FAZER LOGIN"นี่เธอกับมัน" ล่ามเค้นเสียงถามฉันพลางกัดฟันกรอด
"อือหึ เราหมั้นกันแล้ว" ฉันตอบแบบยิ้ม ๆ พลางมองปฏิกิริยาของคนตรงหน้าว่าเขามีอาการแบบไหนแต่แล้วฉันก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อล่ามจับฉันกดไปกับโต๊ะทำงานอย่างแรง ปึก "กรี๊ดดด" ฉันกรีดร้องออกมาเสียงดังลั่นด้วยความตกใจและรู้สึกเจ็บบริเวณหน้าผากที่โขกเข้ากับโต๊ะทำงานอย่างจัง ดีที่บริเวณชั้นบนสุดแห่งนี้มีแค่ห้องทำงานของอาคีและล่ามเพียงเท่านั้นไม่อย่างนั้นมีหวังพนักงานได้แห่กรูกันเข้ามามุงดูฉันกับล่ามเพราะเสียงกรี๊ดที่ดังสนั่นของฉันแน่ และเสียงกรี๊ดเมื่อกี้ป่านนี้มันคงดังเล็ดลอดให้อาคีกับอาดาที่อยู่ภายในห้องทำงานได้ยินแล้ว ฉันดีดดิ้นเพื่อให้หลุดพ้นจากพันธการของล่ามแต่ทว่าลำคอระหงของฉันกลับมีมือของล่ามกดไว้แน่น ฉันเล่ห์ตามองคนตัวโตเพียงนิด ล่ามในตอนนี้เขาดูน่ากลัวมาก ๆ ทั้งสีหน้าและแววตาที่แดงก่ำเพราะความโกรธไหนจะเส้นเลือดที่ปูดโปนขึ้นมา แววตาที่เขามองฉันมันพร้อมจะฆ่าฉันตอนนี้ได้เชียวเลยล่ะ เขาไล่สายตามองฉันก่อนจะมองเลยไปที่นิ้วนางข้างซ้ายที่ฉันสวมแหวนของต่ออยู่ ฉันดิ้นจนสุดกำลังเมื่อจู่ ๆ ล่ามก็เอื้อมมือมาถอดแหวนออกจากนิ้วของฉัน "ทำอะไรน่ะล่าม เอาของฉันคืนมานะ" ฉันดิ้นเร้าหมายให้ตัวเองหลุดพ้นจากเงื้อมมือหนาที่พันธนาการมือฉันไว้เพื่อไปแย่งชิงแหวนที่ต่อซื้อให้กลับคืนมา ล่ามมองแหวนในมือของเขานิ่ง ๆ แล้วหันมาเหยียดยิ้มให้ฉันฉับพลันเขาก็ทำในสิ่งที่ฉันไม่คาดคิดล่ามโยนแหวนที่ต่อให้ฉันทิ้งอย่างไม่ใยดี "หึ" ก่อนที่เขาจะขยี้หัวเราะในลำคอมองฉันที่ดีดดิ้นเหมือนหมาโดดน้ำร้อนลวกอย่างเย้ยหยัน "ฉันเคยบอกเธอว่าไงเรยา" ล่ามโน้มหน้าลงมากระซิบแผ่วเบาที่หูของฉัน "ฉันบอกเธอแล้วใช่ไหมว่าให้เลิกยุ่งกับมัน" เค้นเสียงเย็นยะเยือกถามฉัน "ทำไมเธอไม่จำ" สายตาคมกริบมองสบสายตาฉัน "เธอเป็นของฉันเธอไม่มีสิทธิ์ไปหมั้นกับใครทั้งนั้นได้ยินไหม" ท้ายประโยคล่ามตะโกนเสียงดังลั่นจนแก้วหูฉันแทบแตก "ฉันจะยุ่งจะหมั้นกับใครมันก็เรื่องของฉันไหม แล้วช่วยเลิกพูดว่าฉันเป็นของนายสักที ฉันไม่ใช่ของนาย เราไม่ได้เป็นอะไรกันเลิกมาสั่งฉันในสิ่งที่นายไม่มีสิทธิ์สักทีล่าม" ฉันว่าให้มันอย่างเหลืออดเอาแต่บอกให้ฉันเลิกยุ่งกับคนนั้นคนนี้อยู่ได้ทั้งที่ตัวมันเองยังมีคนอื่นไปทั่ว เอาแต่สั่งฉันทำทำนั่นทำนี่ราวกับเป็นผัวทั้งที่ความจริงแล้วเราเป็นแค่เพื่อนที่(เคย)สนิทกันเท่านั้น "เย็_กันมาตั้งไม่รู้กี่ครั้งพูดมาได้ยังไงว่ากูไม่มีสิทธิ์" ล่ามเค้นหัวเราะอย่างเย้ยหยันราวกับคำพูดของฉันเป็นเรื่องตลก "งั้นเมียนายก็ค่อนประเทศแล้วมั้งล่าม" อยากจะหัวเราะออกมาให้เสียงดังลั่นกับพูดนั้นของล่ามถ้าการที่เรามีอะไรกันแล้วเขาต้องเป็นผัวฉัน ฉันคิดว่าป่านนี้เมียล่ามคงมีเป็นโหลต่อให้เอานิ้วมือ นิ้วเท้ามานับก็คงไม่พอ "เมียของฉัน ฉันเลือกเองได้ว่าจะให้ใครเป็น" ฉันชะงักกับคำพูดของล่ามเป็นคำพูดที่แฝงความหมายบางอย่างที่ฉันเองก็รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร เขากำลังจะบอกว่าเลือกฉันให้เป็นเมียใช่ไหม? เหอะ ฉันคงจะเชื่อคำพูดของคนอย่างเขาหรอก ถึงแม้ว่าฉันจะรู้สึกหวั่นไหวกับคำพูดของล่ามแต่ฉันก็พึงตระหนักอยู่เสมอว่าคำพูดของผู้ชายคนนี้มันเชื่อถือไม่ได้ ฉันย้ำเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าอย่าเผลอไปดีใจเดี๋ยวจะนั่งน้ำตาเช็ดหัวเข่าแบบที่ผ่านมาอีก "แต่ฉันไม่ใช่เมียนายแล้วเลิกทำแบบนี้กับฉันสักทีไม่อย่างนั้นฉันจะเอาเรื่องของเราไปบอกเหมยอิง" ฉันแสร้งขู่เผื่อว่าล่ามจะแคร์เหมยอิงมากแล้วปล่อยฉันไปสักที แต่ทว่ามันกลับไม่ใช่แบบนั้นสักนิดเมื่อล่ามพูดว่า "ก็ไปบอกดิ๊" เขาเอ่ยอย่างไม่สะทกสะท้านทำราวกับไม่ได้แคร์แฟนตัวจริงอะไรมากมาย ตอนนี้ฉันมึนงงสับสนกับการกระทำของล่ามไปหมด ไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไร ไม่รู้ว่าเขาจะมาไม้ไหน ตอนอยู่กับฉันเขาก็ทำเหมือนไม่แคร์เหมยอิง ตอนอยู่กับเหมยอิงก็ทำเหมือนไม่แคร์ฉัน ตกลงว่าเขาจะเอายังไงกันแล้วตกลงว่าผู้ชายคนนี้เป็นคนแบบไหนกันแน่ "เหอะ ทำพูดไปเถอะล่าม ตอนอยู่ต่อหน้าเหมยอิงทำไมนายไม่พูดแบบนี้บ้างฉันเห็นนายแทบจะกราบกรานเธออยู่ร่อมร่อไม่เห็นจะปากดีเหมือนตอนอยู่กับฉัน" ฉันเหยียดยิ้มมองล่ามด้วยสายตาสมเพช "อย่าปากดี" พอฉันพูดจี้จุดเข้าหน่อยก็ทำเป็นโมโหกลบเกลื่อนเลื่อนมือมาบีบปลายคางฉัน ตอนนี้ฉันนึกสงสัยแล้วแหละว่าอาคีกับอาดาไม่ได้ยินเสียงฉันกับล่ามทะเลาะกันบ้างหรือไงทำไมไม่ออกมาช่วยฉันสักทีทั้งที่เสียงมันก็ดังขนาดนี้ "ฉันขอเตือนเธอเป็นครั้งสุดท้ายนะเรยา เลิกยุ่งกับไอ้เวรนั่นซะ อย่าทำให้ความอดทนของฉันขาดสะบั้นเพราะไม่อย่างนั้นเธออาจจะได้เห็นอีกมุมที่เธอไม่เคยเห็นจากฉันก็ได้" ล่ามพูดขู่ฉันพลางใช้มือลูบไล้ใบหน้านวลขาวของฉันเบา ๆ ตบท้ายด้วยการก้มลงมาหอมแก้มฉันฟอดใหญ่ ฟอด "เข้าใจไหมครับที่รัก" กรีดยิ้มเย็นยะเยือกมาให้จนทำฉันขนลุกซู่ไปทั้งร่าง ล่ามที่ฉันรู้จักมานานหลายปีเพิ่งกระจ่างวันนี้ว่าใครอีกคนตอนโกรธดูโรคจิตเหมือนที่ใครเขาต่างพากันพูดจริง ๆ "แล้วเลิกหลบหน้ากูสักทีมันชวนโมโหเข้าใจไหม" ฉันไม่ตอบทลึงตาใส่ล่ามแทน "เฮ้อ" ฉันถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยเมื่อใครอีกคนเดินกลับห้องทำงานเขาไปก่อนจะเอื้อมมือหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดตอบไลน์ต่อที่ส่งเข้ามา ต่อ?: ตอนเย็นไปรับนะ ไปทานข้าวกัน ?️ฉัน: มาถูกใช่ไหม ต่อ?: ถูกครับ ?️ฉัน: โอเค ฉันกดปิดโทรศัพท์เมื่อคุยกับต่อเสร็จตอนนี้สภาพร่างกายต่อกลับมาเป็นปกติทุกอย่างแล้วค่ะอีกสองวันที่จะถึงนี้เขาก็จะกลับไปทำงานแล้ว ต่อเขาอยากให้ฉันไปส่งเขาที่ท่าเรือตอนแรกฉันก็เอ่ยปฏิเสธไปเพราะไม่อยากจะลางานอาคีอีก แต่พอมาตอนนี้ฉันคิด ๆ ดูแล้วว่า ฉันควรไปคราวนี้ฉันจะไปส่งต่อแล้วหาที่สงบพักกายพักใจสักหน่อย และคราวนี้ฉันอาจจะหายไปนานหน่อยเอาแบบชนิดที่ว่าใครก็หาฉันไม่เจอเลย ล่ามน่ะเขาคิดว่าฉันสนคำขู่ของเขาหรือไงกันในเมื่อมันจะเป็นจะตายเรื่องของฉันดีนัก งั้นคราวนี้ฉันจะเอาให้มันกระอักเลือดตายไปเลยแบบว่าสร้างสถานการณ์ให้ฉันหายไปกับต่อดีไหม? ไปกกกันที่ไหนสักที่แล้วรอดูหมาดิ้นเล่น ๆกลับจากฮันนีมูนก็กลับมาลุยงานกันต่อ เวลาพักผ่อนนี่มันผ่านไปเร็วจริง ๆ เลยเนอะแตกต่างจากเวลาทำงานที่เวลามันผ่านไปอย่างเชื่องช้านึกว่าเต่าคลานยังไงยังงั้น การไปฮันนีมูนของฉันกับล่ามเป็นอะไรที่ดีมาก หื้มมจะเรียกว่าเราไปฮันนีมูนกันได้ไหมน้าในเมื่อความเป็นจริงเราไปปั้มเบบี้กันมามากกว่า บรรยากาศที่นั่นน่ะดีมาก ๆ สถานที่ก็เป็นใจ อาหารก็อร่อย ฉันอยากลาพักร้อนสักเก้าเดือนและถ้าหากเป็นไปได้ก็อยากลาพักร้อนเร็ว ๆ นี้มันซะเลย พอกลับมาทำงานเวลาที่ฉันกับล่ามจะเจอกันก็ดูเหมือนจะน้อยลงไปทุกวันเพราะล่ามน่ะมีงานที่ต้องรับผิดชอบเยอะมากต่างจากฉันที่ยังมีพ่อกับพี่รันต์คอยทำเองทุกอย่าง ฉันแค่ช่วยในส่วนที่เล็กน้อยน้อยมาก แต่ล่ามน่ะต้องรับผิดชอบเองคนเดียวทั้งหมด และที่บอกว่าเราเจอกันน้อยลงทุกวันน่ะเป็นเพราะว่าล่ามน่ะเลิกงานดึกมากบางครั้งเขากลับมาบ้านฉันก็หลับไปแล้ว ตื่นเช้ามาก็เจอกันแค่แป๊บ ๆ แต่ต่อให้ฉันกับเขาจะไม่ค่อยมีเวลาให้กันล่ามน่ะก็ไม่มีเรื่องผู้หญิงเข้ามาทำให้ฉันปวดหัวเลยค่ะเอ๊ะหรือว่าฉันจับไม่ได้กันแน่น้า และเนื่องจากเวลาที่ไม่ค่อยตรงกันวันนี้ล่ามเลยอาสามารับไปฉันกินข้าวเที่ยงเพราะวันนี
แต่งงานกันมาจะครบหนึ่งปีแต่ฉันกับล่ามยังไม่เคยไปฮันนีมูนตามประสาคู่รักที่เพิ่งแต่งงานกันเลยสักครั้งด้วยภาระหน้าที่การงานที่ฉันกับเขาต้องดูแลกันมันเพิ่มมากขึ้น ด้วยความที่ล่ามเป็นลูกคนเดียวและตอนนี้อาคีก็ได้ให้ล่ามเป็นคนดูแลงานในบริษัทเองทั้งหมดโดยมีอาคีคอยหนุนหลังอยู่ห่าง ๆ นั่นแปลว่าจากที่เคยรับผิดชอบชีวิตพนักงานแค่ครึ่งหนึ่งตอนนี้ล่ามกลายเป็นที่พึ่งพึงของพนักงานทั้งหมด มองดูเขาในตอนนี้กับเขาในตอนนั้นก็ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองอยู่เหมือนกันว่าคนอย่างล่ามจะเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้เชียวเหรอ จากที่เขาเคยดูจริงจังกับงานตอนนี้เขาดูจริงมากขึ้นเป็นร้อยเท่า จากเป็นคนใจร้อนก็ดูใจเย็นลงจนน่าเหลือเชื่อ เขาคิดก่อนพูดอยู่เสมอและฟังเหตุผลของคนอื่นมากขึ้น เวลานี้เป็นเวลาเจ็ดโมงเช้า ฉันที่แต่งตัวเสร็จก่อนล่ามก็ออกมาทำมื้อเช้ารอเขาเมื่อทำเสร็จฉันก็ยกมื้อเช้ามาวางไว้ให้ล่ามก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้อีกฝั่งหยิบไอแพดคู่ใจขึ้นมาตรวจงาน ฟอด นั่งตรวจงานเพลิน ๆ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ริมฝีปากเรียวกดจูบหนัก ๆ ที่แก้มนวลของฉัน "ชื่นใจจัง" ไม่ว่าเปล่าล่ามยังฉีกยิ้มร่าก่อนจะยื่นแก้มเข้าหาให้ฉันหอม
หลังจากที่ฉันกลับมาคืนดีกับล่าม เรียกว่าคืนดีได้ใช่ไหมคะ ทุกคนจะไม่หมั่นไส้เบะปากใส่ฉันใช่ไหมฮ่าฮ่า ก็ตามนั่นแหละค่าเพราะหลังจากที่ฉันคืนดีกับล่ามได้ไม่นาน แม่ของฉันที่รอคอยเวลานี้มานานก็ไม่รอช้าที่จะจับฉันกับล่ามแต่งงานกันเหตุผลง่าย ๆ ที่แม่ฉันรีบขนาดนั้นก็เพราะว่าท่านกลัวฉันเปลี่ยนใจและที่สำคัญไปกว่านั้นเริ่มมีคนเอาเรื่องของฉันกับล่ามไปนินทาในทางเสีย ๆ หาย ๆ แม่ฉันก็เลยจัดการจัดงานแต่งให้ฉันกับล่ามสยบขี้ปากชาวบ้านซะเลยโดยที่ไม่มีใครเอ่ยคัดค้านใด ๆ ทุกคนต่างพากันพร้อมใจเห็นด้วยกับแม่ฉันทุกคน และคนที่ดูดีใจออกนอกหน้ากว่าใครเห็นทีว่าก็น่าจะไม่พ้นล่ามอยู่ดีรายนั้นน่ะดีใจยิ่งกว่าอะไรเสียอีก หลังจากจบงานแต่งงานของเราฉันกับล่ามก็ตัดสินใจย้ายออกจากบ้านมาอยู่คอนโดด้วยกันสองคนตามลำพังเนื่องจากทั้งฉันและเขาต่างคนต่างต้องการความเป็นส่วนตัวเราเลยลงความเห็นร่วมกันว่าออกมาซื้อคอนโดใหม่อยู่ด้วยกันสองคนดีกว่า และที่ฉันกับล่ามตัดสินใจซื้อคอนโดใหม่แทนบ้านใหม่นั่นก็เพราะว่าเราต่างก็มีบ้านที่หลังใหญ่อยู่แล้วไม่รู้ว่าจะซื้อบ้านใหม่ให้เปลืองตังค์เพิ่มไปทำไมเพราะยังไงในอนาคตเราก็ต่างต้องย้ายกลับไปอยู่บ
ฉันบอกแล้วว่าคนไงว่าคนอย่างล่ามไม่มีทางลดตัวลงมาทำอะไรแบบที่ฉันขอไปแน่ ๆ เพราะนี่ก็ผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้วฉันยังไม่เห็นว่าเขาจะมาขมาแบบที่ฉันขอไปเลยทั้งที่ฉันกับเขาเราเจอหน้ากันทุกวัน ทั้งที่เขามาตามง้อฉันอยู่ตลอดแต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าเขาจะทำแบบนั้นมีแต่คำขอโทษ ขอโอกาสที่เขาพูดกรอกหูฉันทุกวันจนฉันหลอนคำพูดพวกนั้นไปเสียแล้ว วันนี้ฉันมาทำงานที่บริษัทกับพี่รันต์หลังจากที่ล่ามรักษาตัวจนหายดีเขาก็กลับมาทำงานของเขา พี่รันต์ก็กลับมาทำงานของตัวเอง และพี่รันต์บอกกับฉันว่าวันนี้เพื่อนของเขาจะเข้ามาคุยงานเลยอยากให้ฉันเข้าร่วมรับฟังและเรียนรู้งานจากตรงนี้ด้วย ดังนั้นในตอนนี้ฉันเลยต้องมานั่งอยู่ในห้องทำงานของพี่รันต์ ด้านหน้าของฉันมีเพื่อนพี่รันต์กับเหมยอิงนั่งอยู่ ฟังไม่ผิดค่ะเหมยจริง ๆ ในขณะที่คนอื่นเขาคุยงานกันเหมยอิงเธอก็นั่งกินมะม่วงอย่างหน้าตาเฉยโดยที่สายตาของเธอก็เอาแต่จ้องหน้าฉันไม่วางตา คราแรกที่เดินเข้ามาแล้วเห็นเธอนั่งอยู่ยอมรับว่าฉันตกใจมาก ๆ และฉันก็ต้องตกใจเพิ่มขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่าเธอท้อง "งั้นเดียวแกนั่งคุยกับเหมยอิงไปก่อนนะพี่จะพาไอ้เทียนไปพบพ่อ" เมื่อคุยงานกันอย่างลงตัวพี
"ฉันไม่ได้โกรธ" ฉันบอกออกไปเสียงเรียบ ล่ามที่ได้ยินฉันพูดแบบนั้นก็ฉีกยิ้มกว้างก่อนที่รอยยิ้มของเขาจะเลือนหายเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของฉัน "แต่ฉันเกลียดนายต่างหาก" "........" เขานิ่งลงไปเลยเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้นก่อนที่เขาจะระบายยิ้มฝืด ๆ ออกมา เมื่อเห็นว่าล่ามนิ่งฉันเองก็นิ่งตามเขาไปด้วยเหมือนกันระหว่างที่นั่งมองหน้ากันอยู่นั้นฉันอดไม่ได้ที่จะเบนสายตามองสำรวจร่างกายของล่ามว่าเขายังเป็นอะไรตรงไหนไหมแต่พอเห็นว่าร่างกายของเขาตอนนี้กลับมาเป็นปกติทุกอย่าง "เฮ้อ" ฉันก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ "เป็นห่วงฉันเหรอ" ฉันชะงักกับคำถามนี้ของล่าม ฉันแสร้งชักสีหน้าใส่ล่ามกลบเกลื่อนอาการเล่อล่าของตัวเองที่เผลอไปแสดงออกชัดเจนว่าเป็นห่วงจนโดนเขาจับได้ "ใครมันจะไปเป็นห่วงนาย คนอย่างนายตายซะได้ก็ดี" ฉันเม้มริมฝีปากตัวเองแน่นเมื่อรู้สึกตัวว่าเมื่อกี้ตัวเองเผลอพูดอะไรออกไป หน้าล่ามเองก็สลดไปเลยเหมือนกันเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้น "ขะ ขอ" "เธอเกลียดฉันมากขนาดนั้นเลยเหรอ" ฉันที่กำลังจะเอ่ยขอโทษล่ามก็ต้องชะงักเมื่อล่ามเขาพูดสวนขึ้นมา ล่ามถามฉันน้ำเสียงแผ่วเบาสีหน้าเขามันดูเจื่อนลงไปมากจนฉันสัมผัสได
หลายวันแล้วที่ฉันเอาแค่หมกตัวยุ่งอยู่แต่กับการทำงาน ในระหว่างที่ล่ามพักฟื้นอยู่โรงพยาบาลพ่อของฉันก็เลยให้พี่รันต์เข้าไปช่วยงานอาคีชั่วคราวเพราะว่าตอนนี้งานที่บริษัทอาคีค่อนข้างยุ่งเนื่องจากมีโปรเจกต์ใหญ่ที่ต้องทำร่วมกับบริษัทของพ่อฉันและเพื่อนคนอื่น ๆ ซึ่งในส่วนนี้อาคีได้มอบหมายให้ล่ามรับหน้าที่ดูแลแต่พอเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมันเลยทำให้แผนงานต่าง ๆ ที่วางไว้ชะงักลงไป ทั้งพ่อ อาคี และคนอื่น ๆ เลยร่วมกันหาลือว่าระหว่างที่ล่ามพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลก็ให้พี่รันต์ดูแลงานแทนไปก่อน "ล่ามออกจากโรงพยาบาลแล้วนะลูกไม่ไปเยี่ยมเขาหน่อยหรือไง ตอนเขาอยู่โรงพยาบาลก็ไม่ได้ไปเยี่ยมเขาจะใจจืดใจดำลกับล่ามมันไปถึงไหนกัน" ฉันเงยหน้าจากหน้าจอแมคบุ๊คขึ้นมามองแม่ที่นั่งปอกผลไม้อยู่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามฉัน หลังจากที่ฉันทะเลาะกับแม่เรื่องฉันกับล่ามเมื่อครานั้นตอนนี้ฉันกับแม่ก็กลับมาคุยกันปกติ กลับมารักกันเหมือนเดิมแต่ก็จะมีบ้างบางครั้งที่แม่บ่นฉันเรื่องของล่ามเสมอ ท่านมักบอกว่าฉันมันใจจืดใจดำขนาดล่ามนอนเจ็บปางตายฉันก็ไม่คิดจะไปเหลียวแลเขาสักนิดซึ่งฉันก็ไม่คิดจะตอบโต้อะไรปล่อยให้แม่พูดไปคนเดียวเพราะต่อให้แม่







