เข้าสู่ระบบเสียงกุกกักดังมาจากใต้โต๊ะ ก่อนที่ใบหน้าหวานของเจ้าของร้านจะค่อย ๆ โผล่ขึ้นมา ผมที่รวบไว้หลุดลุ่ยเล็กน้อย ใบหน้าแดงก่ำ ไม่รู้ว่าเพราะความร้อนจากการมุดเข้าไปหลบ หรือเพราะประโยคที่รัญประกาศปาว ๆ ว่าเป็น แฟนใหม่ เมื่อครู่กันแน่
“ใครใช้ให้ไปพูดแบบนั้น!”
สาวิตรีลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พยายามปรับสีหน้าให้นิ่งเหมือนเดิมแต่กลับทำได้ยากเหลือเกิน
“อ้าว ก็พี่ให้รัญช่วยหนิคะ วิธีนี้ได้ผลชะงัดที่สุดแล้ว” รัญยืดตัวขึ้นพลางกอดอกยิ้มกริ่ม
“รัญทำให้ผู้หญิงคนนั้นกลับไปได้แล้ว อย่าลืมว่าเรามีข้อแลกเปลี่ยนกันนะคะ”
“ไม่ลืมหรอกน่า ว่ามาสิ” สาวิตรีขยับมายืนใกล้บานหน้าต่าง เธอยังไม่วางใจเปิดประตูให้อีกฝ่าย
รัญเลิกคิ้ว ยกยิ้มมุมปากนิด ๆ สายตายังคงสอดส่ายเข้าไปในห้องครัวเล็ก ๆ ของสาวิตรี ที่ตอนนี้กลิ่นของขนมที่เพิ่งออกจากเตายังไม่จางหายไป แม้ว่าเธอจะจัดส่งทุกออเดอร์ให้ลูกค้าทุกคนเรียบร้อยแล้ว
“ใกล้มืดแล้ว วันนี้รัญขอเข้าไปช่วยพี่ล้างอุปกรณ์ทำขนมนะ พี่จะได้เก็บร้านเสร็จเร็ว ๆ เดี๋ยวแฟนเก่าพี่ก็กลับมาอีกหรอก”
“ข้อแลกเปลี่ยนแค่นี้?” เจ้าของบ้านขมวดคิ้ว
“ใช่ค่ะ เปิดประตูให้รัญเถอะน่า เชื่อใจได้ รัญไม่ใช่มิจฉาชีพหรอก...หรือถ้าไม่เชื่อก็ลองเสิร์ชชื่อนามสกุลของรัญก็ได้ พี่จะได้รู้ว่ารัญเป็นใคร”
สาวิตรีไม่รอช้าคว้ามือถือที่วางอยู่บนโต๊ะใกล้ตัวขึ้นมาแตะหน้าจอทันที
“ชื่อนามสกุลอะไร?” คนอายุมากกว่าถามเสียงเรียบ เหลือบสายตาขึ้นมองใบหน้าของรัญอีกครั้ง
“รัญญาวีร์ จิรเดชารัตน์”
สาวิตรีรีบพิมพ์ชื่อสกุลของอีกฝ่ายในทันที รอไม่กี่วินาทีหน้าจอก็แสดงผลลัพธ์ในสิ่งที่เธอค้นหา แน่นอนว่านามสกุลของรัญเป็นที่รู้จักในแวดวงนักธุรกิจ อีกทั้งยังบอกไว้ครบว่าเธอเป็นลูกของใคร มีพี่น้องกี่คน แต่ละคนทำธุรกิจอะไรบ้าง
“เพิ่งเปิดร้านเบเกอรีเหรอ?”
“อื้ม ใช่ค่ะ”
รัญยืดอกรับด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“เจ้าของร้านเบเกอรีชื่อดัง มาทำอะไรที่ร้านขนมบ้านไม้เก่า ๆ แบบนี้?”
สาวิตรีเงยหน้ามองคนตรงหน้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ความระแวงแบบมิจฉาชีพหายไป แต่ความระแวงแบบ ‘คู่แข่ง’ กลับเข้ามาแทนที่
“พี่ไม่ต้องกลัวว่ารัญจะมาขโมยสูตรหรอกค่ะ ในฐานะที่เราเป็นคู่ค้าธุรกิจแบบเดียวกัน ก็ควรทำความรู้จักกันไว้สิคะ”
“เธอคิดแบบนั้นเหรอ แต่ฉันว่าไม่จำเป็น”
“โอเค้ ถ้าพี่ไม่อยากรู้จักรัญก็ไม่เป็นไร แต่เพื่อไม่เป็นการติดค้างกัน เรื่องที่รัญช่วยพี่เรื่องแฟนเก่า ให้รัญช่วยพี่เคลียร์ของในซิงก์ด้านหลังนั่นเถอะ”
รัญพยักหน้าไปทางซิงก์ด้านหลังอีกครั้ง
“เปิดประตูให้รัญเถอะพี่สา จะมืดแล้วนะ”
สาวิตรีหันไปมองบรรยากาศด้านนอกก็เห็นว่าแผงไฟโซลาร์เซลล์ที่เธอติดตั้งไว้ทำงานแล้วตามเวลาที่เซ็ตไว้คือหนึ่งทุ่ม
ถ้าไม่มีคนช่วย คืนนี้คงดึกอีกแน่ ๆ
“ถ้าจะช่วย...ก็ต้องช่วยเก็บล้างทั้งหมดนะ”
คำบอกกล่าวของคนตรงหน้าทำให้รัญยิ้มกว้างกว่าเดิม “สบายมากค่ะ”
“อืม งั้นก็เข้ามา”
สาวิตรีมองดูใบหน้าที่ดูรั้นแต่กลับมีแววเว้าวอนของเด็กตรงหน้าอีกครั้ง ก่อนจะค่อย ๆ เอื้อมมือไปปลดล็อกประตูไม้
“ถอดเสื้อสูทกับนาฬิกาหรู ๆ นั่นออกก่อน”
รัญทำตามอย่างว่าง่ายเมื่อเดินเข้ามาในห้องครัวเล็ก ๆ ของร้านขนมแห่งนี้
และเมื่อเข้ามาข้างใน รัญก็ได้เห็นถึงความเป็นระเบียบในทุก ๆ อย่าง แม้พื้นที่จะไม่กว้างขวาง แต่ทุกอย่างกลับถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ
ชั้นไม้สีน้ำตาลสามชั้นวางติดฝาผนังสำหรับวางวัตถุดิบต่าง ๆ ที่ใช้ทำขนม ถัดมาเป็นอุปกรณ์ทำขนมที่แขวนไว้กับแผ่นแม่เหล็กข้างฝาผนัง ใกล้กันเป็นซิงก์ล้างจานสองอ่างที่ด้านข้างมีตะกร้าสำหรับวางอุปกรณ์ที่ล้างแล้วเพื่อคว่ำให้สะเด็ดน้ำ และใกล้กันเป็นเตาอบที่ขนาดไม่ได้ใหญ่มาก แต่กลับดูเป็นระเบียบ
ทุกอย่างในห้องครัวของพี่สาไม่ได้ใช้ของราคาแพง วัตถุดิบเท่าที่รัญกวาดสายตามองก็ยังไม่เห็นว่ามีตัวไหนเป็นจุดเด่นหรือของนำเข้าอย่างที่ร้านของเธอใช้
แต่สถานที่แห่งนี้กลับดูอบอุ่นอย่างประหลาด...
“สำรวจเสร็จรึยังล่ะ” สาวิตรีเอ่ยถามเมื่อเห็นรัญเอาแต่กวาดสายตามองทุกอย่างในห้องครัวของเธอแทบไม่วางตา
“อ้อ คือ รัญชอบที่นี่มากเลยค่ะ”
คนเด็กกว่าถอดนาฬิกาข้อมือวางไว้บนโต๊ะไม้ พร้อมเสื้อสูทที่ถอดพาดไว้กับเก้าอี้ ระหว่างเดินมาที่ซิงก์ก็พับแขนเสื้อมาไว้ที่ข้อศอกอย่างชำนาญ
“เป็นถึงเจ้าของร้านเบเกอรีร้านดัง มาชอบอะไรร้านเล็ก ๆ แบบนี้กัน”
สาวิตรีพึมพำกับตัวเอง แต่น้ำเสียงไม่ได้เบาไปกว่าที่รัญจะไม่ได้ยิน คนเด็กกว่าที่กำลังง่วนอยู่กับการม้วนแขนเสื้อเชิ้ตสีขาวราคาแพงขึ้นเหนือศอกหันมายิ้มแฉ่ง ดวงตาคู่คมหยีลงดูเหมือนลูกหมาตัวโตที่กำลังดีใจ
“ก็ร้านพี่สาดูอบอุ่นนี่คะ...ไม่รู้สิ มันเป็นความรู้สึกที่รัญไม่เคยเจอกับร้านตัวเองเลย”
สาวิตรีชะงักไปครู่หนึ่งกับคำพูดที่ดูจริงใจเกินคาดของคนตรงหน้า เธอไม่ได้ตอบโต้อะไร แต่เลือกที่จะหยิบผ้ากันเปื้อนสีครีมที่ซักสะอาดพับไว้อย่างดีมายื่นให้รัญ
“ใส่ซะ ถ้าเสื้อเลอะคราบเนยคราบแป้งขึ้นมา จะมาหาว่าพี่ไม่เตือนไม่ได้นะ”
สาวิตรีพูดเสียงเรียบ ก่อนจะเริ่มแจกจ่ายงาน
“ในซิงก์นั่นคือถาดอบกับตะกร้อตีแป้ง ล้างคราบแป้งออกให้หมดก่อนรอบหนึ่งค่อยลงน้ำยา ส่วนผ้าขี้ริ้ววางอยู่ตรงโน้น ล้างจานเสร็จแล้วช่วยเช็ดเคาน์เตอร์ไม้ให้แห้งด้วยนะ อ้อ แล้วอย่าลืมคัดแยกพวกเศษวัตถุดิบลงถังขยะเปียกด้วยล่ะ”
“รับทราบค่ะหัวหน้า!” รัญขานรับอย่างร่าเริง
เสียงน้ำไหลเบา ๆ จากก๊อกกระทบถาดสเตนเลสสลับกับเสียงขัดถูดังคลอไปกับบทสนทนาที่ค่อย ๆ เริ่มต้นขึ้น รัญชวนคุยเก่งในแบบที่สาวิตรีไม่แปลกใจนัก
คนเด็กกว่าถามตั้งแต่เรื่องการเลือกไม้มาทำชั้นวาง ไปจนถึงเหตุผลที่ทำไมพี่สาถึงยอมทนเหนื่อยทำคนเดียวมาเป็นสิบปี
“แค่ทำขนมอย่างเดียวก็เหนื่อยจะแย่ พี่ทั้งขายเอง เก็บกวาดล้างของ เตรียมของ ทำทุกอย่าง ไม่เหนื่อยเหรอคะ”
สาวิตรีหยุดมือที่กำลังจัดเรียงขวดโหลวัตถุดิบเมื่อได้ยินคำถามนั้น “ไม่เคยเหนื่อยเลยนะ”
รัญนิ่งฟังพลางขัดตะกร้อตีแป้งในมืออย่างเบามือลง เธอแอบมองแผ่นหลังของคนอายุมากกว่าที่ดูตัวเล็กแต่กลับดูแข็งแกร่งอย่างน่าประหลาด ยิ่งคุยเธอก็ยิ่งพบว่าผู้หญิงที่ชื่อสาวิตรีคนนี้มีหลายอย่างที่น่าสนใจกว่าภาพลักษณ์ภายนอกที่บ่งบอกแค่ว่าเป็นเจ้าของร้านเบเกอรีเล็ก ๆ แห่งนี้
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป...
เข็มนาฬิกาบนฝาผนังบอกเวลาเกือบสามทุ่ม ภายในห้องครัวเล็ก ๆ ที่เคยเต็มไปด้วยอุปกรณ์วางระเกะระกะตอนนี้สะอาดตาและเป็นระเบียบเรียบร้อย รัญปาดเหงื่อที่ผุดบนหน้าผาก พลางถอดผ้ากันเปื้อนออกด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้า
‘ทำขนมร้านตัวเองยังไม่รู้สึกเหนื่อยขนาดนี้เลย’
“เสร็จเรียบร้อยค่ะพี่สา!” รัญยิ้มภูมิใจในผลงานการล้างจานครั้งแรกในรอบหลายปี
“ขอบคุณมากเลยนะ ถ้าวันนี้พี่เคลียร์ทุกอย่างคนเดียวคงดึกกว่านี้...แล้วก็ขอบคุณเรื่องแฟนเก่าด้วย”
สาวิตรีพูดพลางสำรวจความเรียบร้อย ก่อนจะสังเกตเห็นว่าคนตัวสูงกว่ายืนนิ่งไปครู่หนึ่ง
โครก...
เสียงท้องร้องที่ดังประท้วงขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ ทำให้รัญชะงักกึก ใบหน้าขาวนวลขึ้นสีระเรื่อทันทีด้วยความอาย ขณะที่สาวิตรีเลิกคิ้วมองอย่างล้อเลียน
“แหม...ช่วยงานแค่นี้ หมดพลังเลยเหรอ”
“ก็รัญยังไม่ได้ทานข้าวเย็นเลยนี่คะ มัวแต่ตระเวนหาร้านพี่อยู่นั่นแหละ”
รัญตอบอุบอิบพลางเอามือกุมท้อง และมองคนตรงหน้าด้วยแววตาออดอ้อนราวกับมีความต้องการบางอย่าง แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะเอ่ยออกไปตรง ๆ
สาวิตรีเห็นท่าทางเหมือนลูกหมาหูตกนั้นแล้วก็อดใจอ่อนไม่ได้ ถึงแม้เธอจะไม่มีวิชาอ่านใจใคร แต่สายตาที่ส่งมาน่ะ...ก็พอจะเดาได้
“แถวนี้ไม่ค่อยมีร้านอาหาร...อยากกินอะไรมั้ย”
“พี่จะทำให้เหรอ!”
รัญตะโกนเสียงดัง แววตาเปล่งประกายในทันที
สาวิตรีถอนหายใจยาว ก่อนจะเดินไปเปิดตู้เย็น ย่อตัวก้มลงมองวัตถุดิบที่เหลืออยู่
“ก็...พอจะทำได้นะ”
รัญตาโตขึ้นทันที แววตาเป็นประกายยิ่งกว่าตอนเห็นลูกค้าเปิดประตูเข้ามาในร้านตัวเองเสียอีก
“กินค่ะกิน กิน ๆ กินได้ทุกอย่างเลย”
“แน่ใจนะว่ากินได้ทุกอย่าง”
“ได้ค่ะ! แค่พี่สาทำ รัญกินได้หมดเลย”
สาวิตรียืนอยู่หน้าตู้เย็นครู่หนึ่ง หยิบกล่องพลาสติกออกมาสองกล่อง กล่องหนึ่งเป็นกล่องที่ด้านในบรรจุผักหลากหลายชนิดเอาไว้ ส่วนอีกกล่องมีเนื้อหมูและเนื้อไก่เสียบไว้ไว้บาง ๆ เกือบ ๆ ยี่สิบไม้
“งั้นก็ตามพี่ไปหลังร้าน มื้อนี้รัญต้องเป็นลูกมือพี่ด้วย”
รัญขมวดคิ้วเล็กน้อย “เอ่อ พี่สาคะ รัญทำอาหารไม่เป็นค่ะ”
“ตามมาเถอะ ไม่ยาก...เด็กอนุบาลก็ทำได้”
คำบอกกล่าวของอีกฝ่ายยิ่งทำให้รัญขมวดคิ้วมากกว่าเดิม แต่ขณะเดียวกันมุมปากกลับยกยิ้มอย่างชอบใจ
สาวิตรีคนนี้มีความพิเศษที่ซ่อนอยู่ในความธรรมดาภายนอกจริง ๆ
ยิ่งได้พูดคุย ได้รู้จัก ก็ยิ่งอยากรู้จักมากขึ้น...
ค่ำคืนนี้ยาวนานกว่าปกติ แสงไฟนีออนสีชมพูหม่นจากป้ายร้านด้านล่างสาดสะท้อนขึ้นมาถึงหน้าต่างกระจกของห้องพักชั้นสาม กลายเป็นเงารำไรที่วาดผ่านเตียงกว้าง กลิ่นอายในห้องยังคงเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างน้ำหอมแนวดาร์กของรัญญาวีร์และกลิ่นโลชั่นแป้งเด็กอ่อนนุ่มของสาวิตรี แต่วันนี้มีกลิ่นหอมของ ดอกกุหลาบอังกฤษ จากกระถางริมระเบียงที่รัญซื้อให้เมื่อวันวาเลนไทน์โชยเข้ามาด้วย เพิ่มบรรยากาศให้ความเงียบสงัดนี้ดูเย้ายวนใจมากกว่าที่เคยสาวิตรีเอนกายอยู่บนที่นอนหนานุ่ม เธอเพิ่งอาบน้ำเสร็จ เส้นผมยังมีความชื้นจาง ๆ ทิ้งตัวลงบนหมอนสีขาวสะอาด ร่างกายที่เคยล้าจากการทำขนมมาทั้งวันดูผ่อนคลายลงภายใต้ชุดนอนผ้าไหมลื่นสีครีม ทว่าความสงบนั้นอยู่ได้ไม่นาน เมื่อแรงยุบตัวของเตียงข้างกายบอกให้รู้ว่า เจ้าหมาป่า ในคราบหมาเด็กกำลังคืบคลานเข้ามาหา“พี่สาคะ...”รัญญาวีร์กระซิบ เสียงของเธอทุ้มต่ำและแหบพร่ากว่าปกติรัญขยับตัวเข้ามาชิดจนลมหายใจอุ่น ๆ เป่ารดอยู่ที่ซอกคอขาว เธอสวมเพียงเสื้อกล้ามตัวบาง และกางเกงนอนผ้าแพรขายาวที่สวมไว้อย่างหมิ่นเหม่ ผิวพรรณของรัญที่ได้รับการดูแลอย่างดีสะท้อนแสงไฟสลัวดูเนียนละเอียด แขนเรียวพาดผ่านเอว
แสงแดดยามบ่ายของเดือนเมษายนแผดเผาลงมายังผืนดินของฟาร์มเกษตรแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม แต่ความร้อนกลับไม่สามารถทำลายความสดชื่นและความรื่นเริงของเทศกาลสงกรานต์ไปได้วันนี้บรรยากาศรอบฟาร์มถูกตกแต่งด้วยพวงมโหตรซึ่งเป็นกระดาษสีสันสดใสที่พริ้วไหวตามสายลมเย็น ๆ ที่พัดมาจากทุ่งหญ้า กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกมะลิและน้ำอบไทยลอยฟุ้งไปทั่ว ผสมผสานกับกลิ่นหญ้าและกลิ่นอายของธรรมชาติที่คุ้นเคยวันนี้รัญสวมเสื้อยืดตัวหลวมทับด้วยเชิ้ตสีดำแขนสั้น กางเกงขาสั้นสีเบจ และรองเท้าแตะคีบสีน้ำเงิน ผมยาวสีดำถูกมัดรวบหลวม ๆเธอยืนหมุนตัวไปมาหน้ากระจกบานใหญ่ในห้องพักชั้นสองของบ้านไม้ทรงไทย พยายามจัดทรงผมหางม้าให้ดูเรียบร้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใบหน้าที่เคยดูเคร่งขรึมในตอนทำงาน ตอนนี้กลับดูสดใสและตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด“ที่รักคะ รัญแต่งตัวแบบนี้ดูโอเคมั้ยคะ? เรียบร้อยพอมั้ยคะ”รัญหันไปถามคนรักที่กำลังนั่งทำขันน้ำอบอยู่บนเตียงสาวิตรียิ้มละมุน วันนี้เธออยู่ในชุดเสื้อลายดอกสีอ่อน กางเกงขาสั้นสีฟ้า ผมยาวประบ่าถูกรวบครึ่งศีรษะดูน่ารักมากทีเดียว“โอเคมากเลยค่ะ ดูสดใสเข้ากับเทศกาลดีออก พ่อกับแม่พี่ท่านไม่ถือสาเรื่องการแต่งตัว
ท้องฟ้าที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในเช้าวันหยุดนี้ดูแจ่มใสเป็นพิเศษ รัญญาวีร์และสาวิตรีตัดสินใจจัดทริป ไหว้พระ 9 วัด เพื่อเสริมสิริมงคลให้กับชีวิตคู่และกิจการที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องวันนี้รัญอยู่ในชุดกางเกงผ้าลินินสีครีมดูทะมัดทะแมง เดินจูงมือคนรักที่สวมชุดผ้าฝ้ายสีขาวสะอาดตา ทั้งคู่ดูเหมือนกิ่งทองใบหยกที่เดินสายทำบุญด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยศรัทธาจนกระทั่งเดินทางมาถึงวัดที่ 9 ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่นอกเกาะเมือง บรรยากาศรอบข้างค่อนข้างร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ แต่ในความสงบนั้น รัญญาวีร์กลับสัมผัสได้ถึงสายตาแปลก ๆ จากใต้ต้นโพธิ์ใหญ่หน้าวิหาร“พี่สาคะ รัญว่าเราไหว้พระประธานข้างในเสร็จแล้วรีบกลับกันเถอะ รัญรู้สึกไม่ค่อยดีกับตรงนั้นเลย” รัญกระซิบบอกคนรัก“คิดมากไปรึเปล่าคะ นี่ในวัดนะคะไม่มีอะไรหรอก” สาวิตรียิ้มปลอบใจแต่ทันทีที่ทั้งคู่เดินก้าวพ้นประตูวิหารออกมาเพื่อจะไปยังที่จอดรถ หญิงชราท่าทางประหลาดที่สวมชุดนุ่งขาวห่มขาวแต่ดูมอมแมมก็เดินเข้ามาดักหน้า พร้อมกับจ้องเขม็งไปที่ทั้งคู่ด้วยสายตาที่ดูน่ากลัว“หยุดก่อนแม่หนู!” หญิงชราผู้นั้นตะโกนขึ้นจนนักท่องเที่ยวคนอื่นหันมามอง“ดวงของพวกแกสองคนน่ะ
บ่ายวันหยุดที่อากาศในกรุงเทพค่อนข้างร้อนระอุ รัญญาวีร์สังเกตเห็นความผิดปกติของแฟนสาวมาตั้งแต่ช่วงเช้า สาวิตรีเอาแต่นั่งจ้องหน้าจอมือถือพลางใช้นิ้วเลื่อนดูรูปภาพในโซเชียลมีเดียซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางครั้งก็แอบถอนหายใจยาวจนรัญที่กำลังนั่งจิบกาแฟอยู่ใกล้ ๆ ต้องละสายตาจากสมุดบัญชีร้านขึ้นมามอง“เป็นอะไรรึเปล่าคะที่รัก ตั้งแต่เช้ามาพี่ถอนหายใจไปแปดสิบครั้งแล้วนะคะ”“บ้า ไม่เยอะขนาดนั้นสักหน่อย” สาวิตรีหันไปมองค้อนแล้วถอนหายใจออกมาอีกครั้ง“นั่นไง ถอนหายใจอีกแล้ว แล้วนั่นดูอะไรอยู่คะ”รัญขยับเข้าไปแล้วชะโงกหน้าดูหน้าจอมือถือของคนรัก ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอคือเหล่าอินฟลูเอนเซอร์และวัยรุ่นเจนซี (Gen Z) ที่กำลังฮิตเทรนด์ถือดอกบัวสีชมพูฉลุกลีบอย่างประณีต ถ่ายรูปคู่กับสถาปัตยกรรมวัดเก่าหรือกำแพงวังในชุดไทยประยุกต์ดูละมุนตา“นั่นมันคอนเทนต์ดอกบัวที่กำลังฮิตตอนนี้นี่คะ”รัญเองก็เห็นภาพเหล่านี้บ่อย ๆ ผ่านหน้าฟีดมือถือ เมื่อเห็นคนรักเลื่อนดูรูปภาพเหล่านั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอก็พอจะเข้าใจสาเหตุที่ทำให้สาวิตรีถอนหายใจนับครั้งไม่ถ้วนในวันนี้“รูปพวกนี้สวยจังเลยนะรัญ ดอกบัวสีชมพูตัดกับผ้าสไบ พี่เห็นแล้วรู้สึกว่ามั
ทุกวันที่หนึ่งและสิบหกของเดือน ร้านเบเกอรีจะปิดทำการ ด้วยเหตุผลที่ว่า วันหวยออกบรรยากาศมักจะเงียบ และเพื่อให้พนักงานได้หยุดพักด้วยและวันนี้ก็เป็นวันที่สิบหก บรรยากาศภายในร้านจึงเงียบกว่าปกติ แสงแดดอ่อน ๆ ทอดผ่านกระจกหน้าร้านเข้ามายังเคาน์เตอร์ไม้ที่ไร้กลิ่นขนมปังอบใหม่ แต่กลับถูกแทนที่ด้วยกลิ่นสะอาดของน้ำยาถูพื้นและกลิ่นหอมของดอกไม้จาง ๆรัญญาวีร์นั่งอยู่บนโซฟาในห้องพักชั้นสาม เธอส่องกระจกบานเล็กในมือพลางใช้นิ้วม้วนปลายผมที่เริ่มยาวระต้นคออย่างขัดใจ ผมทรงเดิมที่เคยเซตมาอย่างดีเริ่มดูยุ่งเหยิงและหนาเกินไปจนรำคาญสายตา“พี่สาคะ...” รัญเอ่ยเสียงลากยาว สองตาจ้องมองร่างบางที่กำลังนั่งอ่านนิตยสารเบเกอรีอยู่ข้าง ๆ“ว่าไงคะ” สาวิตรีละสายตาจากหน้ากระดาษ หันมามองแฟนเด็กที่ทำหน้ามุ่ย“รัญว่าผมรัญยาวไปแล้วค่ะ มันจิ้มคอจิ้มหูไปหมดเลย รัญอยากตัดผม...”“งั้นไปตัดพรุ่งนี้มั้ยคะ ตอนที่ออกไปซื้อของที่ห้าง รัญแวะไปตัดผมก็ได้ค่ะ พี่ไปซื้อของคนเดียวได้สบายมาก”สาวิตรีเสนอแนวทางอย่างใจดี แต่แฟนเด็กของเธอกลับส่ายหน้าพลางทำหน้ามุ่ย“ไม่เอาค่ะ รัญไม่อยากไป ไม่อยากเจอคนเยอะ ไม่อยากไปนั่งรอคิว” รัญขยับตัวเข้าไป
บรรยากาศในร้านขนมวันนี้อบอวลไปด้วยความหอมหวานมากกว่าปกติ กลิ่นสตรอว์เบอร์รีสดและช็อกโกแลตเกรดพรีเมียมลอยฟุ้งไปทั่วร้าน รัญญาวีร์สั่งตกแต่งร้านด้วยลูกโป่งหัวใจโทนสีชมพูและไฟนีออนรูปหัวใจสีแดงสลัว เพื่อต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์ที่เวียนมาถึงลูกค้าคู่รักทยอยเข้ามาจับจองที่นั่งตั้งแต่ช่วงสาย เกี๊ยววิ่งวุ่นกับการเป็นตากล้องรับถ่ายรูปฟรี ในมือเธอมีกล้องถ่ายรูปโพลารอยด์ที่สามารถรอรับรูปได้เลย เป็นหนึ่งในสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่มาใช้บริการเป็นคู่แน่นอนว่ากิจกรรมนี้รัญเป็นคนคิด และจ้างเกี๊ยวมารับงานพิเศษ ซึ่งผลตอบรับดีเกินคาด ลูกค้าที่มาซื้อขนมปังวันนี้ต่างก็ยิ้มกริ่มกันทุกคน เพราะนอกจากได้ขนมปังอร่อย ๆ กลับบ้านแล้ว ยังได้ภาพถ่ายคู่กับคนรักที่มีฉากหลังเป็นร้านของรัญ กลับไปเป็นที่ระลึกอีกด้วยส่วนสาวิตรีก็ยุ่งอยู่หลังเคาน์เตอร์กับการแพ็ก กล่องขนมเซตวาเลนไทน์ ซึ่งเธอคิดค้นขนมปังสูตรพิเศษที่สอดไส้สตรอว์เบอร์รีลูกโต และมีจำหน่ายแค่วันที่สิบสี่กุมภาพันธ์วันเดียวเท่านั้น จึงทำให้มียอดจองถล่มทลายรัญญาวีร์เดินตรวจความเรียบร้อยรอบร้านด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ในมือของเธอถือไอแพดคอยเช็กคิวลูกค้า แต่สายตามักจะเ
“ฮ่า ๆ ใครเค้าพูดอะไรแบบนั้นกันล่ะ เราโดนพ่อพี่แกล้งแล้วล่ะ”สาวิตรีระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น เมื่อแฟนเด็กเล่าเรื่องราวการบีบนมวัววันนี้ให้ฟังตอนนี้เป็นเวลาสี่โมงเย็น หลังจากช่วยงานที่ฟาร์มจนเหงื่อซึม สาวิตรีก็พาคนรักมานั่งรับลมเย็น ๆ บนแคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นมะม่วง โดยมีภาพวิวตรงหน้าเป็นทุ่งหญ้ากว้
นาฬิกาบอกเวลาสี่ทุ่มตรง รัญญาวีร์นั่งหลังตรงแน่วแน่ ในมือถือปากกาพร้อมสมุดโน้ตเล่มโปรด บนโต๊ะเต็มไปด้วยโพสต์อิทสีสดใสที่เขียนข้อความกำกับไว้มากมาย ขณะที่สาวิตรีเพิ่งอาบน้ำเสร็จ เดินออกมาเห็นสภาพแฟนเด็กก็ได้แต่อมยิ้ม“โห ต้องจริงจังขนาดนี้เลยเหรอคะ แค่จะไปเยี่ยมพ่อกับแม่พี่ ต้องติวเข้มขนาดนี้เลย?”ร
สาวิตรียืนอยู่หน้าบ้านไม้สองชั้น พื้นที่ที่เคยเป็นเซฟโซนและทุกอย่างให้กับเธอ วันนี้สายตาเธอมองมันด้วยความรู้สึกปนเป ใจหนึ่งก็ไม่อยากย้ายออกไป แต่ใจหนึ่งก็คิดว่านี่จะเป็นอีกก้าวในการเปลี่ยนแปลงของชีวิตรถกระบะรับจ้างคันใหญ่จอดเทียบหน้าบ้านไม้ที่สาวิตรีใช้ชีวิตมานับสิบปี รัญในชุดลำลองกระฉับกระเฉงกำลั
แสงไฟจากป้ายโฆษณาในห้างสรรพสินค้าสว่างไสวสวนทางกับบรรยากาศเงียบสงบในบ้านไม้ที่สาวิตรีเพิ่งจากมา ตอนนี้รัญญาวีร์ดูร่าเริงเป็นพิเศษ เธอเดินแกว่งแขนไปมาพลางฮัมเพลงเบา ๆ ขณะนำทางคนข้างกายไปยังโซนโรงภาพยนตร์ “พี่สารอตรงนี้นะ รัญไปซื้อตั๋วกับป๊อปคอร์นแป๊บเดียว ห้ามหนีกลับก่อนนะคะ” รัญกำชั







