FAZER LOGINไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน แต่ฝนที่กำลังกระหน่ำเทลงมานั้นก็ยังคงแรงอยู่อย่างต่อเนื่องไม่มีลดละ ฉันกับพี่ปลื้มนั่งกันอยู่กลางห้อง ฉันนั่งกอดตุ๊กตา ส่วนพี่ปลื้มนั่งกอดเข่า เราไม่ได้หยิบโทรศัพท์มาเล่นเลย ทำเพียงแค่มองไปที่พื้นในจุดเดียวกันเพียงเท่านั้นพรึบ!และในจังหวะนั้นเองที่เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น อย่างกับฉากในละครหลังข่าวเป๊ะ ไฟดับ!ฉันควานมือไปด้านหน้าทันทีตามสัญชาตญาณ ก่อนที่มือจะคว้าหมับเข้ากับเส้นผมที่อยู่บนหัวของพี่ปลื้ม พอลดมือลงมานิดหน่อยก็สัมผัสกับจมูกโด่งเป็นสันของเขาแล้ว ฉันขยับก้นเข้าไปใกล้พี่ปลื้มอีกนิดในระหว่างที่ผละมือออกจากใบหน้าของพี่ปลื้ม จนกระทั่งรับรู้ได้แล้วว่าเราอยู่ใกล้กันมากพอแล้ว ฉันถึงได้พูดขึ้น“ไฟดับแล้ว” ฉันมองไปรอบห้องที่มืดมิดไร้แสงสว่างอย่างหวาดระแวง“อืม... รู้แล้ว” เสียงทุ้มเอ่ยตอบ “พี่ไปเอาโทรศัพท์ก่อนนะ” ทันใดนั้นเขาก็ลุกขึ้นจากพื้นทันทีฉันรีบลุกขึ้นตามอย่างฉับไว กระชับมือของตัวเองเข้ากับเสื้อยืดบนตัวพี่ปลื้มแน่น“…”“กลัวเหรอ” พี่ปลื้มเอ่ยถาม“ไม่เชิง...” ฉันตอบเสียงเบาฉันรับรู้ว่าเขากำลังเดินห่างออกไปจากฉันจำนวนหนึ่งก้าว ฉันถึงได้เดินตา
ฉันกลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่ง ก่อนจะยอมอ้าปากรับบะหมี่ที่พี่ปลื้มยื่นมาเข้าไปในปาก ทันทีที่ลิ้นสัมผัสกับพริก ฉันก็รู้สึกได้ทันทีถึงรสชาติที่เผ็ดนิด ๆ ของมัน ฉันเหลือบตามองพี่ปลื้ม จากนั้นจึงเคี้ยวเส้นบะหมี่ที่อมเอาไว้ต่อ“…”“เป็นไง” พี่ปลื้มมองหน้าฉันราวกับกำลังลุ้นว่าฉันกำลังจะพูดอะไรออกไปหลังจากได้ลิ้มลองรสชาติของพริก“ก็...” อันที่จริงรสชาติเผ็ดมันก็ไม่ได้แย่นักหรอก แต่ฉันไม่ค่อยชอบมันเท่าไหร่ ไม่ชอบที่พอเผ็ดแล้วมันเกิดความร้อนไปทั่วทั้งปากและลำคอ “พอกินได้อยู่”“แล้วอร่อยมั้ย” พี่ปลื้มเอ่ยถามในขณะที่เขากำลังใช้ตะเกียบคีบเส้นบะหมี่ขึ้นไปกินบ้าง“ไม่” ฉันตอบอย่างเฉยชาวินาทีนั้นพี่ปลื้มถึงกับหยุดเคี้ยวและหันมาสบตากับฉันตรงๆ “ลองอะไรที่ไม่ชอบบ้าง สีสันชีวิตจะตาย”สีสันชีวิตก็จริง แต่สิ่งที่ไม่ชอบ ทำยังไงก็ไม่ชอบไม่ใช่หรือไง จะฝืนแค่ไหนก็ยังทำใจให้ชอบไม่ได้อยู่ดีนั่นแหละ“เมื่อไหร่ฝนจะหยุด” ฉันเบนหน้าออกไปมองทางหน้าต่าง ฝนยังกระหน่ำแรงไม่มีทีท่าจะผ่อนปรนเลยแม้แต่น้อย“พี่กลับก่อนก็ได้นะ ถ้าเราไม่สบายใจ” เสียงพี่ปลื้มเอ่ยขึ้นมา“…” ฉันหันมาเลิกคิ้วขึ้นมองเขาอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก อะไรคือไม
Pleum Talks.ผมก้มลงมองสภาพตัวเองที่อยู่ในชุดสีชมพูหวานแหววของปลาวาฬด้วยความเขินอาย ปกติผมใส่แต่เสื้อสีดำเป็นส่วนใหญ่ พอมาอยู่ในชุดสีชมพูแบบนี้มันก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกันนะ ยิ่งเห็นสายตาที่ออกแนวจะกรุ้มกริ่มของปลาวาฬที่มองมาก็ยิ่งทำให้ใบหน้าผมรู้สึกร้อนฉ่าขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ผมเดินตรงไปหาปลาวาฬที่กำลังมองผมไม่ละสายตา ก่อนจะใช้นิ้วของตัวเองดีดไปที่หน้าผากของเด็กมึนหนึ่งทีเป๊าะ!“โอ๊ะ!” ปลาวาฬอุทานออกมา ก่อนจะยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาปัดมือผมออก เธอถลึงตาใส่ผมด้วย “เจ็บ”“มองอะไร” ผมเอ่ยถามปลาวาฬทันทีเมื่อเธอกำลังใช้สายตาไล่สำรวจร่างกายผมตั้งแต่หัวจรดเท้า“น่ารักดี แบ๊วๆ” เธอพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่สายตาของเธอเหมือนกำลังอมยิ้มที่เห็นผมแต่งตัวแบบนี้เลยนะ“เลิกมองสักที พี่เขิน” ผมยกมือขึ้นลูบท้ายทอยไปมา ก่อนจะหยิบผ้าขนหนูที่เปียกชุ่มนั้นพาดลงบนหัวของปลาวาฬ และรีบไล่เธอไปอาบน้ำ “ไปอาบน้ำได้แล้ว”“อือ...” ปลาวาฬพยักหน้าหงึกๆ สองที เธอลุกขึ้นจากเก้าอี้และหยิบผ้าขนหนูที่เปียกน้ำของผมไปแขวนตากไว้ที่หน้าตู้เสื้อผ้า จากนั้นเธอก็หยิบชุดของตัวเองจากตู้เสื้อผ้าติดมือมาพร้อมกับผ้าขนหนูผืนใหม่ สองขาก้าวเ
จังหวะที่ปลาวาฬเริ่มสังเกตเห็นสายตาของผม ผมถึงได้หันหน้าไปทางอื่น บอกตามตรงว่าถึงจะเป็นสุภาพบุรุษแค่ไหน แต่ผมสามารถพูดได้เต็มปากเลยว่ายังไงสายตามันก็จะโฟกัสของมันเองโดยอัตโนมัติ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร แต่ผมไม่ได้คิดอกุศลอะไรกับปลาวาฬเลยนะ ผมสาบานได้“งั้นพี่กลับก่อนนะ” ผมเอ่ยบอกทั้งที่ยังหันหน้าหนีอยู่“พี่ปลื้มมายังไง”“ขับมอ...” ในขณะที่ผมเอ่ยตอบไป ผมก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองขับมอเตอร์ไซค์มาหาปลาวาฬ ตอนนี้ฝนข้างนอกก็กระหน่ำเทลงมาไม่มีหยุดหย่อนเลย แล้วผมจะกลับหอตัวเองยังไงวะ“มอเตอร์ไซค์เหรอ”“เดี๋ยวพี่ไปนั่งรอฝนหยุดข้างล่างหอเอาก็ได้” ผมเอ่ยบอกปลาวาฬ ก่อนจะก้าวเท้าเดินออกมาแต่จังหวะนั้นเอง... “ไปห้องวาฬก่อนก็ได้”“…” ผมรู้สึกเหมือนหูตัวเองดับวิ๊งไปชั่วขณะ เมื่อกี้ปลาวาฬพูดว่าอะไรนะ เหมือนผมจะหูฝาดไปเองหรือเปล่า“ตอนนี้ฝนมันตกอยู่ พี่ปลื้มเปียก”“เดี๋ยว...พี่ไปเคาะห้องพี่เอกเอาก็ได้ พี่เอกมันน่าจะอยู่ห้องอยู่แหละ” ผมรีบบอกปัดทันที กลัวว่าคนอื่นจะมองเธอไม่ดีถ้าเห็นว่ามีผู้ชายเข้าห้องแบบนี้“เอางั้นเหรอ”“อืม...” ผมเอ่ยตอบเธอ ก่อนจะเดินหน้าต่อไปยังลิฟต์เราทั้งสองคนลงลิฟต์มาจ
ผมทำตัวไม่ถูกไปเลยทันที ยิ่งเมื่อเห็นสายตาของปลาวาฬที่มองมาแล้วยิ่งทำให้ผมรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว ไม่แน่ว่าหลังจากนี้เธออาจจะงอนผมเข้าให้แล้วก็ได้ แต่ผมไม่ได้พูดอะไรไม่ดีกับเธอเลยนะ ก็แค่ตวาดไปนิดเดียวเอง ไม่นึกว่าปลาวาฬจะอ่อนไหวจนถึงขั้นร้องห่มร้องไห้แบบนี้“เอ่อ...” ผมไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี เลยได้แต่เอามือขึ้นเกาหัวพร้อมกับแสยะยิ้มแหยๆ ของตัวเองให้ปลาวาฬไป“…” แต่เจ้าตัวก็ยังคงเงียบ น้ำใสๆ ที่รื้นขึ้นมาในตอนแรกเริ่มล้นเอ่อออกจากดวงตากลมโต ก่อนที่มันจะกลิ้งหลุนๆ ลงตกกระทบพื้น“ขะ...ขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจว่านะ คือพี่...” ยิ่งรู้สึกเหมือนน้ำท่วมปากเข้าไปใหญ่เลย ทีนี้ผมจะทำยังไงดี“ป๊าเข้าโรงพยาบาล เลยกลับโดยที่ไม่บอก” ในที่สุดเจ้าตัวก็ยอมเอ่ยปาก แต่เสียงที่สั่นเครือนั้นปิดไม่มิดเลย “ขอโทษ...”“ไม่เป็นไร พี่ก็แค่เป็นห่วง” ผมพูดด้วยความอ่อนใจ ก่อนจะเอื้อมมือไปขยี้ผมสั้นประบ่าของปลาวาฬเบาๆ“งั้นเข้าห้องนะ” แต่ในจังหวะนั้นเองที่ปลาวาฬกำลังหมุนตัวเตรียมจะเดินกลับเข้าห้องของตัวเอง ผมถึงได้รั้งข้อมือเล็กเอาไว้ เธอหันกลับมามองผมนิ่งๆ แต่ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนเลย “…”“
Pleum Talks.ผมหลุบตาลงมองนาฬิกาที่ข้อมือของตนเอง ตอนนี้เวลาก็ปาไปเกือบเที่ยงคืนแล้ว งานดาวเดือนกำลังดำเนินมาถึงจุดสุดท้ายเป็นที่เรียบร้อย ก่อนจะปิดตัวลงอย่างสวยงามบรรดานักศึกษาต่างทยอยเดินออกจากงาน คณะวิศวะเป็นคณะสุดท้ายที่ได้ออกจากงาน เนื่องจากจำนวนคนเยอะกว่าคณะอื่นๆ จึงควบคุมคนค่อนข้างลำบาก ทางมหาวิทยาลัยจึงจำเป็นจะต้องให้นักศึกษาคณะอื่นออกไปก่อน หลังจากทุกคณะออกจากงานหมดก็เป็นคณะวิศวะของเรา พอก้าวพ้นประตูโดม ก็มีพวกสันทนาการมายืนรอรับ และเฮดว้ากอย่างผมก็ต้องทำหน้าที่ของตนเองคือตรวจเช็คจำนวนยอดของรุ่นน้องทั้งหมด“ปีหนึ่งฟัง!” ผมตะคอกเสียงดังเมื่อเห็นตาของน้องทุกคนกำลังจะปิดเต็มทีแล้ว “แถวตอนเรียงสิบ!”เมื่อเสร็จสิ้นคำสั่งของผม บรรดาปีหนึ่งที่กำลังเกิดอาการง่วงงุนก็รีบตื่นตัววิ่งจัดแถวกันอย่างอลหม่าน ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีแถวตอนเรียงสิบก็ถูกเนรมิตออกมาอย่างสวยงามเป็นระเบียบ“ยกมือเช็คยอด!” จากนั้นผมก็สั่งนับยอดโดยทันทีเมื่อเช็คจำนวนคนเรียบร้อยก็ปรากฏว่ามีน้องหายไปจำนวนสามคน โดยคนแรกบอกกับเพื่อนไว้ว่าจะขอกลับก่อนเพราะมีธุระด่วนต้องไปทำ ส่วนคนที่สองบอกกับเพื่อนไว้ว่ารู้สึกเหมือนตั







