Partager

บทที่ 3 เป่าหู (2) 

last update Date de publication: 2026-07-08 19:00:16

บทที่ 3 เป่าหู (2) 

"ยิงเป้า… สมองกระจาย… ตายตกกลายเป็นผีไร้ญาติ…" อันฉู่อี้พึมพำเสียงสั่น ลำคอแห้งผาก เบ้าตาเบิกโพลง เมื่อนึกถึงจุดจบอันน่าสังเวชของตัวเอง เขาก็ออกอาการขนลุกขนชันไปทั้งตัว

สองสามีภรรยาลอบมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ต่างฝ่ายต่างเห็นความหวาดผวาในแววตาของอีกฝ่าย พวกเขาไม่ได้ยินเสียงของกันและกัน แต่ปฏิกิริยาตอบสนองนั้นเหมือนกันราวกับจับวาง

"ฉู่อี้...แก...แกก็ได้ยินเหมือนกันใช่ไหม?" จ้าวเฟยเฟยถามเสียงสั่นเครือ เธอมองไปที่ทารกน้อยที่นอนตาแป๋วอยู่ในห่อผ้าผืนเน่า ๆ

อันฉู่อี้ไม่ตอบ แต่พยักหน้าช้า ๆ ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาแข็งค้าง "ยิงเป้า...เสียงบ้านั่นมันบอกว่า… ฉันจะถูกยิงเป้า..." ชายหนุ่มเอ่ยกับภรรยาด้วยน้ำเสียงเลื่อนลอยนิด ๆ

"ส่วนของฉันมันข่มขู่ว่า ฉันจะหน้าเละ… ฉันจะมีหน้าเหมือนผี… ฉันจะนอนหนาวตายข้างถนน"

จ้าวเฟยเฟยพึมพำซ้ำ ๆ ด้วยน้ำเสียงเลื่อนลอยไม่ได้ต่างจากคนเป็นสามี เธอหันมองลูกสาวตัวน้อยด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่ความรัก ไม่ใช่ความผูกพัน แต่เป็นความรู้สึกทึ่งระคนประหลาดใจ

‘ถ้าฉันทิ้งเด็กคนนี้ไป ฉันจะมีจุดจบแบบนั้นจริง ๆ เหรอ?’

ความกลัวตายและกลัวความอัปลักษณ์ของหญิงสาวมีอานุภาพรุนแรงกว่าความเกลียดชังที่ฝังอยู่ในใจของหล่อนหลายสิบเท่าตัว จากที่จ้าวเฟยเฟยเคยรู้สึกเกลียดชังมารหัวขนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นลูกสาวของหล่อนเอง ตอนนี้กลับรู้สึกเหมือนว่าทารกน้อยตรงหน้าเป็นเครื่องรางป้องกันภัยของหล่อนซะงั้น

จ้าวเฟยเฟยกัดฟันข่มความเจ็บปวด เอื้อมมืออันสั่นเทาไปคว้าตัวอันเจียหลินเข้ามาสวมกอดแนบอก

"นั่นเสียงของแกใช่ไหม… บอกแม่มาเดี๋ยวนี้” จ้าวเฟยเฟยเอ่ยถามทารกน้อยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

[ใช่… เสียงของลูกเอง…] อันเจียหลินเอ่ยตอบผ่านกระแสจิต เสียงนั้นดังก้องอยู่ในหัวของจ้าวเฟยเฟย

“ไม่… ฉันจะไม่ยอมหน้าเละเด็ดขาด" เธอกระชับกอดลูกแน่นขึ้น พยายามถ่ายเทความอบอุ่นจากร่างกายอันผอมแห้งเข้าสู่ร่างน้อย ๆ ของทารก "ฉะ ฉันจะไม่หนีไปไหน ฉันจะเลี้ยงแกไว้ก็ได้… แต่แกต้องช่วยฉันนะ อย่าให้ฉันมีจุดจบแบบนั้นเด็ดขาด" จ้าวเฟยเฟยเอ่ยกับลูกสาวในอ้อมอก

อันเจียหลินที่ถูกดึงเข้าไปซุกในอ้อมกอดอุ่น ๆ ของแม่ แอบยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ต่อให้กลิ่นตัวของแม่จะไม่ได้หอมหวลเหมือนกลิ่นของดอกเถาฮวาบนสรวงสวรรค์ก็ไม่เป็นไร ขอแค่อันเจียหลินเปลี่ยนความคิดของพ่อแม่ได้สำเร็จ ไม่ว่าอะไรก็ดีทั้งนั้น!

‘ดีมาก! ดีมาก ๆ กลัวเข้าไว้ ยิ่งกลัว พวกเจ้าก็ยิ่งต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง และยิ่งต้องฟังคำสั่งของข้า’

ด้านของอันฉู่อี้ เอาแต่นั่งเหม่อ ลูกตาโหลเหลเลื่อนลอยเหมือนคนสติไม่สมประกอบ เขามองไปที่เตาไฟที่เกือบจะดับสนิทแล้ว เหลือเพียงผงขี้เถ้าสีส้มอ่อน ๆ ให้ดูต่างหน้า

ในหัวของเขายังคงเต็มไปด้วยคำว่า ‘ยิงเป้า’ ลอยวนไปวนมาไม่หยุดไม่หย่อน เขาไม่อาจสลัดคำพูดนั้นออกจากหัวได้จริง ๆ

ความหนาวเย็นที่แผ่ซ่านเข้ามาในห้องในตอนนี้ ดูเหมือนจะเป็นลางบอกเหตุของความตายที่คืบคลานใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ความตายในที่นี้ ไม่ใช่การถูกยิงเป้า หรือการถูกทำให้ขาหักและเสียโฉม แต่มันคือการนอนหนาวตายทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ต่างหากล่ะ

[พ่อจ๋า… ถ้ายังไม่อยากหนาวตายอยู่ที่นี่ งั้นก็รีบไปหาฟืนเร็ว ๆ เข้า ถ้าพ่อปล่อยให้หนูกับแม่นอนหนาวตาย อีกไม่นานพ่อก็ต้องตายไปกับพวกเราด้วย หนูรักพ่อ… หนูจะเอาพ่อไปอยู่ด้วย… จะไม่ทิ้งพ่อไว้ข้างหลังเด็ดขาด]

เสียงเด็กน้อยดังขึ้นในหัวของอันฉู่อี้อีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เสียงร่ายพรรณนาถึงจุดจบอันบัดซบของเขา แต่เป็นการร้องขอด้วยน้ำเสียงออดอ้อนที่แฝงไปด้วยความอำมหิต!

เมื่อได้ยินเสียงนั้นอันฉู่อี้สะดุ้งโหยงรีบดีดตัวลุกขึ้นยืนทันที ความคิดที่จะทิ้งให้ลูกเมียนอนรอความตายอยู่ที่นี่ หรือคิดจะหนีเอาตัวรอดเพียงคนเดียวพลันสลายหายวับไปกับตา ตอนนี้เขากลัวว่า ถ้าเขาไม่เร่งมือทำอะไรสักอย่าง จุดจบที่น่าสยดสยองอย่างการถูกยิงเป้านั่นจะกลายเป็นจริงขึ้นมาเสียแล้ว!

"ฟืน… ต้องหาฟืน..." เขาพึมพำเหมือนคนเสียสติ "ฉันไม่อยากตาย ไม่อยากโดนยิงเป้า… ฉันจะไม่หนี ไม่หนีเอาตัวรอดคนเดียวเด็ดขาด"

ชายหนุ่มเอื้อมมือไปคว้าขวานเก่าบิ่น ๆ ที่วางอยู่หน้าประตูทางเข้า แล้วสวมหมวกขนสัตว์ใบเก่งอย่างทะมัดทะแมง จากนั้นออกแรงผลักประตูบ้านอย่างรีบร้อน

เขาฝ่าพายุหิมะออกไปทันทีโดยไม่คิดชีวิต ลมพายุด้านนอกกระโชกแรงจนร่างของเขาเซถลาเกือบล้มเสียหลัก แต่ทว่าอันฉู่อี้กัดฟันสู้ เขาต้องรอด ต้องเปลี่ยนชะตาชีวิตบัดซบนี้ให้ได้ ไม่ใช่เพื่อลูกเมีย แต่เพื่อตัวเขาเองที่จะไม่ต้องไปคุกเข่ารอความตายอยู่กลางลานประหาร ตามเสียงในหัวนั่น!

เมื่ออันฉู่อี้จากไปแล้ว ภายในห้องเล็ก ๆ ก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงลมหายใจอ่อน ๆ ของจ้าวเฟยเฟยและเสียงหัวใจดวงเล็ก ๆ ของอันเจียหลินที่เต้นสลับกันไปมา

ทารกน้อยในอ้อมกอดแม่รู้สึกถึงความอบอุ่นที่เริ่มแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ถึงจะเป็นความอบอุ่นที่เกิดจากความเห็นแก่ตัวและความหวาดกลัวของมารดาตัวร้าย แต่มันก็เพียงพอแล้วสำหรับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในโลกมนุษย์แห่งนี้

อันเจียหลินคลี่ริมฝีปากยกยิ้มจาง ๆ และค่อย ๆ ปิดเปลือกตาลงด้วยความอ่อนเพลียจากการใช้พลังจิตมากเกินไป เธอพึงพอใจกับผลงานชิ้นแรกมากจริง ๆ

ครอบครัวนี้ขับเคลื่อนไม่ได้ด้วยความรักหรือศีลธรรม แต่ขับเคลื่อนได้ด้วยความกลัว

‘เอาเถอะ’ เธอคิดในใจก่อนจะดำดิ่งลงสู่ห้วงนิทรา ‘จะด้วยเหตุผลอะไรก็ช่าง ขอแค่พวกเจ้ายอมขยับตัวทำมาหากิน ข้าก็พอใจแล้ว ส่วนเรื่องดัดนิสัย ไว้ค่อย ๆ จัดการทีหลังก็ยังไม่สาย’

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • 1971 เกิดใหม่มาเป็นลูกสาวนำโชคของพ่อแม่ตัวร้าย   บทที่ 48 สิ้นสุดภารกิจสวรรค์ (2) 

    บทที่ 48 สิ้นสุดภารกิจสวรรค์ (2)หนึ่งปีต่อมาฤดูหนาว ปี ค.ศ. 1996หิมะแรกของปีโปรยปรายลงมาปกคลุมเมืองมู่ตานเจียงจนขาวโพลน เฉกเช่นเดียวกับวันที่อันเจียหลินถือกำเนิดขึ้นในบ้านดินซอมซ่อเมื่อยี่สิบห้าปีก่อน ทว่าครานี้ในวันนี้ ไม่มีลมหนาวที่เล็ดลอดเข้ามาทางรอยแตกของผนังบ้าน และไม่มีความหิวโหยที่กัดกินท้องไส้ณ คฤหาสน์ตระกูลอัน ภายในห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ที่ปูด้วยพรมเปอร์เซียสีแดงเลือดนก เตาผิงไฟหินอ่อนสไตล์ยุโรปส่งเปลวไฟลุกโชน มอบความอบอุ่นไปทั่วบริเวณ กลิ่นหอมของชาร้อนและขนมเค้กอบใหม่อบอวลอยู่ในอากาศ ที่โซฟาตัวยาวกลางห้อง อันฉู่อี้ และ จ้าวเฟยเฟย ในวัยตายาย กำลังนั่งแย่งกันอุ้มทารกน้อยฝาแฝดสองคน"นี่พี่! เบา ๆ หน่อยสิ! หลานเพิ่งกินนมมานะ เดี๋ยวก็แหวะหรอก!" จ้าวเฟยเฟยดุสามี พลางประคองทารกเพศหญิงแก้มยุ้ยไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม"ผมรู้น่า! ผมเคยเลี้ยงเจียหลินมานะ!" อันฉู่อี้เถียงกลับ แต่ตายิ้มจนเป็นสระอิ ขณะมองทารกเพศชายในมือที่กำลังคว้าปลายคางเขาเล่น "ดูสิ ๆ เจ้าตัวเล็กนี่แรงเยอะเหมือนตาไม่ม

  • 1971 เกิดใหม่มาเป็นลูกสาวนำโชคของพ่อแม่ตัวร้าย   บทที่ 48 สิ้นสุดภารกิจสวรรค์ (1)

    บทที่ 48 สิ้นสุดภารกิจสวรรค์ (1)ในขณะที่ทุกอย่างกำลังไปได้สวย จู่ ๆ เสียงปรบมือของคนรอบข้างที่ดังเกรียวกราวเพื่อแสดงความยินดี และแสงแฟลชวูบวาบในห้องโถงขนาดใหญ่ก็ดูเหมือนจะห่างไกลออกไปทุกทีในความรู้สึกของอันเจียหลินแล้วไม่กี่เสี้ยววินาทีต่อมา ก็คล้ายว่าเวลาหยุดหมุนลง...เหง่ง... เหง่ง...เหง่ง...เสียงระฆังทองคำดังกังวานก้องขึ้น ไม่ใช่จากหอนาฬิกาเมือง แต่ดังมาจากส่วนลึกของจิตวิญญาณ ดังมาจากฟากฟ้าเบื้องบนที่ไม่มีมนุษย์คนใดได้ยินนอกจากเธอแสงสว่างสีนวลตาปรากฏขึ้นที่กลางอากาศเหนือศีรษะ เป็นลำแสงศักดิ์สิทธิ์ที่ทอดตัวลงมาประหนึ่งเป็นบันไดแก้วหวังเปาเป่า… เซียนบุปผาบรรพกาลเสียงทรงอำนาจของทูตสวรรค์ผู้เป็นตัวแทนของเง็กเซียนฮ่องเต้ดังก้องในห้วงจิตของอันเจียหลินโทษทัณฑ์แห่งสวรรค์สิ้นสุดแล้ว ภารกิจดัดนิสัยมนุษย์และช่วยเหลือตระกูลอันสำเร็จลุล่วงสมบูรณ์ กระทั่งบัดนี้ ประตูนิติภาวะแห่งสวรรค์เปิดออกแล้ว เง็กเซียนฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้เจ้ารีบกลับคืนสู่ชั้นฟ้า เพื่อรับตำแหน่งมหา

  • 1971 เกิดใหม่มาเป็นลูกสาวนำโชคของพ่อแม่ตัวร้าย   บทที่ 47 หนึ่งเดียวในสายตา (2) 

    บทที่ 47 หนึ่งเดียวในสายตา (2)เถาไป๋เทียนล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูทด้านใน หยิบกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มออกมา แขกเหรื่อต่างพากันกลั้นหายใจ หลายคนชะเง้อคอรอด้วยความอยากรู้อยากเห็น คิดว่าคงจะเป็นแหวนเพชรเม็ดโตเท่าไข่ห่านตามธรรมเนียมเศรษฐีใหม่แต่เมื่อเขากดเปิดฝากล่องออก สิ่งที่ปรากฏอยู่ภายใน กลับไม่ใช่เพชร นั่นก็คือ ‘แหวนเกลี้ยง’ ที่มีสีเงินยวงแปลกตา พื้นผิวเรียบลื่นและแวววาวเหมือนกับกระจกเงา ตรงกลางของแหวนฝังหยกชิ้นเล็ก ๆ ที่แกะสลักเป็นรูปหางจิ้งจอก ซึ่งเป็นเศษหยกที่เหลือจากการทำจี้สร้อยคอให้เจียหลินเมื่อสิบห้าปีก่อน"นี่ไม่ใช่ทองคำขาว และไม่ใช่แพลตตินัม" เถาไป๋เทียนเอ่ยขึ้น สายตาจับจ้องที่ดวงตาของเจียหลิน"แต่มันคือโลหะผสมไทเทเนียมชนิดพิเศษที่พี่สังเคราะห์ขึ้นในห้องแล็บ มันทนความร้อนได้สูงกว่าจุดหลอมเหลวของเหล็ก แข็งแกร่งกว่าเพชร และไม่มีวันเป็นสนิมหรือบุบสลาย"เขาย่อตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งอยู่ท่ามกลางเสียงฮือฮาของฝูงชน “เพชรอาจจะแตกได้ ทองอาจจะหมองได้ แต่แหวนวงนี้จะคงอยู่ตลอดกาล เหมือนคำ

  • 1971 เกิดใหม่มาเป็นลูกสาวนำโชคของพ่อแม่ตัวร้าย   บทที่ 47 หนึ่งเดียวในสายตา (1)

    บทที่ 47 หนึ่งเดียวในสายตา (1)‘ป่านนี้เจ้าลูกหมาป่าของฉันจะเป็นยังไงบ้างนะ? สิบห้าปีมาแล้ว ทำไมถึงยังไม่โผล่หัวมาอีก ถ้าไม่ลงเอยกับนายแล้วฉันจะทำภารกิจความรักสำเร็จได้ยังไงล่ะ หึ!’ ความคิดของเธอล่องลอยไปไกลไปสู่เมืองปักกิ่ง ตั้งแต่เถาไป๋เทียนจากไปเรียนต่อในปีนั้น ข่าวคราวของเขาก็เงียบหายไปดื้อ ๆ มีเพียงจดหมายสั้น ๆ ที่ส่งมาปีละครั้งบอกว่า ‘สบายดี ยังไม่ตาย’ และมีเงินจำนวนหนึ่งที่เขาส่งคืนมาให้พ่อแม่เธอเพื่อใช้หนี้บุญคุณ ซึ่งพ่อแม่ของเธอไม่ได้อยากได้มันคืนเลยสักนิดเถาไป๋เทียนเขาเงียบหายไปนานเกินไป จนบางครั้งเธอก็อดหวั่นใจไม่ได้ บางทีก็คิดไปเอง ว่าเขาอาจจะลืมสัญญาที่ให้ไว้กับเธอตรงริมแม่น้ำในวันนั้นแล้ว"เจียหลินลูกเป็นอะไรไป?" จ้าวเฟยเฟยสังเกตเห็นแววตาเหม่อลอยของลูกสาว จึงเอ่ยถาม "คิดถึงใครอยู่รึเปล่า?"อันเจียหลินสะดุ้งเล็กน้อย เธอรีบปรับสีหน้าให้กลับมาสดใสเหมือนอย่างเคย "เปล่าค่ะแม่ แค่หิวนิดหน่อย" เธอโกหกหน้าตาย "ขอเดินไปโซนอาหารนะคะ"ขณะที่เธอกำลังจะเดินเลี่

  • 1971 เกิดใหม่มาเป็นลูกสาวนำโชคของพ่อแม่ตัวร้าย   บทที่ 46 ท่ามกลางฝูงชน (2) 

    บทที่ 46 ท่ามกลางฝูงชน (2)อันเจียหลิน ในวัยสาวสะพรั่ง งดงามจนทำให้ลมหายใจของผู้พบเห็นต้องสะดุดกึกไปตาม ๆ กัน เธอสวมกี่เพ้าสีส้มสด สีประจำตัวที่ตัดเย็บด้วยผ้าไหมซาตินเข้ารูป อวดสัดส่วนโค้งเว้าที่สมบูรณ์แบบ เรียวแขนสองข้างคล้องด้วยผ้าขนจิ้งจอกสีน้ำตาลไหม้ ผมยาวสลวยสีดำขลับถูกเกล้าขึ้นหลวม ๆ ปักปิ่นหยกรูปสุนัขจิ้งจอกใบหน้าจิ้มลิ้มในวัยเด็กเติบโตขึ้นเป็นใบหน้าสวยคมที่ผสมผสานความไร้เดียงสาและความเย้ายวนเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ดวงตากลมโตคู่เดิม ยังคงเป็นประกายซุกซน เฉลียวฉลาด และลึกลับยากจะหยั่งถึง‘โอ๊ะ! แสงแฟลชเยอะจัง มนุษย์พวกนี้ยังชอบเล่นกล่องแสงวูบวาบกันอยู่สินะ’ เสียงในใจของเธอบ่นพึมพำ แต่ใบหน้าภายนอกกลับส่งยิ้มหวานโปรยเสน่ห์ให้สื่อมวลชนเธอเดินผ่านกองทัพนักข่าวที่พยายามยื่นไมค์เข้ามาจ่อสัมภาษณ์ราวกับเห็นพวกเขาเป็นแค่ฝูงมดงาน บอดี้การ์ดชุดดำประจำตระกูลรีบวิ่งเข้ามากันท่าให้คุณหนูเจียหลินอย่างรู้งาน หนุ่มบอดิการ์ดหน้าหล่อคนนี้แอบฝักใฝ่ในตัวของอันเจียหลิน แต่เขานั้นรู้ดีว่าเขาต่ำต้อยเกินไปที่จะคว้าเธอมาเป็นเจ้าของ

  • 1971 เกิดใหม่มาเป็นลูกสาวนำโชคของพ่อแม่ตัวร้าย   บทที่ 46 ท่ามกลางฝูงชน (1)

    บทที่ 46 ท่ามกลางฝูงชน (1)ปี ค.ศ. 1995 ยุคสมัยแห่งทองคำและคอนกรีตได้มาถึงแผ่นดินจีนอย่างสมบูรณ์แบบ สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงที่พัดผ่านมาเมื่อทศวรรษก่อน ณ จุดนี้ได้กลายเป็นพายุเศรษฐกิจที่โหมกระหน่ำ ตึกระฟ้าผุดขึ้นราวดอกเห็ดเสียดแทงยอดเมฆในเมืองใหญ่ ป้ายไฟนีออนหลากสีสันสว่างไสวไม่ต่างจากฮ่องกงหรือโตเกียว เสียงเครื่องจักรทำงานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ผสานกับเสียงเพลงป๊อปจากไต้หวันที่ดังกระหึ่มตามร้านค้าณ ใจกลางย่านธุรกิจใหม่ของเมืองมู่ตานเจียง ตอนนี้ขยายตัวจนกลายเป็นมหานครเศรษฐกิจแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตึกสูงระฟ้า 20 ชั้น ตั้งตระหง่านโดดเด่นเป็นสง่า ตัวตึกกรุกระจกสีน้ำเงินเข้มสะท้อนแสงตะวัน ยอดตึกประดับตราสัญลักษณ์พยัคฆ์ติดปีกสีทองอร่ามที่นี่คือสำนักงานใหญ่ของ ‘อันกรุ๊ป’ อาณาจักรธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่ครอบคลุมทั้งระบบโลจิสติกส์ระดับชาติ อสังหาริมทรัพย์เกรดเอ และห้างสรรพสินค้าครบวงจรภายในห้องรับรองระดับ VVIP ชั้นบนสุดอันฉู่อี้ ในวัย 54 ปี ยืนจัดเนกไทผ้าไหมอิตาลีอยู่หน้าก

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status