LOGINชาติก่อนถูกสามีทรยศและทิ้งให้ตายอย่างโดดเดี่ยว ชาตินี้ธารินย้อนเวลากลับมาพร้อมความตั้งใจเดียว… ทวงคืนชีวิตและปกป้องลูกชาย จากภรรยาที่ยอมอยู่ใต้เงา สู่เจ้าของแบรนด์นิทานภาพที่กำลังเปล่งประกาย เขาไม่ได้กลับมาเพื่อแก้แค้น แต่กลับมาเพื่อทำให้คนเห็นแก่ตัวรู้ว่า “วันที่คุณคิดว่าผมไปไหนไม่รอด… คือวันที่ผมไม่จำเป็นต้องมีคุณอีกต่อไป” “เมื่อก่อนผมอาจเป็นภรรยาของคุณ… แต่ตอนนี้ ผมเป็นแค่คนที่คุณเคยรู้จัก” ในชีวิตแรก ‘ธาริน’ ยอมสละทุกอย่าง ทั้งความฝันและตัวตน เพื่อทำหน้าที่ภรรยาที่ดีและดูแลครอบครัว แต่สิ่งที่ได้รับตอบแทนกลับเป็นความเย็นชา การนอกใจ และคำสั่งขับไล่ให้ออกไปจากบ้าน สุดท้าย… เขาต้องจบชีวิตลงอย่างโดดเดี่ยวใต้แสงไฟหน้ารถในค่ำคืนที่พรากทุกสิ่งไป ทว่าปาฏิหาริย์กลับพาเขาลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ข้างเปลของ ‘น้องอุ่น’ ลูกชายวัยแปดเดือน ในจุดเริ่มต้นที่รอยร้าวเพิ่งก่อตัว คราวนี้ธารินจะไม่ฟูมฟาย ไม่ตามหึงหวง และไม่ร้องขอเศษเสี้ยวความรักจากใครอีก จนกระทั่งวันที่อีกฝ่ายคิดจะเอ่ยปากไล่เขาเหมือนในอดีต… ธารินเพียงแค่วางใบหย่าลงบนโต๊ะด้วยรอยยิ้ม แล้วอุ้มลูกเดินจากไปอย่างสง่างาม
View Moreบทที่ 1: ลืมตาข้างเปลเด็ก
เสียงเบรกเสียดถนนแหลมยาวกรีดลึกในโสตประสาท แสงไฟหน้ารถสว่างวาบตัดผ่านม่านฝนจนตาพร่าพราย ตามด้วยแรงกระแทกมหาศาลที่ฉีกกระชากทุกลมหายใจ ร่างกายลอยเคว้งคว้างกลางอากาศก่อนจะตกลงมากระทบพื้นถนนแข็งกระด้าง ความเย็นเยียบของน้ำฝนไหลซึมปนเปื้อนคราบเลือดอุ่นที่อาบแก้ม กลิ่นคาวสนิมเหล็กคลุ้งเต็มลำคอ ในวินาทีที่ลมหายใจรวยรินและขอบตากำลังพร่ามัว สิ่งเดียวที่แล่นเข้ามาในความคิดจนเจ็บร้าวไปทั้งอกไม่ใช่ความเกลียดชังคนใจร้ายที่เพิ่งปิดประตูบ้านใส่หน้า... แต่เป็นใบหน้ากลมป้อมของลูกชายตัวน้อยที่เขาจำต้องทิ้งไว้ข้างหลัง อุ่น... พ่อขอโทษ... แล้วทุกสิ่งก็ดับวูบลงสู่ความมืดมิด “เฮือก!” ธารินสะดุ้งสุดตัว ร่างกายดีดผวาขึ้นมานั่งบนฟูกหนา สองมือยกขึ้นตะเกียกตะกายคว้าอากาศอย่างตื่นตระหนก เขากอบโกยอากาศเข้าปอดอย่างบ้าคลั่ง ทรวงอกกระเพื่อมไหวรุนแรง เหงื่อเย็นไหลซึมเปียกชุ่มแนวสันหลังจนเสื้อยืดแนบติดเนื้อ หัวใจเต้นรัวกระหน่ำจนเกิดเสียงอื้ออึงในรูหู ธารินยกฝ่ามืออันสั่นเทาขึ้นลูบหน้าอกและลำคอของตัวเอง สัมผัสได้เพียงเนื้อผ้าฝ้ายนุ่มแห้งสนิท ไม่มีบาดแผลเหวอะหวะ ไม่มีรอยฉีกขาด ไม่มีเลือดเหนียวเหนอะหนะ หรือแม้กระทั่งความเจ็บปวดกระดูกแตกละเอียดที่เคยทรมานเจียนตาย เขาค่อยๆ กวาดสายตามองไปรอบตัวท่ามกลางความมืดสลัว แสงไฟสีส้มอบอุ่นจากโคมไฟหัวเตียงส่องกระทบผ้าม่านสีครีมผืนคุ้นตา ชั้นวางหนังสือไม้โอ๊ก โต๊ะทำงานตัวเดิมที่เคยวางสมุดสเก็ตช์ภาพ และสิ่งที่ตั้งอยู่ข้างเตียงนอนคือเปลเด็กสีขาวบุผ้ากันกระแทกลายนวมนุ่ม กลิ่นแป้งเด็กเจือกลิ่นน้ำนมอุ่นลอยแตะจมูก เจือจางกลิ่นคาวเลือดและความหนาวเหน็บของสายฝนจนหมดสิ้น เสียงขยับตัวแผ่วเบาดังมาจากในเปล ธารินแทบไม่เชื่อสายตา เขาก้าวลงจากเตียงช้าๆ ทว่าขาทั้งสองข้างกลับไร้เรี่ยวแรงจนเข่าทรุดลงกับพื้นพรม ชายหนุ่มไม่สนใจความเจ็บปวดตรงหัวเข่า เขาใช้สองมือเกาะขอบเตียง ค่อยๆ พยุงตัวเองคลานเข้าไปใกล้เปลเด็กทีละคืบ ลมหายใจสะดุดขาดเป็นห้วงๆ ในเปลหลังเล็กนั้น... ร่างกลมป้อมของเด็กทารกกำลังนอนหลับตาพริ้ม สองแก้มยุ้ยเปล่งปลั่งสีชมพูระเรื่อ สองมือน้อยกำหลวมๆ วางแนบอยู่ข้างศีรษะ ขยับลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แผ่วเบาแต่เปี่ยมไปด้วยชีวิต “อุ่น...” เสียงที่หลุดรอดออกมาจากริมฝีปากแห้งผากสั่นสะท้านจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ ธารินค่อยๆ ยกมือที่สั่นเทาขึ้น เอื้อมผ่านลูกกรงไม้เข้าไปสัมผัสพวงแก้มนุ่มนิ่มอย่างแผ่วเบาที่สุด ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงไออุ่นละมุน ผิวเนียนละเอียดที่ยังมีชีวิตอยู่จริง ไม่ใช่ภาพหลอนในห้วงสุดท้ายก่อนสิ้นลม ความรู้สึกตื้นตันโถมเข้าใส่ราวกับคลื่นยักษ์ หยาดน้ำตาที่สะกดกลั้นไว้เอ่อล้นทะลัก ร่วงเผาะลงบนเบาะนอน ธารินซบหน้าผากลงกับขอบฟูกข้างร่างเล็ก ร่ำไห้ออกมาโดยไร้เสียงสะอื้น เขากัดริมฝีปากแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ เพราะกลัวว่าเสียงร้องจะทำให้ลูกตื่นตกใจ ในชีวิตก่อน วันที่เขาถูกไล่ออกจากบ้าน กวินไม่แม้แต่จะอนุญาตให้เขาอุ้มลูกเป็นครั้งสุดท้าย เสียงร้องไห้จ้าของน้องอุ่นที่ดังลอดบานประตูไม้ออกมาในคืนฝนตกคือบาดแผลที่กรีดลึกในใจเขาจนถึงวินาทีที่ถูกรถชน ธารินสอดนิ้วชี้เข้าไปในอุ้งมือเล็ก เจ้าตัวน้อยขยับนิ้วป้อมๆ เข้ามากำนิ้วของพ่อไว้แน่นตามสัญชาตญาณ ไออุ่นจากมือน้อยส่งผ่านเข้ามาถึงก้นบึ้งของหัวใจ เติมเต็มความว่างเปล่าที่เคยพังทลาย “คราวนี้... พ่อจะไม่ทิ้งหนูอีกแล้ว” ธารินกระซิบถ้อยคำสัญญากับหลังมือน้อย น้ำเสียงแปรเปลี่ยนจากความอ่อนแอเป็นความหนักแน่นเด็ดเดี่ยว “ต่อให้ต้องแลกด้วยอะไร พ่อจะพาหนูไปด้วย” ธารินสูดลมหายใจเข้าลึก ยกหลังมือขึ้นปาดคราบน้ำตาบนใบหน้าจนแห้งสนิท แววตาที่เคยหวาดหวั่นและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดค่อยๆ ปรับเปลี่ยนเป็นความนิ่งสงบดุจผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น เขาลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง เดินตรงไปหยิบโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะหัวเตียง หน้าจอสว่างวาบแสดงตัวเลขวันที่ เวลา และปีศักราช ธารินย้อนเวลากลับมาจริงๆ ... ย้อนกลับมาในช่วงที่น้องอุ่นเพิ่งมีอายุได้แปดเดือน ช่วงเวลานี้คือจุดเริ่มต้นของจุดจบ กวินเริ่มกลับบ้านดึก อ้างว่ามีนัดคุยงานกับลูกค้ารายใหญ่ ข้อความจากบุคคลปริศนาเริ่มส่งเข้ามา และกลิ่นน้ำหอมที่ไม่คุ้นเคยเริ่มติดมาตามรอยพับปกเสื้อสูท ในอดีต ธารินเฝ้ารออยู่ที่โซฟาหน้าบ้านจนดึกดื่น โทรตามด้วยความกระวนกระวาย พออีกฝ่ายกลับมาก็ร้องไห้ซักไซ้ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงสายตารำคาญใจและคำด่าทอว่าเขาทำตัวงี่เง่า ไร้เหตุผล และไม่เข้าใจหน้าที่การงานของสามี ยิ่งเขาวิ่งตาม กวินยิ่งถอยห่าง ยิ่งเขาร้องขอความรัก อีกฝ่ายยิ่งมองว่าเขาไร้ค่า เป็นเพียงคนที่ต้องพึ่งพาเงินทองและชายคาบ้านหลังนี้ไปตลอดชีวิต ครืด... เสียงเครื่องยนต์รถยนต์ที่คุ้นเคยแล่นเข้ามาจอดที่โรงรถด้านล่าง ตามด้วยเสียงปิดประตูดังแผ่วเบา บ่งบอกว่าเจ้าของบ้านกลับมาถึงแล้ว ธารินวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะอย่างใจเย็น เขาเดินกลับไปตรวจดูความเรียบร้อย ดึงผ้าห่มผืนเล็กขึ้นคลุมถึงหน้าอกของน้องอุ่นอย่างเบามือ จากนั้นจึงเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ข้างโต๊ะทำงานมุมห้อง ไม่มีการรีบร้อนวิ่งลงไปเปิดประตูบ้าน ไม่มีการจัดเตรียมน้ำดื่มเย็นๆ หรืออุ่นอาหารรอไว้เหมือนทุกครั้ง เสียงฝีเท้าก้าวขึ้นบันไดอย่างไม่เร่งร้อน ประตูห้องนอนถูกผลักเปิดออกช้าๆ กวินก้าวเข้ามาในห้อง ชายหนุ่มรูปร่างสูงสง่าในชุดสูททำงานที่เริ่มยับย่น เนกไทถูกปลดออกจนคอเสื้อแบะกว้าง เผยให้เห็นรอยแดงจางๆ ตรงแนวไหปลาร้า ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววหงุดหงิดพร้อมตั้งรับการปะทะ กลิ่นวิสกี้ผสมกลิ่นน้ำหอมกลิ่นดอกไม้สังเคราะห์โชยเข้ามาแตะจมูกทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู กวินชะงักฝีเท้าเล็กน้อยเมื่อเห็นธารินนั่งนิ่งอยู่ตรงโต๊ะทำงาน ไม่ได้ยืนรอด้วยน้ำตานองหน้าเหมือนเมื่อวาน “ยังไม่นอนอีกเหรอ” กวินเอ่ยถาม น้ำเสียงติดจะห้วนสั้น คิ้วเข้มขมวดมุ่นอย่างระแวง “บอกแล้วไงว่าวันนี้มีเลี้ยงรับรองลูกค้า ไม่ต้องนั่งรอให้เสียเวลา” ธารินเงยหน้าขึ้นสบตาสามีตรงๆ แววตาคู่นั้นราบเรียบ เยือกเย็น ไร้ซึ่งประกายความน้อยใจ ไร้ร่องรอยความโกรธแค้น และไร้สิ้นความรักที่เคยท่วมท้นจนแทบทะลัก ความว่างเปล่าในดวงตาของธารินทำให้กวินรู้สึกวูบโหวงในอกอย่างประหลาด “ครับ” ธารินตอบรับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นุ่มนวล ทว่ามีเส้นแบ่งที่มองไม่เห็นกั้นขวางไว้อย่างชัดเจน “เหนื่อยก็ไปอาบน้ำพักผ่อนเถอะครับ” ไม่มีคำถามว่าไปดื่มที่ไหนมา ไม่มีการขยับตัวเข้าไปช่วยถอดเสื้อสูท ไม่มีการเอื้อมมือไปแตะต้องตัวเพื่อพิสูจน์กลิ่นน้ำหอม กวินยืนนิ่งค้างอยู่กลางห้อง มือที่กำลังปลดกระดุมข้อมือชะงักงัน เขามองตามร่างโปร่งที่ลุกขึ้นยืนแล้วเดินผ่านหน้าเขาไปราวกับเขาเป็นเพียงอากาศธาตุ ธารินเดินตรงไปที่เปลนอนของลูก ก้มลงสำรวจความเรียบร้อยอีกครั้ง ก่อนจะดึงมุ้งครอบลงอย่างเบามือ “ธาริน” กวินเรียกเสียงเข้มขึ้นเล็กน้อย รู้สึกหงุดหงิดกับความผิดปกติที่ตนเองควบคุมไม่ได้ “ครับ?” ธารินหันกลับมาเพียงครึ่งเสี้ยวหน้า “นาย... ไม่มีอะไรจะพูดกับฉันเหรอ” คำถามนั้นหลุดออกมาจากปากของกวินด้วยความเคยชิน ความเคยชินที่ว่าเขาต้องเป็นฝ่ายถูกง้อ ถูกซักไซ้ และเป็นผู้คุมเกมในบ้านหลังนี้ เมื่ออีกฝ่ายไม่เล่นตามบทเดิม ความนิ่งเฉยจึงกลายเป็นสิ่งที่ท้าทายอำนาจของเขา ธารินระบายรอยยิ้มบางเบาบนริมฝีปาก รอยยิ้มที่สุภาพ... แต่ไร้ซึ่งความอบอุ่น “ไม่มีครับ ดึกมากแล้ว รีบนอนเถอะ เดี๋ยวลูกจะตื่น” พูดจบ ธารินก็หันหลังกลับ ก้าวขึ้นเตียงนอนฝั่งของตัวเอง ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมกายแล้วพลิกตัวตะแคงข้างหันหน้าเข้าหาเปลลูก จากนั้นจึงหลับตาลงอย่างสงบ ปิดกั้นบทสนทนาและตัดขาดอีกฝ่ายออกจากโลกของเขาอย่างสมบูรณ์ กวินกำเนกไทในมือแน่น ยืนมองแผ่นหลังที่นิ่งสนิทของภรรยาด้วยความรู้สึกอึดอัดที่แล่นริ้วขึ้นมาจุกในอก ความเงียบสงบในห้องนอนเวลานี้กลับให้ความรู้สึกกดดันและเย็นเยียบยิ่งกว่าเสียงกรีดร้องตัดพ้อครั้งไหนๆ ใต้ผ้าห่มผืนหนา ธารินลืมตาขึ้นมองความมืด มือข้างหนึ่งเอื้อมไปแตะโครงไม้ของเปลเด็กอย่างเงียบเชียบ ความโง่เขลาและความเจ็บปวดในอดีตจบสิ้นลงแล้ว นับจากวินาทีนี้ ทุกก้าวเดิน ทุกการตัดสินใจ จะมีไว้เพื่อทวงคืนชีวิตของตัวเอง และปกป้องดวงใจดวงนี้เท่านั้น เขาจะไม่ยอมเป็นคนที่ถูกทิ้งให้ออกไปตายข้างถนนอีกต่อไปบทที่ 16: การลองใจที่ผิดพลาดแสงแดดยามสายส่องผ่านม่านระเบียงห้องนั่งเล่น ลมอ่อนพัดพาความสดชื่นเข้ามาในบ้านสองชั้นหลังใหญ่ธารินนั่งอยู่บนพื้นพรม ป้อนกล้วยน้ำว้าขูดละเอียดผสมนมผงเข้าปากน้องอุ่น เจ้าตัวเล็กในชุดหมีสีฟ้าลายกระต่ายอ้าปากรับคำแล้วเคี้ยวหยับๆ สองขาสั้นป้อมถีบยันเบาะรองคลานอย่างอารมณ์ดี ดวงตากลมโตเป็นประกายใสซื่อ สองมือน้อยกำตุ๊กตายางกัดไว้แน่นธารินใช้ผ้าอ้อมซับมุมปากลูกชายอย่างนุ่มนวล รอยยิ้มละมุนระบายบนใบหน้า ภายในใจของเขาสงบนิ่ง กระเป๋าสัมภาระสำคัญจัดเก็บเรียบร้อยซ่อนอยู่ในตู้ชั้นบน รอคอยเพียงเวลาเพื่อนัดหมายส่งมอบกุญแจและย้ายออกเสียงเครื่องยนต์รถแล่นเข้ามาจอดในโรงรถเสียงเปิดประตูด้านหน้าดังขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะกระซิบกระซาบที่จงใจส่งเสียงให้ได้ยินเข้ามาถึงโถงด้านในกวินเดินก้าวเข้ามาในบ้าน สวมเสื้อเชิ้ตสีเทาพับแขน ใบหน้าคมคายฉายแววตึงเครียดที่ซ่อนไว้ใต้ท่าทีหยิ่งทะนง ด้านหลังของเขาคือธีร์ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีครีมเข้ารูป กางเกงสแล็กสีขาวสะอาดตา กลิ่นน้ำหอมดอกมะลิผสมวานิลลาฟุ้งกระจายนำหน้าเข้ามาในห้องรับแขกธีร์กวาดสายตามองการตกแต่งหรูหราของบ้านด้วยแววตาพึงพอใจ รอยยิ้ม
บทที่ 15: คลื่นใต้น้ำก่อนพายุเข็มนาฬิกาบนผนังห้องนั่งเล่นเดินขยับเสียงดังกังวานในความเงียบสงัดสองทุ่มตรง ธารินจัดโต๊ะอาหารเสร็จเรียบร้อย แกงจืดเต้าหู้หมูสับสาหร่ายร้อนกรุ่นวางเคียงข้างผัดผักรวมมิตรและปลาอินทรีทอดน้ำปลา กลิ่นอาหารหอมฟุ้งทั่วห้องครัว ร่างโปร่งสวมผ้ากันเปื้อนสีเทาเข้มยืนเช็ดเคาน์เตอร์สแตนเลสอย่างใจเย็น ทุกตารางนิ้วในบ้านสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบ ข้าวของเครื่องใช้จัดวางเข้าที่ไร้ที่ติเสียงเครื่องยนต์รถแล่นเข้ามาจอดในโรงรถอย่างกระแทกกระทั้น ประตูหน้าบ้านเปิดออกพร้อมแรงผลักจนบานประตูกระทบผนังดังปังกวินเดินก้าวเข้ามาในบ้าน สภาพสูททำงานยับยู่ยี่ เนกไทถูกดึงกระชากจนคลายออก ใบหน้าคมคายฉายแววดุดันและตึงเครียดอย่างรุนแรง ตลอดทั้งวันที่ทำงาน กวินไม่มีสมาธิประชุม ข่าวงานแถลงข่าวและภาพถ่ายของธารินคู่กับศรัณย์แพร่กระจายไปทั่วแวดวงสังคมชั้นสูง เพื่อนร่วมธุรกิจต่างส่งข้อความมาถามไถ่ด้วยความสงสัย สร้างความอับอายและหงุดหงิดใจให้กวินจนนั่งไม่ติดกวินโยนกระเป๋าเอกสารลงบนโซฟารับแขก สาวเท้ายาวตรงเข้ามาในห้องครัว ดวงตาคมกริบจ้องมองธารินที่กำลังจัดเก็บจานชาม“กับข้าวพวกนี้มันอะไรกัน” กวินเปิด
บทที่ 14: บทสนทนาหลังเวทีเสียงปรบมือกึกก้องและแสงแฟลชจากห้องจัดเลี้ยงเริ่มซาลงเมื่อการแถลงข่าวสิ้นสุดธารินก้าวลงจากเวทีพร้อมกับทีมงาน ลมหายใจอุ่นระบายออกช้าๆ ร่างโปร่งเดินตรงไปยังโถงทางเดินปูพรมหนานุ่มด้านหลังเวที มุ่งหน้าสู่ห้องรับรองวีไอพีที่แยกเป็นสัดส่วน เขายกมือขึ้นลูบอกตัวเองเบาๆ ความรู้สึกอิ่มเอมใจจากการได้รับเกียรติและการยอมรับในฐานะนักออกแบบมืออาชีพยังคงแล่นพล่านอยู่ในทุกอณูความรู้สึกเสียงฝีเท้าหนักหน่วงวิ่งกระหืดกระหอบตามหลังมาอย่างรวดเร็ว“ธาริน! หยุดเดี๋ยวนี้!”เสียงตวาดกร้าวคุ้นหูดังสะท้อนโถงทางเดิน กวินอาศัยจังหวะที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกำลังเปิดทางให้ทีมงาน ผลักประตูกระจกกั้นโซนแทรกตัวเข้ามาด้านใน ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัดและเสียหน้า ดวงตาคมแดงก่ำจ้องมองธารินเขม็งธารินหยุดฝีเท้า หมุนตัวกลับมามองผู้มาเยือนด้วยสายตาราบเรียบกวินสาวเท้ายาวเข้าประชิดตัว มือหนาเอื้อมออกไปคว้าข้อมือเรียวของธารินไว้แน่นจนเกิดรอยแดง บีบกระชับราวกับจะบดขยี้กระดูกข้อต่อ“นายคิดว่าตัวเองกำลังทำบ้าอะไรอยู่ธาริน!” กวินเค้นเสียงรอดไรฟัน ลมหายใจร้อนผ่าวรดใบหน้าอีกฝ่าย “แอบมารับง
บทที่ 13: เปล่งประกายใต้แสงไฟห้องแกรนด์บอลรูมของโรงแรมหรูใจกลางกรุงเนืองแน่นไปด้วยผู้คนในแวดวงธุรกิจ สื่อมวลชน และนักวิชาการด้านการศึกษาปฐมวัยแสงไฟสปอตไลต์สีขาวนวลส่องกระทบฉากหลังเวทีขนาดใหญ่ ประดับด้วยลวดลายกราฟิกสีน้ำโทนอุ่นและโลโก้โครงการ ‘Home & Warmth’ โครงการความร่วมมือระดับประเทศระหว่างเครือวัฒนศิริวัฒน์ มีเดีย กระทรวงศึกษาธิการ และกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ เสียงสนทนาจอแจผสมเสียงชัตเตอร์ของช่างภาพดังสะท้อนทั่วงานแถลงข่าวบริเวณพื้นที่รับรองด้านหลังเวที บรรยากาศเงียบสงบและเป็นสัดส่วนธารินยืนจัดปกเสื้อเชิ้ตคอเต่าสีขาวที่สวมทับด้วยสูททางการสีงาช้างตัดเย็บพอดีตัว กางเกงสแล็กทรงกระบอกเล็กสีเดียวกันขับเน้นสัดส่วนโปร่งให้ดูสง่างาม ใบหน้าหวานสะอาดสะอ้าน ผมสีดำขลับเซตเปิดหน้าผากรับกับดวงตากลมโตเป็นประกาย เขาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อผ่อนคลายความตื่นเต้นในห้องรับรองวีไอพีติดกัน รวินั่งแกว่งของเล่นหยอกล้อน้องอุ่นที่อยู่ในความดูแลของป้าสาย พี่เลี้ยงวัยกลางคนท่าทางใจดีที่รวิช่วยจัดหามาช่วยดูแลลูกในวันนี้ น้องอุ่นในชุดเอี๊ยมผ้าฝ้ายตัวจิ๋วส่งเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊าก สองแก้มยุ้ยแดงระเรื่อ ไม่งอแง