LOGIN“ซินซินของที่หนูเอาออกมาให้อานี่สามารถอยู่ได้เป็นปีเลยนะลูก” อาคนสวยที่เห็นของที่หลานของตนนำออกมาให้ก็ได้หยอกหลานของตนขึ้นมา
“คุณอาต้องบำรุงค่ะน้องชายของซินซินจะได้แข็งแรง” ซินซินตัวน้อยก็ค่อย ๆ พูดตอบอาของตน
“รู้ได้ยังไงว่าเป็นผู้ชายกันคะเจ้าตัวน้อย” อาสาวถามขึ้น ด้วยความสงสัย ทางด้านจินเป่าที่ได้ยินถึงการสนทนาของ ลูกสาวและน้องสาวของตนตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าอะไรเป็นอะไร
“ความลับค่ะ หุหุ" ซินซินอมยิ้มพร้อมทำหน้าตาเจ้าเล่ห์ไปด้วย
“แล้วเจ้าสามกล่องใหญ่ที่หนูเอาออกมานี่มันคืออะไรคะ คนสวยของอา” อาสาวถามเพราะกล่องสองกล่องนี้มันใหญ่มากด้านผู้เป็นพ่อเองก็สงสัยเช่นเดียวกัน
“สบู่หอมค่ะ” เจ้าตัวน้อยตอบคำถามของผู้เป็นอาและเดินไปหยิบสบู่ออกมาให้ผู้เป็นอาและพ่อของตนดูด้วย
เมื่อทั้งสองได้เห็นและได้จับสบู่ที่เจ้าตัวน้อยส่งมาให้ก็ได้เห็นว่าสบู่ก้อนตรงหน้านี้มีลักษณะสวยงามและมีกลิ่นหอมเป็นอย่างมาก สีเป็นสีชมพูอ่อนดูอ่อนหวานแปลกตา
“ซินซินจะให้อาฮัวเหมยเอาไปขายค่ะ” ซินซินตัวน้อยพูดออกมา
“ขายอย่างนั้นเหรอลูก แต่อายังทำงานอยู่เลยนะ” ฮัวเหมยพูดขึ้นมาด้วยความลังเล สบู่ตรงหน้านี้ถ้านำไปขายต้องขายดีอย่างแน่นอน เผลอ ๆ อาจจะได้มากกว่ารายได้ของเธอทั้งปีเสียอีก
“อาก็หาลูกค้าในโรงงานสิคะ หรืออาจะขายให้เขาราคาส่งแล้วให้เขานำไปขายต่อ แต่คน ๆ นั้นต้องไว้ใจได้นะคะ” เจ้าตัวเล็กก็แนะนำผู้เป็นอาขึ้นมา
“สมกับเป็นหลานของอาจริง ๆ ฉลาดมาก ๆ เลยหลานรัก” ฮัวเหมยพูดชมหลานสาวตัวน้อยพร้อมกับหอมแก้มหลานน้อยของตนไปด้วย ฝ่ายผู้เป็นหลานก็ยิ้มจนเห็นลักยิ้มสองข้างให้ผู้เป็นอาคนสวยของตน
“แล้วซินซินจะขายให้อาอย่างไรคะ บอกมาเลยหลานสาว อาพร้อมที่จะทำการค้านี้กับหนู” ผู้เป็นอาสาวเอ่ยอย่างกระตือรือร้นออกมา
“หนูจะขายต่อให้คุณอาก้อนละหนึ่งหยวนค่ะ คุณอาสามารถนำไปขายได้ก้อนละสามหยวน และถ้าหากขายต่อเพื่อให้คนนำไปขายก็ขายส่งให้เขาก้อนละสองหยวนแล้วกันค่ะ หนูรับรองการค้านี้ขายได้ไม่ขาดทุนอย่างแน่นอน” ซินซินตัวน้อยกล่าวกับผู้เป็นอาของตนอย่างมั่นใจ
หลังจากทั้งสามคนอยู่พูดกันได้สักพักก็ได้ถึงเวลาเข้างานช่วงบ่ายของฮัวเหมยแล้ว ทั้งสองพ่อลูกจึงได้เดินไปส่งฮัว เหมยก่อนแล้วค่อยพากันกลับบ้าน ใจจริงซินซินน้อยก็อยากจะเข้าไปในตลาดมืดด้วยแต่ผู้เป็นพ่อไม่ยอมเพราะเป็นห่วงเนื่องจากลูกสาวของตัวเองนั้นยังเด็กมากเกินไป
ในวันนั้นฮัวเหมยก็ได้ลองนำสบู่ไปที่โรงงานด้วยเพราะตนเองต้องการเอาไปให้เหล่าสาว ๆ ที่อยู่ในโรงงานได้เห็นถึงความพิเศษของสินค้าที่ตนจะนำมาขาย
และผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่ทำให้ผิดหวังไปจากที่คิดไปได้เลยเพราะได้มีคนสั่งสินค้าทันที ฮัวเหมยตั้งราคาขายไว้ที่ก้อนละสามหยวนแพงกว่าสหกรณ์สองหยวน
ทางด้านโรงงานเหมืองแร่ที่เป็นที่ทำงานของฮัวเหมย ตอนนี้สาว ๆ หลายคนต่างก็พากันตื่นเต้นกันยกใหญ่กับสินค้าที่รองผู้จัดการซูนำมาขาย
แม้ว่าจะราคาแพงกว่าที่จะต้องซื้อในสหกรณ์ถึงสองหยวนพวกเธอก็ไม่เสียดายเงินเลยสักนิดกับสินค้าชนิดนี้ สินค้าที่ว่าก็คือสบู่หอมนั่นเองโดยที่ซินซินได้นำออกมามีสองกลิ่นคือกลิ่นกุหลาบสีชมพูกับกลิ่นมะลิสีขาว ทุกคนไม่ว่าจะชายหรือหญิงต่างก็ชอบสบู่หอมนี้มาก โดยเฉพาะสาว ๆ เพราะหลังจากที่พวกเธอใช้สบู่ฟอกตัวแล้วหลังจากอาบน้ำกลิ่นสบู่ก็ยังคงติดอยู่ไม่เหมือนสบู่ที่อยู่ในร้านสหกรณ์
ถึงแม้ว่าจะก้อนใหญ่แต่ก็ไม่ได้มีกลิ่นหรือสีที่สวยงามแบบนี้ดังนั้นธุรกิจการขายสบู่ของผู้เป็นอาจึงได้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง อาได้มีตัวแทนการขายในแต่ละโรงงานด้วย คนเหล่านี้ได้มาจากการเป็นญาติพี่น้องในโรงงานเหมืองแร่ที่เป็นคนแนะนำ
มาทางด้านเจ้าตัวน้อยซินซินเมื่อวางแผนปล่อยสบู่ขายไปแล้วเธอก็อยากจะลองนำครีมทาผิวออกมาจำหน่ายด้วยเพราะสินค้าตัวนี้ปัจจุบันได้นำมาให้ผู้เป็นแม่และย่านำมาลองใช้กันดูแล้วทั้งสองคนก็ต่างติดใจกันยกใหญ่ทีเดียว
ซินซินคิดว่าจะต้องแบ่งครีมออกใส่บรรจุภัณฑ์ตามสินค้าของยุคนี้เสียก่อนถึงจะค่อยนำออกมาขายดีกว่า
เจ้าตัวน้อยคิดจะหาสินค้ามาขายเพราะต้องการเก็บเงินนำไปซื้อที่และบ้านที่อยู่ในตัวเมือง เมื่อถึงเวลาที่มีการผ่อนปรนระบบของในยุคนี้มากขึ้น ถึงแม้ว่ามีอะไรหลาย ๆ อย่างจะไม่เหมือนกันกับโลกที่เธอจากมาก็ตามแต่ก็ยังมีความคล้ายคลึงกันอยู่มากเช่นกัน
ผ่านมาได้สองสัปดาห์แล้วอาสาวคนสวยของซินซินก็กลับมาบ้านโดยมีอาเขยใบหน้าแกะน้อยพามา โดยการมาครั้งนี้อาเขยเป็นผู้ขี่จักรยานให้อาสาวซ้อน
“แม่คะ พี่คะ พี่สะใภ้อยู่บ้านกันไหมคะช่วยมาเปิดประตูให้ฉันที” ฮัวเหมยตบประตูบานเขื่องหน้าบ้านพร้อมกับตะโกนร้องเรียกคนในบ้านไปด้วย
“มาแล้วจ้า มาแล้ว” แอ๊ด เสียงเปิดประตูมาพร้อมเสียงพูดของซูเหมยดังขึ้น
“ฮัวเหมย น้องเขย มาทั้งสองเข้าบ้านกันก่อนจ้ะ นี่ถ้าเจ้าตัวน้อยรู้ว่าอาคนสวยของตนมาคงต้องดีใจมากเป็นแน่” ซูเหมยพูดในขณะที่ใบหน้าก็แสดงรอยยิ้มของตนไปด้วย
“แล้วเจ้าตัวน้อยไปไหนหรือคะพี่สะใภ้” ฮัวเหมยแปลกใจเพราะไม่ได้ยินเสียงแจ้ว ๆ ของหลานสาวตน
“หลับอยู่จ้ะ ช่วงนี้อากาศค่อนข้างหนาวเจ้าตัวเล็กก็เลยนอนไม่อยากจะตื่นเลย” ซูเหมยยิ้มในขณะที่พูดถึงลูกสาว
เมื่อคนทั้งหมดเดินเข้ามาในบ้านก็นั่งลงที่เก้าอี้นุ่มตรงห้อง รับแขกที่อยู่ในตัวบ้าน ถึงแม้ว่าอากาศข้างนอกจะหนาวเพียงใดแต่ภายในห้องนี้กลับอบอุ่นมาก
เพราะตอนต่อเติมซ่อมแซมบ้านครั้งล่าสุดตอนที่เจ้าตัวน้อยอายุได้สองขวบ เจ้าตัวน้อยได้เอาแบบที่เรียกว่าปล่องไฟมาให้กับจินเป่าดูแล้วพูดชัดบ้างไม่ชัดบ้างเพื่อให้พ่อไปบอกช่างให้ทำตามแบบ
“ห้องนี้อุ่นดีจริง ๆ นะครับ ผมไม่คิดว่าเจ้าปล่องไฟนี่จะดีแบบนี้จุดไฟไว้ข้างใต้ควันก็ขึ้นไปตามปล่องด้านบน ไม่มีควันในบ้านมารบกวนเลย" จางหยางสามีของฮัวเหมยพูดขึ้นมา ครั้งแรกที่เขามาเห็นก็แปลกใจอยู่บ้างว่าเจ้าปล่องนี้มีไว้ทำอะไร แต่พอเข้าหน้าหนาวเมื่อเขาได้มาเห็นก็เข้าใจได้ชัดเจน
“ใช่ไหมล่ะคะมันดีมากเลยล่ะ พี่สะใภ้คะแม่กับพี่ชายไปไหนเหรอคะ ฉันมาตั้งนานแล้วยังไม่เห็นเลย" ฮัวเหมยถามหาแม่กับพี่ชายของตน
“ไปที่กองพลน้อยนะจ๊ะ ทางนั้นเขาเรียกตัวแทนให้ไปประชุม” ซูเหมยตอบคำถามน้องสาวสามี
“แม่คะ หนูตื่นแล้วค่า” เสียงซินซินที่เดินจากห้องนอนออก มาเดินหาแม่ของตนพร้อมทั้งขยี้ตาไปด้วย
“แม่อยู่นี่ค่ะลูก ขยี้ตาแบบนี้ไม่ได้นะคะเดี๋ยวหนูจะเจ็บตาเอาได้ให้แม่พาไปล้างหน้าก่อนค่ะ” ซูเหมยเมื่อได้ยินเสียงลูกสาวของตนเธอเองก็รีบเดินมาหาลูกสาวตัวน้อยทันที
“แม่อุ้ม” ซินซินได้อ้าแขนของตนออกเพื่อให้แม่ของตนอุ้มไปล้างหน้า เธอคิดว่าตัวเองเป็นเด็กอยู่นะก็ต้องใช้อภิสิทธิ์ของการเป็นเด็กให้คุ้มสิ
เมื่อผู้เป็นแม่อุ้มลูกสาวไปล้างหน้าที่ต้มและผสมให้น้ำอุ่นแล้วและนำผ้ามาซับให้เจ้าตัวน้อยแห้งแล้วก็พากันเดินกลับมาที่ห้องโถง เมื่อซินซินเห็นอาสาวของตนมาก็ดีใจเป็นอย่างมากพร้อมคิดว่าเรามีเงินแล้วโฮะ ๆ
ฝ่ายผู้เป็นอาที่ไม่ได้รู้ความคิดของหลานสาวก็ยิ้มอย่างดีใจว่าหลานสาวตัวน้อยคงจะคิดถึงตัวเองเป็นแน่ จึงได้ยิ้มกว้างออกมาแบบนี้
“ซินซินดีใจที่อามาหาเหรอครับ” จางหยางก็เอ่ยหยอกล้อหลานสาวตัวน้อยของภรรยาเพราะเขาคิดว่าถ้ามีลูกสาวอย่างเจ้าตัวนุ่มนิ่มตรงหน้านี้คงจะดีไม่น้อย
“ค่ะซินซินคิดถึงคุณอาทั้งสองคนเลยค่ะ” ซินซินพูดขึ้นในขณะที่จางหยางได้เข้ามาขออุ้มเจ้าตัวน้อยไว้เองแล้ว
“ฮัวเหมย ลูกมานานหรือยังจ๊ะ” เสียงคุณย่าเจ้าตัวน้อยเอ่ยถามลูกสาวของตน
“สวัสดีค่ะ/ครับแม่” เสียงทักทายของลูกสาวและลูกเขยกล่าวขึ้นพร้อมกัน
“ยังไม่นานเท่าไหร่ค่ะ ว่าแต่เขาเรียกแม่และพี่ชายไปประชุมเรื่องอะไรกันคะช่วงนี้ก็เข้าหนาวแล้วไม่น่าจะมีงานอะไรให้ทำนักนี่คะ” ฮัวเหมยถามแม่ขึ้นมาด้วยความสงสัย
“ก็ทางกองพลต้องการให้ชาวบ้าแบ่งเสบียงของแต่ละบ้านเพื่อนำไปช่วยบ้านหลงนะสิ” ครั้งนี้เป็นเสียงจินเป่าพี่ชายที่เดินตามแม่เข้ามาทีหลังเป็นผู้ตอบ
“ช่วยทำไมล่ะคะ คนบ้านนั้นหาดีไม่ได้สักคนเห็นแก่ตัว ขี้อิจฉา ขี้เกียจเป็นที่หนึ่งด้วย” ฮัวเหมยก็พูดสาธยายถึงเรื่องคนบ้านนั้นออกมา
“บ้านเขาถูกพวกกระต่ายและหนูเข้าไปกินธัญพืชที่เก็บไว้จนหมดนะ และทางกองพลเขาบอกว่าเมื่อถึงฤดูที่เก็บเกี่ยวธัญพืชทางเขาจะหักของคนบ้านหลงมาคืนในส่วนที่ทุกคนให้ยืมไป” จินเป่าก็ได้พูดขึ้นมาอีกครั้ง เขารู้สึกไม่เต็มใจที่จะให้ของอะไรกับคนบ้านนี้เลยด้วยซ้ำไม่ว่านี่จะเป็นการขอยืมก็ตาม
“แล้วแต่ละบ้านต้องให้เท่าไหร่คะ แล้วบ้านเราจะต้องช่วยมากน้อยแค่ไหนกัน” ซูเหมยก็ถามสามีของตนขึ้นมาบ้าง
“ก็ข้าวสารคนละสองชั่งนะ หมู่บ้านของเรามีหลายครัวเรือน พวกเขาก็คงน่าจะเลยหน้าหนาวไปได้ หากพวกเขาไม่ขี้เกียจก็ไปหาของกินตามป่าเขาเองสิจะมารอขอแต่คนอื่นช่วยได้ยังไงล่ะ” จินเป่าก็พูดขึ้นด้วยความโมโห
เขาอยากจะปล่อยให้คนบ้านนั้นอดตายเลยด้วยซ้ำถึงแม้ว่าเขาจะมีสายเลือดชั่วของคนบ้านนั้นไหลเวียนอยู่ครึ่งหนึ่งก็ตาม แต่เขาก็ไม่ได้มีความรักหรือความผูกพันอะไรกับคนบ้านนั้นทั้งสิ้น
เพราะตั้งแต่ที่เขาจำความได้เขา น้องสาว และผู้เป็นแม่ต่างก็ทำงานหนักทุกวันตั้งแต่ตื่นนอน เวลากินก็มีแต่น้ำข้าวใส ๆ ที่หาเมล็ดข้าวไม่ได้
แต่คนพวกนั้นไม่ได้ทำงานทำการอะไรกลับได้กินข้าวและกับข้าวกันอย่างอุดมสมบูรณ์ สิ่งที่พวกคนเหล่านั้นกินก็มาจากหยาดเหงื่อของเขา น้องสาว และแม่ แต่คนพวกนั้นก็ยังทำเหมือนพวกเขาไม่มีค่าอะไร
“พ่อคะ” ซินซินเมื่อเห็นว่าพ่อของตนตกอยู่ในภวังค์แห่งความโกรธและเกียดชัง เธอจึงได้ลงจากตักของอาจางหยางมาเขย่าเพื่อเรียกสติพ่อของตน
“ว่ายังไงคะลูกสาวของพ่อ” ด้านจินเป่าเมื่อได้ยินเสียงลูกสาวความรู้สึกที่ไม่ดีต่าง ๆ ก็ได้หายไป
“ซินซินรักพ่อค่ะ พ่อไม่เป็นไร” ซินซินพยายามจะปลอบใจพ่อของตน เมื่อจินเป่าได้ยินเสียงหวานใสของลูกสาวที่ตั้งใจบอกว่ารักเขาและพยายามปลอบใจเขา จินเป่าก็รู้สึกว่าลูกสาวตัวน้อยเป็นเสื้อบุนวมอันอบอุ่นที่แท้จริงโดยแท้
จางหยางเมื่อมองเห็นภาพแบบนี้เขาก็อยากมีลูกสาวอย่างเจ้าตัวน้อยนี้เหมือนกันเขาจะต้องทำอย่างไรถึงจะได้มีซินซินน้อยเป็นของตัวเองกันล่ะ เขาจึงได้หันไปมองภรรยาของตนที่กำลังคุยอยู่กับผู้เป็นแม่อยู่
ฝ่ายภรรยาเมื่อเห็นสามีของตนมองมาด้วยสายตาแสดงความปรารถนาออกมา และเมื่อเธอมองไปทางพี่ชายและเห็นว่าสองคนพ่อลูกต่างก็กอดและหยอกล้อกันอย่างกระหนุงกระหนิงอยู่ เธอก็พอจะเข้าใจอะไรบางอย่างได้แล้ว
“คุณไม่ต้องมองฉันแบบนี้หรอกค่ะ ตอนนี้ฉันท้องได้สามเดือนแล้วอีกหน่อยคุณก็จะได้มีลูกเป็นของตัวเองแล้วค่ะ” ฮัวเหมยพูดขึ้นมาแต่คนที่ได้ยินตอนนี้รู้สึกเหมือนหูอื้อตาลายไปหมดแล้ว เขากำลังคิดอยากจะมีลูกและตอนนี้ความปรารถนาก็เป็นจริงขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว
“คุณคะ คุณเป็นอะไรไปคะ หรือคุณยังไม่อยากมีลูกกัน” เสียงฮัวเหมยถามสามีที่เหมือนกำลังช็อกไปแล้ว
“ใครว่ากันล่ะครับนี่มันไม่ใช่ความฝันใช่ไหมครับ ผมจะได้เป็นพ่อแล้ว และทำไมคุณไม่บอกผมก่อนล่ะครับ แล้วเราก็ขี่จักรยานฝ่าลมหนาวมาบ้านคุณด้วย คุณกับลูกจะเป็นอะไรหรือเปล่าครับ” เมื่อจางหยางได้สติกลับมาก็แสดงถึงความกังวลและเป็นห่วงต่อภรรยาและลูกที่อยู่ในท้องอย่างลนลาน
เมื่อทุกคนได้เห็นปฏิกิริยาของผู้ชายที่ดูสุขุมและเยือกเย็นในตอนที่รู้จักกันใหม่ ๆ แล้วต่างก็พากันหัวเราะออกมา
หลังจากซินซินกับมู่หลงเฉินเดินทางกลับมายังมณฑลของตัวเอง เด็กน้อยไท่ไท่ผู้ฉลาดแสนซนก็ได้เข้าโรงเรียนระดับประถมซึ่งเป็นการเข้าเรียนทั้งที่อายุยังน้อยทำให้ครูในโรงเรียนได้ให้เขาทำแบบทดสอบมากมายเด็กชายก็ทำทุกวิชาได้เป็นอย่างดี ที่เป็นอย่างนี้ก็ต้องยกความดีความชอบให้กับจิวจิวผู้ที่คอยสอนสั่งเด็กน้อยในเรื่องต่าง ๆ ตามที่เจ้าตัวได้รู้มาจากซินซินในครั้งอดีตส่วนพี่เลี้ยงอีกสามนั้นก็ต่างสั่งสอนในเรื่องที่พวกเขาถนัดไม่ว่าจะเป็นเรื่องการต่อสู้ เรื่องการวางแผน การใช้มารยาต่าง ๆ ทำให้เด็กน้อยทั้งฉลาดและเจ้าเล่ห์เกินกว่าใครส่วนพ่อกับแม่ของเจ้าตัวนั้นตั้งแต่กลับมาจากไร่ชาพวกเขาก็ต่างยุ่งอยู่กับการทำงานแม้จะมีลุงและอาคอยช่วยก็ตาม“ไท่ไท่แม่กับพ่อจะยุ่งสักพักนะ เมื่อไหร่ที่กิจการของเราอยู่ตัว แม่จะอยู่กับลูกอย่างเต็มที่เลย” หญิงสาวกล่าวกับบุตรชายหลังมืออาหารเย็น“พ่อเองก็จะอยู่กับลูกเหมือนกัน” มู่หลงเฉินอุ้มบุตรชายยกขึ้นสูงทำให้เขาหัวเราะออกมาอย่างถูกใจไม่ว่าคนทั้งสองจะยุ่งและเหนื่อยขนาดไหนแต่สิ่งที่สองสามีภรรยาต่างทำไม่เคยขาดก็คือการเข้ามาหอมแก้มบุตรชายต
“ซินซินลูกเป็นอะไรครับ ทำไมร้องไห้ไม่หยุดเลย” มู่หลงเฉินพยายามกล่อมบุตรชายเท่าไหร่ เขาก็ไม่ยอมเงียบ ชายหนุ่มจึงได้ถามภรรยาสาวอย่างจนใจ“ส่งลูกมาให้ซินซินเถอะค่ะ แล้วพวกเราไปห้องคุณปู่กัน” ซินซินกล่าวออกมาอย่างยากลำบากเพราะรู้ว่าสามีรักผู้เป็นปู่มากขนาดไหน“หมายความว่า” มู่หลงเฉินกล่าวเพียงแค่นั้น หลังจากที่ชายหนุ่มส่งลูกให้ภรรยาแล้วเขาก็รีบวิ่งจากห้องนอนของตนไปหาผู้เป็นปู่ทันที“คุณปู่” มู่หลงเฉินตะโกนเรียกปู่ชราเสียงดัง แต่ไร้ซึ่งการตอบรับทำให้ชายหนุ่มรู้ทันทีว่าปู่ได้จากเขาไปแล้วจากไปตลอดกาลมู่หลงเฉินมีเพียงดวงตาที่แดงก่ำเพียงเท่านั้น แม้อยากจะหลั่งน้ำตามากทว่าเขาไม่อาจทำได้เนื่องจากผู้เป็นปู่ไม่ชอบให้ลูกผู้ชายร้องไห้ แม้จะทุกข์ใจมากขนาดไหนก็ตามจงห้ามหลั่งน้ำตาชายหนุ่มนึกย้อนไปถึงช่วงหัวค่ำ ปู่พูดกับเขาคล้ายเป็นการสั่งเสีย “แกโตแล้วมีครอบครัวที่ดีแล้วจงใช้ชีวิตให้ดี ตอนนี้ปู่ก็หมดห่วงแล้วจะได้ไปอย่างสบายใจหลังจากปู่ไม่อยู่ แกเข้าไปในห้องหนังสือของปู่นะ ปู่ได้เตรียมทุกอย่างไว้หมดแล้ว”ในตอนนั้นเขาพยายามจะแย้ง แต่ปู่ก็ยกมือห้าม เขาจึงได้แต
และหลังจากที่ครอบครัวของซินซินรู้ว่าบุตรหลานของตนตั้งครรภ์ พวกเขาต่างก็พากันทำอาหารบำรุงให้ซินซินกินทุกวัน จนทำให้หญิงสาวตื้นตันในความเอาใจใส่ของคนรอบตัวเป็นอย่างมากรวมถึงน้องชาย และพี่ชายก็ไม่ให้พี่สาวน้องสาวต้องทำงานหนักเหมือนเคยอีก ส่วนซานซานก็ได้ทำการยื่นเรื่องขอเรียนจบแล้ว จากนั้นเจ้าตัวก็กลับมาทำงานที่บ้านโดยที่ซินซินได้แนะนำให้เขาได้รู้จักกับลี่มี่ทางโทรศัพท์ จากนั้นคนทั้งคู่ก็มักจะติดต่อกันแทบจะตลอดเวลา“พี่ชาย พี่คิดยังไงกับพี่สาวลี่มี่อย่างนั้นเหรอ” ซินซินผู้กินผลไม้รสเปรี้ยวอยู่ถามไถ่พี่ชายผู้ยังโสดด้วยความอยากรู้หลังจากได้รู้มาว่าผู้เป็นพี่มักจะไปเจอกับลี่มี่มาแล้วหลายครั้งจากมู่มู่“เขาก็เป็นผู้หญิงเก่ง น่ารัก โก๊ะ ๆ ดูตลกดีคล้ายกระต่าย น้องถามทำไม” ซานซานละจากงานในมือมองหน้าผู้เป็นน้องอย่างสงสัย“พี่ไม่รู้สึกพิเศษอะไรอย่างอื่นบ้างเลยหรือคะ อย่างเช่นอยากเจอหน้าเขาบ่อย ๆ คิดถึงอะไรทำนองนี้” ซินซินถามไปก็ก้มหน้ากินผลไม้ของตนต่อไป“พี่ก็คุยกับเขาอยู่ทุกวันนะ คิดถึงอย่างนั้นหรือ” ชายหนุ่มผู้พี่นิ่งคิดก่อนที่เขาจะถามตนเองวนไปมาว่าคิดอย่างไ
เสียงพิธีกรบนเวทีได้ประกาศถึงเวลาส่งตัวบ่าวสาวเข้าห้องหอ ทำให้มู่หลงเฉินรีบอุ้มหญิงสาวข้างกายขึ้นในวงแขนแกร่งทันทีอย่างไม่รีรอ“พี่เฉิน!” ซินซินส่งเสียงเรียกชื่อชายหนุ่มอย่างตกใจการกระทำอันใจร้อนของชายหนุ่มได้ทำให้แขกในงานเลี้ยงต่างส่งเสียงโห่แซวเขาโดยเฉพาะอดีตลูกน้องเก่าของชายหนุ่มผู้ไม่เคยคิดว่าอดีตเจ้านายของตนจะเป็นคนใจร้อนภายในห้องหอของคู่บ่าวสาวซึ่งอยู่กันตามลำพังในตอนนี้ ซินซินได้แต่บีบมือเข้าหากันแน่นด้วยความตื่นเต้นหัวใจเต้นรัวเร็วแทบจะทะลุออกจากอกส่วนมู่หลงเฉินเขามองหญิงสาวที่นั่งก้มหน้าอยู่บนริมขอบเตียงนิ่งด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยนที่หายากของเจ้าตัว“ซินซินน้องจะไม่เงยหน้ามองพี่สักนิดเลยหรือครับ” เสียงทุ้มของบุรุษหนุ่มกล่าวขึ้นหลังจากที่เขานั่งลงข้างกายหญิงสาว“เอ่อ” ซินซินประหม่าเกินกว่าจะพูดออกมามู่หลงเฉินยกยิ้มด้วยความเอ็นดูภรรยาตัวน้อย ดังนั้นชายหนุ่มจึงได้ก้มหน้าอันหล่อเหลาของตนลงไปทางด้านหน้าของหญิงสาวทำให้ลมหายใจอุ่นร้อนและกลิ่นกายของชายหนุ่มเข้ามาปะทะจมูกของซินซินจากนั้นชายหนุ่มจึงได้นำมือของตนจับปลายคางเล็กข
ภายในรถพยาบาลซึ่งได้เปิดประตูหลังเอาไว้ ซินซินตอนนี้ก็กำลังช่วยทำแผลให้กับคู่หมั้นหนุ่มอย่างตั้งใจ“พี่เฉินเจ็บมากไหมคะ” ซินซินถามเขาในระหว่างที่ตัดเสื้อของชายหนุ่มออกและเห็นแผลยาว ที่แม้ว่าเลือดจะหยุดแล้วแต่ปากแผลที่เปิดออกก็ยังคงให้ความน่ากลัวอยู่ดี“ไม่เจ็บครับ ยาที่น้องให้พี่กินได้ผลดีมาก” ชายหนุ่มตอบหญิงสาวที่มีน้ำตาคลอหน่วย“จะไม่เจ็บได้ยังไงกัน ตอนซินซินเห็นมีดของคนร้ายหันมาทางพี่น้องหัวใจแทบหยุดเต้น” ซินซินพูดไปมือก็ทำแผลไปอย่างระมัดระวัง“พี่ขอโทษที่ทำให้น้องเป็นกังวล ต่อไปนี้พี่จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกน้องวางใจได้” มู่หลงเฉินเอามือลูบศีรษะของหญิงสาวกล่าวปลอบโยนเสียงอ่อน“พี่ยังคิดว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้อีกหรือคะ” ซินซินสูดจมูกของตนกล่าวพร้อมส่งตาเขียวให้ชายหนุ่มด้านหน้า“ไม่มีแล้วครับ ต่อไปจะไม่มีแล้วพี่คะ..คิดว่า” “พี่เฉินเราแต่งงานกันเถอะค่ะ ซินซินไม่รอจนอายุยี่สิบแล้ว” ซินซินพูดโพล่งขึ้นมา โดยที่มู่หลงเฉินยังกล่าวไม่ทันจบว่าเขากำลังจะทำเรื่องลาออกชายหนุ่มนิ่งงันคล้ายถูกสาป เขาจ้องมองใบหน้าสวยหวานของหญิงคนรักนิ่ง
“เสี่ยวเฉินนายต้องใจเย็น ๆ นะเข้าใจไหมไม่อย่างนั้นแผนของเราพังแน่” ชุนเอามือตบบ่าพร้อมกล่าวกับว่าที่หลานเขยเสียงหนัก“ทราบ” ชายหนุ่มรับคำแม้ในใจจะรู้สึกไม่เป็นสุขก็ตาม“หัวหน้าเราจับหล่อนมาได้แล้ว นำไปหมู่บ้านเลยไหม” รองหัวหน้าของโจรชั่วพูดด้วยความดีใจที่มันสามารถจับตัวหญิงสาวผู้งดงามมาได้“พาไปเลย รีบหน่อยก็ดี หน้าตาหญิงผู้นี้ดูดีเสียด้วย อย่างนี้น่าจะขายได้ราคางามอยากจะเรียกค่าไถ่แต่ไม่มีข้อมูลช่างน่าเสียดาย” หัวหน้าของพวกมันกำลังจะเอามือหยาบลูบใบหน้าของซินซินแต่มันก็ได้ถูกขัดจังหวะโดยนกตัวหนึ่งที่ถ่ายมูลรดหัวของมันอย่างตั้งใจ“ไอ้นกบ้าที่ตั้งมากมาขี้ใส่หัว...” ถ้อยคำอันหยาบคายถูกพ่นออกจากปากของมันอย่างต่อเนื่อง ส่วนลูกน้องของมันก็รีบพาซินซินหนีห่างจากผู้เป็นหัวหน้าของตนด้วยกลัวว่าจะโดนลูกหลงจนพวกมันพาตัวซินซินมาถึงรถจากนั้นพวกมันก็นำตัวซินซินใส่เข้าไปภายในรถที่พวกมันหาซื้อมาได้อย่างผิดกฎหมายด้วยเงินจำนวนสูงและหญิงสาวที่พวกมันได้จับมา“เสี่ยวเฉินขับตามไปได้ ทิ้งระยะห่างไกล ๆ ด้วยล่ะ” ชุนกล่าวย้ำกับว่าที่หลานเขยชายหนุ่มพยักหน้ารับด







