LOGINฉันบอกแล้วว่าคนไงว่าคนอย่างล่ามไม่มีทางลดตัวลงมาทำอะไรแบบที่ฉันขอไปแน่ ๆ เพราะนี่ก็ผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้วฉันยังไม่เห็นว่าเขาจะมาขมาแบบที่ฉันขอไปเลยทั้งที่ฉันกับเขาเราเจอหน้ากันทุกวัน ทั้งที่เขามาตามง้อฉันอยู่ตลอดแต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าเขาจะทำแบบนั้นมีแต่คำขอโทษ ขอโอกาสที่เขาพูดกรอกหูฉันทุกวันจนฉันหลอนคำพูดพวกนั้นไปเสียแล้ว
วันนี้ฉันมาทำงานที่บริษัทกับพี่รันต์หลังจากที่ล่ามรักษาตัวจนหายดีเขาก็กลับมาทำงานของเขา พี่รันต์ก็กลับมาทำงานของตัวเอง และพี่รันต์บอกกับฉันว่าวันนี้เพื่อนของเขาจะเข้ามาคุยงานเลยอยากให้ฉันเข้าร่วมรับฟังและเรียนรู้งานจากตรงนี้ด้วย ดังนั้นในตอนนี้ฉันเลยต้องมานั่งอยู่ในห้องทำงานของพี่รันต์ ด้านหน้าของฉันมีเพื่อนพี่รันต์กับเหมยอิงนั่งอยู่ ฟังไม่ผิดค่ะเหมยจริง ๆ ในขณะที่คนอื่นเขาคุยงานกันเหมยอิงเธอก็นั่งกินมะม่วงอย่างหน้าตาเฉยโดยที่สายตาของเธอก็เอาแต่จ้องหน้าฉันไม่วางตา คราแรกที่เดินเข้ามาแล้วเห็นเธอนั่งอยู่ยอมรับว่าฉันตกใจมาก ๆ และฉันก็ต้องตกใจเพิ่มขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่าเธอท้อง "งั้นเดียวแกนั่งคุยกับเหมยอิงไปก่อนนะพี่จะพาไอ้เทียนไปพบพ่อ" เมื่อคุยงานกันอย่างลงตัวพี่รันต์ก็หันมาพูดกับฉัน "ฝากหน่อยนะเรยา" ยังไม่พอแค่นั้นพี่เทียนแฟนใหม่ของเหมยอิงยังหันมาพูดกับฉัน ฉันทำหน้าลำบากใจนิดหน่อยแต่ก็ยอมพยักหน้าตอบรับไปแบบส่ง ๆ บอกตามตรงว่าฉันไม่อยากอยู่กับเหมยอิงตามลำพังขนาดมีคนอื่นอยู่ร่วมด้วยฉันยังรู้สึกอึดอัดขนาดนี้แล้วให้ฉันอยู่กับเธอตามลำพังคิดดูว่าฉันจะอึดอีดขนาดไหน "มองอะไรไม่เคยเห็นคนท้องเหรอ" ในจังหวะที่ฉันหันไปสบตากับเธอแบบไม่ได้ตั้งใจเหมยอิงก็โพล่งถามฉันละคนหาอย่างเรื่องกัน "เคยเห็น" และก็สงสัยมากว่าเธอกับพี่เทียนแอบกินกันมานานขนาดไหนท้องของเธอถึงได้โตเหมือนคนใกล้คลอดขนาดนี้ "สงสัยอะไร สงสัยว่าเหมยอิงคบกับพี่เทียนตอนไหนเหรอคะ พี่กับไอ้ล่ามแอบกินกันตอนไหนเหมยอิงก็กินกับพี่เทียนตอนนั้นแหละค่าา" เหมือนเธอจะอ่านสีหน้าและแววตาฉันออกว่าฉันกำลังคิดอะไรเธอถึงได้เอ่ยออกมาแบบนั้น ".........." ฉันเลือกจะเงียบไม่ได้เอ่ยตอบโต้อะไรเธอ "แต่เหมยอิงไม่ได้แย่งใครมานะคะพี่เทียนเขาไม่ได้มีใคร" สิ่งที่เหมยอิงพูดฉันรู้ดีว่าเธอกำลังสื่อถึงอะไรและฉันก็ไม่คิดจะพูดอะไรออกไป เพราะพูดไปมันก็เท่านั้นไม่ได้ทำให้เรื่องราวมันดีขึ้นมา "เหมยอิงกำลังมีชีวิตที่ดีไม่ต้องโดนใครสวมเขา แล้วพี่เรยาที่ชอบแอบกินกับของคนอื่นล่ะคะมีใครหรือยัง" เหมยอิงกระแนะกระแหนฉันพลางเหยียดยิ้มเย้ยหยันออกมา "ถ้าจะพูดอะไรไร้สาระพี่ขอตัวนะ อยู่ได้ใช่ไหม" "ไม่ได้ค่ะ" ฉันไม่ทันจะพูดจบเหมยอิงก็พูดสวนขึ้นมาพร้อมกับมือของเธอที่เอื้อมมาคว้ามือฉันไว้ "เหมยอิงไม่อยากอยู่คนเดียว" คนปากดีเมื่อกี้หน้าเจื่อนลงไปทันทีเมื่อฉันตั้งท่าจะทิ้งให้เธออยู่คนเดียว ตอนเหมยอิงคบกับล่ามฉันเคยสังเกตุเธออยู่บ้างว่าเธอน่ะเป็นโรคที่ไม่ชอบอยู่คนเดียว "ไม่อยากอยู่คนเดียวก็อย่าปากดีอีก" ฉันว่าพลางทิ้งตัวนั่งลงที่เดิม "ก็หนูอยากให้พี่ขอโทษกับสิ่งที่พี่ทำผิดต่อหนู พี่แอบมีอะไรกับแฟนเก่าหนูนะ หนูก็ต้องโกรธพี่เป็นธรรมดา" เหมยอิงทำหน้ามุ่ยใส่ฉัน "พี่ขอโทษ" ถ้านี้คือสิ่งที่เธอต้องการฉันก็พร้อมจะทำให้ แค่ยอมขอโทษคนที่ฉันเคยทำผิดกับเขาฉันไม่คิดมากอะไรอยู่แล้ว ถ้าขอโทษแล้วมันทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเราดีขึ้นฉันก็พร้อมจะทำ เพราะครั้งหนึ่งเหมยอิงก็เคยเป็นคนที่น่ารักมาก ๆ กับฉัน "ก็แค่นั้น" เมื่อเธอได้ในสิ่งที่เธอต้องการเธอก็ไหวไหล่ให้ฉันเบา ๆ พร้อมกับหยิบมะม่วงเข้าปากเคี้ยวแก้มตุ้ยอย่างน่ามันเขี้ยว "ท้องกี่เดือนแล้ว" ฉันถามในสิ่งตัวเองสงสัย "เจ็ด" และคำตอบของเหมยอิงก็ทำฉันอ้าปากเหวอกับสิ่งที่ได้ยิน จู่ ๆ ก็เกิดคำถามขึ้นมาทันทีหลังจากได้รับคำตอบจากเหมยอิง ฉันสงสัยน่ะว่าเธอเพิ่งเลิกกับล่ามเข้าเดือนที่สี่แต่ตอนนี้เธอท้องเจ็ดเดือนเธอมั่นใจได้ยังไงกันว่าเด็กในท้องของเธอจะไม่ใช่ลูกของล่าม "ไม่ต้องมาทำหน้าเป็นหมาสงสัยแบบนั้นค่ะเหมยอิงกับพี่ล่ามเราไม่ได้มีอะไรกันมาเป็นปี ๆ แล้ว" "........." ฉันเงียบไม่ตอบจากนั้นฉันกับเหมยอิงก็นั่งคุยเรื่องทั่วไปตามปกติระหว่างรอสามีเธอมารับกลับบ้าน นึกแล้วก็ตลกเหมือนกันนะที่ฉันกับเหมยอิงกลับมานั่งคุยกันได้อีกครั้งเสมือนก่อนหน้านั้นระหว่างเราไม่เคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเลย ในเวลาต่อมาพี่เทียนมารับเหมยอิงกลับบ้านไปภายในห้องทำงานตอนนี้เลยเหลือเพียงฉันกับพี่รันต์แค่สองคน "รอไอ้ล่ามทักมาเหรอ" ฉันที่กำลังนั่งไถหน้าจอโทรศัพท์ไปมาอยู่เงยหน้าขึ้นมามองพี่รันต์ที่กำลังยืนกอดอกมองฉันด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์อยู่ "เปล่าสักหน่อย จะไปรอมันทำไมกัน" ฉันพูดพลางเบะปากใส่พี่รันต์ ฉันไม่ได้รอล่ามทักมาสักหน่อย ไม่ได้รอให้มันทักมาหาสักนิดถึงแม้ว่าวันนี้จะไม่มีข้อความของมันส่งมาง้อฉันแบบในทุก ๆ วันก็ตาม ฉันไม่ได้รอ ไม่ได้รอเลย "รอก็บอกรอจะปากแข็งเพื่อ" "น้องบอกว่าไม่ได้รอ" ฉันตะโกนใส่พี่รันต์เสียงดังลั่นเมื่อเขาเอาแต่เซ้าซี้ฉันเรื่องของล่ามไม่หยุด จะต้องให้บอกอีกกี่ทีว่าฉันไม่ได้รอล่ามทักหา ไม่ได้รอให้มันทักมา "ไม่รอแต่ตามองโทรศัพท์ไม่หยุด" พี่รันต์กระเซ้าเย้าแหย่ฉันที่เริ่มทำหน้าไม่สบอารมณ์ ด้วยความหมั่นไส้ฉันเลยเขวี้ยงปากกาที่ถืออยู่ใส่พี่รันต์ "อย่าทำแบบนั้นมันไม่น่ารัก" "ก็พี่ไม่เลิกเย้าแหย่หนูสักทีสิ" "ก็พี่เห็นว่าแกรอ" "ไม่ได้รอ" ฉันยังยืนยันเสียงแข็งแต่ไม่มีวี่แววว่าพี่รันต์จะเชื่อคำพูดของฉันเลย เขาเอาแต่เย้าแหย่เรื่องฉันกับล่ามไม่หยุดจนตอนนี้ฉันชักจะโกรธเขาขึ้นมาจริง ๆ แล้ว "ไม่รอก็ไม่รอ" พี่รันต์ยิ้กรุ้มกริ่มมองฉัน ฉันละเกลียดรอยยิ้มแบบนี้ของพี่รันต์จริง ๆ พี่รันต์ยิ้มแบบนี้ทีไรมักมีเรื่องมาให้ฉันปวดหัวตลอด "เรื่องนั้นที่เราคุยกันไว้" "เรื่องไหน" ฉันทำเฉไฉไม่สนใจในสิ่งที่พี่รันต์พูด "เรื่องไอ้ล่ามไงว่าถ้าเกิดมันทำตามที่เราขอ" "โอ้ยยยย" ไม่ทันที่พี่รันต์จะพูดจบฉันก็ร้องโอดครวญออกมาก่อนจะพูดต่อว่า "ถ้ามันยอมทำแบบนั้นจริง ๆ มันทำไปนานแล้วพี่รันต์ไม่ปล่อยให้เวลาผ่านมานานขนาดนี้หรอกค่าา เลิกหวังอะไรลม ๆ แล้ง ๆ สักทีเถอะ" "ประโยคหลังบอกตัวเองใช่ปะ" พี่รันต์เลิกคิ้วถามฉันแบบยิ้ม ๆ "บอกพี่กับแม่นั่นแหละเลิกหวังอะไรลม ๆ แล้ง ๆ เลิกหวังอะไรที่มันเป็นไม่ได้สักที ยังไงซะลูกเขยบ้านเราก็ไม่ใช่ล่ามอยู่ดี" "แน่ใจ๋" พี่รันต์ถามฉันเสียงสูง "แน่ใจ" ฉันตอบกลับเสียงหนักแน่น "จำคำพูดของตัวเองไว้แล้วกันออกจากห้องทำงานพี่ไปได้ล่ะ พี่จะทำงานต่อ" "ก็ไม่ได้อยากจะอยู่นักเหรอ" ฉันยู่หน้าใส่พี่รันต์ก่อนจะลุกเดินตรงมายังประตูห้องทำงาน ทันทีประตูห้องทำงานพี่รันต์เปิดออกฉันก็ต้องชะงักดวงตาเบิกโพลงกว้างด้วยความตกใจกับสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า "อะไรเนี่ย" ฉันพึมพำเสียงแผ่วสีหน้ายังตกตะลึงกับสิ่งที่เห็นไม่หาย "ก็แบบนี้ที่เธอต้องการไม่ใช่หรือไง" ล่ามยิ้มให้ฉันก่อนจะคุกเข่าลงตรงหน้าฉัน ฉันมองการกระทำของล่ามละคนพูดอะไรไม่ออกเพราะไม่คิดว่าเขาจะทำตามในแบบที่ฉันขอจริง ๆ ฉันไม่ได้คาดหวังว่าคนที่รักในศักดิ์ศรีตัวเองอย่างเขาจะทำ แถมยังทำแบบนี้ในที่ทำงานเขาไม่กลัวว่าใครมาเห็นแล้วเอาไปล้อเขาหรือยังไงกัน ฉันได้แต่คิดในใจ "ไอ้น้องเขยใส่ชุดไทยมาเลยเว้ยเห้ย" พี่รันต์ที่อยู่ในห้องทำงานโผล่หน้าออกมาเอ่ยแซวล่ามที่อยู่ในชุดไทยโจงกระเบนเสื้อสีขาว กางเกงสีฟ้าในมือถือพานบายสีนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าฉัน "ธรรมดาโลกไม่จำ" ล่ามหันไปตอบพี่รันต์ "เรื่องระยำของมึงเรยามันก็ไม่ลืมเหมือนกัน" พี่รันต์พูดจบก็ยักคิ้วหลิ่วตาให้ล่าม ล่ามที่ได้ยินพี่รันต์พูดแบบนั้นก็หน้าเจื่อนลงไปก่อนที่เขาจะเงยหน้าขึ้นมามองสบตากับฉัน "เขาทำในสิ่งที่เธอขอแล้วนะ เธอจะให้โอกาสเขาได้หรือยัง" ".........." ฉันเงียบไม่ตอบเพราะยังช็อกกับสิ่งที่เจอไม่หาย ฉันตั้งรับไม่ทันและไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวยังไง ก่อนหน้านี้ฉันคาดหวังว่าล่ามจะทำตามในสิ่งที่ฉันขอแต่พอเห็นว่าเขานิ่งเฉยไปฉันก็ถอดใจ ในตอนนั้นฉันเชื่อสนิทใจว่ายังไงล่ามก็ไม่มีทางทำอะไรแบบนี้แน่ แต่พอมาวันนี้มันผิดคาดไปหมดเขาทำมันแบบไม่ให้ฉันได้ตั้งตัวรับมือสักนิด "อย่าลืมคำพูดของเราน่ะเรยา" พี่รันต์ที่เห็นฉันเอาแต่เงียบก็พูดขึ้นมาพลางชี้หน้าฉันอย่างไม่จริงมากนัก ฉันถลึงตาใส่พี่รันต์ส่งสายตาบอกเป็นนัยย์ ๆ ว่าให้เขาเงียบปากไป ฉันไม่ลืมสิ่งที่ฉันพูดหรอกน่า ฉันไม่ใช่คนผิดคำพูดสักหน่อยแต่ให้ฉันตั้งตัวหน่อยได้ไหม ฉันรับมือกับสถานการณ์แบบนี้ไม่ไหวจริง ๆ จากตอนแรกที่มีแค่ฉัน พี่รันต์ ล่าม ตอนนี้กลับมีคนเพิ่มเข้ามามุงดูพวกเราอีกหลายคนมีทั้งพ่อแม่ฉัน พ่อแม่ล่าม เพื่อนของเราและพนักงานในบริษัท "ลุกขึ้นล่าม" เมื่อเห็นว่ามีบุคคลอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัวของเราฉันเลยกระซิบบอกล่ามเสียงแผ่วว่าให้เขาลุกขึ้นมา ล่ามเป็นถึงลูกเจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่อนาคตเขาก็ต้องขึ้นแท่นบริหารบริษัทแทนอาคีและมันก็คงไม่ใช่เรื่องที่ดีที่เขามาทำแบบนี้ต่อหน้าลูกน้องคนอื่น ๆ ต่อให้ที่นี่จะเป็นบริษัทของพ่อฉันก็เถอะ ฉันไม่อยากให้ใครมองล่ามในทางที่ไม่ดี ไม่อยากให้ความนับถือที่ลูกน้องมีต่อเขามันลดน้อยลง "ไม่ลุกจนกว่าเธอจะยอมให้โอกาสเขา" ล่ามไม่คิดจะฟังคำฉันเขายืนยันเสียงหนักแน่นว่าจะไม่ลุกขึ้นเด็ดขาดจนกว่าฉันจะยอมให้โอกาสเขา "ให้โอกาสเขาเถอะนะเรยา ไม่ต้องกลับมาคบกันก็ได้ แต่ให้โอกาสเราได้มาเรียนรู้กันใหม่ เรียนรู้กันไปเรื่อย ๆ จนกว่าเธอจะมั่นใจว่าเขาเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ " ล่ามเอ่ยยังเว้าวอนส่งสายตาร้องขอให้ฉันเห็นใจเขาไม่หยุด "........." ฉันเงียบพลางคิดชั่งใจกับตัวเองว่าฉันควรจะเอายังไงต่อไปดี สมองของฉันบอกว่าอย่ากลับไปหาคนใจร้ายอย่างล่าม แต่ทว่าหัวใจมันกลับคิดสวนทางกับสมอง สมองบอกว่าอย่าแต่หัวใจบอกให้ฉันกลับไป เธอจะรอช้าอยู่ทำไมเรยานี่ไม่ใช่เหรอสิ่งที่เธอต้องการมาตลอด สิ่งนี้ไม่ใช่เหรอที่เธอร้องขอตลอดมาโอกาสมันอยู่ตรงหน้าแล้วนะทำไมเธอถึงไม่รีบคว้าไว้ ในขณะที่สมองและหัวใจฉันมันกำลังตีกันอย่างหนักหน่วงทุกคนที่อยู่ที่นี่ตรงนี้ก็พร้อมใจพากันมองมายังฉันอย่างคนรอลุ้นคำตอบว่าฉันจะว่ายังไง "ให้โอกาสล่ามเถอะนะเรยาแค่ครั้งเดียวเท่านั้น" ฉันไม่รู้ว่าตอนนี้ฉันควรทำตัวยังไงควรวางสีหน้าแบบไหนเลยค่ะเพราะมองไปทางไหน มองไปที่ใครทุกคนก็ต่างพากันทำหน้าคาดหวังในคำตอบของฉันจนฉันรู้สึกกดดันกับสถานการณ์ตรงหน้านี้เหลือเกิน "มีแต่คนบอกให้ใช้สมองมากกว่าหัวใจ งั้นวันนี้แม่ขอได้ไหมให้ลูกของแม่ใช้หัวใจนำทาง" แม่ที่เห็นว่าฉันกำลังอึดอัดกับสถานการณ์ตรงหน้าก็โพล่งบอกฉันออกมาพร้อมกับส่งสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักมาให้ 'ใช้หัวใจนำทางอย่างนั้นเหรอ' ฉันครุ่นคิดกับตัวเองอยู่ครู่หนึ่งแล้วถ้าเกิดว่าฉันยอมให้อภัยล่ามมันจะดูง่ายเกินไปไหม? แล้วโอกาสที่เขาได้มาอย่างง่ายดายเขาจะรักษามันได้ดีรึเปล่า "อย่ากังวลในสิ่งที่ยังไม่เกิด โฟกัสแต่ปัจจุบันตรงหน้าก็พอ" ยังมีหลายคำพูดที่ทุกคนพูดกรอกหูฉันแต่ถึงกระนั้นคำพูดพวกนั้นไม่ได้เข้าหูฉันสักนิด เพราะตอนนี้ฉันกำลังจมอยู่กับความคิดความรู้สึกของตัวเอง "can i love you" จนเมื่อประโยคนี้หลุดออกมาจากปากของล่าม เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนฉันพลางคลานเข่าเข้ามาใกล้ฉันมากขึ้นกว่าเก่า "ได้ไหม ครับ ให้ล่ามได้ตั้งใจรักเรยาสักครั้งได้ไหม" "..........." ".........." เมื่อฉันเงียบทุกคนก็ต่างพากันเงียบไปด้วย ทุกคนจ้องมองมาที่ฉันอย่างใจจดใจจ่อรอฟังว่าฉันจะตอบล่ามว่ายังไง ซึ่งฉันไม่ได้ตอบอะไรเขากลับไปเลยนอกจากพยักหน้ารับเบา ๆ ให้กับประโยคร้องขอของเขา "เย่" เพียงแค่นั้นทุกคนก็ต่างร้องโห่ออกมาด้วยความดีใจและคนที่ดีใจมากกว่าใครเห็นทีน่าจะเป็นล่ามเขารีบวางพานบายสีลงกับพื้นแล้วลุกขึ้นมาสวมกอดฉันอย่างจัง "ขอบคุณครับ" กล่าวขอบคุณฉันเสียงแผ่วเบาพร้อมกับหอมขมับฉันย้ำ ๆ อยู่แบบนั้น ฉันขอใช้หัวใจมากกว่าสมองอีกครั้งก็แล้วกัน ขอเดินร่วมทางไปกับคนใจร้ายอย่างล่ามอีกสักครั้งและไม่ว่าครั้งนี้ผลลัพธ์มันจะออกมาดีหรือจะพังฉันก็พร้อมน้อมรับทุกอย่าง ขอทำตามใจตัวเองอีกสักครั้งดั่งที่ฉันเคยปรารถนานั่นก็คือการได้รักกับล่าม ฉันรักเขา เขารักฉัน ไม่ใช่แค่ฉันที่รักเขาฝ่ายเดียวแบบที่ผ่านมา "ขอบคุณอะไรกันจ๊ะฉันให้โอกาสนายมาเป็นทาสรับใช้ฉันต่างหากล่ะล่าม" ฉันเอ่ยอย่างเย้าแหย่ "เรยาอยากให้ล่ามเป็นอะไรในชีวิตเรยาล่ามก็เป็นได้ทั้งนั้นขอแค่เรยาให้โอกาสกันก็พอ" "ทำพูดดีไปเถอะไอ้หมา" ฉันจ้องหน้ามันนิ่ง "เพราะถ้ามึงทำแบบที่พูดไม่ได้เมื่อไหร่มึงโดนมีดเชือดคอแน่" ฉันพูดพลางทำมือปาดคอตัวเอง "รอดูได้ครับคุณเรยา"ล่ามพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นพลันก้มลงมากระซิบเบา ๆ ที่หูฉันว่า "รักนะ" ฉันเบะปากมองบนให้กับคำบอกรักของมันพลันตอบกลับมันไปว่า "กองไว้ตรงนั้นแหละ" "เรยา" [END]กลับจากฮันนีมูนก็กลับมาลุยงานกันต่อ เวลาพักผ่อนนี่มันผ่านไปเร็วจริง ๆ เลยเนอะแตกต่างจากเวลาทำงานที่เวลามันผ่านไปอย่างเชื่องช้านึกว่าเต่าคลานยังไงยังงั้น การไปฮันนีมูนของฉันกับล่ามเป็นอะไรที่ดีมาก หื้มมจะเรียกว่าเราไปฮันนีมูนกันได้ไหมน้าในเมื่อความเป็นจริงเราไปปั้มเบบี้กันมามากกว่า บรรยากาศที่นั่นน่ะดีมาก ๆ สถานที่ก็เป็นใจ อาหารก็อร่อย ฉันอยากลาพักร้อนสักเก้าเดือนและถ้าหากเป็นไปได้ก็อยากลาพักร้อนเร็ว ๆ นี้มันซะเลย พอกลับมาทำงานเวลาที่ฉันกับล่ามจะเจอกันก็ดูเหมือนจะน้อยลงไปทุกวันเพราะล่ามน่ะมีงานที่ต้องรับผิดชอบเยอะมากต่างจากฉันที่ยังมีพ่อกับพี่รันต์คอยทำเองทุกอย่าง ฉันแค่ช่วยในส่วนที่เล็กน้อยน้อยมาก แต่ล่ามน่ะต้องรับผิดชอบเองคนเดียวทั้งหมด และที่บอกว่าเราเจอกันน้อยลงทุกวันน่ะเป็นเพราะว่าล่ามน่ะเลิกงานดึกมากบางครั้งเขากลับมาบ้านฉันก็หลับไปแล้ว ตื่นเช้ามาก็เจอกันแค่แป๊บ ๆ แต่ต่อให้ฉันกับเขาจะไม่ค่อยมีเวลาให้กันล่ามน่ะก็ไม่มีเรื่องผู้หญิงเข้ามาทำให้ฉันปวดหัวเลยค่ะเอ๊ะหรือว่าฉันจับไม่ได้กันแน่น้า และเนื่องจากเวลาที่ไม่ค่อยตรงกันวันนี้ล่ามเลยอาสามารับไปฉันกินข้าวเที่ยงเพราะวันนี
แต่งงานกันมาจะครบหนึ่งปีแต่ฉันกับล่ามยังไม่เคยไปฮันนีมูนตามประสาคู่รักที่เพิ่งแต่งงานกันเลยสักครั้งด้วยภาระหน้าที่การงานที่ฉันกับเขาต้องดูแลกันมันเพิ่มมากขึ้น ด้วยความที่ล่ามเป็นลูกคนเดียวและตอนนี้อาคีก็ได้ให้ล่ามเป็นคนดูแลงานในบริษัทเองทั้งหมดโดยมีอาคีคอยหนุนหลังอยู่ห่าง ๆ นั่นแปลว่าจากที่เคยรับผิดชอบชีวิตพนักงานแค่ครึ่งหนึ่งตอนนี้ล่ามกลายเป็นที่พึ่งพึงของพนักงานทั้งหมด มองดูเขาในตอนนี้กับเขาในตอนนั้นก็ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองอยู่เหมือนกันว่าคนอย่างล่ามจะเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้เชียวเหรอ จากที่เขาเคยดูจริงจังกับงานตอนนี้เขาดูจริงมากขึ้นเป็นร้อยเท่า จากเป็นคนใจร้อนก็ดูใจเย็นลงจนน่าเหลือเชื่อ เขาคิดก่อนพูดอยู่เสมอและฟังเหตุผลของคนอื่นมากขึ้น เวลานี้เป็นเวลาเจ็ดโมงเช้า ฉันที่แต่งตัวเสร็จก่อนล่ามก็ออกมาทำมื้อเช้ารอเขาเมื่อทำเสร็จฉันก็ยกมื้อเช้ามาวางไว้ให้ล่ามก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้อีกฝั่งหยิบไอแพดคู่ใจขึ้นมาตรวจงาน ฟอด นั่งตรวจงานเพลิน ๆ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ริมฝีปากเรียวกดจูบหนัก ๆ ที่แก้มนวลของฉัน "ชื่นใจจัง" ไม่ว่าเปล่าล่ามยังฉีกยิ้มร่าก่อนจะยื่นแก้มเข้าหาให้ฉันหอม
หลังจากที่ฉันกลับมาคืนดีกับล่าม เรียกว่าคืนดีได้ใช่ไหมคะ ทุกคนจะไม่หมั่นไส้เบะปากใส่ฉันใช่ไหมฮ่าฮ่า ก็ตามนั่นแหละค่าเพราะหลังจากที่ฉันคืนดีกับล่ามได้ไม่นาน แม่ของฉันที่รอคอยเวลานี้มานานก็ไม่รอช้าที่จะจับฉันกับล่ามแต่งงานกันเหตุผลง่าย ๆ ที่แม่ฉันรีบขนาดนั้นก็เพราะว่าท่านกลัวฉันเปลี่ยนใจและที่สำคัญไปกว่านั้นเริ่มมีคนเอาเรื่องของฉันกับล่ามไปนินทาในทางเสีย ๆ หาย ๆ แม่ฉันก็เลยจัดการจัดงานแต่งให้ฉันกับล่ามสยบขี้ปากชาวบ้านซะเลยโดยที่ไม่มีใครเอ่ยคัดค้านใด ๆ ทุกคนต่างพากันพร้อมใจเห็นด้วยกับแม่ฉันทุกคน และคนที่ดูดีใจออกนอกหน้ากว่าใครเห็นทีว่าก็น่าจะไม่พ้นล่ามอยู่ดีรายนั้นน่ะดีใจยิ่งกว่าอะไรเสียอีก หลังจากจบงานแต่งงานของเราฉันกับล่ามก็ตัดสินใจย้ายออกจากบ้านมาอยู่คอนโดด้วยกันสองคนตามลำพังเนื่องจากทั้งฉันและเขาต่างคนต่างต้องการความเป็นส่วนตัวเราเลยลงความเห็นร่วมกันว่าออกมาซื้อคอนโดใหม่อยู่ด้วยกันสองคนดีกว่า และที่ฉันกับล่ามตัดสินใจซื้อคอนโดใหม่แทนบ้านใหม่นั่นก็เพราะว่าเราต่างก็มีบ้านที่หลังใหญ่อยู่แล้วไม่รู้ว่าจะซื้อบ้านใหม่ให้เปลืองตังค์เพิ่มไปทำไมเพราะยังไงในอนาคตเราก็ต่างต้องย้ายกลับไปอยู่บ
ฉันบอกแล้วว่าคนไงว่าคนอย่างล่ามไม่มีทางลดตัวลงมาทำอะไรแบบที่ฉันขอไปแน่ ๆ เพราะนี่ก็ผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้วฉันยังไม่เห็นว่าเขาจะมาขมาแบบที่ฉันขอไปเลยทั้งที่ฉันกับเขาเราเจอหน้ากันทุกวัน ทั้งที่เขามาตามง้อฉันอยู่ตลอดแต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าเขาจะทำแบบนั้นมีแต่คำขอโทษ ขอโอกาสที่เขาพูดกรอกหูฉันทุกวันจนฉันหลอนคำพูดพวกนั้นไปเสียแล้ว วันนี้ฉันมาทำงานที่บริษัทกับพี่รันต์หลังจากที่ล่ามรักษาตัวจนหายดีเขาก็กลับมาทำงานของเขา พี่รันต์ก็กลับมาทำงานของตัวเอง และพี่รันต์บอกกับฉันว่าวันนี้เพื่อนของเขาจะเข้ามาคุยงานเลยอยากให้ฉันเข้าร่วมรับฟังและเรียนรู้งานจากตรงนี้ด้วย ดังนั้นในตอนนี้ฉันเลยต้องมานั่งอยู่ในห้องทำงานของพี่รันต์ ด้านหน้าของฉันมีเพื่อนพี่รันต์กับเหมยอิงนั่งอยู่ ฟังไม่ผิดค่ะเหมยจริง ๆ ในขณะที่คนอื่นเขาคุยงานกันเหมยอิงเธอก็นั่งกินมะม่วงอย่างหน้าตาเฉยโดยที่สายตาของเธอก็เอาแต่จ้องหน้าฉันไม่วางตา คราแรกที่เดินเข้ามาแล้วเห็นเธอนั่งอยู่ยอมรับว่าฉันตกใจมาก ๆ และฉันก็ต้องตกใจเพิ่มขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่าเธอท้อง "งั้นเดียวแกนั่งคุยกับเหมยอิงไปก่อนนะพี่จะพาไอ้เทียนไปพบพ่อ" เมื่อคุยงานกันอย่างลงตัวพี
"ฉันไม่ได้โกรธ" ฉันบอกออกไปเสียงเรียบ ล่ามที่ได้ยินฉันพูดแบบนั้นก็ฉีกยิ้มกว้างก่อนที่รอยยิ้มของเขาจะเลือนหายเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของฉัน "แต่ฉันเกลียดนายต่างหาก" "........" เขานิ่งลงไปเลยเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้นก่อนที่เขาจะระบายยิ้มฝืด ๆ ออกมา เมื่อเห็นว่าล่ามนิ่งฉันเองก็นิ่งตามเขาไปด้วยเหมือนกันระหว่างที่นั่งมองหน้ากันอยู่นั้นฉันอดไม่ได้ที่จะเบนสายตามองสำรวจร่างกายของล่ามว่าเขายังเป็นอะไรตรงไหนไหมแต่พอเห็นว่าร่างกายของเขาตอนนี้กลับมาเป็นปกติทุกอย่าง "เฮ้อ" ฉันก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ "เป็นห่วงฉันเหรอ" ฉันชะงักกับคำถามนี้ของล่าม ฉันแสร้งชักสีหน้าใส่ล่ามกลบเกลื่อนอาการเล่อล่าของตัวเองที่เผลอไปแสดงออกชัดเจนว่าเป็นห่วงจนโดนเขาจับได้ "ใครมันจะไปเป็นห่วงนาย คนอย่างนายตายซะได้ก็ดี" ฉันเม้มริมฝีปากตัวเองแน่นเมื่อรู้สึกตัวว่าเมื่อกี้ตัวเองเผลอพูดอะไรออกไป หน้าล่ามเองก็สลดไปเลยเหมือนกันเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้น "ขะ ขอ" "เธอเกลียดฉันมากขนาดนั้นเลยเหรอ" ฉันที่กำลังจะเอ่ยขอโทษล่ามก็ต้องชะงักเมื่อล่ามเขาพูดสวนขึ้นมา ล่ามถามฉันน้ำเสียงแผ่วเบาสีหน้าเขามันดูเจื่อนลงไปมากจนฉันสัมผัสได
หลายวันแล้วที่ฉันเอาแค่หมกตัวยุ่งอยู่แต่กับการทำงาน ในระหว่างที่ล่ามพักฟื้นอยู่โรงพยาบาลพ่อของฉันก็เลยให้พี่รันต์เข้าไปช่วยงานอาคีชั่วคราวเพราะว่าตอนนี้งานที่บริษัทอาคีค่อนข้างยุ่งเนื่องจากมีโปรเจกต์ใหญ่ที่ต้องทำร่วมกับบริษัทของพ่อฉันและเพื่อนคนอื่น ๆ ซึ่งในส่วนนี้อาคีได้มอบหมายให้ล่ามรับหน้าที่ดูแลแต่พอเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมันเลยทำให้แผนงานต่าง ๆ ที่วางไว้ชะงักลงไป ทั้งพ่อ อาคี และคนอื่น ๆ เลยร่วมกันหาลือว่าระหว่างที่ล่ามพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลก็ให้พี่รันต์ดูแลงานแทนไปก่อน "ล่ามออกจากโรงพยาบาลแล้วนะลูกไม่ไปเยี่ยมเขาหน่อยหรือไง ตอนเขาอยู่โรงพยาบาลก็ไม่ได้ไปเยี่ยมเขาจะใจจืดใจดำลกับล่ามมันไปถึงไหนกัน" ฉันเงยหน้าจากหน้าจอแมคบุ๊คขึ้นมามองแม่ที่นั่งปอกผลไม้อยู่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามฉัน หลังจากที่ฉันทะเลาะกับแม่เรื่องฉันกับล่ามเมื่อครานั้นตอนนี้ฉันกับแม่ก็กลับมาคุยกันปกติ กลับมารักกันเหมือนเดิมแต่ก็จะมีบ้างบางครั้งที่แม่บ่นฉันเรื่องของล่ามเสมอ ท่านมักบอกว่าฉันมันใจจืดใจดำขนาดล่ามนอนเจ็บปางตายฉันก็ไม่คิดจะไปเหลียวแลเขาสักนิดซึ่งฉันก็ไม่คิดจะตอบโต้อะไรปล่อยให้แม่พูดไปคนเดียวเพราะต่อให้แม่







