登入"ฉันไม่ได้โกรธ" ฉันบอกออกไปเสียงเรียบ ล่ามที่ได้ยินฉันพูดแบบนั้นก็ฉีกยิ้มกว้างก่อนที่รอยยิ้มของเขาจะเลือนหายเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของฉัน "แต่ฉันเกลียดนายต่างหาก"
"........" เขานิ่งลงไปเลยเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้นก่อนที่เขาจะระบายยิ้มฝืด ๆ ออกมา เมื่อเห็นว่าล่ามนิ่งฉันเองก็นิ่งตามเขาไปด้วยเหมือนกันระหว่างที่นั่งมองหน้ากันอยู่นั้นฉันอดไม่ได้ที่จะเบนสายตามองสำรวจร่างกายของล่ามว่าเขายังเป็นอะไรตรงไหนไหมแต่พอเห็นว่าร่างกายของเขาตอนนี้กลับมาเป็นปกติทุกอย่าง "เฮ้อ" ฉันก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ "เป็นห่วงฉันเหรอ" ฉันชะงักกับคำถามนี้ของล่าม ฉันแสร้งชักสีหน้าใส่ล่ามกลบเกลื่อนอาการเล่อล่าของตัวเองที่เผลอไปแสดงออกชัดเจนว่าเป็นห่วงจนโดนเขาจับได้ "ใครมันจะไปเป็นห่วงนาย คนอย่างนายตายซะได้ก็ดี" ฉันเม้มริมฝีปากตัวเองแน่นเมื่อรู้สึกตัวว่าเมื่อกี้ตัวเองเผลอพูดอะไรออกไป หน้าล่ามเองก็สลดไปเลยเหมือนกันเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้น "ขะ ขอ" "เธอเกลียดฉันมากขนาดนั้นเลยเหรอ" ฉันที่กำลังจะเอ่ยขอโทษล่ามก็ต้องชะงักเมื่อล่ามเขาพูดสวนขึ้นมา ล่ามถามฉันน้ำเสียงแผ่วเบาสีหน้าเขามันดูเจื่อนลงไปมากจนฉันสัมผัสได้ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะพูดแบบนั้นสักหน่อย ไม่ได้ตั้งใจพูดว่าเขามันสมควรตาย ฉันไม่ได้อยากให้เขาตายแต่เพราะความน้อยใจ เสียใจที่ฉันยังมีต่อเขาส่งผลทำฉันให้พลั้งปากพูดออกไปแบบนั้น "ฉันผิดมากขนาดนั้นเลยเหรอ ความผิดของฉันเธอไม่สามารถให้ขอโอกาสฉันได้เลยใช่ไหมเรยา" "แล้วนายคิดว่าสิ่งที่นายทำฉันควรให้โอกาสนายรึเปล่าล่ะล่าม นายเห็นความรู้สึกที่ฉันมีต่อนายเป็นแค่เรื่องเดิมพัน นายเห็นฉันเป็นแค่ที่ระบาย นายว่าฉันเสีย ๆ หาย ๆ นายทำฉันเสียใจตั้งไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง นายคิดว่าฉันควรให้โอกาสคนแบบนี้ไหม แล้วถ้าเปลี่ยนให้นายมาเป็นฉันแล้วตกอยู่สถานการณ์เดียวกันนายจะทำยังไง นายจะให้โอกาสคนที่ทำนายเสียใจจนนับครั้งไม่ถ้วนได้เหรอล่าม" ฉันร่ายยาวออกมาอย่างเหลืออดกับคำที่ล่ามถามออกมา สิ่งที่เขาทำมันอาจจะดูไม่ได้เลวร้ายในสายตาของคนอื่นก็จริงแต่มันกลับเลวร้ายในความรู้สึกของฉัน แล้วดูสิ่งที่เขาพูดสิ เขาพูดเหมือนฉันเป็นคนผิด พูดเหมือนฉันเป็นคนทำร้ายเขายังไงยังงั้นเลย "ก็ถ้าคนนั้นเขาปรับปรุงตัว ก็ถ้าคนนั้นยืนยันเสียงหนักแน่นว่าจะไม่ทำเหมือนเก่าฉันก็พร้อมจะให้โอกาสเขาดูสักครั้ง" ล่ามพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังในขณะที่สายตาของเขาที่มองมายังฉันก็ดูจริงจังไม่แพ้น้ำเสียงของเขาเลย "แต่นั่นมันนายไม่ใช่ฉัน" ฉันตอบพลางแสร้งทำหน้าเบื่อหน่ายใส่ล่ามเต็มทนที่เขาเอาแต่พูดเรื่องไร้สาระอยู่ได้ ฉันเตรียมจะเก็บของเพื่อที่จะกลับบ้านเพราะดูท่าที่แห่งนี้ไม่เหมาะแก่การให้ฉันนั่งทำงานอีกต่อไป "ใจร้าย" ซ่า แก้วน้ำที่ฉันถือติดมือถูกฉันยกขึ้นสาดใส่ล่ามแบบอัตโนมัติเมื่อได้ยินคำว่าใจร้ายหลุดออกมาจากปากของเขา ปัก ไม่เพียงแค่นั้นฉันยังเขวี้ยงแก้วน้ำใบนั้นใส่หัวล่ามอย่างจัง "ใครกันที่มันใจร้ายก่อนกลับไปคิดดูให้ดี" ฉันพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้นแล้วเดินออกมาโดยไม่คิดจะหันหลังกลับไปมองล่ามว่าตอนนี้เขาเป็นยังไงเขากำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่ ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโหอยากจะย้อนกลับไปฟาดล่ามอีกสักทีสองทีเมื่อฉันเผลอนึกถึงคำพูดของเขา 'ใจร้าย' "เหอะ" ฉันเค้นหัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยัน เขากล้าพูดมาได้ยังไงกันว่าฉันใจร้ายต้นเหตุมันก็มาจากเขาไม่ใช่เหรอที่ทำให้ฉันเป็นแบบนี้ ฉันเดินตึงตังเข้าบ้านมาอย่างไม่สบอารมณ์เป็นจังหวะเดียวกันที่พี่ชายของฉันกำลังเดินไปห้องรับแขก พอพี่รันต์หันมาเห็นฉันเขาก็หยุดเดินยืนอยู่กับที่มองฉันที่กำลังเดินเข้าไปหาเขา "ไปกินรังแตนที่ไหนมา" พี่รันต์ถามพลางเดินนำฉันไปที่ห้องรับแขกโดยมีฉันเดินตามหลังเขาไปติด ๆ "ก็ไอ้ล่ามน่ะสิมันบอกว่าหนูใจร้าย พี่รันต์ดูมันพูดสิ มันกล้าพูดมาได้ยังไงทั้ง ๆ ที่ตัวมันเองนั่นแหละใจร้ายกับหนูก่อน" ฉันเล่าให้พี่รันต์ฟังถึงเรื่องที่ฉันไปเจอล่ามมาวันนี้ เรื่องที่ล่ามว่าฉันใจร้ายระหว่างที่เล่าฉันก็ใส่อารมณ์แบบเต็มที่อย่างคนต้องการระบายอารมณ์ขุ่นมัวที่มันสุมอยู่ในอก "ไปเจอมันมาเหรอ" "อือ มันตามไปร้านกาแฟ" "แกก็คืนดีกับมันไปสิจะได้จบ ๆ มันจะได้ไม่ต้องตามแกเป็นผีเปตรอยู่แบบนี้" ฉันกลอกตามองบนให้กับคำพูดพี่รันต์ ทำไมนะทำไมกันถึงได้มีแต่คนอยากให้ฉันกลับไปคบกับล่าม ฉันได้แต่คิดแล้วก็สงสัย ตกลงจะไม่มีใครเห็นใจผู้ถูกกระทำอย่างฉันเลยใช่ไหม "รักกันก็กลับไปคบกันแค่นั้นไม่เห็นต้องคิดมากอะไรเลย กลับไปกินกันได้ตามสบายไม่ต้องกลัวว่าใครจะว่าเพราะมีแต่คนสนับสนุน" ฉันยกมือกุมขมับทันทีหลังจากได้ฟังสิ่งที่พี่รันต์พูด ซึ่งคำพูดของเขาช่วยอะไรน้องสาวอย่างฉันไม่ได้เลยสักนิด ตอนแรกฉันก็คิดว่าพี่รันต์เข้าใจฉันมากกว่าใครซะอีกเห็นให้คำปรึกษาฉันซะดิบดี แต่พอมาวันนี้มันทำให้ฉันรู้ว่าพี่รันต์ก็ไม่ต่างจากทุกคนที่อยากให้ฉันกับล่ามรักกันจนตัวสั่น "ไปบอกให้มันมาขอขมาหนูดู บางทีหนูอาจจะพิจารณาเรื่องของหนูกับมันใหม่ก็ได้" ฉันเอ่ยบอกพี่รันต์อย่างไม่จริงจังมากนัก "รักษาคำพูดด้วยล่ะ" พี่รันต์ชี้หน้าฉัน "คนอย่างเรยาคำไหนคำนั้น" ฉันเชิดหน้าตอบพี่รันต์ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ฉันมั่นใจในตัวเองสุด ๆ ว่าคนอย่างล่ามไม่มีทางลดตัวลงมาทำอะไรแบบที่ฉันขอไปแน่นอน คนรักในศักดิ์ศรีอย่างล่ามไม่มีทางที่เขาจะทำแบบนั้น ไม่มีวันที่คนอย่างเขาจะยอมก้มหัวให้ใครโดยเฉพาะผู้หญิงยิ่งแล้วใหญ่ เขาไม่มีทางทำแบบนั้นแน่ ๆ "เตรียมชุดแต่งงานไว้ได้เลยมึง" พี่รันต์พูดพลางยิ้มเจ้าเล่ห์มองฉัน "ได้แต่งงานกับไอ้ล่ามสมดั่งใจแม่แน่" "หนูกลัวได้ใส่ชุดไทยรำแก้บนมากกว่า" ฉันยอกย้อนพี่รันต์กลับไปอย่างไม่ยอมแพ้ แล้วมารอดูกันระหว่างฉันกับพี่รันต์ใครจะหมู่ใครจะจ่ากลับจากฮันนีมูนก็กลับมาลุยงานกันต่อ เวลาพักผ่อนนี่มันผ่านไปเร็วจริง ๆ เลยเนอะแตกต่างจากเวลาทำงานที่เวลามันผ่านไปอย่างเชื่องช้านึกว่าเต่าคลานยังไงยังงั้น การไปฮันนีมูนของฉันกับล่ามเป็นอะไรที่ดีมาก หื้มมจะเรียกว่าเราไปฮันนีมูนกันได้ไหมน้าในเมื่อความเป็นจริงเราไปปั้มเบบี้กันมามากกว่า บรรยากาศที่นั่นน่ะดีมาก ๆ สถานที่ก็เป็นใจ อาหารก็อร่อย ฉันอยากลาพักร้อนสักเก้าเดือนและถ้าหากเป็นไปได้ก็อยากลาพักร้อนเร็ว ๆ นี้มันซะเลย พอกลับมาทำงานเวลาที่ฉันกับล่ามจะเจอกันก็ดูเหมือนจะน้อยลงไปทุกวันเพราะล่ามน่ะมีงานที่ต้องรับผิดชอบเยอะมากต่างจากฉันที่ยังมีพ่อกับพี่รันต์คอยทำเองทุกอย่าง ฉันแค่ช่วยในส่วนที่เล็กน้อยน้อยมาก แต่ล่ามน่ะต้องรับผิดชอบเองคนเดียวทั้งหมด และที่บอกว่าเราเจอกันน้อยลงทุกวันน่ะเป็นเพราะว่าล่ามน่ะเลิกงานดึกมากบางครั้งเขากลับมาบ้านฉันก็หลับไปแล้ว ตื่นเช้ามาก็เจอกันแค่แป๊บ ๆ แต่ต่อให้ฉันกับเขาจะไม่ค่อยมีเวลาให้กันล่ามน่ะก็ไม่มีเรื่องผู้หญิงเข้ามาทำให้ฉันปวดหัวเลยค่ะเอ๊ะหรือว่าฉันจับไม่ได้กันแน่น้า และเนื่องจากเวลาที่ไม่ค่อยตรงกันวันนี้ล่ามเลยอาสามารับไปฉันกินข้าวเที่ยงเพราะวันนี
แต่งงานกันมาจะครบหนึ่งปีแต่ฉันกับล่ามยังไม่เคยไปฮันนีมูนตามประสาคู่รักที่เพิ่งแต่งงานกันเลยสักครั้งด้วยภาระหน้าที่การงานที่ฉันกับเขาต้องดูแลกันมันเพิ่มมากขึ้น ด้วยความที่ล่ามเป็นลูกคนเดียวและตอนนี้อาคีก็ได้ให้ล่ามเป็นคนดูแลงานในบริษัทเองทั้งหมดโดยมีอาคีคอยหนุนหลังอยู่ห่าง ๆ นั่นแปลว่าจากที่เคยรับผิดชอบชีวิตพนักงานแค่ครึ่งหนึ่งตอนนี้ล่ามกลายเป็นที่พึ่งพึงของพนักงานทั้งหมด มองดูเขาในตอนนี้กับเขาในตอนนั้นก็ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองอยู่เหมือนกันว่าคนอย่างล่ามจะเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้เชียวเหรอ จากที่เขาเคยดูจริงจังกับงานตอนนี้เขาดูจริงมากขึ้นเป็นร้อยเท่า จากเป็นคนใจร้อนก็ดูใจเย็นลงจนน่าเหลือเชื่อ เขาคิดก่อนพูดอยู่เสมอและฟังเหตุผลของคนอื่นมากขึ้น เวลานี้เป็นเวลาเจ็ดโมงเช้า ฉันที่แต่งตัวเสร็จก่อนล่ามก็ออกมาทำมื้อเช้ารอเขาเมื่อทำเสร็จฉันก็ยกมื้อเช้ามาวางไว้ให้ล่ามก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้อีกฝั่งหยิบไอแพดคู่ใจขึ้นมาตรวจงาน ฟอด นั่งตรวจงานเพลิน ๆ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ริมฝีปากเรียวกดจูบหนัก ๆ ที่แก้มนวลของฉัน "ชื่นใจจัง" ไม่ว่าเปล่าล่ามยังฉีกยิ้มร่าก่อนจะยื่นแก้มเข้าหาให้ฉันหอม
หลังจากที่ฉันกลับมาคืนดีกับล่าม เรียกว่าคืนดีได้ใช่ไหมคะ ทุกคนจะไม่หมั่นไส้เบะปากใส่ฉันใช่ไหมฮ่าฮ่า ก็ตามนั่นแหละค่าเพราะหลังจากที่ฉันคืนดีกับล่ามได้ไม่นาน แม่ของฉันที่รอคอยเวลานี้มานานก็ไม่รอช้าที่จะจับฉันกับล่ามแต่งงานกันเหตุผลง่าย ๆ ที่แม่ฉันรีบขนาดนั้นก็เพราะว่าท่านกลัวฉันเปลี่ยนใจและที่สำคัญไปกว่านั้นเริ่มมีคนเอาเรื่องของฉันกับล่ามไปนินทาในทางเสีย ๆ หาย ๆ แม่ฉันก็เลยจัดการจัดงานแต่งให้ฉันกับล่ามสยบขี้ปากชาวบ้านซะเลยโดยที่ไม่มีใครเอ่ยคัดค้านใด ๆ ทุกคนต่างพากันพร้อมใจเห็นด้วยกับแม่ฉันทุกคน และคนที่ดูดีใจออกนอกหน้ากว่าใครเห็นทีว่าก็น่าจะไม่พ้นล่ามอยู่ดีรายนั้นน่ะดีใจยิ่งกว่าอะไรเสียอีก หลังจากจบงานแต่งงานของเราฉันกับล่ามก็ตัดสินใจย้ายออกจากบ้านมาอยู่คอนโดด้วยกันสองคนตามลำพังเนื่องจากทั้งฉันและเขาต่างคนต่างต้องการความเป็นส่วนตัวเราเลยลงความเห็นร่วมกันว่าออกมาซื้อคอนโดใหม่อยู่ด้วยกันสองคนดีกว่า และที่ฉันกับล่ามตัดสินใจซื้อคอนโดใหม่แทนบ้านใหม่นั่นก็เพราะว่าเราต่างก็มีบ้านที่หลังใหญ่อยู่แล้วไม่รู้ว่าจะซื้อบ้านใหม่ให้เปลืองตังค์เพิ่มไปทำไมเพราะยังไงในอนาคตเราก็ต่างต้องย้ายกลับไปอยู่บ
ฉันบอกแล้วว่าคนไงว่าคนอย่างล่ามไม่มีทางลดตัวลงมาทำอะไรแบบที่ฉันขอไปแน่ ๆ เพราะนี่ก็ผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้วฉันยังไม่เห็นว่าเขาจะมาขมาแบบที่ฉันขอไปเลยทั้งที่ฉันกับเขาเราเจอหน้ากันทุกวัน ทั้งที่เขามาตามง้อฉันอยู่ตลอดแต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าเขาจะทำแบบนั้นมีแต่คำขอโทษ ขอโอกาสที่เขาพูดกรอกหูฉันทุกวันจนฉันหลอนคำพูดพวกนั้นไปเสียแล้ว วันนี้ฉันมาทำงานที่บริษัทกับพี่รันต์หลังจากที่ล่ามรักษาตัวจนหายดีเขาก็กลับมาทำงานของเขา พี่รันต์ก็กลับมาทำงานของตัวเอง และพี่รันต์บอกกับฉันว่าวันนี้เพื่อนของเขาจะเข้ามาคุยงานเลยอยากให้ฉันเข้าร่วมรับฟังและเรียนรู้งานจากตรงนี้ด้วย ดังนั้นในตอนนี้ฉันเลยต้องมานั่งอยู่ในห้องทำงานของพี่รันต์ ด้านหน้าของฉันมีเพื่อนพี่รันต์กับเหมยอิงนั่งอยู่ ฟังไม่ผิดค่ะเหมยจริง ๆ ในขณะที่คนอื่นเขาคุยงานกันเหมยอิงเธอก็นั่งกินมะม่วงอย่างหน้าตาเฉยโดยที่สายตาของเธอก็เอาแต่จ้องหน้าฉันไม่วางตา คราแรกที่เดินเข้ามาแล้วเห็นเธอนั่งอยู่ยอมรับว่าฉันตกใจมาก ๆ และฉันก็ต้องตกใจเพิ่มขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่าเธอท้อง "งั้นเดียวแกนั่งคุยกับเหมยอิงไปก่อนนะพี่จะพาไอ้เทียนไปพบพ่อ" เมื่อคุยงานกันอย่างลงตัวพี
"ฉันไม่ได้โกรธ" ฉันบอกออกไปเสียงเรียบ ล่ามที่ได้ยินฉันพูดแบบนั้นก็ฉีกยิ้มกว้างก่อนที่รอยยิ้มของเขาจะเลือนหายเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของฉัน "แต่ฉันเกลียดนายต่างหาก" "........" เขานิ่งลงไปเลยเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้นก่อนที่เขาจะระบายยิ้มฝืด ๆ ออกมา เมื่อเห็นว่าล่ามนิ่งฉันเองก็นิ่งตามเขาไปด้วยเหมือนกันระหว่างที่นั่งมองหน้ากันอยู่นั้นฉันอดไม่ได้ที่จะเบนสายตามองสำรวจร่างกายของล่ามว่าเขายังเป็นอะไรตรงไหนไหมแต่พอเห็นว่าร่างกายของเขาตอนนี้กลับมาเป็นปกติทุกอย่าง "เฮ้อ" ฉันก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ "เป็นห่วงฉันเหรอ" ฉันชะงักกับคำถามนี้ของล่าม ฉันแสร้งชักสีหน้าใส่ล่ามกลบเกลื่อนอาการเล่อล่าของตัวเองที่เผลอไปแสดงออกชัดเจนว่าเป็นห่วงจนโดนเขาจับได้ "ใครมันจะไปเป็นห่วงนาย คนอย่างนายตายซะได้ก็ดี" ฉันเม้มริมฝีปากตัวเองแน่นเมื่อรู้สึกตัวว่าเมื่อกี้ตัวเองเผลอพูดอะไรออกไป หน้าล่ามเองก็สลดไปเลยเหมือนกันเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้น "ขะ ขอ" "เธอเกลียดฉันมากขนาดนั้นเลยเหรอ" ฉันที่กำลังจะเอ่ยขอโทษล่ามก็ต้องชะงักเมื่อล่ามเขาพูดสวนขึ้นมา ล่ามถามฉันน้ำเสียงแผ่วเบาสีหน้าเขามันดูเจื่อนลงไปมากจนฉันสัมผัสได
หลายวันแล้วที่ฉันเอาแค่หมกตัวยุ่งอยู่แต่กับการทำงาน ในระหว่างที่ล่ามพักฟื้นอยู่โรงพยาบาลพ่อของฉันก็เลยให้พี่รันต์เข้าไปช่วยงานอาคีชั่วคราวเพราะว่าตอนนี้งานที่บริษัทอาคีค่อนข้างยุ่งเนื่องจากมีโปรเจกต์ใหญ่ที่ต้องทำร่วมกับบริษัทของพ่อฉันและเพื่อนคนอื่น ๆ ซึ่งในส่วนนี้อาคีได้มอบหมายให้ล่ามรับหน้าที่ดูแลแต่พอเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมันเลยทำให้แผนงานต่าง ๆ ที่วางไว้ชะงักลงไป ทั้งพ่อ อาคี และคนอื่น ๆ เลยร่วมกันหาลือว่าระหว่างที่ล่ามพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลก็ให้พี่รันต์ดูแลงานแทนไปก่อน "ล่ามออกจากโรงพยาบาลแล้วนะลูกไม่ไปเยี่ยมเขาหน่อยหรือไง ตอนเขาอยู่โรงพยาบาลก็ไม่ได้ไปเยี่ยมเขาจะใจจืดใจดำลกับล่ามมันไปถึงไหนกัน" ฉันเงยหน้าจากหน้าจอแมคบุ๊คขึ้นมามองแม่ที่นั่งปอกผลไม้อยู่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามฉัน หลังจากที่ฉันทะเลาะกับแม่เรื่องฉันกับล่ามเมื่อครานั้นตอนนี้ฉันกับแม่ก็กลับมาคุยกันปกติ กลับมารักกันเหมือนเดิมแต่ก็จะมีบ้างบางครั้งที่แม่บ่นฉันเรื่องของล่ามเสมอ ท่านมักบอกว่าฉันมันใจจืดใจดำขนาดล่ามนอนเจ็บปางตายฉันก็ไม่คิดจะไปเหลียวแลเขาสักนิดซึ่งฉันก็ไม่คิดจะตอบโต้อะไรปล่อยให้แม่พูดไปคนเดียวเพราะต่อให้แม่







![รักแรกไงแพ้เกย์คู่ [3p]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)