FAZER LOGINหลังจากที่ฉันตัดสินใจเลิกยุ่งกับล่ามแบบจริง ๆ จัง ๆ นี่ก็เข้าอาทิตย์ที่สองแล้วค่ะที่ฉันกับเขาเราไม่คุยกันเลย ฉันหลบหน้าล่ามทุกทางอยู่ที่ทำงานพอเห็นล่ามกำลังเดินเข้ามาหาฉันชิงหนีเดินเข้าห้องทำงานอาคีทันทีเพราะฉันรู้ว่าเขาไม่กล้าที่จะทำอะไรบุ่มบ่ามต่อหน้าพ่อของเขาแน่ ๆ ยิ่งช่วงนี้อาดาเข้ามาช่วยดูงานอาคีที่บริษัทล่ามยิ่งไม่กล้าเข้าไปใหญ่รายนั้นกลัวแม่เขายิ่งกว่าอะไร อาดาชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้เลยก็ว่าได้ ยิ่งเวลาเลิกงานฉันก็เดินออกไปพร้อมกับอาดากันล่ามมาดักรออยู่ที่ลานจอดรถ แล้วช่วงนี้ฉันก็ไม่ได้กลับไปนอนคอนโดเปลี่ยนเป็นเช่าโรงแรมนอนแทนแม้ว่าชีวิตช่วงนี้มันจะดูยุ่งยากไปหน่อยแต่ฉันก็ว่ามันโอเคกว่าต้องมาเหนื่อยใจกับคนไม่มีเหตุผลแบบล่าม
เขาส่งข้อความมาก่อกวนฉันทุกวันแต่ฉันก็ไม่เคยตอบเขาสักครั้งล่าสุดฉันบล็อกเบอร์ บล็อกไลน์ล่ามเป็นที่เรียบร้อยเพราะนึกรำคาญที่เขาทั้งกระหน่ำส่งข้อความและโทรมาหาไม่หยุด วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ฉันเดินเข้ามาในบริษัทพร้อมกับอาดาแม่ของล่าม วันนี้ฉันไม่ได้เอารถมาอาดาเป็นคนไปรับฉันที่โรงแรมแล้วเราก็นั่งรถมาด้วยกัน เดินมาถึงห้องทำงานอาดาเข้าไปหาอาคีในห้องส่วนฉันก็เดินมาหยุดอยู่ที่โต๊ะทำงานของตัวเอง วันนี้ฉันมีเอกสารที่ต้องเคลียร์และส่งให้อาคีตรวจสอบอีกมากมาย เอกสารที่ฉันต้องเคลียร์กองเท่าภูเขาเลยก็ว่าได้ใครบอกว่าเป็นเลขาแล้วสบายฉันขอเถียงขาดใจเลยค่ะ ไม่ใช่ ไม่ใช่สักนิด เลขานี่เรียกได้ว่าเป็นหน้าเป็นตาให้เจ้านายเลยนะคะไหนจะงานเอกสาร เดินเรื่องต่าง ๆ จดบันทึกเกี่ยวกับงานในแต่ละวัน ติดต่อลูกค้า นัดวันไปพบลูกค้า คุยงานแทนเจ้านาย รับหน้าแทนเจ้านายบอกเลยค่ะว่าไม่ง่ายไม่ง่ายสักนิด แต่ทว่ามันก็ท้าทายตัวเองไปอีกแบบ ที่จริงฉันไม่จำเป็นต้องมาเป็นเลขาให้กับอาคีเลยก็ได้เพราะครอบครัวของฉันก็ไม่ได้ยากจนถือว่าเป็นคนมีหน้ามีตาทางสังคมมีบริษัทยักษ์ใหญ่รวมถึงธุรกิจมากมายเป็นของตัวเองเช่นกันพ่อกับพี่ชายและคุณลุงของฉันเป็นคนดูแลกิจการของที่บ้านทั้งหมดส่วนลูกสาวและหลานสาวเพียงคนเดียวอย่างฉันก็ออกมาหาประสบการณ์นอกบ้านโดยการมาทำงานเป็นเลขาของอาคี ทุกคนในครอบครัวของฉันสนับสนุนฉันเต็มที่ในสิ่งที่ฉันอยากทำไม่เคยมีใครขัดใจฉันมีแต่ซัพพอร์ตกันแล้วบอกให้ฉันลงมือทำเลย ยิ่งกับพี่รันต์ พี่ชายของฉันเขาไม่เคยพูดว่าฉันทิ้งภาระหน้าที่ไว้ให้เขาต้องรับผิดชอบคนเดียว เขาไม่เคยว่าหรือถือโทษโกรธฉัน พี่รันต์มีแต่บอกให้ฉันทำในสิ่งที่ฉันอยากทำ เขาเป็นคนที่คอยผลักดันฉัน เขาเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของฉันทั้งหมดเลยค่ะ พักเรื่องส่วนตัววกกลับมาเรื่องงานของฉันดีกว่าในขณะที่ฉันกำลังก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่นั้นก็มีคนเดินมาที่โต๊ะของฉัน "คุณล่ามเรียกพบ" ฉันช้อนสายตามองยัยหลิงหลิงเลขาคู่ขาของล่ามที่ยืนค้ำโต๊ะทำงานจ้องหน้าฉันอยู่เพียงนิดแล้วก้มหน้าทำงานต่อดั้งเดิม "นี่ ไม่ได้ยินหรือไงฉันบอกว่าคุณล่ามเรียกพบ" ยัยหลิงหลิงขึ้นเสียงใส่ฉันอย่างไม่พอใจเมื่อเห็นว่าฉันไม่นึกสนใจคำพูดของเธอ "ได้ยิน" ฉันพูดทั้งที่ยังก้มหน้าทำงานอยู่ "ได้ยินก็ลุกสิยะทำเล่นตัวอยู่ได้อยากให้เขามาอันเชิญไปหรือไงกัน" ฉันวางปากกาลงก่อนจะมองหน้ายัยหลิงหลิงที่ทำหน้าไม่พอใจใส่ฉันอยู่ ยัยนี่กับฉันไม่ถูกกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้วค่ะด้วยเหตุผลที่ว่าฉันสนิทกับล่ามเกินไปนางไม่ชอบ ยิ่งแฟนตัวจริงของล่ามอย่างเหมยอิงยิ่งแล้วใหญ่ยัยหลิงหลิงไม่ถูกใจเหมยอิงอย่างแรง "ได้ยินแต่ไม่ไป" ฉันตอบอย่างไม่แยแส "นี่" "อย่ามาชี้หน้า" ฉันปัดมือยัยหลิงหลิงที่กำลังชี้หน้าฉันอยู่ทิ้งอย่างไม่ใยดีก่อนจะก้มหน้าทำงานของตัวเองต่อ "ชิ คิดว่าตัวเองมีความสำคัญกับคุณล่ามนักหรือไงเขาถึงต้องง้อเธอกัน ไม่ไปก็ไม่ไปดีแล้วอย่ามาเข้าใกล้คุณล่ามของฉันอีกแล้วกัน" เธอบ่นงึมงำอยู่คนเดียว "พูดมาได้ไม่อายปากคุณล่ามของฉัน ถามหน่อยเถอะยัยลิงเธอขอแฟนตัวจริงเขาหรือยัง" ฉันสบตากับยัยหมาบ้าตรงหน้าอย่างหยามหยัน "แล้วทำไมต้องขอกันก็ในเมื่อความจริงฉันเองก็เป็นเมียคุณล่ามอีกคน" หลิงหลิงเชิดหน้าชูคออย่างมั่นหน้า "แล้วอีกอย่างเธอก็ช่วยเรียกชื่อฉันให้มันถูก ๆ ด้วยเรยาฉันชื่อหลิงหลิงไม่ใช่ชื่อลิงย่ะ" "เหรอ" ฉันเลิกคิ้วถามอย่างไม่สะทกสะท้าน บอกตามตรงว่าฉันแอบสะอึกกับคำพูดของยัยหลิงหลิงที่ว่าเธอก็เป็นเมียของล่ามอีกคน หัวใจก็พลันปวดหนึบขึ้นมา "ส่วนคนบางคนก็เป็นได้แค่เพื่อนอยู่วันยังค่ำ ฮ่าฮ่า" ไม่ทันที่ฉันจะโต้ตอบเจ้าของประโยคกระแนะแหนเมื่อครู่ก็เดินหัวเราะออกไปด้วยความเร็วแสงฉันเลยทำได้แค่เพียงมองตามแผ่นหลังแบบบางแล้วส่ายหน้าอย่างเอือมระอาให้กับเธอ บางทีฉันก็รู้สึกเหนื่อยเหมือนกันนะคะรับมือกับความบ้าของล่ามไม่พอยังต้องมารับมือกับความประสาทของผู้หญิงของเขาอีก หลิงหลิงเดินกลับไปไม่นานเจ้านายหน้ายักษ์ของเธอก็เดินกลับมาแทน ล่ามเดินทำหน้าขึงขังมาที่โต๊ะของฉันคราวนี้ฉันหนีล่ามเขาห้องอาคีไม่ทันและนี่ถือว่าเป็นการประจันหน้ากันในรอบหลายวันเลยก็ว่าได้ พรึ่บ เขาคงยังคอนเซ็ปต์รุนแรงเหมือนเก่าทันทีที่เดินมาถึงตัวฉันก็เอื้อมมือมากระชากแขนฉันให้ลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับเขา "หลบหน้าทำไม" ล่ามเค้นเสียงลอดไรฟันถามฉัน "เปล่าสักหน่อย" ฉันตอบกลับอย่างไม่ยี่หระถึงแม้ว่าความจริงแล้วตอนนี้ฉันกำลังหวาดหวั่นกับท่าทางน่ากลัวของล่ามมากก็ตาม เขากัดฟันกรอดจนเส้นเลือดที่ขมับของเขามันปูดขึ้นมาบ่งบอกถึงอารมณ์เดือดดาลที่เขาพยายามสะกดกลั้นไว้ไม่ให้มันระเบิดออกมาได้ดีทีเดียว "เปล่าเหี้ยอะไรเป็นอะไรนักหนาหลบหน้าอยู่ได้ มึงสนุกนักหรือไงเรยาที่เห็นกูเป็นบ้าแบบนี้" ล่ามตะโกนใส่ฉันเสียงดังลั่นมันดังจนฉันกลัวว่าอาคีกับอาดาที่อยู่ในห้องทำงานด้านหลังเราจะได้ยินเข้าซึ่งฉันไม่ต้องการให้มันเป็นแบบนั้น "เบา ๆ หน่อยล่ามนี่มันที่ทำงานเดี๋ยวใครจะมาได้ยินเข้ามันดูไม่ดี" ฉันเอ่ยเตือนสติเขาเสียงแผ่ว "ใครสนกัน" "แต่ฉันสนไงล่ามฉันไม่อยากให้คนอื่นเอาฉันไปว่าในทางเสีย ๆ หาย ๆ ได้แล้วนายเองก็ควรที่จะให้เกียรติฉันหน่อยทำตัวเป็นคนไม่มีมารยาทไปได้ทั้งที่แม่นายก็ส่งนายไปเรียนมารยาทอยู่หลายเดือน" "เรยา" ล่ามตะเบ็งเสียงเรียกชื่อฉัน "ก็ถ้าไม่ใช่เพราะว่าเธอหลบหน้าฉัน ฉันก็ไม่จำเป็นต้องมาโวยวายใส่เธออยู่แบบนี้หรอก" "แล้วทำไมนายต้องสนใจด้วย" "ก็ถ้าไม่ใช่ว่าเธอเป็นเมียฉัน" "ฉันไม่ใช่เมียนาย" ฉันสวนกลับคำพูดล่ามทันทีไม่ทันที่เขาจะได้พูดจบ "จะพูดจะจาอะไรก็เกรงใจแหวนที่นิ้วนางข้างซ้ายฉันหน่อยล่าม" ฉันชูแหวนที่ต่อเพิ่งซื้อให้เมื่อไม่กี่วันก่อนเป็นของแทนใจที่เขาตั้งใจซื้อให้ฉันก่อนจะกลับไปทำงานที่จริงแหวนนี่ฉันสวมอยู่นิ้วนางข้างขวาฉันเพิ่งจะมาเปลี่ยนเป็นนิ้วนางข้างซ้ายตอนเห็นล่ามเดินมานี่เองค่ะ ล่ามมองตามมือของฉันก่อนที่สายตาของเขาจะบรรจบลงที่แหวนที่ฉันสวมอยู่บนนิ้วนางข้างซ้าย "นี่เธอกับมัน" ล่ามเค้นเสียงถามฉันพลางกัดฟันกรอด "อือหึ เราหมั้นกันแล้ว"กลับจากฮันนีมูนก็กลับมาลุยงานกันต่อ เวลาพักผ่อนนี่มันผ่านไปเร็วจริง ๆ เลยเนอะแตกต่างจากเวลาทำงานที่เวลามันผ่านไปอย่างเชื่องช้านึกว่าเต่าคลานยังไงยังงั้น การไปฮันนีมูนของฉันกับล่ามเป็นอะไรที่ดีมาก หื้มมจะเรียกว่าเราไปฮันนีมูนกันได้ไหมน้าในเมื่อความเป็นจริงเราไปปั้มเบบี้กันมามากกว่า บรรยากาศที่นั่นน่ะดีมาก ๆ สถานที่ก็เป็นใจ อาหารก็อร่อย ฉันอยากลาพักร้อนสักเก้าเดือนและถ้าหากเป็นไปได้ก็อยากลาพักร้อนเร็ว ๆ นี้มันซะเลย พอกลับมาทำงานเวลาที่ฉันกับล่ามจะเจอกันก็ดูเหมือนจะน้อยลงไปทุกวันเพราะล่ามน่ะมีงานที่ต้องรับผิดชอบเยอะมากต่างจากฉันที่ยังมีพ่อกับพี่รันต์คอยทำเองทุกอย่าง ฉันแค่ช่วยในส่วนที่เล็กน้อยน้อยมาก แต่ล่ามน่ะต้องรับผิดชอบเองคนเดียวทั้งหมด และที่บอกว่าเราเจอกันน้อยลงทุกวันน่ะเป็นเพราะว่าล่ามน่ะเลิกงานดึกมากบางครั้งเขากลับมาบ้านฉันก็หลับไปแล้ว ตื่นเช้ามาก็เจอกันแค่แป๊บ ๆ แต่ต่อให้ฉันกับเขาจะไม่ค่อยมีเวลาให้กันล่ามน่ะก็ไม่มีเรื่องผู้หญิงเข้ามาทำให้ฉันปวดหัวเลยค่ะเอ๊ะหรือว่าฉันจับไม่ได้กันแน่น้า และเนื่องจากเวลาที่ไม่ค่อยตรงกันวันนี้ล่ามเลยอาสามารับไปฉันกินข้าวเที่ยงเพราะวันนี
แต่งงานกันมาจะครบหนึ่งปีแต่ฉันกับล่ามยังไม่เคยไปฮันนีมูนตามประสาคู่รักที่เพิ่งแต่งงานกันเลยสักครั้งด้วยภาระหน้าที่การงานที่ฉันกับเขาต้องดูแลกันมันเพิ่มมากขึ้น ด้วยความที่ล่ามเป็นลูกคนเดียวและตอนนี้อาคีก็ได้ให้ล่ามเป็นคนดูแลงานในบริษัทเองทั้งหมดโดยมีอาคีคอยหนุนหลังอยู่ห่าง ๆ นั่นแปลว่าจากที่เคยรับผิดชอบชีวิตพนักงานแค่ครึ่งหนึ่งตอนนี้ล่ามกลายเป็นที่พึ่งพึงของพนักงานทั้งหมด มองดูเขาในตอนนี้กับเขาในตอนนั้นก็ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองอยู่เหมือนกันว่าคนอย่างล่ามจะเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้เชียวเหรอ จากที่เขาเคยดูจริงจังกับงานตอนนี้เขาดูจริงมากขึ้นเป็นร้อยเท่า จากเป็นคนใจร้อนก็ดูใจเย็นลงจนน่าเหลือเชื่อ เขาคิดก่อนพูดอยู่เสมอและฟังเหตุผลของคนอื่นมากขึ้น เวลานี้เป็นเวลาเจ็ดโมงเช้า ฉันที่แต่งตัวเสร็จก่อนล่ามก็ออกมาทำมื้อเช้ารอเขาเมื่อทำเสร็จฉันก็ยกมื้อเช้ามาวางไว้ให้ล่ามก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้อีกฝั่งหยิบไอแพดคู่ใจขึ้นมาตรวจงาน ฟอด นั่งตรวจงานเพลิน ๆ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ริมฝีปากเรียวกดจูบหนัก ๆ ที่แก้มนวลของฉัน "ชื่นใจจัง" ไม่ว่าเปล่าล่ามยังฉีกยิ้มร่าก่อนจะยื่นแก้มเข้าหาให้ฉันหอม
หลังจากที่ฉันกลับมาคืนดีกับล่าม เรียกว่าคืนดีได้ใช่ไหมคะ ทุกคนจะไม่หมั่นไส้เบะปากใส่ฉันใช่ไหมฮ่าฮ่า ก็ตามนั่นแหละค่าเพราะหลังจากที่ฉันคืนดีกับล่ามได้ไม่นาน แม่ของฉันที่รอคอยเวลานี้มานานก็ไม่รอช้าที่จะจับฉันกับล่ามแต่งงานกันเหตุผลง่าย ๆ ที่แม่ฉันรีบขนาดนั้นก็เพราะว่าท่านกลัวฉันเปลี่ยนใจและที่สำคัญไปกว่านั้นเริ่มมีคนเอาเรื่องของฉันกับล่ามไปนินทาในทางเสีย ๆ หาย ๆ แม่ฉันก็เลยจัดการจัดงานแต่งให้ฉันกับล่ามสยบขี้ปากชาวบ้านซะเลยโดยที่ไม่มีใครเอ่ยคัดค้านใด ๆ ทุกคนต่างพากันพร้อมใจเห็นด้วยกับแม่ฉันทุกคน และคนที่ดูดีใจออกนอกหน้ากว่าใครเห็นทีว่าก็น่าจะไม่พ้นล่ามอยู่ดีรายนั้นน่ะดีใจยิ่งกว่าอะไรเสียอีก หลังจากจบงานแต่งงานของเราฉันกับล่ามก็ตัดสินใจย้ายออกจากบ้านมาอยู่คอนโดด้วยกันสองคนตามลำพังเนื่องจากทั้งฉันและเขาต่างคนต่างต้องการความเป็นส่วนตัวเราเลยลงความเห็นร่วมกันว่าออกมาซื้อคอนโดใหม่อยู่ด้วยกันสองคนดีกว่า และที่ฉันกับล่ามตัดสินใจซื้อคอนโดใหม่แทนบ้านใหม่นั่นก็เพราะว่าเราต่างก็มีบ้านที่หลังใหญ่อยู่แล้วไม่รู้ว่าจะซื้อบ้านใหม่ให้เปลืองตังค์เพิ่มไปทำไมเพราะยังไงในอนาคตเราก็ต่างต้องย้ายกลับไปอยู่บ
ฉันบอกแล้วว่าคนไงว่าคนอย่างล่ามไม่มีทางลดตัวลงมาทำอะไรแบบที่ฉันขอไปแน่ ๆ เพราะนี่ก็ผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้วฉันยังไม่เห็นว่าเขาจะมาขมาแบบที่ฉันขอไปเลยทั้งที่ฉันกับเขาเราเจอหน้ากันทุกวัน ทั้งที่เขามาตามง้อฉันอยู่ตลอดแต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าเขาจะทำแบบนั้นมีแต่คำขอโทษ ขอโอกาสที่เขาพูดกรอกหูฉันทุกวันจนฉันหลอนคำพูดพวกนั้นไปเสียแล้ว วันนี้ฉันมาทำงานที่บริษัทกับพี่รันต์หลังจากที่ล่ามรักษาตัวจนหายดีเขาก็กลับมาทำงานของเขา พี่รันต์ก็กลับมาทำงานของตัวเอง และพี่รันต์บอกกับฉันว่าวันนี้เพื่อนของเขาจะเข้ามาคุยงานเลยอยากให้ฉันเข้าร่วมรับฟังและเรียนรู้งานจากตรงนี้ด้วย ดังนั้นในตอนนี้ฉันเลยต้องมานั่งอยู่ในห้องทำงานของพี่รันต์ ด้านหน้าของฉันมีเพื่อนพี่รันต์กับเหมยอิงนั่งอยู่ ฟังไม่ผิดค่ะเหมยจริง ๆ ในขณะที่คนอื่นเขาคุยงานกันเหมยอิงเธอก็นั่งกินมะม่วงอย่างหน้าตาเฉยโดยที่สายตาของเธอก็เอาแต่จ้องหน้าฉันไม่วางตา คราแรกที่เดินเข้ามาแล้วเห็นเธอนั่งอยู่ยอมรับว่าฉันตกใจมาก ๆ และฉันก็ต้องตกใจเพิ่มขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่าเธอท้อง "งั้นเดียวแกนั่งคุยกับเหมยอิงไปก่อนนะพี่จะพาไอ้เทียนไปพบพ่อ" เมื่อคุยงานกันอย่างลงตัวพี
"ฉันไม่ได้โกรธ" ฉันบอกออกไปเสียงเรียบ ล่ามที่ได้ยินฉันพูดแบบนั้นก็ฉีกยิ้มกว้างก่อนที่รอยยิ้มของเขาจะเลือนหายเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของฉัน "แต่ฉันเกลียดนายต่างหาก" "........" เขานิ่งลงไปเลยเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้นก่อนที่เขาจะระบายยิ้มฝืด ๆ ออกมา เมื่อเห็นว่าล่ามนิ่งฉันเองก็นิ่งตามเขาไปด้วยเหมือนกันระหว่างที่นั่งมองหน้ากันอยู่นั้นฉันอดไม่ได้ที่จะเบนสายตามองสำรวจร่างกายของล่ามว่าเขายังเป็นอะไรตรงไหนไหมแต่พอเห็นว่าร่างกายของเขาตอนนี้กลับมาเป็นปกติทุกอย่าง "เฮ้อ" ฉันก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ "เป็นห่วงฉันเหรอ" ฉันชะงักกับคำถามนี้ของล่าม ฉันแสร้งชักสีหน้าใส่ล่ามกลบเกลื่อนอาการเล่อล่าของตัวเองที่เผลอไปแสดงออกชัดเจนว่าเป็นห่วงจนโดนเขาจับได้ "ใครมันจะไปเป็นห่วงนาย คนอย่างนายตายซะได้ก็ดี" ฉันเม้มริมฝีปากตัวเองแน่นเมื่อรู้สึกตัวว่าเมื่อกี้ตัวเองเผลอพูดอะไรออกไป หน้าล่ามเองก็สลดไปเลยเหมือนกันเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้น "ขะ ขอ" "เธอเกลียดฉันมากขนาดนั้นเลยเหรอ" ฉันที่กำลังจะเอ่ยขอโทษล่ามก็ต้องชะงักเมื่อล่ามเขาพูดสวนขึ้นมา ล่ามถามฉันน้ำเสียงแผ่วเบาสีหน้าเขามันดูเจื่อนลงไปมากจนฉันสัมผัสได
หลายวันแล้วที่ฉันเอาแค่หมกตัวยุ่งอยู่แต่กับการทำงาน ในระหว่างที่ล่ามพักฟื้นอยู่โรงพยาบาลพ่อของฉันก็เลยให้พี่รันต์เข้าไปช่วยงานอาคีชั่วคราวเพราะว่าตอนนี้งานที่บริษัทอาคีค่อนข้างยุ่งเนื่องจากมีโปรเจกต์ใหญ่ที่ต้องทำร่วมกับบริษัทของพ่อฉันและเพื่อนคนอื่น ๆ ซึ่งในส่วนนี้อาคีได้มอบหมายให้ล่ามรับหน้าที่ดูแลแต่พอเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมันเลยทำให้แผนงานต่าง ๆ ที่วางไว้ชะงักลงไป ทั้งพ่อ อาคี และคนอื่น ๆ เลยร่วมกันหาลือว่าระหว่างที่ล่ามพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลก็ให้พี่รันต์ดูแลงานแทนไปก่อน "ล่ามออกจากโรงพยาบาลแล้วนะลูกไม่ไปเยี่ยมเขาหน่อยหรือไง ตอนเขาอยู่โรงพยาบาลก็ไม่ได้ไปเยี่ยมเขาจะใจจืดใจดำลกับล่ามมันไปถึงไหนกัน" ฉันเงยหน้าจากหน้าจอแมคบุ๊คขึ้นมามองแม่ที่นั่งปอกผลไม้อยู่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามฉัน หลังจากที่ฉันทะเลาะกับแม่เรื่องฉันกับล่ามเมื่อครานั้นตอนนี้ฉันกับแม่ก็กลับมาคุยกันปกติ กลับมารักกันเหมือนเดิมแต่ก็จะมีบ้างบางครั้งที่แม่บ่นฉันเรื่องของล่ามเสมอ ท่านมักบอกว่าฉันมันใจจืดใจดำขนาดล่ามนอนเจ็บปางตายฉันก็ไม่คิดจะไปเหลียวแลเขาสักนิดซึ่งฉันก็ไม่คิดจะตอบโต้อะไรปล่อยให้แม่พูดไปคนเดียวเพราะต่อให้แม่




![รักซ้อนราคะ [PWP] + [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


