تسجيل الدخول"ลองอ้าขาให้ฉันดูสิเผื่อฉันจะใจดีมองเธอใหม่จากเพื่อนสนิทเป็นนางบำเรอ"
عرض المزيدในร้านอาหารหรูมีกลุ่มคนกลุ่มใหญ่กำลังนั่งจับกลุ่มคุยกันอย่างออกอรรถรส ภายในกลุ่มประกอบไปด้วย ล่าม เดี่ยว วิน และกันต์ หน้าตาที่หล่อเหลาราวกับพระเจ้าของพวกเขาเรียกสายตาจากสาวเล็กสาวใหญ่ให้จ้องมองมาได้เป็นอย่างดี หน้าตาที่โดดเด่น ท่าทางที่มีเสน่ห์ต่างทำให้ใจสาว ๆ สั่นไหว พากันหลงใหลในความเป็นพวกเขาได้อย่างง่ายดาย
"เมื่อไหร่เรยาจะมาสักทีวะ" กันต์ถามขึ้นมาพลางเบนสายตามองไปทางประตูทางเข้าร้านชะเง้อคอมองหาเพื่อนสนิทสาวเพียงคนเดียวในกลุ่มที่ตอนนี้ไม่มาถึงร้านสักทีทั้งที่นี่ก็เลยเวลานัดกันไปนานมากโข "มึงก็ไลน์ไปหาสิว่ะ" วินที่นั่งเงียบเอ่ยพูดกับกันต์พลางยกแก้วเหล้าขึ้นจิบ "มึงไม่ต้องตามนู่นมันเดินมานู่นแล้ว" เดี่ยวพยักพเยิดหน้าไปทางประตูทางเข้าร้านที่มีร่างของหญิงสาวในชุดเดรสสายเดี่ยวสีครีมเดินเข้ามา นั่นจึงเป็นเหตุให้ทั้งโต๊ะพากันหันไปมองหญิงสาวเป็นตาเดียว "โทษทีที่มาช้า รถติดน่ะ" ฉันบอกกับพวกเพื่อน ๆ ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงใกล้ล่ามอย่างถือวิสาสะ ฉันตวัดขาขึ้นไขว่ห้างพลางฉีกยิ้มบาง ๆ ให้กับเพื่อน ๆ ในกลุ่ม ฉันชื่อ เรยา เป็นเพื่อนของผู้ชายพวกนี้แถมยังเป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มอีกด้วย เราสนิทกันตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยตอนนั้นฉันโดนรังแกจากพวกนักเลงหัวไม้ ได้ทั้งสี่คนช่วยไว้จากนั้นฉันก็ตามตื๊อคนพวกนี้มาตลอดเพราะอยากจะเป็นเพื่อนของพวกเขาจนพวกเขาใจอ่อนยอมรับฉันเข้ากลุ่ม จากวันนั้นถึงวันนี้จะห้าปีได้แล้วมั้งที่เรารู้จักกัน พวกเขามักจะปกป้องฉันเสมอและพร้อมอ้าแขนรอรับฉันทุกเมื่อที่ฉันมีปัญหา แต่ถ้าถามว่าในสี่คนน่ะฉันสนิทกับใครมากที่สุดก็น่าจะเป็น ล่าม เพราะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ฉันไปฝึกงานอยู่บริษัทหมอนี่เลยทำให้เราสนิทกันมากเป็นพิเศษ เขาดูแล เทคแคร์ฉันเสมอ และความใกล้ชิดนี่แหละค่ะที่ทำให้ฉันคิดกับเขาเกินเพื่อน แต่ทว่าล่ามน่ะมีแฟนอยู่แล้ว และอีกเดี๋ยวแฟนของเขาก็คงจะมาที่นี่ "นั่งดี ๆ " ล่ามก้มหน้าลงมากระซิบบอกฉันพลางชักสีหน้าไม่พอใจใส่ ฉันขมวดคิ้วมองท่าทางของเขาอย่างไม่เข้าใจ "นั่งไม่ดีตรงไหน" เลิกคิ้วถามกลับไป "จี๊" ล่ามทำเสียงจี๊จ๊ะในลำคอก่อนจะถอดเสื้อแขนยาวที่เขาใส่อยู่คลุมขาฉัน "ปิดไว้ห้ามเอาออก สงสารคนที่เขามองมาบ้างขาของเธอไม่ได้น่ามองขนาดนั้น" พูดอย่างใส่อารมณ์ต่อฉันก่อนจะหันไปยกแก้วเหล้าขึ้นจิบ ฉันมุ่ยหน้าให้ล่ามน้อย ๆ อย่างไม่พอใจ เขามันเป็นแบบนี้ไงเลยทำให้ฉันเผลอไผลไปชอบเขาเข้า ดูห่วง ดูหวงฉันเกินหน้าที่เพื่อน ออกตัวแรงทุกครั้งที่มีคนมาจีบฉัน อย่างเช่นตอนนี้ที่มีหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งเดินเข้ามาทักทายฉันพร้อมกับยื่นโทรศัพท์มาให้ฉัน "ขอไลน์ได้ไหมครับ" "อ่าา ได้ค่ะ" ฉันตอบรับอย่างไม่คิดจะปฏิเสธเพราะช่วงนี้รู้สึกเหงา ๆ ถ้าเกิดฉันอยากจะคุยกับคนคนนี้ก็คงไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง ไม่ทันที่ฉันจะได้ยื่นมือไปรับโทรศัพท์จากผู้ชายคนนี้ก็โดนล่ามยื่นมือมาดันโทรศัพท์ของเขาออกไป "ยัยนี่มีผัวแล้ว" บอกผู้ชายคนนั้นเสียงห้วนพลางตวัดวงแขนโอบบ่าฉันแน่น "กูนี่แหละผัวมัน" เงยหน้ามองผู้ชายคนนั้นอย่างเย้ยหยันก่อนจะตวัดสายตาแข็งกร้าวกลับมามองฉัน เมื่อผู้ชายคนนั้นออกไป ล่ามก็เอาแขนออกจากบ่าของฉันกลับมาทำตัวนิ่งปกติราวกับว่าเมื่อกี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น "มึงก็กันท่าเรยามันตลอดแล้วชาตินี้เพื่อนจะมีผัวไหม" เดี่ยวว่าให้ล่ามพลางทำหน้าเอือมระอาให้ "ยัยนี่อยู่เป็นโสดน่ะดีแล้ว โง่ ๆ แบบนี้เดี๋ยวจะโดนผู้ชายหลอกเอา" "ล่าม" ฉันถลึงตาใส่ล่ามที่มาหาว่าฉันโง่ "ทำตัวเกินเพื่อนไปได้" วินว่าขึ้นพลางยิ้มกรุ้มกริ่มมองหน้าฉันกับล่ามสลับกัน "ไร้สาระ" ล่ามว่าเสียงนิ่งก่อนจะเดินออกไปแบบไม่พูดไม่จา ฉันหันมองตามแผ่นหลังหนาที่เดินออกไปอย่างนึกสงสัยก่อนที่ตัวฉันจะชาวาบเมื่อเห็นว่าล่ามเดินไปรับแฟนของเขาที่เดินเข้ามาในร้าน ฉันมองภาพที่ล่ามหอมแก้มแฟนของเขาด้วยความรู้สึกหลากหลายไอ้ท่าทีหวงแหงนที่เขามีต่อแฟนเขาน่ะเห็นแล้วรู้สึกเจ็บจังกลับจากฮันนีมูนก็กลับมาลุยงานกันต่อ เวลาพักผ่อนนี่มันผ่านไปเร็วจริง ๆ เลยเนอะแตกต่างจากเวลาทำงานที่เวลามันผ่านไปอย่างเชื่องช้านึกว่าเต่าคลานยังไงยังงั้น การไปฮันนีมูนของฉันกับล่ามเป็นอะไรที่ดีมาก หื้มมจะเรียกว่าเราไปฮันนีมูนกันได้ไหมน้าในเมื่อความเป็นจริงเราไปปั้มเบบี้กันมามากกว่า บรรยากาศที่นั่นน่ะดีมาก ๆ สถานที่ก็เป็นใจ อาหารก็อร่อย ฉันอยากลาพักร้อนสักเก้าเดือนและถ้าหากเป็นไปได้ก็อยากลาพักร้อนเร็ว ๆ นี้มันซะเลย พอกลับมาทำงานเวลาที่ฉันกับล่ามจะเจอกันก็ดูเหมือนจะน้อยลงไปทุกวันเพราะล่ามน่ะมีงานที่ต้องรับผิดชอบเยอะมากต่างจากฉันที่ยังมีพ่อกับพี่รันต์คอยทำเองทุกอย่าง ฉันแค่ช่วยในส่วนที่เล็กน้อยน้อยมาก แต่ล่ามน่ะต้องรับผิดชอบเองคนเดียวทั้งหมด และที่บอกว่าเราเจอกันน้อยลงทุกวันน่ะเป็นเพราะว่าล่ามน่ะเลิกงานดึกมากบางครั้งเขากลับมาบ้านฉันก็หลับไปแล้ว ตื่นเช้ามาก็เจอกันแค่แป๊บ ๆ แต่ต่อให้ฉันกับเขาจะไม่ค่อยมีเวลาให้กันล่ามน่ะก็ไม่มีเรื่องผู้หญิงเข้ามาทำให้ฉันปวดหัวเลยค่ะเอ๊ะหรือว่าฉันจับไม่ได้กันแน่น้า และเนื่องจากเวลาที่ไม่ค่อยตรงกันวันนี้ล่ามเลยอาสามารับไปฉันกินข้าวเที่ยงเพราะวันนี
แต่งงานกันมาจะครบหนึ่งปีแต่ฉันกับล่ามยังไม่เคยไปฮันนีมูนตามประสาคู่รักที่เพิ่งแต่งงานกันเลยสักครั้งด้วยภาระหน้าที่การงานที่ฉันกับเขาต้องดูแลกันมันเพิ่มมากขึ้น ด้วยความที่ล่ามเป็นลูกคนเดียวและตอนนี้อาคีก็ได้ให้ล่ามเป็นคนดูแลงานในบริษัทเองทั้งหมดโดยมีอาคีคอยหนุนหลังอยู่ห่าง ๆ นั่นแปลว่าจากที่เคยรับผิดชอบชีวิตพนักงานแค่ครึ่งหนึ่งตอนนี้ล่ามกลายเป็นที่พึ่งพึงของพนักงานทั้งหมด มองดูเขาในตอนนี้กับเขาในตอนนั้นก็ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองอยู่เหมือนกันว่าคนอย่างล่ามจะเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้เชียวเหรอ จากที่เขาเคยดูจริงจังกับงานตอนนี้เขาดูจริงมากขึ้นเป็นร้อยเท่า จากเป็นคนใจร้อนก็ดูใจเย็นลงจนน่าเหลือเชื่อ เขาคิดก่อนพูดอยู่เสมอและฟังเหตุผลของคนอื่นมากขึ้น เวลานี้เป็นเวลาเจ็ดโมงเช้า ฉันที่แต่งตัวเสร็จก่อนล่ามก็ออกมาทำมื้อเช้ารอเขาเมื่อทำเสร็จฉันก็ยกมื้อเช้ามาวางไว้ให้ล่ามก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้อีกฝั่งหยิบไอแพดคู่ใจขึ้นมาตรวจงาน ฟอด นั่งตรวจงานเพลิน ๆ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ริมฝีปากเรียวกดจูบหนัก ๆ ที่แก้มนวลของฉัน "ชื่นใจจัง" ไม่ว่าเปล่าล่ามยังฉีกยิ้มร่าก่อนจะยื่นแก้มเข้าหาให้ฉันหอม
หลังจากที่ฉันกลับมาคืนดีกับล่าม เรียกว่าคืนดีได้ใช่ไหมคะ ทุกคนจะไม่หมั่นไส้เบะปากใส่ฉันใช่ไหมฮ่าฮ่า ก็ตามนั่นแหละค่าเพราะหลังจากที่ฉันคืนดีกับล่ามได้ไม่นาน แม่ของฉันที่รอคอยเวลานี้มานานก็ไม่รอช้าที่จะจับฉันกับล่ามแต่งงานกันเหตุผลง่าย ๆ ที่แม่ฉันรีบขนาดนั้นก็เพราะว่าท่านกลัวฉันเปลี่ยนใจและที่สำคัญไปกว่านั้นเริ่มมีคนเอาเรื่องของฉันกับล่ามไปนินทาในทางเสีย ๆ หาย ๆ แม่ฉันก็เลยจัดการจัดงานแต่งให้ฉันกับล่ามสยบขี้ปากชาวบ้านซะเลยโดยที่ไม่มีใครเอ่ยคัดค้านใด ๆ ทุกคนต่างพากันพร้อมใจเห็นด้วยกับแม่ฉันทุกคน และคนที่ดูดีใจออกนอกหน้ากว่าใครเห็นทีว่าก็น่าจะไม่พ้นล่ามอยู่ดีรายนั้นน่ะดีใจยิ่งกว่าอะไรเสียอีก หลังจากจบงานแต่งงานของเราฉันกับล่ามก็ตัดสินใจย้ายออกจากบ้านมาอยู่คอนโดด้วยกันสองคนตามลำพังเนื่องจากทั้งฉันและเขาต่างคนต่างต้องการความเป็นส่วนตัวเราเลยลงความเห็นร่วมกันว่าออกมาซื้อคอนโดใหม่อยู่ด้วยกันสองคนดีกว่า และที่ฉันกับล่ามตัดสินใจซื้อคอนโดใหม่แทนบ้านใหม่นั่นก็เพราะว่าเราต่างก็มีบ้านที่หลังใหญ่อยู่แล้วไม่รู้ว่าจะซื้อบ้านใหม่ให้เปลืองตังค์เพิ่มไปทำไมเพราะยังไงในอนาคตเราก็ต่างต้องย้ายกลับไปอยู่บ
ฉันบอกแล้วว่าคนไงว่าคนอย่างล่ามไม่มีทางลดตัวลงมาทำอะไรแบบที่ฉันขอไปแน่ ๆ เพราะนี่ก็ผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้วฉันยังไม่เห็นว่าเขาจะมาขมาแบบที่ฉันขอไปเลยทั้งที่ฉันกับเขาเราเจอหน้ากันทุกวัน ทั้งที่เขามาตามง้อฉันอยู่ตลอดแต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าเขาจะทำแบบนั้นมีแต่คำขอโทษ ขอโอกาสที่เขาพูดกรอกหูฉันทุกวันจนฉันหลอนคำพูดพวกนั้นไปเสียแล้ว วันนี้ฉันมาทำงานที่บริษัทกับพี่รันต์หลังจากที่ล่ามรักษาตัวจนหายดีเขาก็กลับมาทำงานของเขา พี่รันต์ก็กลับมาทำงานของตัวเอง และพี่รันต์บอกกับฉันว่าวันนี้เพื่อนของเขาจะเข้ามาคุยงานเลยอยากให้ฉันเข้าร่วมรับฟังและเรียนรู้งานจากตรงนี้ด้วย ดังนั้นในตอนนี้ฉันเลยต้องมานั่งอยู่ในห้องทำงานของพี่รันต์ ด้านหน้าของฉันมีเพื่อนพี่รันต์กับเหมยอิงนั่งอยู่ ฟังไม่ผิดค่ะเหมยจริง ๆ ในขณะที่คนอื่นเขาคุยงานกันเหมยอิงเธอก็นั่งกินมะม่วงอย่างหน้าตาเฉยโดยที่สายตาของเธอก็เอาแต่จ้องหน้าฉันไม่วางตา คราแรกที่เดินเข้ามาแล้วเห็นเธอนั่งอยู่ยอมรับว่าฉันตกใจมาก ๆ และฉันก็ต้องตกใจเพิ่มขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่าเธอท้อง "งั้นเดียวแกนั่งคุยกับเหมยอิงไปก่อนนะพี่จะพาไอ้เทียนไปพบพ่อ" เมื่อคุยงานกันอย่างลงตัวพี