LOGINรัญเดินตามแผ่นหลังของสาวิตรีออกมาทางหลังร้าน ก่อนจะพบว่าพื้นที่เล็ก ๆ บริเวณด้านหลังของบ้านไม้สองชั้น ซ่อนเสน่ห์บางอย่างเอาไว้ในยามค่ำคืน
สวนหย่อมขนาดกะทัดรัดถูกจัดวางไว้อย่างลงตัว มีบ่อปลาเล็ก ๆ ที่ส่งเสียงน้ำลัดเลาะโขดหินดังแว่วมาเบา ๆ แสงไฟจากแผงโซลาร์เซลล์ส่องสว่างนวลตาตัดกับความมืด และจุดเด่นที่สุดคือโต๊ะไม้ตัวยาวที่มีเตาปิ้งย่างตั้งรออยู่
“กินหม่าล่ากัน”
“หม่าล่าเหรอคะ ที่พี่บอกว่ากินอะไรง่าย ๆ?”
“อื้ม”
สาวิตรีเอ่ยเน้นย้ำพร้อมกับวางกล่องพลาสติกที่มีเนื้อสัตว์เสียบไม้บรรจุอยู่ในนั้นลงบนโต๊ะ เธอหันมาสบตารัญก่อนจะพยักพเยิดหน้าไปทางเตา
“รัญจุดเตานะ เป็นเตาแก๊สอินฟราเรดใช้ง่าย พี่เข้าไปเอาซอสกับแปรงทาในครัวแป๊บนึง”
“เอ่อ ได้ค่ะได้” รัญรับคำเสียงตะกุกตะกัก
เมื่อเจ้าของบ้านหายลับเข้าไปในตัวบ้าน รัญก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ เธอก้มลงมองเตาปิ้งย่างตรงหน้าพลางยิ้มขำตัวเอง
‘ครั้งเดียวพอ ครั้งเดียวในชีวิตแน่ ๆ ที่จะทำอะไรแบบนี้’
เธอพึมพำกับตัวเองด้วยความรู้สึกประหลาดใจ แต่น่าแปลกที่ความวุ่นวายเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้กลับไม่ได้ทำให้เธอหงุดหงิดเลยสักนิด
บรรยากาศเริ่มอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมเผ็ดร้อนเมื่อสาวิตรีกลับออกมาพร้อมชามซอสสีแดงเข้ม ทั้งคู่ช่วยกันเรียงไม้หม่าล่าลงบนเตา รัญที่ตอนแรกดูเก้ ๆ กัง ๆ เริ่มสนุกกับการปัดแปรงทาซอสลงบนเนื้อสัตว์อย่างขะมักเขม้น โดยมีสาวิตรีคอยคุมไฟและบอกจังหวะให้กลับไม้ด้วยน้ำเสียงฟังดูนิ่งแต่แฝงความเอ็นดู
“พี่สาดูชำนาญจังนะคะ ปกติทำกินบ่อยเหรอ?”
รัญเอ่ยถามขณะพลิกไม้หมูย่าง
“ก็ไม่บ่อยหรอก เวลาอยากพักสมองจากกลิ่นแป้งกลิ่นเนย หม่าล่านี่แหละช่วยแก้เลี่ยนได้ดี”
“อืม ก็จริงค่ะ” รัญพยักหน้าเห็นด้วย
เมื่อหม่าล่าสุกได้ที่จนส่งกลิ่นหอมฉุย สาวิตรีก็ขอตัวเข้าบ้านไปอีกครั้ง ก่อนจะกลับออกมาพร้อมกับแก้วทรงสูงที่บรรจุน้ำสีเขียวข้นคลั่กสองแก้ว
“พี่ทำเครื่องดื่มเผื่อน่ะ”
แก้วเครื่องดื่มถูกยื่นมาตรงหน้ารัญ ของเหลวด้านในสีเขียวปี๋จนรัญทำหน้าหยี
“น้ำอะไรคะพี่สา ทำไมสีมันดู...”
“น้ำผักปั่น อร่อยนะ มีประโยชน์ด้วย”
รัญญาวีร์ ผู้ซึ่งไม่เป็นมิตรกับผักทุกชนิดบนโลกใบนี้รู้สึกพะอืดพะอมขึ้นมาทันที
“เอ่อ...รัญ ดื่มน้ำเปล่าดีกว่าค่ะ”
“น้ำเปล่าก็มี แต่ดื่มน้ำผักด้วยไง ไม่ชอบเหรอคะ”
คำว่า ไม่ชอบเหรอ ที่ส่งมาพร้อมสายตาอ้อน ๆ โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว กลับทำให้หัวใจของรัญอ่อนยวบขึ้นมาซะอย่างนั้น
รัญ ใจเย็น ๆ ใจเย็นก่อน อย่าตกหลุมอะไรแบบนี้สิ ไม่เอา ๆ
“พี่ตั้งใจทำมาเผื่อเลยนะ” สาวิตรีเน้นย้ำ
อืม...เจอประโยคนี้เข้าไปรัญญาวีร์ก็ไปไม่เป็น
รัญเอื้อมมือไปรับแก้วน้ำปั่นตรงหน้าในทันที “ขอบคุณมากนะคะ อันที่จริงก็ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ แต่พี่ตั้งใจทำมาให้ รัญคงไม่กล้าปฏิเสธค่ะ”
“ลองก่อนค่ะ พี่ใส่แอปเปิลเขียวกับน้ำผึ้งไปด้วย ไม่ขมหรอก” สาวิตรีคะยั้นคะยอ “โตขนาดนี้แล้ว อย่าทำตัวเป็นเด็กดื้อไม่กินผักสิ”
คำว่า เด็กดื้อ กับสายตาคาดคั้นที่ดูเหมือนการดุแบบผู้ใหญ่ทำเอารัญใจสั่น เธอทำหน้าหยีราวกับกำลังจะเข้าเครื่องประหาร ก่อนจะค่อย ๆ จิบน้ำสีเขียวนั่นเข้าไปอึกใหญ่
“ก็...ไม่แย่นะคะ”
รัญพูดเสียงเบาพลางเบ้ปากเล็กน้อย แต่พอเห็นพี่สายิ้มออกมาอย่างพอใจ เธอกลับรู้สึกว่าต่อให้เป็นน้ำขมกว่านี้เธอก็ยอมดื่มจนหมดแก้ว
“คราวหลังก็ลองก่อน ก่อนจะทำหน้าหยี”
สาวิตรียิ้มอย่างอบอุ่นแล้วกลับไปสนใจหม่าล่าบนเตาต่อ
ความอบอุ่นละมุนละไมแผ่ซ่านไปทั่วสวนหลังบ้าน ทั้งคู่เริ่มพูดคุยสัพเพเหระ ลมเย็นยามค่ำคืนที่พัดมากระทบผิวกายช่วยให้บรรยากาศผ่อนคลายมากขึ้น รัญเพิ่งมาที่นี่ครั้งแรกแต่เธอกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด
ยิ่งในตอนนี้ที่ได้อยู่ใกล้พี่สา รัญเริ่มรู้สึกว่าหัวใจของเธอพองโตจนคับอกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
แต่แล้ว... ความสงบสุขก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงสั่นสะเทือนจากโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูบนโต๊ะ
ครืด... ครืด...
รัญเหลือบมองหน้าจอ แสงสว่างจ้าโชว์ชื่อผู้โทรเข้าที่ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอจางหายไปทันที
[Baby]
รายชื่อที่ถูกเมมว่าเบบี๋โชว์หราขึ้นมา ทันทีที่รัญเหลือบสายตาไปเห็นเธอก็รีบหยิบมือถือคว่ำหน้าจอลงทันที ท่ามกลางสายตาของสาวิตรีที่จับสังเกตความผิดปกตินั้นได้ในเสี้ยววินาที
“ไม่รับสายเหรอ ไฟหน้าจอกะพริบไม่หยุดเลย”
สาวิตรีเอ่ยถามเสียงเรียบ แววตาที่เคยอ่อนโยนเมื่อครู่กลับมานิ่งสงบจนรัญรู้สึกใจหาย
“เอ่อ มะ...ไม่เป็นไรค่ะ ไม่สำคัญหรอก”
สาวิตรีพยักหน้าเบา ๆ ไม่ได้โต้แย้งอะไรกลับไป แต่ไฟหน้าจอมือถือของรัญก็ยังกะพริบถี่อีกหลายครั้ง
“ถ้ามีธุระกลับก่อนก็ได้นะ”
เจ้าของบ้านเอ่ยขึ้นอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าหน้าจอมือถือของรัญยังโชว์ชื่อคนโทรเข้าคนเดิมอยู่หลายครั้ง รัญเหลือบสายตามองมือถือที่วางคว่ำหน้าอยู่อีกครั้ง แสงไฟจากหน้าจอยังกะพริบอยู่อย่างนั้น บ่งบอกว่าปลายสายคงจะโทรอยู่อย่างนั้นหากรัญไม่รับสาย
เบบี๋ หรือ เบล คือเจ้าของแบรนด์สกินแคร์ชื่อดังที่รัญกำลังคุยอยู่ด้วย จะเรียกว่าแฟนคงไม่ถูกต้องนัก คงต้องใช้คำว่าคนคุยถึงจะถูกที่สุด เพราะรัญไม่เคยเอาตัวเองผูกติดกับใคร เธอไม่เคยมีความสัมพันธ์จริงจังกับใคร แค่รู้สึกว่าคุยแล้วใช่ อยู่ด้วยแล้วสบายใจ รัญก็อยากจะอยู่ตรงนั้น เมื่อไหร่รู้สึกไม่คลิกแล้ว ก็แค่เอาตัวเองออกมา ที่ผ่านมาความสัมพันธ์ของรัญในเรื่องของความรักเป็นแบบนี้มาเสมอ...
“ไม่ใช่ธุระสำคัญอะไรหรอกค่ะ รัญกำลังกินหม่าล่าอร่อยเลย”
“ยังไม่รับสายเลย รู้ได้ไงว่าไม่สำคัญ?”
“เอ่อ...”
รัญชะงักไปครู่หนึ่ง และสุดท้ายเธอก็ตัดสินใจหยิบมือถือมากดปิดเครื่องแล้ววางมันกลับบนโต๊ะที่เดิม โดยครั้งนี้ไม่คว่ำหน้าจอเพราะรู้ดีว่าไฟหน้าจอไม่มีทางสว่างวาบขึ้นมาอีกแล้ว
“รัญให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็นลำดับแรกค่ะ...ก็เลยกล้าพูดว่าอย่างอื่นไม่สำคัญ” คราวนี้รัญญาวีร์เองก็ตอบด้วยน้ำเสียงชัดเจน
“เอาเถอะค่ะ ถ้าคุณสะดวกแบบนี้”
คนอายุมากกว่าไม่อยากจะถามหาเหตุผลอะไรอีก และกับการเจอกันครั้งแรก ที่อีกฝ่ายบังเอิญมาช่วยเป็นไม้กันหมาเรื่องแฟนเก่าพอดี การทำหม่าล่าเลี้ยงตอบแทนครั้งเดียวก็คงเพียงพอแล้ว สาวิตรีคิดแบบนั้น
“แล้วนี่...พี่สาอยู่คนเดียวเหรอคะ”
รัญถามพลางเคี้ยวหม่าล่าแก้มตุ้ย สาวิตรีเหลือบสายตามองครู่หนึ่งแล้วก็ยอมรับว่าท่าทีนั้นดูแสนซนขี้เล่นจนเธอเผลอยิ้ม
แต่ครู่เดียวรอยยิ้มก็หายไป เพราะการกระทำของเจ้าตัวเมื่อครู่นั่นแหละ ที่ทำให้เธอก่อกำแพงในใจหนาแน่นกว่าเดิม
นับตั้งแต่เลิกรากับคริส สาวิตรีก็ปักใจแน่วแน่ว่าเธอจะไม่เปิดใจให้ใครโดยง่ายอีก ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์รูปแบบไหน เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ยากกว่าการคิดค้นสูตรขนม คือการอ่านใจคนนี่แหละ ต่อให้จะสกรีนเป็นร้อยชั้น ท้ายที่สุดแล้วปัญหาเรื่องความรักก็ยังเป็นสิ่งก่อกวนใจเธอมากที่สุด
การปิดช่องทาง จึงเป็นสิ่งที่ทำง่ายที่สุดและปลอดภัยต่อตัวเธอเอง
“ตั้งแต่มา เห็นคนอื่นรึยังล่ะ ถ้าไม่เห็นก็แปลว่าอยู่คนเดียว”
สาวิตรีตอบเสียงเรียบและวางหม่าล่าไม้สุดท้ายที่ย่างเสร็จแล้วลงในจาน ตามด้วยการปิดเตา เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจมื้อค่ำวันนี้
“อยู่คนเดียวไม่เหงาเหรอคะ สนใจให้รัญมาอยู่เป็นเพื่อนปะ ไหน ๆ รัญก็กลายเป็นแฟนปลอม ๆ ของพี่ไปแล้วนี่ เผื่อวันไหนแฟนเก่าพี่กลับมาอีก จะได้สมจริงไงคะ”
ใบหน้าของรัญพราวไปด้วยรอยยิ้ม ต่างจากใบหน้าของสาวิตรีที่ยังเรียบเฉย
“เรื่องแฟนปลอม ๆ มันจบไปแล้วค่ะ” สาวิตรีมองรัญด้วยสายตานิ่งเรียบ
“แล้วถ้าเค้ากลับมาอีกล่ะ?”
“ถ้ามีวันนั้น ฉันจะแก้ปัญหาเอง”
“คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตายนะพี่สา” รัญยังคงยิ้มตาหยี
“เราไม่ใช่เพื่อนกัน และหลังจากนี้คงไม่ต้องขอความช่วยเหลืออะไรจากคุณแล้ว”
“แต่รัญยังมีเรื่องให้พี่ช่วยนะ”
สองมือของสาวิตรีที่กำลังจัดเก็บกล่องพลาสติก และอุปกรณ์ทุกอย่างในการทำหม่าล่าชะงักไปครู่หนึ่ง
“อะไรอีก?”
“รัญอยากคุยเรื่องขนมกับพี่ค่ะ พี่ช่วยแนะนำรัญหน่อยได้มั้ย ทำไงถึงจะขายดีเหมือนร้านพี่บ้าง”
สาวิตรีเหลือบสายตาขึ้นมองใบหน้าของคนเด็กกว่าพร้อมถอนหายใจออกมา
“เรื่องแบบนี้มันแนะนำกันไม่ได้หรอก แต่ละร้านก็มีเทคนิคต่างกันไป”
“แต่รัญเปิดร้านมาสักพักแล้วนี่นา รัญว่ามันต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ ๆ พี่สาช่วยรัญหน่อยน้า นะคะ นะ”
ไม่พูดเปล่า รัญญาวีร์ยังส่งสายตาออดอ้อนอยู่อย่างนั้น
“ยังให้คำตอบตอนนี้ไม่ได้หรอก”
คำตอบสั้น ๆ ที่ส่งกลับมาทำเอารอยยิ้มบนใบหน้าของรัญหายไปทันที
“อ้าว แล้วรัญจะได้คำตอบตอนไหนคะ”
“ไม่แน่ใจ ขอคิดดูก่อน”
พูดจบก็เดินเข้าบ้านพร้อมด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ เต็มสองมือ รัญจึงรีบหยิบทุกอย่างที่วางอยู่บนโต๊ะเดินตามเข้าไปในบ้าน
“ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าพี่สาไม่ให้คำตอบรัญตอนนี้ รัญก็จะมาเอาคำตอบทุกวัน”
สาวิตรีหันขวับมามองขณะยืนอยู่หน้าซิงก์ล้างจาน “ว่างหรือไง จะมีที่นี่ทุกวันน่ะ เป็นเจ้าของร้านเบเกอรีเหมือนกัน ทำไมไม่อยู่ร้าน?”
“รัญก็กำลังทำหน้าที่เจ้าของร้านที่ดีอยู่นี่ไงคะ”
“เหรอ? ทำอะไร?”
“ก็กำลังทำทุกทางเพื่อหาคำตอบว่าทำไมร้านของรัญถึงยังไม่ประสบความสำเร็จสักที และถ้าได้พี่สามาช่วยให้คำแนะนำ รัญเชื่อว่าต้องได้คำตอบแน่นอน”
“หึ ตัวเองเป็นเจ้าของร้าน ยังไม่รู้จักร้านดีเลย แล้วจะมาหวังให้คนอื่นอุดรูรั่วให้เนี่ยนะ?”
ประโยคจากคนตรงหน้าทำให้รัญนิ่งอึ้งไป สาวิตรีพูดต่อ
“ถ้าอยากจะมาที่นี่ก็มา แต่ไม่รับปากหรอกว่าจะมีคำตอบดี ๆ ให้”
“แล้วถ้าอยากได้คำตอบดี ๆ รัญต้องทำไงคะ ให้เป็นไม้กันหมาก็เป็นให้แล้วนี่ โถ่ คนเราอะ ใจร้ายจัง”
คนเด็กกว่าบ่นซะยืดยาว แต่คำพูดมากมายที่เอ่ยออกมานั้น ไม่ได้ทำให้สาวิตรีเปลี่ยนความคิดได้สักนิด
“ถ้าคนแบบฉันเรียกว่าใจร้าย บนโลกนี้ก็คงไม่เหลือคนใจดีแล้วล่ะ”
จบประโยคนั้น เจ้าของบ้านก็เดินไปเปิดประตูบ้านออกกว้างแล้วผายมือออกไปด้านนอก
“จะห้าทุ่มแล้ว ฉันต้องปิดบ้านแล้ว เชิญกลับค่ะ”
“เอ้า ไล่กันง่าย ๆ แบบนี้เลย แล้วเรื่องของเราล่ะพี่สา”
“เรื่องของเรา?” สาวิตรีแทบจะถลึงตาใส่ “หยุดพูดอะไรเพ้อเจ้อเลย วันนี้เราไม่ติดค้างอะไรกันแล้ว”
“เอ้า ได้ไงอะ ก็รัญ-”
“พี่ก็เลี้ยงหม่าล่าแล้วไง”
“เห้ย ไม่ได้ดิ ง่าย ๆ แบบนี้เลยเหรอ”
“อืม กลับไปได้แล้ว แล้วก็...อย่าลืมเปิดมือถือล่ะ เผื่อมีใครเค้าจะติดต่อธุระสำคัญ หัดรับผิดชอบคนอื่นด้วย โตแล้วนะ”
ประโยคสุดท้ายจากปากอีกฝ่ายทำเอารัญหน้าชา แม้สาวิตรีจะไม่เอ่ยออกมาตรง ๆ แต่ความหมายที่ซ่อนไว้ในคำพูดบ่งบอกชัดเจนว่าเธอไม่ได้ปล่อยผ่านทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนี้ ภายในพื้นที่บ้านของเธอ
“โอเคค่ะ งั้นรัญกลับก็ได้”
คนเด็กกว่าตอบเสียงเรียบ แววตาขี้เล่นหายไปทันที เธอรู้ดีว่าสิ่งที่สาวิตรีพูดหมายถึงเรื่องอะไร ทั้งที่เพิ่งรู้จักกันแท้ ๆ แต่ดูเหมือนคนตรงหน้าจะตั้งแง่กับเธอไปแล้ว
‘แต่ก็ไม่เป็นไร คนอย่างรัญไม่แคร์อยู่แล้ว’
“ขอบคุณอีกครั้งสำหรับวันนี้”
สาวิตรีเดินมาส่งลูกค้าคนสุดท้ายของวันนี้ตรงประตูรั้วไม้หน้าบ้าน
“ด้วยความยินดีค่ะ หวังว่าเราจะได้เจอกันอีก” รัญตอบกลับพร้อมรอยยิ้มที่ยังดูแพรวพราว
“คุณหวัง...แต่พี่ไม่หวังค่ะ” น้ำเสียงเยือกเย็นที่ส่งกลับมาทำเอารัญหน้าถอดสี
“ทำไมคะพี่สา?”
“เด็กเอาแต่ใจมันไม่ใช่ทางของพี่ค่ะ โชคดีนะ”
ประตูรั้วไม้ถูกปิดลง พร้อมกับร่างเล็กของเจ้าของบ้านที่เดินกลับเข้าบ้านไป...
ค่ำคืนนี้ยาวนานกว่าปกติ แสงไฟนีออนสีชมพูหม่นจากป้ายร้านด้านล่างสาดสะท้อนขึ้นมาถึงหน้าต่างกระจกของห้องพักชั้นสาม กลายเป็นเงารำไรที่วาดผ่านเตียงกว้าง กลิ่นอายในห้องยังคงเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างน้ำหอมแนวดาร์กของรัญญาวีร์และกลิ่นโลชั่นแป้งเด็กอ่อนนุ่มของสาวิตรี แต่วันนี้มีกลิ่นหอมของ ดอกกุหลาบอังกฤษ จากกระถางริมระเบียงที่รัญซื้อให้เมื่อวันวาเลนไทน์โชยเข้ามาด้วย เพิ่มบรรยากาศให้ความเงียบสงัดนี้ดูเย้ายวนใจมากกว่าที่เคยสาวิตรีเอนกายอยู่บนที่นอนหนานุ่ม เธอเพิ่งอาบน้ำเสร็จ เส้นผมยังมีความชื้นจาง ๆ ทิ้งตัวลงบนหมอนสีขาวสะอาด ร่างกายที่เคยล้าจากการทำขนมมาทั้งวันดูผ่อนคลายลงภายใต้ชุดนอนผ้าไหมลื่นสีครีม ทว่าความสงบนั้นอยู่ได้ไม่นาน เมื่อแรงยุบตัวของเตียงข้างกายบอกให้รู้ว่า เจ้าหมาป่า ในคราบหมาเด็กกำลังคืบคลานเข้ามาหา“พี่สาคะ...”รัญญาวีร์กระซิบ เสียงของเธอทุ้มต่ำและแหบพร่ากว่าปกติรัญขยับตัวเข้ามาชิดจนลมหายใจอุ่น ๆ เป่ารดอยู่ที่ซอกคอขาว เธอสวมเพียงเสื้อกล้ามตัวบาง และกางเกงนอนผ้าแพรขายาวที่สวมไว้อย่างหมิ่นเหม่ ผิวพรรณของรัญที่ได้รับการดูแลอย่างดีสะท้อนแสงไฟสลัวดูเนียนละเอียด แขนเรียวพาดผ่านเอว
แสงแดดยามบ่ายของเดือนเมษายนแผดเผาลงมายังผืนดินของฟาร์มเกษตรแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม แต่ความร้อนกลับไม่สามารถทำลายความสดชื่นและความรื่นเริงของเทศกาลสงกรานต์ไปได้วันนี้บรรยากาศรอบฟาร์มถูกตกแต่งด้วยพวงมโหตรซึ่งเป็นกระดาษสีสันสดใสที่พริ้วไหวตามสายลมเย็น ๆ ที่พัดมาจากทุ่งหญ้า กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกมะลิและน้ำอบไทยลอยฟุ้งไปทั่ว ผสมผสานกับกลิ่นหญ้าและกลิ่นอายของธรรมชาติที่คุ้นเคยวันนี้รัญสวมเสื้อยืดตัวหลวมทับด้วยเชิ้ตสีดำแขนสั้น กางเกงขาสั้นสีเบจ และรองเท้าแตะคีบสีน้ำเงิน ผมยาวสีดำถูกมัดรวบหลวม ๆเธอยืนหมุนตัวไปมาหน้ากระจกบานใหญ่ในห้องพักชั้นสองของบ้านไม้ทรงไทย พยายามจัดทรงผมหางม้าให้ดูเรียบร้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใบหน้าที่เคยดูเคร่งขรึมในตอนทำงาน ตอนนี้กลับดูสดใสและตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด“ที่รักคะ รัญแต่งตัวแบบนี้ดูโอเคมั้ยคะ? เรียบร้อยพอมั้ยคะ”รัญหันไปถามคนรักที่กำลังนั่งทำขันน้ำอบอยู่บนเตียงสาวิตรียิ้มละมุน วันนี้เธออยู่ในชุดเสื้อลายดอกสีอ่อน กางเกงขาสั้นสีฟ้า ผมยาวประบ่าถูกรวบครึ่งศีรษะดูน่ารักมากทีเดียว“โอเคมากเลยค่ะ ดูสดใสเข้ากับเทศกาลดีออก พ่อกับแม่พี่ท่านไม่ถือสาเรื่องการแต่งตัว
ท้องฟ้าที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในเช้าวันหยุดนี้ดูแจ่มใสเป็นพิเศษ รัญญาวีร์และสาวิตรีตัดสินใจจัดทริป ไหว้พระ 9 วัด เพื่อเสริมสิริมงคลให้กับชีวิตคู่และกิจการที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องวันนี้รัญอยู่ในชุดกางเกงผ้าลินินสีครีมดูทะมัดทะแมง เดินจูงมือคนรักที่สวมชุดผ้าฝ้ายสีขาวสะอาดตา ทั้งคู่ดูเหมือนกิ่งทองใบหยกที่เดินสายทำบุญด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยศรัทธาจนกระทั่งเดินทางมาถึงวัดที่ 9 ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่นอกเกาะเมือง บรรยากาศรอบข้างค่อนข้างร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ แต่ในความสงบนั้น รัญญาวีร์กลับสัมผัสได้ถึงสายตาแปลก ๆ จากใต้ต้นโพธิ์ใหญ่หน้าวิหาร“พี่สาคะ รัญว่าเราไหว้พระประธานข้างในเสร็จแล้วรีบกลับกันเถอะ รัญรู้สึกไม่ค่อยดีกับตรงนั้นเลย” รัญกระซิบบอกคนรัก“คิดมากไปรึเปล่าคะ นี่ในวัดนะคะไม่มีอะไรหรอก” สาวิตรียิ้มปลอบใจแต่ทันทีที่ทั้งคู่เดินก้าวพ้นประตูวิหารออกมาเพื่อจะไปยังที่จอดรถ หญิงชราท่าทางประหลาดที่สวมชุดนุ่งขาวห่มขาวแต่ดูมอมแมมก็เดินเข้ามาดักหน้า พร้อมกับจ้องเขม็งไปที่ทั้งคู่ด้วยสายตาที่ดูน่ากลัว“หยุดก่อนแม่หนู!” หญิงชราผู้นั้นตะโกนขึ้นจนนักท่องเที่ยวคนอื่นหันมามอง“ดวงของพวกแกสองคนน่ะ
บ่ายวันหยุดที่อากาศในกรุงเทพค่อนข้างร้อนระอุ รัญญาวีร์สังเกตเห็นความผิดปกติของแฟนสาวมาตั้งแต่ช่วงเช้า สาวิตรีเอาแต่นั่งจ้องหน้าจอมือถือพลางใช้นิ้วเลื่อนดูรูปภาพในโซเชียลมีเดียซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางครั้งก็แอบถอนหายใจยาวจนรัญที่กำลังนั่งจิบกาแฟอยู่ใกล้ ๆ ต้องละสายตาจากสมุดบัญชีร้านขึ้นมามอง“เป็นอะไรรึเปล่าคะที่รัก ตั้งแต่เช้ามาพี่ถอนหายใจไปแปดสิบครั้งแล้วนะคะ”“บ้า ไม่เยอะขนาดนั้นสักหน่อย” สาวิตรีหันไปมองค้อนแล้วถอนหายใจออกมาอีกครั้ง“นั่นไง ถอนหายใจอีกแล้ว แล้วนั่นดูอะไรอยู่คะ”รัญขยับเข้าไปแล้วชะโงกหน้าดูหน้าจอมือถือของคนรัก ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอคือเหล่าอินฟลูเอนเซอร์และวัยรุ่นเจนซี (Gen Z) ที่กำลังฮิตเทรนด์ถือดอกบัวสีชมพูฉลุกลีบอย่างประณีต ถ่ายรูปคู่กับสถาปัตยกรรมวัดเก่าหรือกำแพงวังในชุดไทยประยุกต์ดูละมุนตา“นั่นมันคอนเทนต์ดอกบัวที่กำลังฮิตตอนนี้นี่คะ”รัญเองก็เห็นภาพเหล่านี้บ่อย ๆ ผ่านหน้าฟีดมือถือ เมื่อเห็นคนรักเลื่อนดูรูปภาพเหล่านั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอก็พอจะเข้าใจสาเหตุที่ทำให้สาวิตรีถอนหายใจนับครั้งไม่ถ้วนในวันนี้“รูปพวกนี้สวยจังเลยนะรัญ ดอกบัวสีชมพูตัดกับผ้าสไบ พี่เห็นแล้วรู้สึกว่ามั
ทุกวันที่หนึ่งและสิบหกของเดือน ร้านเบเกอรีจะปิดทำการ ด้วยเหตุผลที่ว่า วันหวยออกบรรยากาศมักจะเงียบ และเพื่อให้พนักงานได้หยุดพักด้วยและวันนี้ก็เป็นวันที่สิบหก บรรยากาศภายในร้านจึงเงียบกว่าปกติ แสงแดดอ่อน ๆ ทอดผ่านกระจกหน้าร้านเข้ามายังเคาน์เตอร์ไม้ที่ไร้กลิ่นขนมปังอบใหม่ แต่กลับถูกแทนที่ด้วยกลิ่นสะอาดของน้ำยาถูพื้นและกลิ่นหอมของดอกไม้จาง ๆรัญญาวีร์นั่งอยู่บนโซฟาในห้องพักชั้นสาม เธอส่องกระจกบานเล็กในมือพลางใช้นิ้วม้วนปลายผมที่เริ่มยาวระต้นคออย่างขัดใจ ผมทรงเดิมที่เคยเซตมาอย่างดีเริ่มดูยุ่งเหยิงและหนาเกินไปจนรำคาญสายตา“พี่สาคะ...” รัญเอ่ยเสียงลากยาว สองตาจ้องมองร่างบางที่กำลังนั่งอ่านนิตยสารเบเกอรีอยู่ข้าง ๆ“ว่าไงคะ” สาวิตรีละสายตาจากหน้ากระดาษ หันมามองแฟนเด็กที่ทำหน้ามุ่ย“รัญว่าผมรัญยาวไปแล้วค่ะ มันจิ้มคอจิ้มหูไปหมดเลย รัญอยากตัดผม...”“งั้นไปตัดพรุ่งนี้มั้ยคะ ตอนที่ออกไปซื้อของที่ห้าง รัญแวะไปตัดผมก็ได้ค่ะ พี่ไปซื้อของคนเดียวได้สบายมาก”สาวิตรีเสนอแนวทางอย่างใจดี แต่แฟนเด็กของเธอกลับส่ายหน้าพลางทำหน้ามุ่ย“ไม่เอาค่ะ รัญไม่อยากไป ไม่อยากเจอคนเยอะ ไม่อยากไปนั่งรอคิว” รัญขยับตัวเข้าไป
บรรยากาศในร้านขนมวันนี้อบอวลไปด้วยความหอมหวานมากกว่าปกติ กลิ่นสตรอว์เบอร์รีสดและช็อกโกแลตเกรดพรีเมียมลอยฟุ้งไปทั่วร้าน รัญญาวีร์สั่งตกแต่งร้านด้วยลูกโป่งหัวใจโทนสีชมพูและไฟนีออนรูปหัวใจสีแดงสลัว เพื่อต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์ที่เวียนมาถึงลูกค้าคู่รักทยอยเข้ามาจับจองที่นั่งตั้งแต่ช่วงสาย เกี๊ยววิ่งวุ่นกับการเป็นตากล้องรับถ่ายรูปฟรี ในมือเธอมีกล้องถ่ายรูปโพลารอยด์ที่สามารถรอรับรูปได้เลย เป็นหนึ่งในสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่มาใช้บริการเป็นคู่แน่นอนว่ากิจกรรมนี้รัญเป็นคนคิด และจ้างเกี๊ยวมารับงานพิเศษ ซึ่งผลตอบรับดีเกินคาด ลูกค้าที่มาซื้อขนมปังวันนี้ต่างก็ยิ้มกริ่มกันทุกคน เพราะนอกจากได้ขนมปังอร่อย ๆ กลับบ้านแล้ว ยังได้ภาพถ่ายคู่กับคนรักที่มีฉากหลังเป็นร้านของรัญ กลับไปเป็นที่ระลึกอีกด้วยส่วนสาวิตรีก็ยุ่งอยู่หลังเคาน์เตอร์กับการแพ็ก กล่องขนมเซตวาเลนไทน์ ซึ่งเธอคิดค้นขนมปังสูตรพิเศษที่สอดไส้สตรอว์เบอร์รีลูกโต และมีจำหน่ายแค่วันที่สิบสี่กุมภาพันธ์วันเดียวเท่านั้น จึงทำให้มียอดจองถล่มทลายรัญญาวีร์เดินตรวจความเรียบร้อยรอบร้านด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ในมือของเธอถือไอแพดคอยเช็กคิวลูกค้า แต่สายตามักจะเ
“ฮ่า ๆ ใครเค้าพูดอะไรแบบนั้นกันล่ะ เราโดนพ่อพี่แกล้งแล้วล่ะ”สาวิตรีระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น เมื่อแฟนเด็กเล่าเรื่องราวการบีบนมวัววันนี้ให้ฟังตอนนี้เป็นเวลาสี่โมงเย็น หลังจากช่วยงานที่ฟาร์มจนเหงื่อซึม สาวิตรีก็พาคนรักมานั่งรับลมเย็น ๆ บนแคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นมะม่วง โดยมีภาพวิวตรงหน้าเป็นทุ่งหญ้ากว้
นาฬิกาบอกเวลาสี่ทุ่มตรง รัญญาวีร์นั่งหลังตรงแน่วแน่ ในมือถือปากกาพร้อมสมุดโน้ตเล่มโปรด บนโต๊ะเต็มไปด้วยโพสต์อิทสีสดใสที่เขียนข้อความกำกับไว้มากมาย ขณะที่สาวิตรีเพิ่งอาบน้ำเสร็จ เดินออกมาเห็นสภาพแฟนเด็กก็ได้แต่อมยิ้ม“โห ต้องจริงจังขนาดนี้เลยเหรอคะ แค่จะไปเยี่ยมพ่อกับแม่พี่ ต้องติวเข้มขนาดนี้เลย?”ร
สาวิตรียืนอยู่หน้าบ้านไม้สองชั้น พื้นที่ที่เคยเป็นเซฟโซนและทุกอย่างให้กับเธอ วันนี้สายตาเธอมองมันด้วยความรู้สึกปนเป ใจหนึ่งก็ไม่อยากย้ายออกไป แต่ใจหนึ่งก็คิดว่านี่จะเป็นอีกก้าวในการเปลี่ยนแปลงของชีวิตรถกระบะรับจ้างคันใหญ่จอดเทียบหน้าบ้านไม้ที่สาวิตรีใช้ชีวิตมานับสิบปี รัญในชุดลำลองกระฉับกระเฉงกำลั
แสงไฟจากป้ายโฆษณาในห้างสรรพสินค้าสว่างไสวสวนทางกับบรรยากาศเงียบสงบในบ้านไม้ที่สาวิตรีเพิ่งจากมา ตอนนี้รัญญาวีร์ดูร่าเริงเป็นพิเศษ เธอเดินแกว่งแขนไปมาพลางฮัมเพลงเบา ๆ ขณะนำทางคนข้างกายไปยังโซนโรงภาพยนตร์ “พี่สารอตรงนี้นะ รัญไปซื้อตั๋วกับป๊อปคอร์นแป๊บเดียว ห้ามหนีกลับก่อนนะคะ” รัญกำชั







