครับ ตรงนั้นเป็นลานกว้างหน้าทางเข้าตลาดฝั่งตะวันตก”

“ตรงฝั่งตะวันตกเหรอ?” หลินซูอวี้ที่เดินยกถาดน้ำหวานออกมาถามขึ้น

“ครับป้าซูอวี้” เด็กหนุ่มพยักหน้า อธิบายด้วยน้ำเสียงตั้งใจ

“ตรงนั้นเป็นจุดที่คนเลิกงานจากท่าเรือและชาวบ้านที่มาเดินซื้อของกินตอนเย็นต้องเดินผ่านทุกคน ใกล้กับต้นไม้ใหญ่ มีแสงไฟจากเสาไฟฟ้าส่องสว่างพอดี ที่สำคัญคือพื้นที่ตรงนั้นกว้างพอจะจอดรถเข็นคันนี้ได้สบาย ๆ ไม่บังหน้าร้านใคร และลุงร้านขายชาข้าง ๆ ก็ใจดี บอกว่าถ้าพวกเรามาขายของทอดกับหมูย่าง แกยินดีให้แบ่งใช้พื้นที่ได้ด้วยครับ”

เหอจื้อเหวินได้ฟังก็ตาเป็นประกายทันที “ดีเลย! ฝั่งตะวันตกเดินทางสะดวก ลากรถเข็นไปจากบ้านเราแป๊บเดียว ก็ถึง!”

“แถมคนเดินผ่านเยอะขนาดนั้น ไก่ทอดกับหมูย่างของแม่ต้องขายหมดเกลี้ยงแน่ ๆ ค่ะ!” ซินเยว่เสริมขึ้นอย่างตื่นเต้น

หลิงซีมองหน้าหลิวซิงด้วยความซาบซึ้ง เพื่อนเธอคนนี้ตั้งใจสำรวจทำเล คุยกับแม่ค้าพ่อค้าแถวนั้นเพื่อหาจุดตั้งแผงที่ดีที่สุดให้กับการค้านี้อย่างจริงจังจริง ๆ

“ขอบใจนะอาซิง ลำบากนายแย่เลย” หลิงซีเอ่ยกลั้วยิ้ม

หลิวซิงยักไหล่เบา ๆ ตามสไตล์คนไม่ค่อยพูด “ลำบากอะไรกัน เรื่องแค่นี้เอง... ในเมื่อได้รถเข็นมาแล้ว แถมได้ทำเลดี ๆ มาด้วย ถ้างั้นเย็นพวกเราก็เริ่มลองเปิดร้านขายของกันได้แล้วใช่ไหม”

“ได้สิ!” หลิงซีตอบเขาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มพลางคิดว่าดีจริง ๆ ที่เพื่อนของเธอคนนี้ยังอยู่ สิ้นคำของเธอทุกคนก็แยกย้ายกันทำหน้าที่ของตัวเองทันทีราวกับซักซ้อมกันมาแล้ว

เหอจื้อเหวินใช้ค้อนตอกยึดชั้นวางไม้ให้แน่นอีกครั้ง ก่อนติดตั้งเตาถ่านและลองวางกระทะเหล็กกับตะแกรงย่างในตำแหน่งที่ตกลงกันไว้

ส่วนหลินซูอวี้กับซินเยว่ช่วยกันนำหมูหมัก ไก่ที่คลุกแป้ง และเครื่องปรุงทั้งหมดบรรจุลงภาชนะอย่างเป็นระเบียบ หลิวซิงรับหน้าที่เขียนป้ายราคาและช่วยขนของขึ้นรถเข็น ขณะที่เสี่ยวเป่า วิ่งไปวิ่งมาไม่หยุด เดี๋ยวถือถังน้ำ เดี๋ยวถือถ่าน เดี๋ยวก็ช่วยยกโต๊ะตัวเล็กจนเหงื่อชุ่มไปทั้งตัว

“พี่ใหญ่ แบบนี้ใช้ได้ไหม” คนเป็นน้องยกป้ายไม้ที่เพิ่งเขียนเสร็จขึ้นมาอย่างภาคภูมิใจประหนึ่งว่าเจ้าตัวเป็นคนเขียนเอง

“หมูหมักน้ำผึ้งย่างร้อน ๆ ไม้ละ 2 หยวน ไก่ทอดสูตรพิเศษ ชิ้นละ 3 หยวน ชานมไข่มุก แก้วละ 2 หยวน”

หลิงซีรับป้ายไม้มาไล่อ่านทีละบรรทัด ก่อนอมยิ้มแล้วอดไม่ได้ที่จะพยักหน้าอย่างพอใจ

“ตัวหนังสือสวยมาก เดี๋ยวเอาไปแขวนหน้ารถเข็นได้เลย” หลิวซิงที่ได้ยินคำชมแม้ว่าหน้าจะยังคงนิ่งแต่หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าใบหูของเขาแดงขึ้นเล็กน้อย

“งั้นฉันเอาไปติดเลยนะ” เด็กหนุ่มรับป้ายไม้กลับไป ก่อนใช้เชือกที่เตรียมไว้ผูกเข้ากับคานด้านหน้าของรถเข็นอย่างแน่นหนา จากนั้นถอยหลังออกมาสองก้าว กวาดตามองผลงานของตัวเองแล้วพยักหน้าเบา ๆ

“แบบนี้น่าจะมองเห็นตั้งแต่ไกลแล้ว”

ซึ่งเสี่ยวเป่าเองก็ถอยหลังออกมาเช่นกัน อีกทั้งเจ้าตัวยังกอดอกมองผลงานของทุกคนแล้วเอ่ยชมด้วย

“ดูดีเหมือนร้านใหญ่เลย”

“ก็ต้องดูดีอยู่แล้ว” ซินเยว่ยิ้มกว้าง “ร้านแรกของบ้านเราเชียวนะ”

เหอจื้อเหวินใช้ผ้าสะอาดเช็ดขอบรถเข็นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนพยักหน้าอย่างพอใจ

“เหลือแค่จุดเตา แล้วก็ยกของขึ้นรถก็พร้อมออกไปขายได้แล้ว”

จบคำของเขา ทุกคนต่างเร่งมือกันต่อโดยไม่มีใครบ่นเหนื่อย ถ่านถูกเทลงในเตาอย่างพอเหมาะ น้ำมันสำหรับทอดถูกปิดฝาแน่น ถังน้ำสะอาดถูกยกขึ้นวางมุมรถเข็น ส่วนภาชนะใส่หมูหมักและไก่ทอดก็ถูกเรียงแยกเป็นสัดส่วน โดยมีหลิงซีเป็นคนตรวจดูทั้งหมดอีกครั้ง เธอเดินวนรอบรถเข็นช้า ๆ ตั้งแต่เตา ถังน้ำ อุปกรณ์คีบอาหาร ไปจนถึงกล่องเก็บเงิน ทุกอย่างเป็นระเบียบกว่าที่คิดไว้เสียอีก

“เรียบร้อย” เธอกล่าวออกมาในที่สุด “พวกเราไปขายของกันเถอะค่ะ”

“เยส!”

เสี่ยวเป่าชูกำปั้นขึ้นเหนือศีรษะอย่างฮึกเหิม ซินเยว่เองก็ยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ ขณะที่เหอจื้อเหวินกับหลินซูอวี้สบตากัน ก่อนทั้งสองจะหัวเราะออกมาเบา ๆ

ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า... ครอบครัวที่เป็นเพียงคนหาปลาอยู่กับทะเล วันนี้กลับกำลังจะมีร้านค้าของตัวเองเป็นครั้งแรก

เหอจื้อเหวินจับด้ามรถเข็นทั้งสองข้างแล้วลองออกแรงเข็นไปข้างหน้า ล้อไม้ทั้งสี่หมุนไปอย่างนุ่มนวลกว่าที่คิด แม้จะมีเสียงเอี๊ยดอ๊าดของแกนล้อดังขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่ได้กระทบต่อการใช้งาน

“ไปได้สบาย” ชายวัยกลางคนยิ้มกว้าง “เดี๋ยวพ่อเป็นคนเข็นเอง”

“ผมช่วยครับ” หลิวซิงก้าวเข้ามาจับด้านข้างรถเข็นทันที “ของหนักแบบนี้ช่วยกันดีกว่า”

“งั้นผมจะช่วยดันด้วย” เสี่ยวเป่าก็รีบเข้ามาสมทบอย่างไม่ยอมน้อยหน้า เห็นภาพนี้แล้ว หลิงซีก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้

ขณะที่แสงแดดยามบ่ายคล้อยทอดยาวไปตามตรอกขนาดรถเดินได้ทางเดียว ผู้คนที่เดินสวนกันต่างอดหันมามองไม่ได้ เมื่อเห็นรถเข็นคันใหม่ของครอบครัวเหอ

“อ้าว... จื้อเหวิน จะไปขายของหรือ?” ชายวัยกลางคนที่กำลังหิ้วอวนปลาร้องทักด้วยความแปลกใจ

เหอจื้อเหวินยิ้มกว้าง “ใช่แล้วพี่หลี่ ลองดูสักตั้ง”

“ดี ๆ ขอให้ขายดีนะ”

“ขอบคุณครับ” ตลอดทางมีเพื่อนบ้านหลายคนโบกมือทักทาย บางคนถึงกับเดินเข้ามาดูรถเข็นอย่างสนใจ

“ว่าแต่ขายอะไรล่ะ” ใครอีกคนถามขึ้นก่อน

“หมูย่างกับไก่ทอดจ้ะ” หลินซูอวี้เป็นคนตอบ

“อย่างนั้นเหรอไว้เลิกงานแล้วจะไปอุดหนุนนะ” เพียงไม่กี่ประโยคก็ทำให้กำลังใจของทุกคนเพิ่มขึ้นไม่น้อย

กระทั่งเมื่อพวกเขาเดินเข้าใกล้เขตตลาดท่าเรือ... บรรยากาศก็เริ่มเปลี่ยนไป ผู้คนหนาตาขึ้น เสียงคนต่อรองราคาสินค้า เสียงเรือเทียบท่า และเสียงกรรมกรขนสินค้าดังสลับกันไม่ขาดสาย

กลิ่นคาวทะเลผสมกับกลิ่นอาหารจากร้านค้าริมทางลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ หลิงซีค่อย ๆ กวาดสายตามองรอบด้านอย่างแนบเนียน เธอไม่ได้สนใจเพียงทำเล แต่กำลังสังเกตผู้คน

ทันใดนั้น... ชายร่างกำยำสองคนที่นั่งสูบบุหรี่อยู่หน้าร้านขายเหล้าไม่ไกลนัก ต่างหันมามองรถเข็นของพวกเธอพร้อมกันตาเป็นมันอย่างมีเลศนัย ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะใช้ศอกสะกิดเพื่อนเบา ๆ

“หน้าใหม่ว่ะ” อีกคนหรี่ตามองรถเข็น ก่อนสายตาจะหยุดอยู่ที่ป้ายไม้ซึ่งแขวนอยู่ด้านหน้า

“หมูย่าง... ไก่ทอด... ชานมไข่มุก” เขาพ่นควันบุหรี่ออกช้า ๆ

“ชานมไข่มุกคืออะไรวะ แกรู้ไหม”

ชายอีกคนส่ายหน้า “ไม่รู้ แต่ดูท่าจะเป็นของใหม่”

“ของใหม่ก็ดี...” ชายคนแรกยกมุมปากขึ้นสูง

“ยิ่งคนไม่เคยเห็น ยิ่งเรียกเงินง่าย” สายตาของเขายังคงจับอยู่ที่รถเข็นไม่วาง ก่อนจะไล่มองคนในครอบครัวเหอทีละคน ตั้งแต่เหอจื้อเหวิน หลินซูอวี้ ซินเยว่ เสี่ยวเป่า กระทั่งหยุดอยู่ที่ หลิงซี

“เด็กผู้หญิงคนนั้น... ดูไม่เหมือนคนธรรมดา”

“หมายถึงคนไหน”

“คนที่เดินอยู่ข้างหลังนั่นไง”

อีกฝ่ายหันไปมองตาม ก่อนยักไหล่เอ่ยอย่างไม่แยแส

“ก็แค่เด็กสาวคนหนึ่ง”

ชายคนแรกไม่ได้ตอบ เพียงหรี่ตาลงเล็กน้อยด้วยความรู้สึกแปลก ๆ เขาทำงานอยู่แถวท่าเรือมาหลายปี เห็นคนเปิดร้านใหม่มาไม่รู้กี่ราย ส่วนใหญ่ล้วนมีสีหน้ากังวล ประหม่า หรือไม่ก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตาเข็นรถ แต่เด็กสาวคนนั้นต่างออกไป แม้ใบหน้าจะมีรอยยิ้ม หากดวงตากลับกวาดมองผู้คนรอบด้านเป็นระยะ ราวกับกำลังจดจำทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในหัว

“หึ...” เขาหัวเราะเบา ๆ “ลองดูไปก่อนก็แล้วกัน”

ในเวลาเดียวกัน หลิงซีก็เหมือนรับรู้ได้ว่ามีสายตาหลายคู่กำลังจับจ้องมาทางพวกเธอ เธอไม่ได้หันกลับไปมองในทันที แต่กลับเลือกใช้กระจกเงาบานเล็กที่ติดอยู่กับร้านขายของชำ ริมทางเป็นตัวช่วยสะท้อนภาพด้านหลัง

ภาพที่เห็นทำให้ดวงตาของเธอเป็นประกายวาบ ชายสองคน... อายุประมาณสามสิบกว่า รูปร่างกำยำ เสื้อผ้าแม้จะดูเหมือนกรรมกรทั่วไป แต่รองเท้ากลับสะอาดผิดปกติ อีกทั้งทั้งคู่ไม่ได้มองร้านค้ารอบตัวเลย แต่สายตาของพวกมันจับอยู่ที่รถเข็นของครอบครัวเธอตั้งแต่เดินเข้ามาในเขตตลาด

‘เริ่มแล้วสินะ...’ หลิงซีคิดในใจอย่างเงียบงัน เธอไม่อาจรู้ได้ว่าคนทั้งสองเกี่ยวข้องกับคดีที่ระบบแจ้งเตือนหรือไม่ แต่ในฐานะอดีตผู้ช่วยนิติเวช เธอรู้ดีว่า... คนที่เอาแต่มอง “คน” มากกว่า “สินค้า” มักมีเหตุผลบางอย่างซ่อนอยู่เสมอ หลิงซีเก็บสีหน้าเรียบเฉย ก่อนหันไปยิ้มให้น้องชายตามปกติ ราวกับไม่รู้ตัวเลยว่ามีใครกำลังเฝ้ามอง

ทว่าในใจ... เธอกลับจดจำใบหน้าของชายทั้งสองเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับคดีหรือไม่ แต่ถ้าพวกมันยังวนเวียนอยู่แถวนี้... เธอจะต้องรู้ให้ได้ว่าพวกมันกำลังต้องการอะไรกันแน่ เพราะตอนนี้เวลาสำหรับภารกิจเริ่มจะนับถอยหลังลงเรื่อย ๆ แล้วนั่นเอง

หลิงซีสูดลมหายใจลึก ก่อนละสายตาจากเงาสะท้อนในกระจก แล้วหันกลับมาช่วยครอบครัวราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“พ่อคะ ตรงนั้นค่ะ ใต้ต้นไทร” เธอชี้ไปยังพื้นที่ว่างที่หลิวซิง เคยสำรวจไว้ก่อนหน้านี้

เหอจื้อเหวินพยักหน้า ก่อนออกแรงเข็นรถเข้าไปจอดอย่างระมัดระวัง พื้นที่ตรงนั้นอยู่กึ่งกลางระหว่างทางเข้าตลาดกับทางเดินไปท่าเรือ ผู้คนสัญจรผ่านตลอดเวลา อีกทั้งยังไม่บังหน้าร้านใคร

“ที่ตรงนี้ดีจริง ๆ” หลินซูอวี้เอ่ยพลางมองไปรอบ ๆ “มีทั้งคนงานท่าเรือ คนซื้อของ แล้วก็ชาวบ้าน”

หลิวซิงที่ได้ยินคำพูดนี้ก็ถึงกับยิ้มออกมา แม้ว่าจะเพียงเล็กน้อยแต่หลิงซีที่มองเขาอยู่ก็อดไม่ได้ที่จะขำในใจ

‘นายก็ยังคงเป็นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย’ เธอคิด หลังจากทุกคนจัดร้านเรียบร้อย คราวนี้ก็ได้เวลาเรียกลูกค้า

“อาซิง เสี่ยวเป่า” หลิงซีเอ่ยเรียกคนทั้งคู่ “นายสองคนต้องทำหน้าที่เรียกลูกค้าและเอาสินค้าของเราให้พวกเขาชิม”

เสี่ยวเป่ากับหลิวซิงสบตากัน ก่อนพยักหน้าพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

“ได้!”

เสี่ยวเป่าหยิบถาดไม้ที่หลิงซีเตรียมไว้ ซึ่งมีหมูหมักน้ำผึ้งย่างหั่นเป็นชิ้นพอดีคำเสียบด้วยไม้จิ้ม ส่วนหลิวซิงถือเหยือกชานมกับแก้วกระดาษใบเล็กสำหรับให้ชิมโดยมีซินเยว่คอยช่วย

“หากใครไม่ต้องการห้ามตื้อนะ” หลิงซีกำชับ “หากเขาสนใจพวกเขาจะลองเอง”

“เข้าใจแล้วพี่ใหญ่”

เสี่ยวเป่าฉีกยิ้มกว้าง ก่อนเดินนำออกไปทันที

“พี่ชายครับ! พี่สาวคนสวยครับ ลองชิมหมูย่างฟรีก่อนไหมครับ!”

น้ำเสียงสดใสของเด็กหนุ่มวัยสิบหกปีดังขึ้นท่ามกลางตลาดที่อึกทึก จนหลายคนอดหันมามองไม่ได้ ก่อนที่กรรมกรคนหนึ่งที่เพิ่งแบกกระสอบลงจากเรือจะชะงักฝีเท้า

“ให้ชิมฟรีจริงเหรอ?”

“จริงครับ”

เสี่ยวเป่ายื่นไม้จิ้มให้อย่างเต็มใจ ชายคนนั้นรับไปอย่างระแวดระวังแล้วกัดคำเล็ก ๆ เพียงไม่กี่วินาที... ดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง

“เฮ้ย!” เขาอุทานอย่างเหลือเชื่อ “ทั้งหอม ทั้งอร่อย”

เขารีบหันไปเรียกเพื่อนอีกสองคนที่กำลังเดินตามมา

“มาลองเร็ว ของร้านนี้ไม่เหมือนที่ไหน!”

ขณะเดียวกัน หลิวซิงก็ยื่นแก้วชานมตัวอย่างให้หญิงวัยกลางคนที่กำลังจูงลูกเดินผ่าน

“คุณป้าลองชิมดูสิครับ”

หญิงคนนั้นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรับไปจิบ

“เอ๊ะ! นี่อะไรหรือพ่อหนุ่มทั้งหวานทั้งหอม” เธอมองแก้วในมืออย่างแปลกใจ “แล้วข้างในเม็ดดำ ๆ นี่เรียกว่าอะไร”

“ไข่มุกครับ” หลิวซิงตอบสั้น ๆ ตามที่หลิงซีสอน “คุณป้าลองเคี้ยวดูสิครับ”

หญิงคนนั้นลองเคี้ยวสองสามเม็ด ก่อนหัวเราะออกมา

“แปลกดี ฉันไม่เคยกินอะไรแบบนี้มาก่อนเลย” เธอเอ่ยชม “ราคาตามป้ายเหรอ”

“ครับ”

ไม่นานนัก...

หน้ารถเข็นที่เพิ่งตั้งได้ไม่ถึงห้านาทีก็เริ่มมีผู้คนทยอยเดินเข้ามาหยุดดู บางคนมาเพราะกลิ่นหมูย่าง บางคนมาเพราะชานมไข่มุกที่ไม่เคยเห็น บางคนก็มาเพราะเห็นคนอื่นกำลังยืนมุง แต่หลิงซีไม่ได้รีบดีใจ เพราะในขณะที่มือกำลังกลับไม้หมูย่างบนตะแกรง ดวงตาของเธอกลับมองผ่านกลุ่มลูกค้าไปยังร้านขายเหล้าฝั่งตรงข้าม ซึ่งตรงนั้นชายทั้งสองคนยังไม่ไปไหน

‘ไม่เข้ามาชิม... ไม่เข้ามาซื้อ...’ เธอคิด ‘หรือพวกมันกำลังสังเกตการณ์’ หลิงซีเก็บข้อสงสัยไว้ในใจ

ทันใดนั้น เธอก็เหลือบเห็นชายอีกคนก้มพูดอะไรบางอย่างกับเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง ก่อนเด็กคนนั้นจะพยักหน้าแล้วเดินแทรกเข้ามาในฝูงชนร้านของเธออย่างรวดเร็ว ดวงตาของ หลิงซีเริ่มหรี่ลง

‘เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว...’ แต่เธอยังคงยิ้มต้อนรับลูกค้าตรงหน้าไม่เปลี่ยน

“หมูย่างห้าไม้ค่ะ”

“ได้ค่ะ รอสักครู่นะคะ”

มือของเธอพลิกหมูย่างอย่างคล่องแคล่ว ราวกับกำลังตั้งใจขายของเพียงอย่างเดียว ทว่า... สายตากลับไม่เคยปล่อยให้เด็กวัยรุ่นคนนั้นหลุดจากการมองเห็นแม้แต่วินาทีเดียว

เธอรู้ดีว่า... หากสองคนนั้นเป็นเพียงคนเฝ้าดู เด็กที่เพิ่งเดินเข้ามาในฝูงชน... อาจเป็นคนที่กำลังจะลงมือจริงก็ได้
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • 18 อีกครั้ง    บทที่ 134

    “ระยะ?”ชายหนุ่มตอบตามข้อมูลที่มี จากนั้นทั้งลูกศิษย์และอาจารย์ก็ทำงานร่วมกันต่อไปโดยไม่เร็วนัก จากหมายเลขห้าไปยังหมายเลขหก และจากหมายเลขหกไปยังหมายเลขเจ็ด ข้อมูลของแต่ละร่างถูกแยกออกจากกันอย่างเคร่งครัด ไม่มีใครนำสิ่งที่พบในร่างก่อนหน้ามาตั้งเป็นคำตอบล่วงหน้าให้ร่างถัดไป จนกระทั่งผ่านไปหลายร่าง รูป

  • 18 อีกครั้ง    บทที่ 133

    ในทางนิติเวช การพบร่างผู้เสียชีวิตภายในอาคารที่เกิดเพลิงไหม้ ไม่ได้หมายความว่าสาเหตุการเสียชีวิตจะต้องเป็น “ถูกไฟคลอก” เสมอไป และสิ่งแรกที่แพทย์นิติเวชต้องตอบให้ได้คือ ผู้เสียชีวิตยังมีชีวิตอยู่ในขณะที่เกิดเพลิงไหม้หรือไม่ เพราะร่างกายของคนเป็นกับร่างของผู้ที่เสียชีวิตไปก่อนแล้ว ย่อมตอบสนองต่อควันแล

  • 18 อีกครั้ง    บทที่ 132

    คราวนี้คำตอบมาช้ามากกว่าเดิม “ไม่มีครับ”ปลายปากกาของเจ้าหน้าที่หยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะจดประโยคดังกล่าวลงไปโดยไม่แสดงความเห็น ในเวลาเดียวกัน อีกห้องหนึ่ง ผู้รอดชีวิตซึ่งได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลหลังตรวจอาการเบื้องต้นก็กำลังให้ปากคำกับตำรวจเช่นกันชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่าที่ใบหน้ายังคงซีด ดวงตาแดงช้

  • 18 อีกครั้ง    บทที่ 131

    ในทางจิตวิทยามีปรากฏการณ์หนึ่งที่เรียกว่า “normalcy bias” (นอร์-มัล-ซี ไบ-อัส) หรืออคติที่ทำให้มนุษย์ประเมินภัยต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะสมองมักใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมาเป็นหลักในการตัดสินสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นหากสถานที่แห่งหนึ่งเปิดกิจการมาสิบปีโดยไม่เคยเกิดไฟไหม้ คนจำนวนหนึ่งจึงไม่ได้คิดว่า “วันนี้อา

  • 18 อีกครั้ง    บทที่ 130

    “นี่แหละคืองานของพวกเขา... และของพวกเรา” สุดท้ายผู้เป็นอาจารย์ก็เลือกกล่าวออกมาเพียงเท่านี้คำพูดสั้น ๆ กลับทำให้ทุกคนตกอยู่ในความเงียบงัน เพราะต่างรู้ดีว่า สิ่งที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงพยายามปกป้องเมื่อคืนไม่ใช่อาคารหรือทรัพย์สิน หากแต่เป็นชีวิตของผู้คนที่ไม่มีสิ่งใดสามารถนำมาทดแทนได้ เพราะสำหรับคนที่

  • 18 อีกครั้ง    บทที่ 129

    หลังฟังจบหัวคิ้วของหลัวเหวินโจวก็ขมวดเข้าหากันแน่นขึ้น ก่อนถามต่อ “แล้วมีการเคลื่อนย้ายร่างหรือยังครับ?”“ยังครับ พวกเรายังไม่ได้เคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิต เนื่องจากสภาพร่างบางส่วนเสียหายอย่างรุนแรง อีกทั้งยังอยู่ใกล้ชิดกันมาก จึงต้องรอให้เจ้าหน้าที่นิติเวชเข้าตรวจสอบก่อนครับ”“ดีครับ” ชายวัยกลางคน

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status