Share

บทที่ 5

“ไม่ลำบากเลยค่ะแม่ หนูแบ่งเวลาได้” หลิงซียืนยันด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว แววตาของเธอในตอนนี้มั่นคงจนคนเป็นแม่สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลง

“หนูอยากให้ครอบครัวเราดีขึ้น และตั้งแต่วันนี้หนูไม่อยากเห็นใครต้องเจ็บป่วยหรือเสียสละเพื่อหนูฝ่ายเดียวอีกแล้ว”

คนเป็นแม่มองลูกสาวคนโตอยู่นานก่อนจะค่อย ๆ คลี่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนใจระคนภาคภูมิใจ แม้ในใจจะรู้สึกได้ว่าลูกมีความเปลี่ยนแปลง แต่หล่อนก็คิดเพียงว่าบางทีการที่ลูกกำลังจะได้ไปเรียนมหาวิทยาลัยอาจทำให้ลูกเติบโตขึ้นนั่นเอง

“ได้ ในเมื่อลูกตั้งใจขนาดนี้ แม่ก็จะช่วยอีกแรง... แล้วจะให้แม่ทำอะไรล่ะ”

หลิงซีฉีกยิ้มกว้างหลังได้ยินคำตอบนี้ โดยที่ยังไม่คลายอ้อมกอดของตน

“หนูต้องการ ‘รสมือแม่’ ค่ะ หนูอยากทำของทอดสูตรพิเศษ กับของกินเล่นที่คนเห็นแล้วต้องเหลียวมอง”

และแล้วในบ่ายวันนั้น บ้านตระกูลเหอที่เคยเงียบเหงาก็เต็มไปด้วยชีวิตชีวาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผู้เป็นแม่ช่วยลูกสาวคนโตเตรียมวัตถุดิบและหมักหมูตามสูตรที่เธอบอก แม้บาง อย่างหลินซูอวี้จะดูงุนงงว่าเป็นสูตรมาจากไหน แต่เมื่อได้ลองชิมรสชาติที่ลูกสาวปรุงขึ้น หล่อนก็ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ

“พี่ใหญ่! พี่ต้องจดสูตรพวกนี้ให้หนูนะคะ” ซินเยว่ผู้รักการทำอาหารเป็นชีวิตจิตใจโพล่งขึ้นด้วยดวงตาเป็นประกาย

“มันอร่อยกว่าที่ขายในตลาดอีก!”

หลิงซีหัวเราะเบา ๆ ขณะกำลังคลุกหมูในอ่างไม้

“ถ้าเธออยากได้ พี่จะบอกทั้งหมดเลย”

คำพูดนี้ทำให้คนเป็นน้องเล็กของบ้านยิ้มกว้างออกมาจนตาหยี เด็กสาวชอบทำอาหารมาตั้งแต่เล็ก แต่ที่ผ่านมาในบ้านไม่มีเงินมากพอให้ลองผิดลองถูกกับวัตถุดิบดี ๆ ได้มากนัก ดังนั้นพอเห็นสูตรแปลกใหม่ที่ทั้งหอมและรสชาติจัดจ้านแบบนี้ เธอจึงตื่นเต้นจนแทบอยากจดทุกอย่างลงสมุดทันที

“เสี่ยวเยว่ เติมน้ำผึ้งอีกนิด”

“แบบนี้เหรอคะ?”

“อืม แล้วคลุกให้เข้ากัน”

กลิ่นหอมของซอสหมักค่อย ๆ ลอยคลุ้งไปทั่วครัว ทั้งกระเทียม พริกไทย น้ำผึ้ง ซีอิ๊ว และเครื่องเทศที่หลิงซีจำมาจากอนาคต แม้จะยังไม่ครบเหมือนร้านดังในอีกสิบปีข้างหน้า แต่สำหรับยุคนี้รสชาติแบบนี้ถือว่าแปลกใหม่มากพอจะดึงดูดคนได้แน่นอน

ติ๊ด…

เพจเจอร์ที่ใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงสั่นขึ้นเบา ๆ หลิงซีเหลือบมองเล็กน้อยและในจังหวะที่ทุกคนกำลังวุ่นอยู่กับการเตรียมอาหาร เธอก็หยิบมันขึ้นมาเปิดดูอย่างแนบเนียน ดวงตาของเธอหรี่ลงอย่างครุ่นคิดเมื่อข้อความจากระบบปรากฏขึ้น

[ตรวจพบความเสี่ยงระดับต่ำ คาดการณ์เหตุอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับอาหาร ภายในพื้นที่ท่าเรือ เหยียนสุ่ย ระยะเวลาคาดการณ์: ภายใน 72 ชั่วโมง รายละเอียดเบื้องต้น: พบการเคลื่อนไหวของกลุ่มมิจฉาชีพที่มีแนวโน้มใช้ร้านค้าแผงลอยเป็นเป้าหมายในการก่อเหตุวางยาพิษและรีดไถทรัพย์หมายเหตุ: ข้อมูลยังไม่เพียงพอ จำเป็นต้องรวบรวมเบาะแสเพิ่มเติม]

หลิงซีอ่านจบก็เม้มริมฝีปากแน่น ‘ร้านแผงลอย...’ เธอถอนหายใจยาว ‘เกิดตอนไหนไม่เกิด ดันมาเกิดเอาตอนที่เธอตั้งใจวางแผนจะขายของ’

ความคิดนี้ทำให้เธอเกิดความผิดปกติขึ้น แม้จะเป็นเพียงเล็กน้อยแต่คนเป็นแม่ที่เข้าใจถึงนิสัยของลูก ๆ แต่ละคนเป็นอย่างดีจึงไม่อาจปล่อยผ่าน

“ซีซี ลูกเป็นอะไรไปจ๊ะ” เสียงเรียกจากผู้ให้กำเนิดทำให้เจ้าของชื่อละสายตาออกจากหน้าจอเพจเจอร์ของตน

“ไม่มีอะไรค่ะ แม่” เธอรีบปฏิเสธ ก่อนจะเก็บเพจเจอร์กลับเข้าที่เช่นเดิม

“แม่คะ แม่พอจะรู้ไหมคะว่าตอนนี้ที่ท่าเรือมีร้านไหนขายดีเป็นพิเศษ”

หลินซูอวี้ชะงักมือที่กำลังคลุกแป้งทอด ก่อนเงยหน้ามองลูกสาวอย่างแปลกใจ

“ทำไมจู่ ๆ ถึงถามแบบนี้ล่ะ”

“ก็... ถ้าเราจะขายของ เราก็ต้องรู้จักคู่แข่งเอาไว้บางสิคะ” เธอตอบกลั้วยิ้มทำเหมือนสิ่งที่ถามเป็นเรื่องธรรมดาทั่ว ๆ ไป

“เราจะได้รู้ว่าลูกค้าชอบกินอะไร แล้วเราค่อยหาจุดเด่นของร้านเรา”

หลินซูอวี้นิ่งไปครู่หนึ่งคล้ายกำลังคิด “ถ้าพูดถึงร้านขายดีแถวท่าเรือก็มีอยู่หลายร้านนะ” หล่อนยกมือปาดแป้งที่ติดปลายนิ้วออกพลางนึกทบทวน

“ร้านบะหมี่ของลุงหวง คนงานท่าเรือแวะกินทุกเช้า” หลิงซีตั้งใจฟังเพื่อเก็บข้อมูลอย่างลับ ๆ

“ร้านเกี๊ยวนึ่งของป้าหลิวก็ขายดีไม่แพ้กัน บางวันยังไม่ถึงเที่ยงก็ขายหมดแล้ว” พูดมาถึงตรงนี้คนเป็นแม่ก็หยุดไปเล็กน้อย

“ส่วนของทอด... ก็มีอยู่สองสามเจ้า แต่ส่วนใหญ่ขายแค่ไก่ทอดกับเผือกทอดธรรมดา รสชาติก็ไม่ได้แตกต่างกันเท่าไร”

ซินเยว่ที่ได้ยินก็รีบเสริมออกมาบ้าง “หนูเคยตามแม่ไปซื้อค่ะ คนซื้อเยอะเพราะมีให้เลือกไม่กี่ร้านเอง”

หลิงซีพยักหน้าลงช้า ๆ แล้วถามต่อแบบไม่ได้พุ่งเป้าจนเกินไป

“แล้วช่วงนี้... มีร้านไหนเกิดปัญหาบ้างไหมคะ”

“ปัญหา?”

อดีตผู้ช่วยนิติเวชสาวเกาแก้มแก้เก้อ “ก็อย่างเช่น ลูกค้ากินแล้วไม่สบาย หรือจู่ ๆ ก็ต้องปิดร้าน”

หลินซูอวี้ชะงักไปเมื่อได้ยินคำถามแปลก ๆ นี้ ทว่าเธอก็ตอบตามจริง

“มีอยู่ร้านหนึ่ง” หลิงซีหูผึ่งทันที

“เมื่อเดือนก่อน ร้านโจ๊กของลุงโจว อยู่ ๆ ก็มีข่าวลือว่าคนกินแล้วปวดท้อง หลายคนเลยไม่กล้าไปซื้อ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นขายดีมาตลอด”

“แล้วสุดท้ายเป็นเพราะอาหารเสียจริง ๆ หรือเปล่าคะ” คนเป็นลูกถามต่อ

“ไม่มีใครรู้หรอก” คนเป็นแม่ส่ายหน้าเบา ๆ “พอข่าวลือแพร่ไป ลูกค้าก็หายหมด เจ้าของร้านเองก็ไม่มีเงินพิสูจน์ความจริง สุดท้ายก็ต้องเลิกขายไป”

หลิงซีลดสายตาลง หัวใจของเธอหนักอึ้งขึ้นกว่าเดิม ข่าวลือ... อาหาร... ร้านแผงลอย...ทุกอย่างเริ่มเชื่อมโยงกับข้อความจากระบบอย่างน่าประหลาด หรือว่ากลุ่มคนร้ายที่ระบบกล่าวถึง... ไม่ได้เพิ่งเริ่มลงมือ แต่ก่อเหตุมาแล้วหลายครั้ง เพียงแต่ทุกคนคิดว่าเป็นอุบัติเหตุหรืออาหารเป็นพิษธรรมดาจึงไม่มีใครเอะใจ

หากเป็นเช่นนั้น... ร้านของพวกเธอเองก็อาจตกเป็นเป้าหมายได้เช่นกัน เด็กสาวสูดลมหายใจลึก ก่อนเก็บความคิดทั้งหมดไว้ในใจ ตอนนี้เธอยังไม่มีหลักฐานดังนั้นสิ่งที่ทำได้ คือเฝ้าระวัง และค่อย ๆ ตามรอยคนร้ายทีละน้อย

หลิงซียังคงไม่ละพยายามเธอยังคงถามคนเป็นแม่ออกมาอีกโดยทำทีเป็นเด็กอยากรู้อยากเห็นพยายามไม่ให้ผู้ให้กำเนิดสงสัย

“ถ้าอย่างนั้น... นอกจากร้านโจ๊กลุงโจวแล้ว ยังมีร้านไหนที่เจอเรื่องแปลก ๆ แบบนี้อีกไหมคะแม่”

หลินซูอวี้ขมวดคิ้วพลางนึกทบทวนความทรงจำ

“จะว่าไป... เมื่อสามสี่เดือนก่อน ร้านขายซาลาเปาของป้าซุนฝั่งตะวันออกของท่าเรือก็เคยเจอเรื่องคล้าย ๆ กันนะ อยู่ดี ๆ ก็มีคนกลุ่มหนึ่งมาโวยวายหน้าร้าน บอกว่ากินซาลาเปาแล้วท้องเสียรุนแรงถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาล ตอนนั้นพวกนั้นเรียกเงินค่าทำขวัญเสียตั้งหลายร้อยหยวน ป้าซุนไม่มีเงินจ่าย แถมกลัวเรื่องใหญ่โตเลยต้องยอมยกอุปกรณ์กับเซ้งร้านราคาถูก ๆ ให้คนอื่นไป”

“แล้วคนที่มาซื้อร้านต่อจากป้าซุนคือใครเหรอคะ?” หลิงซี รีบเจาะประเด็นทันที

“รู้สึกจะเป็นญาติของพวกหัวไม้แถวท่าเรือนั่นแหละ ขายได้ไม่กี่เดือนก็ปิดไป เปลี่ยนเป็นโกดังเก็บของเล็ก ๆ แทน” หลินซูอวี้ส่ายหน้าแล้วถอนหายใจอย่างอดไม่อยู่

“คนหาเช้ากินค่ำแถวนั้นกลัวพวกนักเลงกันทั้งนั้น ใครดวงซวยโดนเพ่งเล็งก็ทำได้แค่ก้มหน้ารับกรรม”

คำตอบของผู้เป็นแม่ทำให้ประกายบางอย่างวาบผ่านดวงตาของหลิงซี เธอไม่ได้รีบสรุปว่าคนกลุ่มเดียวกันเป็นผู้ก่อเหตุ... แต่ในหัวกลับค่อย ๆ เรียงลำดับข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ร้านโจ๊กของลุงโจว... ร้านซาลาเปาของป้าซุน... ทั้งสองร้านต่างมีจุดร่วมเหมือนกันอย่างน่าประหลาด ร้านแรกมีข่าวลือว่าลูกค้ากินแล้วอาหารเป็นพิษ จนกิจการต้องปิดตัวลง

ส่วนอีกร้านกลับถูกคนกลุ่มหนึ่งกล่าวหาว่าอาหารเป็นพิษ พร้อมเรียกร้องเงินค่าทำขวัญ ก่อนสุดท้ายร้านจะถูกขายต่อในราคาถูกอย่างผิดปกติ หากมองเพียงผิวเผิน... ทุกอย่างอาจเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ แต่ถ้ามองในมุมของคดีอาชญากรรม... ความบังเอิญที่เกิดขึ้นซ้ำถึงสองครั้ง ย่อมไม่น่าใช่ความบังเอิญอีกต่อไป

หลิงซีเหลือบมองเพจเจอร์ที่อยู่ในกระเป๋ากางเกง อดไม่ได้ที่จะนึกถึงข้อความจากระบบที่ไม่ได้บอกชื่อผู้ต้องสงสัย... ไม่ได้บอกสถานที่... และไม่ได้ระบุวิธีการก่อเหตุ สิ่งที่ระบบให้มา มีเพียง “ทิศทาง” ส่วนการตามหาความจริง... ยังคงเป็นหน้าที่ของเธอ

‘ถ้าคนร้ายเลือกลงมือกับร้านที่ขายดี... แสดงว่าพวกมันต้องการสร้างข่าวให้ผู้คนหวาดกลัว แต่ถ้าจุดประสงค์เป็นเพียงรีดไถเงิน ทำไมต้องบีบให้เจ้าของร้านขายกิจการด้วย...’

คิ้วของหลิงซีขมวดมุ่นเข้าหากันจนเป็นปมหรือว่า... เป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่เงินค่าทำขวัญ แต่เป็นทำเลค้าขาย? ความคิดนี้ทำให้เธอเงียบไปพักหนึ่ง ‘แต่ถ้าเป็นทำเลค้าขาย เหตุใด หลังจากได้ร้านมาแล้ว สุดท้ายกลับเลิกกิจการเปลี่ยนเป็นโกดังเก็บของแทน...’

ยิ่งคิดอดีตผู้ช่วยนิติเวชสาวก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ราวกับยังมีชิ้นส่วนสำคัญของปริศนาที่เธอยังมองไม่เห็น แต่ก่อนที่หลิงซีจะได้คิดต่อ เสียงของเสี่ยวเป่าก็ดังลั่นมาจากหน้าบ้าน

“แม่! พี่ใหญ่! พวกเรากลับมาแล้ว!”

ซินเยว่รีบวางชามผสมลงกับโต๊ะแล้ววิ่งออกไปทันที

“พ่อกลับมาแล้ว!”

หลินซูอวี้เองก็เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน ก่อนเดินออกจากครัวพร้อมลูกสาวทั้งสอง

หน้าบ้าน... เหอจื้อเหวินกับเสี่ยวเป่ากำลังช่วยกันเข็นรถเข็นสี่ล้อคันเก่าเข้ามา แม้สีจะซีดจนเห็นสนิมหลายแห่ง แต่โครงสร้างยังแข็งแรง ล้อทั้งสี่ยังหมุนได้ดี

“เห็นไหมคะ หนูบอกแล้วว่าลุงเฉินต้องให้ยืมแน่” หลิงซีเอ่ยขึ้นขณะมองสำรวจรถเข็นตรงหน้า

ทว่า... เหอจื้อเหวินกลับยิ้มกว้าง ก่อนส่ายหน้าออกมา

“ตอนแรกพ่อก็ว่าจะไปขอยืมนั่นแหละ แต่ลุงเฉินบอกว่าแกเลิกค้าขายมาหลายปีแล้ว รถเข็นคันนี้ก็จอดทิ้งไว้เฉย ๆ” คนในครอบครัวเหอต่างพากันตั้งใจฟังอย่างสนใจ

“แกเลยบอกว่า ถ้าพ่อจะเอาไปทำมาหากินจริง ๆ ก็ขายให้ดีกว่า”

เสี่ยวเป่าหัวเราะพลางลูบรถเข็นอย่างถูกใจ “พี่ไม่รู้อะไร พ่อของเราต่อราคาเก่งมากเลยนะ!” น้ำเสียงของเขาแสดงความตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด

“จากที่ลุงเฉินตั้งไว้หกร้อยหยวน พ่อต่อเหลือสี่ร้อยห้าสิบหยวนเอง”

เหอจื้อเหวินหัวเราะอย่างเขิน ๆ “ลุงเฉินเห็นว่าพ่อจะเอาไปหารายได้เลี้ยงครอบครัว แกก็เลยลดให้เยอะ” พูดพลางเจ้าตัวก็ชี้นิ้วไปทางของที่ขนมาด้วย

“แถมยังให้ลังไม้กับชั้นวางของมาด้วยตั้งสองอัน”

หลินซูอวี้ถึงกับพูดไม่ออก “ลุงเฉินใจดีจริง ๆ”

“เขาบอกว่า...” เหอจื้อเหวินลูบรถเข็นเบา ๆ

“ของพวกนี้ ถ้าปล่อยให้ขึ้นสนิมอยู่หลังบ้านก็ไม่มีค่า แต่ถ้ามันช่วยให้ครอบครัวหนึ่งลืมตาอ้าปากได้ ก็ถือว่าคุ้มแล้ว”

หลิงซีมองรถเข็นตรงหน้า ก่อนมุมปากจะค่อย ๆ ยกขึ้น แม้จะต้องเสียเงินมากกว่าที่คิด... แต่รถเข็นคันนี้ก็จะเป็นก้าวแรกของครอบครัวเหอ และก็ยังเป็นก้าวแรก... สู่การตามล่าคนร้ายที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของท่าเรือเหยียนสุ่ยด้วย
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • 18 อีกครั้ง    บทที่ 134

    “ระยะ?”ชายหนุ่มตอบตามข้อมูลที่มี จากนั้นทั้งลูกศิษย์และอาจารย์ก็ทำงานร่วมกันต่อไปโดยไม่เร็วนัก จากหมายเลขห้าไปยังหมายเลขหก และจากหมายเลขหกไปยังหมายเลขเจ็ด ข้อมูลของแต่ละร่างถูกแยกออกจากกันอย่างเคร่งครัด ไม่มีใครนำสิ่งที่พบในร่างก่อนหน้ามาตั้งเป็นคำตอบล่วงหน้าให้ร่างถัดไป จนกระทั่งผ่านไปหลายร่าง รูป

  • 18 อีกครั้ง    บทที่ 133

    ในทางนิติเวช การพบร่างผู้เสียชีวิตภายในอาคารที่เกิดเพลิงไหม้ ไม่ได้หมายความว่าสาเหตุการเสียชีวิตจะต้องเป็น “ถูกไฟคลอก” เสมอไป และสิ่งแรกที่แพทย์นิติเวชต้องตอบให้ได้คือ ผู้เสียชีวิตยังมีชีวิตอยู่ในขณะที่เกิดเพลิงไหม้หรือไม่ เพราะร่างกายของคนเป็นกับร่างของผู้ที่เสียชีวิตไปก่อนแล้ว ย่อมตอบสนองต่อควันแล

  • 18 อีกครั้ง    บทที่ 132

    คราวนี้คำตอบมาช้ามากกว่าเดิม “ไม่มีครับ”ปลายปากกาของเจ้าหน้าที่หยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะจดประโยคดังกล่าวลงไปโดยไม่แสดงความเห็น ในเวลาเดียวกัน อีกห้องหนึ่ง ผู้รอดชีวิตซึ่งได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลหลังตรวจอาการเบื้องต้นก็กำลังให้ปากคำกับตำรวจเช่นกันชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่าที่ใบหน้ายังคงซีด ดวงตาแดงช้

  • 18 อีกครั้ง    บทที่ 131

    ในทางจิตวิทยามีปรากฏการณ์หนึ่งที่เรียกว่า “normalcy bias” (นอร์-มัล-ซี ไบ-อัส) หรืออคติที่ทำให้มนุษย์ประเมินภัยต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะสมองมักใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมาเป็นหลักในการตัดสินสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นหากสถานที่แห่งหนึ่งเปิดกิจการมาสิบปีโดยไม่เคยเกิดไฟไหม้ คนจำนวนหนึ่งจึงไม่ได้คิดว่า “วันนี้อา

  • 18 อีกครั้ง    บทที่ 130

    “นี่แหละคืองานของพวกเขา... และของพวกเรา” สุดท้ายผู้เป็นอาจารย์ก็เลือกกล่าวออกมาเพียงเท่านี้คำพูดสั้น ๆ กลับทำให้ทุกคนตกอยู่ในความเงียบงัน เพราะต่างรู้ดีว่า สิ่งที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงพยายามปกป้องเมื่อคืนไม่ใช่อาคารหรือทรัพย์สิน หากแต่เป็นชีวิตของผู้คนที่ไม่มีสิ่งใดสามารถนำมาทดแทนได้ เพราะสำหรับคนที่

  • 18 อีกครั้ง    บทที่ 129

    หลังฟังจบหัวคิ้วของหลัวเหวินโจวก็ขมวดเข้าหากันแน่นขึ้น ก่อนถามต่อ “แล้วมีการเคลื่อนย้ายร่างหรือยังครับ?”“ยังครับ พวกเรายังไม่ได้เคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิต เนื่องจากสภาพร่างบางส่วนเสียหายอย่างรุนแรง อีกทั้งยังอยู่ใกล้ชิดกันมาก จึงต้องรอให้เจ้าหน้าที่นิติเวชเข้าตรวจสอบก่อนครับ”“ดีครับ” ชายวัยกลางคน

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status