Share

บทที่ 6

วันเวลาผันผ่านเผลอแป๊บเดียวซินซินก็ได้อายุสามหนาวแล้ว ซานซานตัวน้อยปีนี้ก็อายุได้เจ็ดขวบและก็ได้ไปเข้าโรงเรียนที่อยู่ในเขตสีซือซึ่งเป็นโรงเรียนประถมแห่งเดียวในเขตหมู่บ้านของเขา

ทางด้านอาฮัวเหมยก็ได้แต่งงานไปแล้วเมื่อตอนซินซินอายุได้สองหนาว อาเขยของซินซินทำงานเป็นเลขาให้กับพรรคการเมืองในท้องถิ่นชื่อว่าจางหยาง ครั้งแรกที่ซินซินได้เห็นหน้าอาเขยของตัวเองบอกได้เลยว่านี่มันพ่อแกะน้อยอดีตสามีในฝันของเธอชัดชัด

“ซินซินลูกมานั่งทำอะไรอยู่หน้าบ้านคนเดียวคะ” แม่เหมยของหนูน้อยเอ่ยถามลูกสาวของตน ฝ่ายซินซินเมื่อเห็นว่าคนที่เดินมาหาเธอคือผู้เป็นแม่เจ้าตัวน้อยก็ได้แต่ยิ้มหวานจนตาปิดพร้อมแก้มที่บุ๋มลงไปทั้งสองข้างเล็ก ๆ นั้นก็ได้ปรากฎออกมา

“วาดรูปค่ะ” ซินซินตัวน้อยได้ชูแท่งดินสอในมือพร้อมกับสมุดวาดรูปที่เธอมักจะวาดอะไรต่าง ๆ ลงไปให้ผู้เป็นแม่ได้ดู

“เอาอาหารกลางวันไปให้คุณย่ากับพ่อกันค่ะลูก” ซูเหมยก็พูดชวนลูกสาวของตนขึ้นมา เด็กน้อยเมื่อได้ยินก็ยืนขึ้นบนโต๊ะพร้อมทั้งกางแขนที่สั้นป้อมของตัวเองออกเพื่อให้ผู้เป็นแม่อุ้มลงจากโต๊ะ

“จิวจิวไปกับซินซินไหมจ๊ะ” ซินซินหันไปถามเพื่อนผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตั้งแต่อยู่บนสวรรค์ด้วยกัน ตอนนี้ทุกคนที่บ้านได้รู้จักจิวจิวกันหมดแล้ว และต่างก็หลงในความน่ารักของเจ้าตัวเล็กนี้กันทุกคนเลย

“ไปฮับ” จิวจิวตอบขึ้นมาพร้อมกับเด้งตัวเองมานอนแปะอยู่บนหัวกลางกลุ่มผมทรงซาลาเปาสองลูกของเพื่อนรักตน

“แม่จ๋า ที่ทุ่งนาน่าจะต้องมีกระต่ายใช่ไหมจ๊ะ เพราะช่วงนี้เป็นหน้าเก็บเกี่ยว หากเราจับได้เรานำมันมาเลี้ยงได้ไหมจ๊ะ” ซินซินตัวน้อยเอ่ยถามแม่ของตนพร้อมเงยหน้ามองแม่ด้วยดวงตากลมโตฉ่ำน้ำเหมือนลูกแมว

“ได้สิจ๊ะ ถ้าหากบ้านเราเป็นคนจับได้ก็จะถือว่าเป็นของบ้านเราไงคะลูกสาว หนูอยากเลี้ยงเอาไว้ดูเล่นเหรอลูก” ฝ่ายแม่ที่จับมือลูกน้อยอยู่ก็ก้มหน้าลงมามองลูกของตนเช่น เดียวกัน

“เปล่าจ้ะกระต่ายมันมีลูกเร็วมาก หนูจะเอามาขายจ้ะ” ฝ่ายลูกสาวก็ตอบผู้เป็นแม่อย่างเสียงใส แต่ทางผู้เป็นแม่เมื่อได้ฟังก็ถึงกับพูดไม่ออกกับความคิดลูกของตนเลยทีเดียว

สองแม่ลูกพากันเดินมาได้สักพักก็ถึงบริเวณทุ่งนาที่แม่สามีและสามีของตนทำงานอยู่ เมื่อสองแม่ลูกหาร่มไม้ใหญ่นั่งได้แล้วเสียงกริ่งสัญญาณพักเที่ยงก็ดังขึ้น

“จุณพ่อ จุณย่าทางนี้จ้ะ” ซินซินรีบตะโกนโบกไม้โบกมือเรียกผู้เป็นพ่อและย่าของตนทันที พ่อและย่ารีบเดินมาหาหลานตัวน้อยที่แสนฉลาดและรู้ความเกินเด็กทั่วไปของตนอย่างเร่งรีบ

“พ่อจ๋าข้าว ย่าจ๋าจินข้าว” ซินซินพูดออกมา ในบางครั้งซินซินก็สามารถพูดได้ชัดแต่ในบางครั้งก็ไม่สามารถพูดได้ชัดเหมือนอย่างตอนนี้แต่ทุกคนก็เข้าใจที่เธอสื่อสาร ดังนั้นก็ช่างมันเถอะโตมากกว่านี้ก็ดีขึ้นเองแหละ

หลังจากแม่และลูกชายล้างมือจากน้ำที่ซูเหมยส่งมาให้แล้วก็พากันลูบหัวน้อย ๆ ของลูกและหลานรักของตน โดยหลีกเลี่ยงเจ้าจิวจิวที่กำลังนอนผึ่งพุงน้อย ๆ ของมันอยู่

พวกเขาทั้งครอบครัวรู้สึกภูมิใจในตัวลูกทั้งสองของเขามากโดยเฉพาะลูกสาวตัวน้อยคนนี้เพราะซินซินไม่เคยงอแงเลยตั้งแต่เกิดมา แถมยังรู้ความมากกว่าเด็กวัยเดียวกันเป็นอย่างมาก

รวมถึงเรื่องความเป็นอยู่ในบ้านด้วยต่างก็ได้อาศัยสิ่งของที่ซินซินเสกออกมาจากความว่างเปล่าทั้งสิ้น ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้ซินซินก็อายุได้สามหนาวแล้วสิ่งของที่เสกออกมาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหมด จนเขาและภรรยารวมทั้งผู้เป็นแม่ก็กังวลใจว่าสิ่งเหล่านี้จะมีผลอะไรกับร่างกายของลูกสาวตัวน้อยที่แสนจะน่ารักนี้หรือไม่ พวกเขาก็ได้แต่รอและเฝ้ามองอย่างระมัดระวัง หากลูกเขามีอะไรผิดปกติก็จะได้รีบพาไปหาหมอ

แต่พวกเขาก็ได้รู้สึกโล่งใจเมื่อตอนที่ซินซินอายุได้หนึ่งหนาวลูกสาวของเขาก็พูดขึ้นมา เขาถึงได้รู้ว่าลูกสาวเขารู้ถึงความกังวลใจนี้มาโดยตลอด แต่ตอนนั้นยังเป็นเด็กทารกจึงไม่สามารถบอกได้

พอพูดได้ลูกสาวของเขาก็ได้พูดถึงคำตอบของเรื่องนี้ขึ้นมาก่อนแทนที่จะเรียกแม่เรียกพ่อก่อนเหมือนเด็กคนอื่น ๆ เขาก็คิดว่าลูกสาวเขาต้องเป็นเทพธิดามาเกิดจริง ๆ เป็นแน่ ทั้งเขาและครอบครัวต่างก็ได้คุกเข่าอยู่ที่พื้นและก็ทำความเคารพไปยังสวรรค์เบื้องบนที่ยอมให้เทพธิดามาเกิดเป็นลูกของเขา

“ป๋อจ๋า จะต่ายจ๊ะ หนูอยากเลี้ยงกระต่าย” ซินซินพยายามเรียกพ่อของตนหลายครั้งแล้วแต่ก็ไม่เห็นพ่อของตนตอบตัวเองสักที จึงได้ใช้แขนสั้น ๆ ป้อม ๆ ของตนมาเขย่าแขนที่มีแต่กล้ามเนื้อของพ่อตนอีกแรง

“ห๊ะ! ละลูกว่าอะไรนะครับ” ผู้เป็นพ่อถามลูกขึ้นมาด้วยเสียงไม่แน่ใจ ฝ่ายเจ้าตัวน้อยตอนนี้ก็ได้อมลมจนแก้มป่องยกมือกอดอกมองพ่อของตนด้วยอาการงอน พ่อที่เห็นลูกของตนเหมือนจะงอนตนไปแล้วก็เริ่มที่จะร้อนรน

ทางด้านผู้เป็นแม่และย่าที่มองเห็นภาพนี้ก็ได้แต่อมยิ้มกับการช่างกลั่นแกล้งของลูกและหลานสาวของตน คนในครอบครัวต่างก็ดูออกกันทั้งนั้นว่าเจ้าตัวเล็กคนนี้ชอบแกล้งผู้เป็นพ่อและพี่ชายเป็นที่สุด ก็คงจะมีแต่สองคนนี้เท่านั้นแหละที่มองไม่เห็น

“กระต่าย หนูอยากได้กระต่ายจ๊ะป๋อจ๋า” ซินซินพยายามพูดออกเสียงให้ช้าลงและค่อย ๆ เอ่ยอย่างชัด ๆ เมื่อผู้เป็นพ่อได้ฟังก็ไม่อยากขัดความปรารถนาของลูกสาวตัวน้อย แต่กระต่ายมันปราดเปรียวมากและมันจะอยู่นิ่ง ๆ ให้เขาจับได้อย่างไรกัน

“พ่อจะพยายามนะลูก หากพ่อเห็นมันและมันยอมให้พ่อจับพ่อก็จะจับมันมาให้หนู” ผู้เป็นพ่อพูดขึ้นอย่างกลาง ๆ ออกมาเพราะเขาก็ไม่อยากให้ลูกสาวของเขาผิดหวังเช่นกัน

“ได้แน่นอนจ้ะ” ซินซินตัวน้อยกล่าวขึ้นพร้อมยืดอกน้อย ๆ ของตนด้วยความมั่นใจ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสามคนเห็นต่างก็ยกยิ้มขึ้นด้วยความเอ็นดูเจ้าตัวน้อยนี้เป็นอย่างมาก

เมื่อสัญญาณกริ่งเริ่มงานดังขึ้นพ่อและย่าก็เดินลงไปทำงานในแปลงนาต่อทันที ตอนนี้ย่าเยว่จินอายุสี่สิบสองปีแล้วแต่รูปร่างและใบหน้ายังคงเหมือนคนอายุแค่สามสิบกว่า ๆ เท่านั้น ถึงแม้ว่าจะทำงานในทุ่งนาก็ไม่ได้มีผลอะไรมากระทบความงามของผู้เป็นย่าของตนได้เลย

ทางด้านแม่และลูกสาวก็ต่างพากันจูงมือเดินกลับบ้าน หากถามว่าทำไมแม่ถึงไม่ขี่จักรยานออกมาทั้ง ๆ ที่ก็มีจอดอยู่ถึงสองคัน นั่นก็เพราะจักรยานมันสูงเกินไปแม่กลัวว่าตอนที่แม่ขี่ซินซินอาจจะพลัดตกลงมาได้ และอีกอย่างแปลงนาก็อยู่ไม่ไกลการเดินก็เหมือนเป็นการออกกำลังกายไปในตัว

เมื่อเดินเข้าบ้านมาเรียบร้อยแม่ก็พาลูกสาวที่ตาปรือแทบจะปิดอยู่ร่อมร่อมาล้างมือล้างเท้าและเช็ดให้แห้ง แล้วหลังจากนั้นก็พาเจ้าตัวน้อยเข้านอนกลางวัน

หน้านี้เริ่มที่จะเข้าหน้าฝนแล้วอากาศจึงไม่ร้อนเท่าใดนัก ซินซินตัวน้อยจึงหลับสบายตอนนี้ที่บ้านก็มีไฟฟ้าเข้ามาแล้วเช่นกัน ซินซินเองก็ได้เอาเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดต่าง ๆ ออกมาอย่างมากมายและได้เคยให้อากับพ่อของตนเอาไปขายมาหลายอย่างแล้วด้วย

ทางด้านฮัวเหมยที่แต่งงานออกไปก็ต้องไปอาศัยอยู่กับสามีที่บ้านในเมืองสีซือทำให้ไม่ค่อยได้กลับมาเยี่ยมบ้านบ่อยนักแต่มาทีก็มักจะมาคุยเล่นแต่กับเจ้าตัวน้อยนี้อย่างเดียว ทั้งสองอาหลานต่างก็สนิทกันมาก ดูอย่างตอนที่ฮัวเหมยแต่งงานซินซินก็นำสินเดิมที่ควรจะมีก็นำมาให้อาของตนอย่างมากมายรวมทั้งพัดลมและตู้เย็นด้วยจนคนที่มาในงานแต่งนั้นไม่กล้าที่จะดูถูกฮัวเหมยอีกเลยว่าเป็นแค่ลูกชาวนา ถึงแม้ว่าตัวฮัวเหมยเองจะทำงานเป็นถึงรองผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อในเหมืองก็ตาม

เมื่อฮัวเหมยได้รู้ความจริงเรื่องหลานของตนอีกคนก็ได้แต่ตกตะลึงและคิดว่าตนจะต้องปกป้องหลานเทพธิดาน้อยของตนจากคนที่คิดไม่ดีให้จงได้

สาเหตุที่ฮัวเหมยตัดสินใจแต่งงานกับจางหยางก็เพราะนอก จากที่เขาเป็นผู้ชายที่ดีแล้ว เธอเองก็ต้องการอำนาจของเขาเพื่อที่จะได้นำมาปกป้องคนในครอบครัวของเธอได้ ถึงใครเขาจะพูดว่าลูกสาวแต่งงานไปแล้วก็เหมือนกับน้ำที่สาดออกไปก็ตาม

แต่สำหรับครอบครัวเธอไม่ใช่อย่างนั้นจะมีใครกันที่สามารถมอบสินเดิมให้กับลูกสาวได้เหมือนอย่างบ้านของเธอซูเหมยก็ได้แต่นั่งระลึกถึงความหลังขึ้นมา แล้วก็เย็บเสื้อที่ตัดค้างเอาไว้ให้ลูกชายของตนไปด้วย ส่วนของลูกสาวนั้นเธอเย็บเสร็จหมดแล้วจนต้องแก้ก็หลายรอบเพราะลูกสาวของเธอโตเร็วมากกินก็เก่ง เผลอแป๊บ ๆ กระดุมเสื้อกระเด็นหลุดบ้าง กางเกงคับบ้าง เจ้าตัวเองก็ไม่ได้เคยสงสัยในตัวเองเลยว่ากินจนตัวกลมแทบจะกลิ้งได้อยู่แล้ว

ซูเหมยได้มองลูกสาวตัวเองที่ตอนนี้กำลังหลับพร้อมกับเกาพุงและน้ำลายไหลยืดออกมาด้วย เธอจึงได้แต่หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดน้ำลายเจ้าตัวน้อยเพียงเท่านั้น

“แม่ครับ ผมกลับมาแล้วครับ” ซานซานตะโกนเรียกผู้เป็นแม่อยู่หน้าบ้านเพราะเขารู้ว่าแม่ต้องอยู่กับน้องแค่สองคนเป็นแน่

แอ๊ด เสียงเปิดประตูจากด้านในดังขึ้น

“ปีจายมาแย้ว” แต่เสียงที่พูดขึ้นมาต้อนรับเขาคือน้องน้อยผู้น่ารัก

“ทำไมวันนี้น้องตื่นเร็วจังครับ” ซานซานก็ถามน้องสาวของตนด้วยความแปลกใจ

“น้องจะไปจับกระต่าย” ซินซินพยายามพูดขึ้นชัด ๆ ผู้เป็นแม่ที่ยืนอยู่ด้วยต่างก็ฟังสองพี่น้องที่สนทนากันด้วยความเอ็นดู

“เข้าบ้านก่อนลูก หนูมีการบ้านหรือเปล่าครับ” ผู้เป็นแม่ถามลูกชายของตน

“มีครับแม่ เดี๋ยวผมจะรีบทำให้เสร็จเพื่อที่จะได้พาน้องไปที่ทุ่งนา แม่ไปทำกับข้าวเถอะครับเดี๋ยวผมดูน้องเอง” ซานซานก็บอกกับผู้เป็นแม่พร้อมกับจูงมือน้องของตนไปยังห้องของเขาเอง ฝ่ายผู้เป็นน้องก็เชื่อฟังพี่ชายจับจูงไปก็ไปเมื่อมาถึงห้องพี่ชายก็หยิบการบ้านของตนขึ้นมาวางบนโต๊ะ

“น้องนั่งรอพี่ก่อนนะ พี่จะรีบทำการบ้านให้เสร็จแล้วเดี๋ยวเราไปจับกระต่ายกัน” ฝ่ายพี่ชายพูดขึ้น

“ใจแล้ว” น้องสาวก็ตอบรับคำพร้อมกับหยิบอุปกรณ์วาดรูปของตนออกมาวาดรูประหว่างรอพี่ชายทำการบ้าน ทั้งสองพี่น้องต่างก็จมอยู่กับในโลกของตนเอง

“พี่ทำการบ้านเสร็จแล้วครับเราจะไปกันเลยไหม ตอนนี้พ่อและย่าน่าจะยังไม่เลิกงาน” ซานซานพูดขึ้นขณะที่เก็บการบ้านที่ทำเสร็จแล้วลงกระเป๋านักเรียนของตนที่น้องสาวนำออกมาให้ตอนที่เขาเริ่มไปโรงเรียน

“ไปกันจ้ะ” ซินซินก็เก็บอุปกรณ์ของตนเข้ามิติไปแล้วเงยหน้าตอบพี่ชายพร้อมส่งรอยยิ้มหวานให้ด้วย สองพี่น้องได้เดินจูงมือกันมาหาผู้เป็นแม่ในครัวแล้วผู้เป็นพี่ชายก็เป็นคนขออนุญาตแม่ตัวเองออกมา

“แม่ครับผมพาน้องไปทุ่งนานะครับ เดี๋ยวผมกับน้องจะกลับมาพร้อมย่ากับพ่อ” ซานซานพูดขอกับผู้เป็นแม่

“พาน้องเดินไปดี ๆ นะลูก อย่าทิ้งน้องไปไหนเด็ดขาดเข้าใจไหมครับ” ผู้เป็นแม่กล่าวย้ำถึงแม้จะรู้ว่าลูกสาวของตนฉลาดก็ตามแต่ก็ยังเป็นเพียงเด็กเท่านั้น

“ครับ/ค่ะ หนูจะไม่ดื้อด้วย” พี่ชายและน้องสาวตอบรับขึ้นมาพร้อมกัน และเจ้าตัวน้อยก็เอ่ยสำทับออกมาอีกครั้งเพื่อว่าแม่จะได้มั่นใจ

เมื่อมาถึงทุ่งนาก็มองไปที่พ่อและย่าเห็นทั้งสองต่างก็ทำงานกันอย่างขะมักเขม้นแล้วเสียงกริ่งเลิกงานก็ดังขึ้น เมื่อได้ยินเสียงนี้ทุกคนที่อยู่ในทุ่งนาก็เริ่มทยอยพากันออกมา

แต่ยกเว้นพ่อและย่าที่ตอนนี้กำลังมองจ้องกระต่ายสองตัวที่อยู่ต่อหน้าตน กระต่ายเหมือนจะยืนรอเขาและแม่ให้เดินเข้าไปจับมันอย่างเชิญชวนว่ามาจับฉันสิ มาจับฉัน เมื่อพ่อและย่าเห็นแบบนั้นจึงได้จับมันขึ้นมาทันทีและมันทั้งสองตัวก็ไม่หนีซะด้วย

เขากับแม่ได้นำกระต่ายมาผูกเชือกที่ขากระต่ายทั้งสองตัวแล้วก็นำไปใส่ไว้ในตะกร้าแล้วเอาเศษหญ้ามาคลุมปิดไว้อีกชั้น เมื่อทำทุกอย่างเสร็จแล้วก็เพิ่งจะเห็นว่าลูกน้อยของตนมายืนรอตนอยู่ ฝ่ายพ่อก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่ากระต่ายสองตัวนี้คงเป็นฝีมือของลูกสาวตัวน้อยเป็นแน่
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 166

    “มีงานด่วนนะ พวกเรากลับบ้านกันเถอะ น้องสาวน้องเขยเหนื่อยหรือเปล่าการเดินทางค่อนข้างไกล” ชุนตอบคำถามหลานสาวก่อนหันไปถามน้องสาวและน้องเขยอย่างเป็นห่วง“ไม่เหนื่อยค่ะ พวกเราไม่ได้นั่งอยู่ข้างนอก” ซูเหมยสำรวจพี่ชายในขณะตอบเมื่อเห็นว่าเขาสุขสบายดีเธอก็วางใจ“เด็ก ๆ เป็นอย่างไรบ้างคะพี่” ซูเหมยถามถึงลูกชา

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 165

    หลังจากซินซินกับมู่หลงเฉินเดินทางกลับมายังมณฑลของตัวเอง เด็กน้อยไท่ไท่ผู้ฉลาดแสนซนก็ได้เข้าโรงเรียนระดับประถมซึ่งเป็นการเข้าเรียนทั้งที่อายุยังน้อยทำให้ครูในโรงเรียนได้ให้เขาทำแบบทดสอบมากมายเด็กชายก็ทำทุกวิชาได้เป็นอย่างดี ที่เป็นอย่างนี้ก็ต้องยกความดีความชอบให้กับจิวจิวผู้ที่คอยสอนสั่งเด็กน้อยในเร

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 164

    “ครับ” เด็กหนุ่มรับคำอย่างมุ่งมั่น“ส่วนของที่อยู่ในซองนี้ พี่จะเก็บรักษาเอาไว้ให้ก่อน เมื่อไหร่ที่นายเติบโตพี่จะมอบมันให้อย่าบอกแม่ของนายล่ะ” มู่หลงเฉินกล่าวกำชับน้องชายพร้อมกับเก็บสิ่งที่อยู่ในซองลงในลิ้นชักตามเดิม“ผมเข้าใจครับ” เด็กหนุ่มรับคำอย่างเชื่อฟังในจดหมายของคุณปู่ได้ระบุไว้ทั้งหมดอย่างล

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 163

    “ซินซินลูกเป็นอะไรครับ ทำไมร้องไห้ไม่หยุดเลย” มู่หลงเฉินพยายามกล่อมบุตรชายเท่าไหร่ เขาก็ไม่ยอมเงียบ ชายหนุ่มจึงได้ถามภรรยาสาวอย่างจนใจ“ส่งลูกมาให้ซินซินเถอะค่ะ แล้วพวกเราไปห้องคุณปู่กัน” ซินซินกล่าวออกมาอย่างยากลำบากเพราะรู้ว่าสามีรักผู้เป็นปู่มากขนาดไหน“หมายความว่า” มู่หลงเฉินกล่าวเพียงแค่นั้น หล

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 162

    ทำให้เจ้าหน้าที่ สามสี่คนต้องตกใจตื่น พวกเขามองกันเหลอหลาว่าใครที่มาเรียก แต่ทว่าก็ไม่เห็นตัวคนจึงทำให้พวกเขาพากันขนลุกซู่พร้อมทั้งคิดเหมือนกันว่าพวกเขาน่าจะเจอดีเข้าแล้วและก่อนที่พวกเขาคิดฟุ้งซ่านไปมากกว่านี้ พวกเขาก็เห็นรถของมู่หลงเฉินที่จอดอยู่หน้าประตูโรงพยาบาลทำให้พวกเขารีบออกมาดู และก็ต้องขนต

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 161

    “ซินซินขอโทษนะคะ ที่ทำให้พี่ลำบาก” หญิงสาวกอดชายหนุ่มพร้อมพูดจาออดอ้อนอย่างอ่อนหวาน“พี่เข้าใจน้องครับ” ชายหนุ่มเอามือลูบผมภรรยากล่าวตามจริง แม้ว่าในบ้างครั้งเขาจะรู้สึกเหนื่อยก็ตาม แต่หลังจากคิดได้ว่าการที่ภรรยากำลังอุ้มท้องบุตรของตนนั้นลำบากกว่าเขาตั้งหลายเท่าก็ทำให้เขากลับรู้สึกสงสารหญิงสาวเป็นอย

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 14

    สายน้ำที่เคยถูกปิดกั้นก็ได้ไหลตามปกติแล้วเช่นเดียวกัน เมื่อภารกิจครั้งนี้จบลงแล้วซินซินก็หวังว่าแม่น้ำอีกฝั่งที่เคยล้นก็น่าจะกลับมาเป็นปกติในไม่ช้า ทีนี้ก็มาถึงปฏิบัติการเก็บของป่ากันดีกว่าเพื่อเป็นการเพิ่มเงินในกระเป๋าของตัวเอง “จิวจิวเรามาช่วยกันหาของป่าไปขายกันเถอะไหน ๆ ก็เข้ามาแล้วตอนกลับก็ค่อ

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 13

    เมื่อทั้งสองคนกับหนึ่งภูตเข้าไปถึงที่หมายแล้วก็มองเห็นต้นไม้ภูตที่เริ่มจะทิ้งใบของตนลงจนตอนนี้ใบบนต้นเหลืออยู่ไม่มากเท่าไหร่นัก เธอและจิวจิวก็ได้ยินเสียงร่ำไห้ออกมาจากต้นไม้ต้นนี้เช่นเดียวกัน มันเป็นเสียงที่มีแต่ความเศร้าและเจ็บปวด “โอ๋ ๆ คุณปู่ต้นไม้ไม่ต้องร้องไห้แล้วนะ ซินซินกับจิวจิวมาช่วยแล้ว ไ

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 12

    เมื่อซินซินออกมาจากห้องครัวก็เห็นอาเขยนั่งอยู่ในห้องโถงและกำลังคุยกับพ่อของตนอยู่ เธอก็แปลกใจเล็กน้อยและก็ใช้ขาสั้น ๆ ของตนเดินเข้ามาหาพ่อและอาเขยทันที “สวัสดีค่ะคุณอา” ซินน้อยพยายามพูดให้ช้าลงพร้อมกับที่ตัวเองก็เดินไปเกาะเข่าพ่อของตนแล้วก็ส่งสายตาให้พ่ออุ้มตนเองขึ้นมานั่งบนตัก ผู้เป็นพ่อก็ไม่ทำให้

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 11

    เมื่อทุกคนได้รู้กันหมดแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ได้มานั่งปรึกษากันว่าควรจะทำอย่างไร “เราไปปล่อยข่าวลือกันดีไหมลูกแต่เราต้องทำอย่างแนบ เนียนโดยอาศัยกันบอกปากต่อปากว่าจะมีพายุหิมะเกิดขึ้น แล้วเราก็นำสิ่งของที่จำเป็นมาขายในตลาดที่ถูกลงเล็กน้อย ถ้าขายถูกมากเกินไปเราอาจจะเป็นที่สงสัยได้” จินเป่าพูดขึ้นมาใน

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status