مشاركة

บทที่ 5

“ฮัวเหมยน้องไปแจ้งลางานเพื่อกลับบ้านก่อนสักสองวันนะ ให้บอกเขาไปว่าที่บ้านมีเรื่องด่วน” จินเป่าพูดกับน้องสาวของตนแต่ตัวเองก็ยังคงไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติมออกมาอยู่ดี

ฝ่ายน้องสาวก็ไม่ได้ถามอะไรเช่นกันเพราะคิดว่าที่บ้านต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นเป็นแน่เพราะปกติพี่ชายไม่เคยขอให้เธอลางานเลยสักครั้ง

เมื่อเธอเดินออกมาอีกครั้งจึงได้มีของใช้ส่วนตัวของเธอออกมาด้วย และระหว่างที่พี่น้องทั้งสองคนกำลังเดินทางเพื่อไปขึ้นรถไถกลับบ้านพี่ชายก็ได้เล่าเรื่องราวออกมาให้น้องสาวฟังทั้งหมด

“ที่พี่เล่าออกมานี่เป็นเรื่องจริงแน่ใช่ไหมจ๊ะ พวกเราเป็นอิสระจากคนบ้านนั้นแล้วจริง ๆ เหรอ” ฮัวเหมยถามพี่ชายของตนขึ้นมาอีกครั้งด้วยความดีใจ

“ใช่สิ ต่อไปนี้เราก็ไม่ต้องอยู่อย่างคนที่โดนรังแกและต้องเป็นฝ่ายอดทนอีกแล้วนะน้องสาวพี่” จินเป่าพูดพร้อมกับลูบหัวน้องสาวตนไปด้วย เขาและฮัวเหมยอายุห่างกันสามปี ปีนี้เขาอายุยี่สิบเอ็ดฮัวเหมยก็เพิ่งจะสิบแปดปี แล้วที่จริงก็ควรจะแต่งงานได้แล้ว

แต่น้องสาวเขาไม่อยากแต่งเพราะต้องการที่จะเรียนต่อมากกว่าแม่จึงได้นำน้องสาวของเขามาฝากไว้บ้านตากับยาย ตอนแรกพ่อเขาก็ไม่ยอมท่าเดียวจนแม่ต้องเอาสินเดิมที่เหลืออยู่แสนจะน้อยนิดมาแลกกับอิสรภาพของลูกสาวตน

ตอนนั้นเขาคิดว่าแม่ตัดสินใจถูกต้องแล้วเพราะเขาแอบไปได้ยินผู้หญิงคนนั้นพูดกับอดีตพ่อของเขาว่าจะให้น้องสาวของเขาแต่งงาน ตอนนั้นน้องของเขาเพิ่งจะจบชั้นมัธยมต้น

เมื่อเขาได้ยินจึงได้มาบอกกับแม่ นั่นจึงทำให้ฮัวเหมยหลุดออกมาจากบ้านหลงหลังนั้น คุยกันไปมาทั้งสองพี่น้องก็เดินมาขึ้นรถไถเมื่ออยู่บนรถก็ไม่ได้พูดอะไรกันเพราะต่างก็มีแต่คนในหมู่บ้านเดียวกันทั้งนั้น หากเขาและน้องสาวเกิดพูดอะไรผิดและมีคนเอาไปลือจะยิ่งแย่ไปกันใหญ่ เขาและน้องจึงได้แต่นั่งเงียบ

เมื่อมาถึงหมู่บ้านแล้วเขาจึงพาน้องเข้าไปที่บ้านผู้ใหญ่บ้านเพื่อทำเรื่องเปลี่ยนแซ่ของตัวเอง เมื่อน้องสาวทำเรื่องเสร็จแล้วเขาทั้งคู่ก็พากันเดินกลับบ้าน

“แหม ๆ เดี๋ยวนี้มองไม่เห็นย่าคนนี้กันแล้วเหรอพวกหมาป่าตาขาว” คนที่ส่งเสียงพูดแสบแก้วหูขึ้นมานี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากย่าจินเซียง เมื่อทั้งสองเห็นผู้เป็นย่าจะไม่เอ่ยทักก็ไม่ได้จึงได้แต่จำใจเข้าไปทักเพียงเท่านั้น

“สวัสดีครับ/ค่ะย่า” สองพี่น้องพูดทักคนที่ได้ชื่อว่าเป็นย่าของพวกตน แต่หาได้มีความรักและห่วงหาอาทรใด ๆ ให้กับพวกเขาทั้งสองไม่

“แหมฮัวเหมยหลานไปทำงานโรงงานมาน่าจะพอมีเงินย่า ขอสักหนึ่งร้อยหยวนได้ไหม ย่าจะใช้เงินไปเป็นค่าเรียนของ อาเหวินปีนี้เขาเรียนมัธยมปลายปีสุดท้ายแล้ว” ย่าจินเซียงก็จีบปากจีบคอของตนพูดขึ้นมา

“ฉันไม่มีหรอกค่ะย่า แล้วอีกอย่างพี่เหวินก็แก่กว่าฉันตั้งหนึ่งปีมีอย่างที่ไหนหากใครรู้เข้าว่าเป็นถึงพี่ชายแต่ต้องมาขอเงินจากน้องสาวไปจ่ายเป็นค่าเล่าเรียนของตัวเองก็ไม่รู้ว่าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนนะคะ ย่าว่าจริงไหม” ฮัวเหมยเองก็ใช่ว่าจะเป็นคนยอมลงให้ใครที่จะมาคิดเอาเปรียบเธอ

“นังฮัวเหมยหล่อนอย่ามาว่าพี่ชายของหล่อนนะ หล่อนเป็นน้องสาวและก็เป็นแค่เด็กผู้หญิงจะมาสู้อะไรกับหลานชายของฉันย่ะ รีบเอาเงินมาแล้วหล่อนก็รีบไปได้แล้ว” คนที่ได้ชื่อว่าเป็นย่าก็ก้าวเท้าเข้ามาอย่างคุกคาม

“ฉันบอกว่าไม่มีไงคะ” เมื่อฮัวเหมยพูดจบก็ได้คว้ามือพี่ชายของตนวิ่งหนีออกมา

“ฉันมีพี่ชายคนเดียวค่ะไม่คิดจะมีมากกว่านี้” ตามด้วยเสียงตะโกนกลับไป

ทิ้งให้ฝ่ายที่ได้ชื่อว่าเป็นย่าได้แต่กระทืบเท้าพร้อมส่งเสียงกรีดร้องอยู่อย่างโหยหวนและเดียวดาย เมื่อเธอและพี่ชายวิ่งมาไกลแล้วทั้งคู่ต่างก็พากันหัวเราะด้วยความสะใจจนเธอและพี่ชายก็ได้พากันเดินมาถึงประตูบ้านที่อยู่ปัจจุบัน

ปังปัง “แม่ครับผมจินเป่าเองครับ” จินเป่าได้เคาะประตูร้องเรียกคนในบ้าน

แอ๊ด...เสียงบานประตูเปิดออกพร้อมกับมีสีหน้าของเจ้าตัวเล็กในอ้อมแขนของคนเป็นย่าได้ยิ้มแผ่มาต้อนรับพ่อของตน พร้อมกับพี่ชายตัวน้อยที่ยืนอยู่ด้านข้างคนเป็นย่า

“อุ๊ย นี่หลานสาวของอาเหรอคะ อ๊าย ทำไมถึงได้หน้าตาน่ารักอย่างนี้กันคะ” ฮัวเหมยเมื่อเห็นซินซินก็ได้หลงหลานน้อยของตนทันที

“อาฮับ หวัดดีฮับ” เสียงเล็ก ๆ ของซานซานดังทักทายผู้เป็นอา

“หลานชายของอาก็ช่างหล่อเหลา” คนผู้เป็นอาที่หลงหลานทั้งสองพูดขึ้นพร้อมกับลูบหัวเด็กน้อยไปด้วย

“ซินน้อยมารับพ่อเหรอครับ ลูกสาวและลูกชายของพ่อต่างก็น่ารักจริง ๆ” ฝ่ายผู้เป็นพ่อก็หลงลูกไม่ต่างกันก็พูดชมลูกทั้งสองเช่นกัน พร้อมกับอุ้มเจ้าลูกชายเดินเข้าบ้านมาด้วยกันเมื่อปิดประตูดีแล้ว

“เฮ้อหลงทั้งลูกทั้งหลานพอกันทั้งสองคน” ฝ่ายผู้เป็นย่าก็พูดขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง พร้อมทั้งคิดว่าเธอตัดสินใจถูกแล้วจริง ๆ ที่หย่าและตัดขาดจากคนบ้านนั้นมาได้ เพราะคนในบ้านของเธอตอนนี้มีแต่รอยยิ้มให้แก่กัน

บ้านหลังนี้ยังไม่มีไฟฟ้าเพราะแต่ก่อนไม่มีใครอยู่เลยไม่มีใครไปยื่นเรื่องขอไฟฟ้าเข้าบ้าน และถึงแม้ว่าจะเริ่มมีไฟฟ้าเข้ามาแล้วแต่บางบ้านก็ยังไม่เลือกที่จะติดตั้งเพราะค่าติดตั้งนั้นมีราคาแพง และไหนจะต้องมาเสียค่าใช้ไฟแต่ละเดือนอีก

แต่สำหรับบ้านหลังนี้ย่าคิดว่าจะต้องทำการปรับปรุงก่อนแล้วค่อยไปยื่นเรื่องขอไฟมาใช้ เพราะบ้านเธอมีจินเป่าซึ่งเป็นผู้ชายที่โตแล้วเพียงคนเดียวการมีไฟฟ้าก็ย่อมที่จะปลอดภัยมากกว่าตกอยู่ในความมืด

“แม่ครับนี่เงินค่าขายของวันนี้ครับ” จินเป่าได้ยื่นเงินที่เขาได้พับเก็บไว้ในกระเป๋าใบเล็กให้แม่ของตนทั้งกระเป๋า

“ทำไมมันเยอะแบบนี้ล่ะลูก” เมื่อแม่ได้เปิดกระเป๋าและหยิบเงินออกมานับก็พบว่ามีเงินอยู่ทั้งหมดสามพันหยวน ซึ่งถ้าใช้ดี ๆ อยู่ได้หลายปีทีเดียว

“เถ้าแก่จางเขามีลูกค้าพิเศษมาสั่งเนื้อ แล้วตอนผมไปแกยังหาไม่ได้และทางเราก็มีเนื้อไปขายให้แกเยอะแกก็เลยจ่ายให้ผมเพิ่มมาอีกห้าร้อยหยวนครับ” จินเป่าเล่าให้แม่ของตนฟังถึงที่มาของเงินในวันนี้

“ลูกเอาเงินไปให้อาเหมยเก็บไว้นะ แม่ขอเก็บไว้พันเดียวก็พอ พรุ่งนี้เราค่อยไปตามช่างมาซ่อมบ้านของเรากัน” ผู้เป็นแม่ก็ยื่นเงินคืนให้กับลูกชายของตน

“ครับแม่” ฝ่ายจินเป่าผู้เชื่อฟังก็ทำตามที่แม่ของตนบอก ตอนที่เขาเดินเข้ามาในห้องก็ได้เห็นน้องสาวของเขากำลังเล่นกับลูกสาวตัวน้อยของตนอยู่โดยมีเจ้าลูกชายนั่งเล่นอยู่ข้างน้องสาวตนเช่นเดียวกัน เขาจึงได้เดินไปหาผู้เป็นภรรยาแล้วยื่นเงินให้เธอสองพันหยวน

“แม่ให้เอามาให้คุณเก็บเอาไว้ครับ” ฝ่ายผู้เป็นภรรยาก็ไม่ได้ว่าอะไรพร้อมกับยื่นเงินออกมาให้กับสามีเก็บไว้หนึ่งร้อยหยวน เผื่อเขาต้องการที่จะใช้

“คุณเก็บไว้หนึ่งร้อยหยวนแล้วกันค่ะ เผื่อคุณจำเป็นต้องใช้ฉันเองก็จะแบ่งไว้แค่ร้อยหยวนเหมือนกัน นอกนั้นฉันจะฝากไว้กับเทพธิดาน้อยบ้านเรารับรองเงินไม่มีทางหายแน่นอน” เมื่อภรรยาของเขาพูดจบเขาเองก็เห็นด้วยพร้อมกับดึงตัวภรรยาเข้ามากอดและหอมแก้มไปหนึ่งที

“อะแฮ่ม ๆ พี่ชายลืมไปหรือเปล่าว่าน้องสาวยังอยู่ในห้องด้วยแล้วพี่ดูลูกสาวและลูกชายของพี่นี่ ทั้งคู่ต่างก็จ้องพ่อกับแม่ของตนตาแป๋วเลยพี่เห็นไหมคะ” ฮัวเหมยแซวพี่ชายของตนออกมา

ทางด้านพี่ชายและภรรยาตอนนี้ทั้งสองคนต่างก็พากันหน้าแดงไปแล้ว ซินซินเมื่อเห็นพ่อแม่ของตนเขินอายเธอจึงได้หัวเราะชอบใจออกมา ทุกคนที่เห็นเจ้าตัวเล็กส่งเสียงเอิ๊กอ๊ากออกมาก็พากันยิ้มและหัวเราะไปตาม ๆ กัน

ทางบ้านนี้มีแต่เสียงหัวเราะและความสุข ส่วนบ้านหลงที่ จินเซียงไม่สามารถหาเงินมาให้หลานของตนได้ก็รู้สึกร้อนใจเพราะเธอเชื่อว่าหลานชายคนเล็กต้องนำเงินไปจ่ายค่าเล่าเรียนจริง ๆ

แต่เธอหารู้ไม่ว่าความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นแม้แต่น้อย หลานชายคนเล็กของเธอที่บอกว่ามาเข้าเรียนในตัวอำเภอนั้นแท้จริงแล้วเขาถูกทางโรงเรียนไล่ออกมาตั้งปีกว่าแล้ว แต่ที่บ้านไม่มีคนรู้เพราะเขาโกงข้อสอบและถูกจับได้ ทางโรงเรียนจึงไม่ให้โอกาสเขาเพราะเขาถูกจับได้ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามแล้วนั่นเอง และที่เขาต้องการเงินก็เพื่อจะนำมาใช้หนี้การพนันที่เขาได้ติดค้างไว้ หากเขาไม่นำไปคืนเขาจะต้องถูกตัดนิ้วเป็นการชดเชย

เช้าวันใหม่มาเยือน ฮัวเหมยก็ได้พาหลานน้อยทั้งสองออก มาเดินเล่นบริเวณทะเลสาบจิวหูที่ตอนนี้ได้อยู่ใกล้บ้านของพวกเขามาก และทั้งสามอาหลานก็ได้เข้ามานั่งในศาลาที่อยู่ริมทะเลสาบ ซานซานได้นั่งข้างอาของตนพร้อมเล่นกับน้องสาวที่นอนอยู่ในอ้อมแขนของผู้เป็นอาไปด้วย

“เดี๋ยวอาจะเล่าตำนานเกี่ยวกับทะเลสาบให้หลานทั้งสองฟังนะ” เมื่อฮัวเหมยพูดจบก็ได้เรียกความสนใจจากซินซินและซานซานได้เป็นอย่างดี

“ทะเลสาบนี้ผู้คนสมัยก่อนพากันเล่าลือมามากมายว่าเป็นทะเลสาบแห่งโชคชะตา หากใครเป็นคนดีแล้วมายืนขอพรก็มักจะได้ตามที่ขอ และบางคนก็บอกว่าทะเลสาบแห่งนี้เป็นที่อยู่ของนางเงือก หากใครพบเห็นและได้น้ำตาเงือกมาก็จะถือว่าผู้นั้นโชคดีเป็นอย่างมาก เพราะน้ำตาเงือกนั้นจัดได้ว่าเป็นยารักษาโรคอันน่าอัศจรรย์ ไม่ว่าจะอาการหนักแค่ไหนก็สามารถรักษาได้

ส่วนบางคนก็ว่าน้ำตาเงือกนั้นเป็นไข่มุกอันล้ำค่า ใครมีเม็ดเดียวก็สามารถเป็นเศรษฐีได้ภายในค่ำคืนเช่นกัน” ฮัวเหมย ก็ได้เล่าออกมา

“แต่สำหรับอาคิดว่าการทำให้คนอื่นเสียน้ำตามันไม่ใช่สิ่งที่ดีเลย แม้แต่ซานซานและซินซินฟังไว้นะ เราอย่าได้ไปรังแกใครก่อนเป็นอันขาด แต่ถ้ามีใครกล้ามาทำร้ายเราก่อนเราก็ต้องป้องกันตัวเองเช่นกันเข้าใจไหมคะทั้งสองคน” อาสาวก็พูดสอนหลานตัวน้อยทั้งสองขึ้นมา

ฝ่ายหลานชายถึงแม้จะยังไม่ค่อยเข้าใจดีนักแต่เขาคิดว่าอาคงหมายความว่าห้ามไปตีใครก่อนล่ะมั้ง แต่ถ้าหากใครมาตีเขาและน้องเขาก็สามารถที่จะทุบตีคนนั้นได้ทุกเมื่อความ หมายของอาน่าจะต้องใช่แบบนี้เป็นแน่

ทางด้านซินซินก็ชอบอาสาวของตนมาก เพราะอาคนนี้น่าจะเป็นพวกไม่ยอมถูกใครรังแกฝ่ายเดียวเป็นแน่ ซึ่งอาสาวของตนคนนี้ช่างคิดได้แตกต่างจากผู้หญิงยุคนี้

ดีนี่แหละคนในครอบครัวต้องเป็นแบบนี้ สามารถรังแกคนที่มารังแกเราก่อนได้แต่ห้ามเราไปรังแกผู้ที่ไม่ได้ทำอะไรเราเด็ดขาด ดังนั้นผู้เป็นอาจึงได้เห็นรอยยิ้มอย่างสุดแสนจะน่ารักจากหลานน้อยของตนเป็นรางวัล
استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 166

    “มีงานด่วนนะ พวกเรากลับบ้านกันเถอะ น้องสาวน้องเขยเหนื่อยหรือเปล่าการเดินทางค่อนข้างไกล” ชุนตอบคำถามหลานสาวก่อนหันไปถามน้องสาวและน้องเขยอย่างเป็นห่วง“ไม่เหนื่อยค่ะ พวกเราไม่ได้นั่งอยู่ข้างนอก” ซูเหมยสำรวจพี่ชายในขณะตอบเมื่อเห็นว่าเขาสุขสบายดีเธอก็วางใจ“เด็ก ๆ เป็นอย่างไรบ้างคะพี่” ซูเหมยถามถึงลูกชา

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 165

    หลังจากซินซินกับมู่หลงเฉินเดินทางกลับมายังมณฑลของตัวเอง เด็กน้อยไท่ไท่ผู้ฉลาดแสนซนก็ได้เข้าโรงเรียนระดับประถมซึ่งเป็นการเข้าเรียนทั้งที่อายุยังน้อยทำให้ครูในโรงเรียนได้ให้เขาทำแบบทดสอบมากมายเด็กชายก็ทำทุกวิชาได้เป็นอย่างดี ที่เป็นอย่างนี้ก็ต้องยกความดีความชอบให้กับจิวจิวผู้ที่คอยสอนสั่งเด็กน้อยในเร

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 164

    “ครับ” เด็กหนุ่มรับคำอย่างมุ่งมั่น“ส่วนของที่อยู่ในซองนี้ พี่จะเก็บรักษาเอาไว้ให้ก่อน เมื่อไหร่ที่นายเติบโตพี่จะมอบมันให้อย่าบอกแม่ของนายล่ะ” มู่หลงเฉินกล่าวกำชับน้องชายพร้อมกับเก็บสิ่งที่อยู่ในซองลงในลิ้นชักตามเดิม“ผมเข้าใจครับ” เด็กหนุ่มรับคำอย่างเชื่อฟังในจดหมายของคุณปู่ได้ระบุไว้ทั้งหมดอย่างล

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 163

    “ซินซินลูกเป็นอะไรครับ ทำไมร้องไห้ไม่หยุดเลย” มู่หลงเฉินพยายามกล่อมบุตรชายเท่าไหร่ เขาก็ไม่ยอมเงียบ ชายหนุ่มจึงได้ถามภรรยาสาวอย่างจนใจ“ส่งลูกมาให้ซินซินเถอะค่ะ แล้วพวกเราไปห้องคุณปู่กัน” ซินซินกล่าวออกมาอย่างยากลำบากเพราะรู้ว่าสามีรักผู้เป็นปู่มากขนาดไหน“หมายความว่า” มู่หลงเฉินกล่าวเพียงแค่นั้น หล

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 162

    ทำให้เจ้าหน้าที่ สามสี่คนต้องตกใจตื่น พวกเขามองกันเหลอหลาว่าใครที่มาเรียก แต่ทว่าก็ไม่เห็นตัวคนจึงทำให้พวกเขาพากันขนลุกซู่พร้อมทั้งคิดเหมือนกันว่าพวกเขาน่าจะเจอดีเข้าแล้วและก่อนที่พวกเขาคิดฟุ้งซ่านไปมากกว่านี้ พวกเขาก็เห็นรถของมู่หลงเฉินที่จอดอยู่หน้าประตูโรงพยาบาลทำให้พวกเขารีบออกมาดู และก็ต้องขนต

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 161

    “ซินซินขอโทษนะคะ ที่ทำให้พี่ลำบาก” หญิงสาวกอดชายหนุ่มพร้อมพูดจาออดอ้อนอย่างอ่อนหวาน“พี่เข้าใจน้องครับ” ชายหนุ่มเอามือลูบผมภรรยากล่าวตามจริง แม้ว่าในบ้างครั้งเขาจะรู้สึกเหนื่อยก็ตาม แต่หลังจากคิดได้ว่าการที่ภรรยากำลังอุ้มท้องบุตรของตนนั้นลำบากกว่าเขาตั้งหลายเท่าก็ทำให้เขากลับรู้สึกสงสารหญิงสาวเป็นอย

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 83

    ด้านของหลงจ้าวเมื่อเห็นว่าจินเป่าได้ส่งถุงเงินให้กับพ่อของเขาง่าย ๆ แบบนี้เขาก็ยิ่งมั่นใจว่าบ้านซูจะต้องมีเงินมากอย่างแน่นอน ทำให้มันได้เกิดความโลภขึ้นในใจจนที่สายตาของมันก็ได้สื่อถึงความโลภออกมาอย่างไม่ปิดบังและการกระทำของมันก็อยู่ในสายตาของหย่งเล่อที่มองมันอยู่ด้วยความสงสัย“จินเป่า ลุงว่าสายตาของ

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 82

    “นั่นสิพ่อผมหาของกินหาเงินมาให้ที่บ้านได้ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอแค่นี้พ่อยังไม่พอใจอะไรอีกล่ะ” หลงจ้าวก็พูดกับพ่อออกมาด้วยความหงุดหงิด“ฉันกลัวว่าแกจะไปทำเรื่องไม่ดีนะสิฉันก็เลยต้องพูดออก มา” เมื่อหลงเทียนพูดจบเขาก็เดินออกจากบ้านไป“ไม่ต้องไปสนใจพ่อเขาหรอกลูกไปกินข้าวเถอะเดี๋ยวตอนเย็นแม่จะทำของโปรดของลูก

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 80

    “ขอบคุณมากครับ” จางหยางเขารู้สึกดีใจและอบอุ่นในความห่วงใยของครอบครัวทางฝั่งภรรยามาก เขาเองก็เริ่มคิดถึงแม่ของเขาแล้วไม่รู้ว่าตอนนี้จะเป็นอย่างไรเพราะเขาบอกให้แม่กลับมาอยู่กับเขาหลายครั้งก็ไม่ยอมหลังจากที่ทุกคนแยกย้ายกันออกจากห้องโถงแล้วจางหยางเขาก็ได้มุ่งหน้าไปยังห้องของตนเช้าวันต่อมาคนบ้านอู๋และบ

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 78

    คนในบ้านซูเมื่อรู้ว่าเป็นใครมาหาจินเป่าก็ได้เป็นฝ่ายลุกขึ้นแล้วเป็นคนเดินมาเปิดประตู“สวัสดีครับพี่จางเข้ามานั่งในบ้านก่อนสิครับ” จินเป่าเมื่อเปิดประตูแล้วก็ได้เชิญจางหลวนกับผู้ช่วยของเขาที่มาด้วยให้เข้าไปในบ้าน“สวัสดีทุกคนครับ ขอโทษที่ผมมารบกวน” จางหลวนและผู้ช่วยก็ทักทายกับทุกคน“สวัสดีคุณลุงจางแล

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status