LOGINบทที่ 5 ชนะเดิมพัน
เสียงประกาศจากลำโพงกลางสนามดังสะท้อนก้องไปทั่วพื้นที่ แสงไฟสปอร์ตไลต์จากเสาเหล็กสูงสาดลงบนแทร็กรถแข่งที่ถูกขีดเส้นชัดเจน ผู้ชมทยอยล้นเข้ามาเต็มอัฒจันทร์ เสียงพูดคุย เสียงเชียร์ และเสียงเครื่องยนต์ที่เริ่มอุ่นเครื่องประสานกันจนเกิดเป็นความวุ่นวายที่คึกคักแบบเฉพาะของสนามแข่งยามค่ำ
ลมเย็นแรงพัดผ่านตัวสตางค์จนผมที่รวบไม่เรียบร้อยปลิวกระจาย เธอยืนซุกมือในกระเป๋าเสื้อคลุม มองไปที่รถของไต้ฝุ่นที่จอดรออยู่ในคิวสตาร์ต กลิ่นน้ำมัน กลิ่นยางไหม้ และเสียงเครื่องยนต์คำรามรอบตัวทำให้หัวใจเธอเต้นแรงกว่าปกติหลายเท่า
เธอเคยมาสนามแข่งรถบ่อยก็จริง แต่มาเห็นช่วงที่เขาซ้อมเท่านั้น และยิ่งไม่เคยเห็นไต้ฝุ่นในโหมดนี้มาก่อนด้วย โหมดที่ทุกอณูของเขาเต็มไปด้วยสมาธิ ความมั่นใจ และความจริงจังจนเธอเผลอกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก
ซานเดินเข้ามาหยุดข้างๆ
“เฮ้ ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นก็ได้ มันแข่งบ่อยจนเบื่อแล้ว”
สตางค์หลุบตาลง
“ตังค์ไม่ได้เกร็งสักหน่อย แค่กลัวเขาชนะ”
“เอ้า! ไม่ดีเหรอ”
“ไม่ค่ะ”
แต่ความจริงคือ เธอกำลังประหม่าอย่างหนัก ลุ้นจนท้องไส้ปั่นป่วน หายใจไม่เป็นจังหวะ เผลอเกาะแขนเสื้อของตัวเองแน่นจนมือเย็นเฉียบ
เพราะคำเดิมพันนั่น สายตาคมๆ ของเขาก่อนเดินไปขึ้นรถ ท่าทางนิ่งเฉียบเย็นชา แต่กลับมีประกายท้าทายร้อนฉ่าที่เหมือนตั้งใจมองมาเพื่อทำให้เธอใจสั่นเล่นๆ
เสียงเครื่องยนต์ของรถไต้ฝุ่นคำรามดังขึ้นเมื่อเขาสตาร์ตเครื่อง ตัวรถสั่นเบาๆ ราวกับสัตว์ป่ากำลังเตรียมจะกระโจนออกล่า
สตางค์มองเขาผ่านกระจกหน้ารถ เห็นใบหน้าที่ถูกไฟสนามสะท้อนจนดูคมชัดยิ่งกว่าเดิม
เขาเหลือบตามองมาทางเธอเพียงเสี้ยววินาที แต่เสี้ยวนาทีนั้นก็เปลี่ยนจังหวะหัวใจเธอไปหมด
เธอหลบตาแทบไม่ทัน พร้อมก้าวถอยหลังจนนิ้วเท้าเกือบสะดุดพื้น
“ตื่นเต้นขนาดนั้นเลย?” ซานแซวติดตลก
“ไม่ค่ะ” เธอตอบเร็วจนฟังออกว่าโกหก
การประกาศเริ่มนับถอยหลังดังขึ้น ผู้ชมเริ่มส่งเสียงเชียร์ดังขึ้นเรื่อยๆ รถทุกคันเคลื่อนเข้าประจำที่สตาร์ตไลน์
สตางค์กลืนน้ำลายครั้งใหญ่ ในอกเหมือนมีอะไรบางอย่างจุกแน่น ทั้งลุ้น ทั้งกังวล ทั้งไม่อยากยอมแพ้ให้ไต้ฝุ่นเห็นว่าเธอเป็นกังวลแค่ไหน
แต่เหนือสิ่งอื่นใด… เธอไม่อยากแพ้เดิมพันนั้นเลยสักนิดเดียว
เสียงนับถอยหลังเริ่มดังชัด
3… 2… 1…
เสียงเครื่องยนต์คำรามดังขึ้นพร้อมกันราวกับฟ้าผ่า รถทั้งหมดพุ่งทะยานออกจากจุดสตาร์ตอย่างดุเดือด และหัวใจสตางค์… ก็พุ่งตามไปด้วยเหมือนกัน
เสียงล้อเสียดสีกับพื้นแทร็กดังยาวเป็นสายเหมือนแส้ฟาดลงกลางอากาศ ผู้ชมรอบสนามต่างลุกขึ้นยืน ส่งเสียงเชียร์กระหึ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่สำหรับสตางค์แล้ว ทุกอย่างรอบกายเหมือนถูกกลืนหายไป เหลือเพียงเสียงลมหายใจของตัวเองที่ดังชัดอยู่ในหู
ทุกวินาทีหลังสัญญาณสตาร์ตคือความกดดันที่ค่อยๆ บีบหัวใจเธอแน่นขึ้นเรื่อยๆ
รถของไต้ฝุ่นพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ตัวรถสีเข้มสะท้อนแสงไฟเป็นเส้นวูบวาบราวกับหลุดออกจากโลกความจริงไปอยู่ในมิติความเร็ว สตางค์จับตามองมันไม่กะพริบ ก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างไม่รู้ตัวเหมือนถูกดึงตามแรงลมที่รถฝุ่นสร้างไว้
ทุกโค้งที่เขาเลี้ยว เธอเกร็งไหล่จนปวดตื้อไปหมด มือที่กำแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือเริ่มชา แต่เธอไม่รู้ตัว ซานพูดอะไรบางอย่างข้างๆ แต่สตางค์ไม่ได้ยินเลยแม้แต่คำเดียว
ดวงตาเธอจับจ้องที่รถของไต้ฝุ่นเพียงคันเดียว หัวใจเต้นแรงจนเจ็บราวกับจะระเบิดออกมาพร้อมเสียงเครื่องยนต์ เมื่อรถพุ่งเข้าสู่โค้งหักศอก เธอกลั้นหายใจริมฝีปากเม้มแน่นจนซีด
“อย่าหลุด… อย่าหลุดนะ…”
รถฝุ่นกระแทกเข้าไลน์จังหวะพอดิบพอดี ล้อหลังปัดเล็กน้อยแต่ถูกควบคุมกลับได้ในเสี้ยววินาที
สตางค์เผลอผ่อนลมหายใจออกยาวๆ หัวใจเต้นแรงจนจังหวะผิดเพี้ยนไปหมด เธอไม่เคยรู้เลยว่าการดูคนคนหนึ่งแข่งรถ…มันทรมานขนาดนี้
ลมแรงพัดผมเธอปลิวจนปรกหน้า แต่เธอไม่แม้แต่จะยกมือปัด สายตายังล็อกอยู่กับรถคันเดิมราวกับกลัวว่าถ้ากะพริบตาเพียงครั้งเดียว เธออาจมองไม่เห็นเขากลับออกมาจากโค้งต่อไป
ยิ่งเขาแซง ยิ่งเขาพุ่งขึ้นอันดับ หัวใจเธอก็เต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะหลุดออกมาวิ่งตามรถไปด้วย
ซานหันมามองแล้วหลุดขำ
“น้อง… ลุ้นจนหน้าซีดแล้วนะ”
สตางค์ไม่โต้ตอบ เพราะในตอนนี้เธอกำลังกลัวอย่างประหลาด
กลัวว่าเขาจะผิดจังหวะ
กลัวว่าเขาจะพลาด
กลัวว่าเขาจะเป็นอะไรไป
กลัว… มากกว่าที่เธอยอมรับกับตัวเอง
ทุกเสียงรอบตัวหายไปหมด ทุกอย่างค่อยๆ ช้าลงเหลือเพียงภาพรถของไต้ฝุ่นที่พุ่งไปข้างหน้าราวกับกำลังฉีกอากาศ และเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นแรงจนเจ็บ
สตางค์กัดริมฝีปากแน่น คอแห้งผาก คิ้วขมวดแน่นจนปวดหัว ทุกวินาทีต่อจากนี้ สำหรับเธอ มันคือความกดดันที่โหดร้ายพอๆ กับการลงแข่งเสียเอง
ล้อเสียดพื้นดังลั่นผสมกับเสียงเครื่องยนต์ที่เร่งขึ้นจนสุดปลายเข็มวัดรอบ สนามทั้งสนามเหมือนสั่นสะเทือนด้วยพลังความเร็ว แต่สตางค์กลับได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นแรงจนแทบจะกลบทุกอย่างไปหมด
รอบสุดท้ายเริ่มต้น
รถของไต้ฝุ่นอยู่ในอันดับสองหลังคันนำหน้า ระยะห่างใกล้จนลมหายใจสตางค์สะดุดตามไปด้วย
“พี่ฝุ่น… อย่าชนะนะ” เธอพึมพำกับตัวเองเบาแผ่ว ทั้งที่รู้ว่าเขาไม่มีวันได้ยิน
เมื่อเข้าโค้งสุดท้าย โค้งที่แคบที่สุดและอันตรายที่สุดในสนาม ทุกคนในอัฒจันทร์ลุกขึ้นยืนพร้อมกันเหมือนนัดกันไว้
สตางค์แทบหยุดหายใจ มือที่กำไว้อยู่นานสั่นจนรู้สึกได้ ปลายเล็บสะกิดผิวตัวเองจนเจ็บแต่เธอไม่สนใจแม้แต่นิดเดียว
ไต้ฝุ่นกดคันเร่งสวนออกด้านใน เข้าไลน์เฉือนคู่แข่งในจังหวะที่เสี่ยงที่สุด เสียงล้อปัดดังเอี๊ยดจนคนดูหลายคนร้องลั่นด้วยความตกใจ
สตางค์รู้สึกเหมือนหัวใจถูกเหวี่ยงไปกับรถทั้งคันในเสี้ยววินาทีนั้น เธอหลับตาแน่นโดยไม่รู้ตัว
และแล้ว… เสียงโห่ร้องของผู้ชมระเบิดขึ้นอย่างมหาศาล ดังจนพื้นสนามสั่นสะเทือน
ซานตะโกนข้างหูเธอ
“มันแซงได้เว้ย!! ไอ้ฝุ่นมันแซงได้!!!”
สตางค์ลืมตาขึ้นอย่างตกใจ เห็นรถของไต้ฝุ่นพุ่งออกจากโค้งเป็นคันแรก ระยะห่างชัดเจน มั่นคงและไม่มีใครไล่ทันอีกต่อไป
เสียงประกาศก้องไปทั่วสนาม
“ผู้ชนะการแข่งขันรอบนี้ คือ…ไต้ฝุ่น!!”
สตางค์ยืนค้างอยู่กับที่ หูอื้อไปหมด เธอสูดลมหายใจแรงเหมือนเพิ่งพ้นจากการกลั้นหายใจยาวนานที่สุดในชีวิต หัวใจเต้นแรงเหมือนกำลังจะหลุดออกมาจากอก
เขาชนะ…
เขาปลอดภัย…
เขายังอยู่ตรงนั้น…
และท่ามกลางความอึกทึกของผู้ชมทั้งหมด มีเพียงสองคำที่ดังชัดเจนในหัวของสตางค์
‘ถ้าพี่แข่งชนะรอบนี้… ตังค์ต้องยอมไปกับพี่หนึ่งที่ ไม่ปฏิเสธ ไม่บ่น ไม่เถียง’
เดิมพันนี้… เธอแพ้ไม่เขาจริงๆ สินะ
THE ENDสองสัปดาห์หลังจากงานหมั้น ชีวิตของทั้งคู่ค่อยๆ กลับเข้าสู่จังหวะเดิมที่เรียบง่าย ไม่มีแขก ไม่มีพิธี ไม่มีดอกไม้ประดับเต็มบ้าน มีเพียงวันธรรมดาที่เริ่มต้นและจบลงด้วยชื่อของกันและกันคอนโดใหม่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัย ห้องขนาดพอดี ไม่ใหญ่โต แต่โปร่งสบาย แสงแดดตอนเช้าส่องผ่านกระจกบานใหญ่เข้ามาทุกวัน ที่นี่ไม่ใช่แค่ที่พักแต่เป็นที่ที่ทั้งสองตั้งใจจะเรียกมันว่าบ้านอย่างจริงจังวันแรกที่สตางค์ย้ายเข้ามา เธอลากกระเป๋าเดินทางใบไม่ใหญ่นักเข้ามาในห้อง ไต้ฝุ่นยืนพิงผนัง มองภาพนั้นด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ หัวใจเต้นแรงกว่าตอนยืนในงานหมั้นเสียอีก“เอากระเป๋าไว้ตรงนี้ก่อนก็ได้ เดี๋ยวพี่จัดตู้ให้” เขาพูดพลางรับกระเป๋าจากมือเธอ สตางค์เดินสำรวจห้องช้าๆ นิ้วแตะขอบโต๊ะ ขอบโซฟา เหมือนกำลังทำความคุ้นเคย“มันรู้สึกแปลกนะคะ เหมือนมาอยู่บ้านตัวเองจริงๆ”ไต้ฝุ่นเงยหน้ามอง ก่อนจะเผลอยิ้มตาม“ก็บ้านเราแล้วนี่” คำว่า เรา หลุดออกมาง่ายดายจนทั้งสองชะงักไปพร้อมกัน ก่อนจะยิ้มให้กันอย่างเขินๆ ชีวิตร่วมกันเริ่มต้นจากเรื่องเล็กน้อย ตอนเช้าไต้ฝุ่นตื่นก่อน อาสาทำกาแฟให้ ส่วนสตางค์เตรียมอาหารเช้าง่ายๆ บางวันเขาออก
บทที่ 44 หมั้นหมายสองเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ราวกับทุกอย่างถูกจัดวางไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ต้นหลังจากวันที่ไต้ฝุ่นตัดสินใจเข้าไปคุยกับทางบ้านของสตางค์ เรื่องที่เคยหนักอึ้งในใจกลับค่อยๆ คลี่คลายลงอย่างน่าประหลาด ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันด้วยเหตุผล ความจริงใจของเขา และท่าทีสุขุมที่ไม่ค่อยได้เห็นจากไต้ฝุ่น ทำให้บรรยากาศวันนั้นผ่านไปด้วยดีและวันนี้ก็มาถึงเช้าวันหมั้น บ้านของสตางค์ถูกตกแต่งอย่างเรียบหรู โทนสีครีมและขาวถูกขับด้วยดอกไม้สดสีอ่อนที่จัดวางอยู่ทั่วบริเวณ กลิ่นดอกมะลิและกุหลาบลอยคลุ้งไปทั่วบ้าน เสียงพูดคุยเบาๆ ของญาติผู้ใหญ่ผสมกับเสียงหัวเราะของคนในครอบครัว ทำให้บรรยากาศอบอุ่นตั้งแต่ยังไม่เริ่มพิธีสตางค์ในชุดไทยสีอ่อนนั่งอยู่ในห้องรับรอง ใบหน้าแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มเขินอาย มือเล็กประสานกันแน่นบนตัก แม้จะดูนิ่ง แต่หัวใจกลับเต้นแรงทุกครั้งที่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวด้านนอกขณะเดียวกัน ไต้ฝุ่นยืนอยู่หน้าบ้านในชุดสูทสุภาพเรียบร้อย ผิดจากภาพลักษณ์ดิบๆ ที่ใครหลายคนคุ้นเคย เขาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามตั้งสติ แม้สีหน้าจะนิ่ง แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและกังวลไม่แพ้กัน“ใจเย็น
บทที่ 43 คนขี้อายผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ ซานเดินถือแก้วกาแฟมานั่งลงบนม้านั่งข้างๆ กับไต้ฝุ่นและไทเกอร์นั่งลงฝั่งตรงข้าม“กาแฟมาแล้วครับคุณผู้ชาย” ซานแกล้งแซว แล้วเลื่อนแก้วกาแฟไปตรงหน้าเพื่อน“ตังค์ทอนล่ะ?” ไต้ฝุ่นแบมือขอเงินทอนคืนจากซาน แต่ซายกลับไหวไหล่เบาๆ“ไม่คืน ค่าเสียเวลาเดินไปซื้อ”“ไอ้ห่า ทำอย่างกับบ้านมึงจน”“มึงบอกกูเองนี่นา ว่าเงินทอนเหลือเอาอะไรมาก็ได้”“แล้วมึงซื้ออะไรมา”“ก็ซื้อเหล้ามาขวดหนึ่ง เอาไปไว้ที่รถแล้ว”“ไอ้นี่ มึงก็เห็นด้วยกับมันเหรอไอ้เสือ”“เปล่า กูไม่ได้สนใจมัน กูคุยโทรศัพท์กับชาอยู่”ไต้ฝุ่นลอบถอนหายใจเบาๆ แล้วก้มหน้ามองรายงานตรงหน้า“พวกมึง”“ว่า/ว่า” ทั้งซานและไทเกอร์ขานรับพร้อมกัน“กูว่า…กูจะขอสตางค์หมั้นไว้ ดีไหมวะ”ซานกับไทเกอร์ชะงักไปพร้อมกัน บรรยากาศบนม้านั่งเงียบลงชั่วอึดใจ เหลือเพียงเสียงนักศึกษาคนอื่นเดินผ่านไปมา ซานเป็นคนแรกที่เลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะหัวเราะแห้งๆ“เดี๋ยวนะ กูได้ยินถูกไหมว่า มึงจะขอน้องตัง์หมั้น?”ไทเกอร์ละสายตาจากโทรศัพท์ ค่อยๆ เงยหน้ามองเพื่อนสนิท สีหน้าจริงจังกว่าซานเล็กน้อย“มึงแน่ใจแล้วเหรอฝุ่น ไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบใช่ไหม”ไต้ฝุ่นไม่เ
บทที่ 42 สัมผัสที่คุ้นเคยแสงเช้าอ่อนๆ ลอดผ่านผ้าม่านบาง ทาบลงบนเตียงที่ยังอุ่นจากร่องรอยของเมื่อคืน สตางค์ขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะรู้สึกถึงอ้อมแขนที่โอบอยู่รอบเอว เธอลืมตาขึ้นช้าๆ ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของไต้ฝุ่นในระยะใกล้ ลมหายใจของเขาสม่ำเสมอ ดวงตาหลับพริ้ม ต่างจากตอนตื่นที่มักเจ้าเล่ห์เสมอเธอเผลอมองเขานานกว่าที่คิด ก่อนจะยิ้มบางๆ แล้วขยับตัวจะลุก แต่ยังไม่ทันได้ขยับมากนัก แขนที่กอดอยู่ก็รั้งเธอกลับไป“จะหนีไปไหนตั้งแต่เช้า” เสียงงัวเงียกระซิบใกล้หู“ตังค์ไม่ได้หนีค่ะ แค่จะลุก” เธอตอบเบาๆ แต่ท่าทางที่ยังซบอยู่บนอกเขากลับสวนคำพูด ไต้ฝุ่นลืมตาขึ้น มองเธอจากมุมต่ำ รอยยิ้มขี้เกียจแต่แฝงความพอใจปรากฏชัด“เช้าแบบนี้พี่ว่าตรงนี้น่าอยู่กว่าเยอะ”สตางค์หัวเราะในลำคอ ผมยาวยุ่งเล็กน้อยไหลลงมาข้างแก้ม เสื้อบางๆ ที่เธอสวมอยู่เผยให้เห็นช่วงไหล่ขาวเนียนโดยไม่ตั้งใจ เธอรู้ตัวดีว่าเขามองอะไรอยู่“พี่ฝุ่นอย่ามองแบบนั้นสิคะ”“แบบไหน” เขาถามกลับ พลางขยับตัวเข้ามาใกล้อีกนิด “พี่แค่มองแฟนตอนเช้าเอง”คำว่า แฟน ทำให้หัวใจเธอสะดุดเล็กน้อย สตางค์เม้มริมฝีปาก แต่สายตาที่หลบกลับเต็มไปด้วยความเขินปนพอใจ“พูดเพรา
บทที่ 41 โหยหา NC+++ (100%)เสียงลมหายใจสอดประสานกันดังกลบความเงียบในห้องนั่งเล่น แสงไฟอุ่นส่องเงาคู่ของทั้งสองทาบทับบนผนังราวกับภาพที่คุ้นตา สตางค์หลับตาลง ปล่อยให้จังหวะที่เธอรู้จักดีพาอารมณ์ไหลไปข้างหน้า ทุกการเคลื่อนไหวไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำใด ร่างกายสื่อสารแทนความคิดได้ชัดเจนกว่าไต้ฝุ่นก้มกระซิบใกล้ใบหู เสียงต่ำพร่าทำให้หัวใจเธอสะดุด เขาไม่ได้เร่งรัด แต่ก็ไม่ผ่อนคลาย เหมือนรู้ดีว่าควรหยุดตรงไหนและควรไปต่อเมื่อไร ความคุ้นเคยทำให้ทุกสัมผัสมีความหมาย เป็นทั้งแรงดึงดูดและความไว้ใจที่ก่อตัวมานานสตางค์ขยับรับอย่างเป็นธรรมชาติ นิ้วมือเธอเกาะยึดเสื้อเขาไว้ราวกับสมอ ความร้อนระอุไม่ได้ปะทุเป็นไฟโหม แต่ค่อยๆ ซึมลึก เข้าถึงอารมณ์ในส่วนที่คำพูดแตะไม่ถึง เสียงหัวใจเต้นสอดรับกันเป็นจังหวะเดียว เร่าร้อน อ่อนหวาน และคุ้นเคยจนไม่ต้องตั้งคำถามในห้องที่เต็มไปด้วยเงาและแสง ทั้งสองปล่อยให้เวลาหยุดนิ่งชั่วคราว เหลือเพียงความรู้สึกที่แนบแน่นและจังหวะที่รู้จักดี วินาทีนั้นไม่ต้องการสิ่งใดมากไปกว่าการอยู่ตรงนี้ด้วยกัน“อื้อ~ พี่ฝุ่นอย่ากระแทกถี่ๆ แบบนี้สิ ตังค์จะเสร็จ” เธอกัดปากแน่น มือกำเข้าหากันจนข้อซีด
บทที่ 40 โหยหา NC ++รถเคลื่อนตัวออกจากสนามแข่งได้ไม่นาน สตางค์ก็หันหน้าไปมองเขาด้วยรอยยิ้มบางๆ“เจ้าอ้วนเป็นยังไงบ้างคะ โตเท่าไรแล้วอะ”“หึ ก็สูงกว่าเดิม ผอมลงนิดหน่อยแต่ไม่ต้องห่วง กินดีอยู่ดีกว่าตอนอยู่กับพี่แน่”“แหงสิคะ พี่ฝุ่นดุมันนี่นา”“หึหึ” ไต้ฝุ่นหัวเราะเบาๆ ก่อนจะตีไฟเลี้ยวไปอีกทาฃหนึ่ง ซึ่งสตางค์จำได้แม่นว่านั่นทางกลับคอนโดเขา“ไม่ได้จะพาตังค์กลับห้องเหรอ”“กลับสิทแต่เป็นห้องพี่”“ร้ายกาจนะคะ ตังค์จะเชื่อใจพี่ได้ไหมเนี่ย”ไต้ฝุ่นยิ้มมุมปาก ไม่ตอบในทันที รถแล่นเรียบไปตามถนนยามเย็น แสงไฟสองข้างทางทอดยาวเป็นเส้น สตางค์เผลอมองเงาสะท้อนบนกระจก เห็นสีหน้าเขานิ่งแต่แววตากลับอ่อนลงอย่างประหลาด“เชื่อใจพี่สิ” เสียงเขาต่ำลงนิดเดียว เหมือนตั้งใจให้ได้ยินแค่เธอ “ถ้าไม่เชื่อ พี่คงไม่กล้าพาตังค์มาทางนี้”คำพูดนั้นทำให้หัวใจเธอสะดุด สตางค์เม้มปาก กลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่ รถชะลอเข้าจอดริมทางเงียบๆ ใต้ต้นไม้ใหญ่ ไต้ฝุ่นดับเครื่อง ก่อนจะหันมามองเธอเต็มตา ระยะใกล้เกินกว่าจะหลบสายตาได้“ทำไมมองแบบนั้นคะ” เธอถามเสียงเบา ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าคำตอบจะเป็นยังไงเขาเอื้อมมือมาจัดปอยผมที่หลุดลุ่ยให้ เงี
![My Engineerรักร้ายนายจอมโหด [ต้าร์พินอิน]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

![Evil Engineerร้ายรักวิศวะเลว [ไนต์]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

![NightZ [I] THE LOST MEMORIES](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


