LOGINกริช สถาปนิกหนุ่มมาดเนี้ยบจากเมืองกรุง ผู้ที่มีชีวิตอยู่กับตัวเลข เลเซอร์วัดระยะ และคอนโดหรู ต้องตกกระไดพลอยโจนกลับสู่บ้านเกิดที่จังหวัดอุบลราชธานีตามคำสั่งประกาศิตของย่า เพื่อมาจัดการมรดกที่ดินผืนสุดท้ายที่เขาแทบจะไม่เคยกลับมาเหยียบเลยตั้งแต่ประถม กริชในวัยเกือบ 30 กลายเป็นเขาพูดอีสานไม่ได้ ฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง และที่สำคัญ... เขาเป็นโรคกลัวโคลนขั้นสุด แต่การกลับมาครั้งนี้ทำให้เขาได้พบกับ ปิยะฉัตร หรือที่ชาวบ้านเรียกติดปากว่า "อิปิ๊" ลูกสาวผู้ใหญ่บ้านสุดแสบที่เป็นเพื่อนเล่นกันมาในวัยเด็ก จากเด็กหญิงน้ำมูกยืดในวันนั้น กลายเป็นสาวแกร่งเกินร้อยที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของชุมชน ปิยะฉัตรไม่ได้มีดีแค่หน้าตาสวยคมแบบสาวที่ราบสูง แต่เธอยังพ่วงตำแหน่ง "เจ้าแม่เกษตรอินทรีย์" ที่พร้อมจะปกป้องผืนดินบ้านเกิดจากพวกนายทุน
View Moreท้องฟ้าสีครามสดใสตัดกับสีเขียวขจีของยอดต้นกล้าที่กำลังสะพัดล้อลมร้อน แสงแดดยามบ่ายของจังหวัดอุบลราชธานีนั้นรุนแรงพอจะทำให้ยางมะตอยบนถนนลูกรังเริ่มนิ่ม แต่สิ่งนั้นไม่ใช่อุปสรรคสำหรับรถ SUV ยุโรปคันหรูที่กำลังแล่นตะบึงเข้ามาด้วยความเร็ว จนกระทั่ง...
“กึก! ครืดดดดด!”
เสียงล้อรถบดกับดินเลนที่ยุ่ยตัวเพราะฝนเมื่อคืนดังสนั่น รถคันละหลายล้านจอดสนิทกลางหล่มโคลนสีแดงข้น ประตูรถฝั่งคนขับเปิดออกเบาๆ พร้อมกับรองเท้าหนังแบรนด์เนมมันวับที่ค่อยๆ ก้าวลงมาเหยียบพื้น...
“เชี่ย!” กริช สถาปนิกหนุ่มวัย 28 ปี อุทานออกมาด้วยภาษากลางที่ชัดถ้อยชัดคำ เขาจ้องมองรองเท้าคู่ละสองหมื่นที่จมหายไปในเลนกึ่งหนึ่งด้วยสีหน้าเหมือนโลกกำลังจะแตก ชุดสูทผ้าคอตตอนเนื้อดีเริ่มเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เขาปาดหน้าผากที่ชื้นเหงื่อ พลางหันมองไปรอบๆ ตัวที่ไม่มีตึกสูง ไม่มีเซเว่นฯ และไม่มีวี่แววของสัญญาณโทรศัพท์
“ไหนพ่อเคยบอกว่าถนนเข้าถึงแล้วไงวะ...”
ในขณะที่กริชกำลังยืนเก้ๆ กังๆ เตรียมจะใช้มือขาวผ่องพยายามดันรถ เสียงเครื่องยนต์รถมอเตอร์ไซค์ดัดแปลง หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘รถซาเล้ง’ ก็ดังแว่วมาแต่ไกล พร้อมกับฝุ่นสีแดงที่ตลบอบอวล
รถซาเล้งคันนั้นมีกะละมังพลาสติกและกระสอบมูลควายวางเทินกันมาจนสูงลิ่ว คนขับเป็นหญิงสาวในชุดเสื้อแขนยาวลายสก็อตเก่าๆ ผ้าเขม่าปิดหน้าปิดตา เหลือเพียงดวงตากลมโตสุกใสที่จ้องมองชายแปลกหน้าด้วยความสงสัย เธอเบรกกะทันหันจนตัวรถส่าย
“โอ๊ยยยย อ้าย มาจอดเฮ็ดหยังขวางทางแท้ล่ะนิ รถกะงามปานนี้ คือมาตกส่าง (หล่ม) อยู่หม่องนี่”
เสียงใสๆ ที่พ่นภาษาอีสานไฟแลบทำเอาสถาปนิกหนุ่มยืนงง เขาพยายามรวบรวมสติแล้วตอบกลับด้วยภาษากลางอย่างสุภาพที่สุด
“เอ่อ... ขอโทษนะครับ พอดีรถผมติดหล่ม คุณพอจะช่วยตามคนมาลากรถให้หน่อยได้ไหมครับ”
หญิงสาวบนรถซาเล้งเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง เธอค่อยๆ ดึงผ้าโพกหน้าออก เผยให้เห็นใบหน้าสวยคมสไตล์สาวอีสานแท้ๆ ผิวสีน้ำผึ้งเนียนละเอียดและรอยยิ้มที่กวนประสาทเล็กน้อย เธอจ้องมองกริชตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะหัวเราะพรืดออกมา
“เว้าไทยซะด้วย... มาหาไผกะด้อกะเดี้ย (จะมาหาใครขนาดนั้น) ใส่สูทนุ่งผ้ามันมายืนตากแดดสิเป็นลมตายก่อนเด้ออ้าย มาๆ หลบไป อิปิ๊ผู้นิสิส่อยเอง!”
“อิปิ๊” กริชทวนคำชื่อนั้นอย่างงงๆ
“นั่นชื่อคุณเหรอ”
“เออซั่นเด่ะ! ปิยะฉัตร แปลว่าร่มเงาอันประเสริฐ แต่คนแถวนี้เอิ้นอิปิ๊เจ้าค่ะ” เธอพูดประชดพลางโดดลงจากรถซาเล้ง มือเรียวคว้าเชือกป่านเส้นหนาที่วางอยู่หลังรถออกมา
“ถอยไปอ้าย หนุ่มกรุงคือจั่งเจ้าอย่ายืนขวางทางลม เดี๋ยวมันสิเหม็นขี้ควาย”
กริชยืนมองผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่กำลังมัดเชือกกับกันชนรถหรูของเขาอย่างคล่องแคล่ว ความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามลืมมาตลอด 20 ปีเริ่มผุดขึ้นมาในใจ กลิ่นดิน กลิ่นต้นไม้ และน้ำใจแปลกๆ ของคนแถวนี้ ... บางที การกลับมารับมรดกครั้งนี้ อาจจะไม่ได้ง่ายเหมือนที่เขาคิดไว้เสียแล้ว
ความเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศในรถ SUV ไม่ได้ช่วยให้ใจของ กริช เย็นลงได้เลย ภาพความทรงจำสุดท้ายเกี่ยวกับพ่อยังคงชัดเจน... พ่อจากไปทิ้งไว้เพียงเถ้ากระดูกและคำสั่งเสียสุดท้ายที่เหมือนปริศนา
“กริช... ถ้าพ่อไม่อยู่แล้ว กลับไปหาย่าที่อุบลฯ นะลูก ที่ดินแปลงนาที่พ่อเคยเล่าให้ฟัง มันเป็นของลูก พ่อขอโทษที่พาเจ้าหนีมา...”
ยี่สิบกว่าปีที่แล้ว พ่อพากริชและแม่หนีความขัดแย้ง "แม่ผัว-ลูกสะใภ้" ออกจากบ้านนอก มุ่งหน้าสู่แสงสีของกรุงเทพฯ กริชเติบโตมาในคอนโดหรู เรียนโรงเรียนอินเตอร์ และกลายเป็นสถาปนิกที่ใช้ชีวิตอยู่กับไม้บรรทัดเหล็กและแบบแปลนดิจิทัล เขาแทบจะลืมไปแล้วว่าเสียงเหน่อๆ ของสำเนียงอีสานมันฟังดูอบอุ่นแค่ไหน จนกระทั่งเท้าของเขาจมลงไปในขี้โคลนหน้าหมู่บ้านโคกอีแหลวในวันนี้
"ถอยไปอ้าย! ยืนเฮ็ดหน้าหล่ออยู่หั่น รถมันสิขึ้นเองได้บ่!"
เสียงของหญิงสาวที่ชื่อ อิปิ๊ ปลุกเขาจากภวังค์ กริชสะดุ้งรีบถอยกรูดออกมาจนเกือบเสียหลักล้มลงในเลน เขาจ้องมองภาพเบื้องหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา หญิงสาวร่างเพรียวในชุดเปื้อนฝุ่นกำลังมัดปมเชือกป่านเส้นเขื่องเข้ากับกันชนรถหรูของเขาอย่างช่ำชอง
"เดี๋ยวคุณ! เชือกนั่นมันจะขูดสีรถผมนะ ราคาทำสีใหม่มันแพงกว่าซาเล้งคุณทั้งคันเลยนะ" กริชท้วงเสียงหลง
กริชยืนมองเชือกป่านเส้นเขื่องที่ผูกกับท้ายรถซาเล้งสลับกับมองหน้านางเอกอย่างไม่เชื่อสายตา
"คุณ... จะเอาซาเล้งมาลากรถหนักสองตันเนี่ยนะ เครื่องมันไม่ระเบิดใส่หน้าผมก่อนเหรอ"
อิปิ๊หยุดมือที่กำลังสตาร์ทรถซาเล้ง เธอมองกริชด้วยสายตาเหมือนมองคนพูดไม่รู้เรื่อง ก่อนจะแย้มยิ้มกวนประสาท
"โธ่... อ้ายจ๋า ดูถูกเครื่องยนต์ข่อยแท้ ซาเล้งคันนี่ลากขี้ควายมาแล้วครึ่งตำบลเด้อ! แต่ว่ากระซ่างเถาะ... คันอ้ายย่านเครื่องมันพัง ข่อยใช้ 'เครื่องยนต์รุ่นดั้งเดิม' กะได้"
พูดจบ อิปิ๊ก็ชูนิ้วชี้กับนิ้วกลางเข้าปากแล้ว "วี๊ดดดดดดด!" ผิวปากเสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทุ่งนา กริชสะดุ้งจนตัวโยน
"คุณทำอะไรน่ะ เรียกพวกมาปล้นผมเหรอ"
"ปล้นบ้านอ้ายส เบิ่งพู้น" อิปิ๊ชี้มือไปทางใต้ต้นจามจุรีใหญ่
ท่ามกลางฝุ่นที่ตลบเบาๆ กริชเห็นเงาร่างทึมๆ ขนาดมหึมากำลังเดินตรงมา มันคือควายเผือกตัวยักษ์ กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ เขาวงกว้างดูน่าเกรงขาม แต่มันกลับเดินเคี้ยวหญ้าหน้าตาเฉยเมยมาหยุดอยู่ข้างซาเล้งของอิปิ๊
"นี่ 'บักถึก' พาร์ทเนอร์ข่อยเอง" อิปิ๊ตบหัวเจ้าควายยักษ์เบาๆ
"ถึกเอ๊ย... เบิ่งแน่ หนุ่มกรุงเพิ่นเฮ็ดรถตกส่าง ช่วยเพิ่นแน่ลูกเดี๋ยวแม่สิหาหญ้าอ่อนๆ ให้กินเป็นรางวัล" กริชอ้าปากค้าง
"จะ... จะเอาควายมาลากรถผมเนี่ยนะ นี่มันยุค 5G แล้วนะคุณ รถลาก รถยกไม่มีหรอ"
"5G บ้านอ้ายกะสู้แรง 1 BP (Buffalo Power) บ้านข่อยบ่ได้ดอก!" อิปิ๊ไม่ฟังเสียงทัดทาน เธอจัดการย้ายเชือกจากซาเล้งมาคล้องเข้ากับแอกบนคอของเจ้าถึกอย่างรวดเร็ว
"อ้าย ขึ้นรถ! ไปประคองพวงมาลัยไว้ ข่อยสิให้สัญญาณ!"
กริชจำใจปีนกลับขึ้นไปนั่งบนเบาะหนังราคาแพงด้วยความรู้สึกสมเพชตัวเองอย่างบอกไม่ถูก สถาปนิกเกียรตินิยมอันดับหนึ่งต้องมาพึ่งควายลากรถกลางทุ่งอุบลฯ
"ถึก... ไปลูก! ฮึ่ย ๆ ๆ " อิปิ๊ตะโกนก้อง
เจ้าถึกพ่นลมหายใจดัง ฟืด! มันออกแรงดึงจนกล้ามเนื้อขาหลังสั่นพะเยิบ กริชเหยียบคันเร่งส่งเบาๆ ทันใดนั้น... "พรึ่ดดดด!" รถ SUV คันละหลายล้านพุ่งพรวดขึ้นจากเลนเหมือนโดนปาฏิหาริย์ดึง แรงดึงมหาศาลของเจ้าถึกทำเอารถข้ามหลุมโคลนมาจอดสนิทบนพื้นแข็งได้ในพริบตา
"ฮ่ะฮ่า เห็นบ่ล่ะอ้าย! บอกแล้วว่าบักถึกข่อยมันอึด!" อิปิ๊หัวเราะร่าพลางเดินไปลูบโหนกเจ้าถึก
"เก่งมากความหวังของหมู่บ้าน บักหล่อของอิแม่"
กริชถอนหายใจยาวพลางมองตามรถซาเล้งที่มีควายเดินต้อยๆ ตามหลังไป กลิ่นสาบควายและกลิ่นขี้เลนเริ่มซึมเข้าสู่โสตประสาทของเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้
"เอาวะ... อย่างน้อยควายก็ไม่ทำให้สีรถถลอกล่ะมั้ง" กริชพึมพำกับตัวเอง กริชลงจากรถมองดูรอยขีดข่วนเล็กน้อยที่กันชนแล้วถอนใจยาว เขาล้วงกระเป๋าสตางค์หยิบแบงก์พันส่งให้
"ผมไม่มีแบงก์ย่อย คุณเอาไปเลย ไม่ต้องทอน" อิปิ๊จ้องแบงก์พันในมือสถาปนิกหนุ่ม ตาโตเท่าไข่ห่าน แต่แทนที่จะดีใจ เธอกลับขมวดคิ้วแล้วยัดแบงก์คืนใส่ข้อมือกริชแรงๆ
"บ่เอาดอก ข่อยขอแค่ค่าหญ้าบักทึกห้าสิบบาท อ้ายมีบ่ ถ้าบ่มีกะค้างไว้ก่อน วันหลังเอามาคืนข่อยที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน"
"แต่ผม..."
"บ่ต้องแต่! คนบ้านนี่เขามีศักดิ์ศรีเด้ออ้าย บ่ได้เห็นแก่เงินปานนั้น" เธอสะบัดหน้าใส่ แล้วสตาร์ทรถซาเล้งเตรียมตัวจากไป
"ว่าแต่นี่... อ้ายสิไปไส หน้าตาแปลกถิ่นปานนี้ ย่างกรายเข้าหมู่บ้านระวังหมาแม่ลูกอ่อนเด้อ มันมักแฮ่ใส่คนแปลกหน้า"
"ผมจะไปบ้าน... ย่าบุญมา ครับ"
เครื่องยนต์ซาเล้งดับกะทันหัน อิปิ๊หันขวับมามองกริชอีกครั้ง คราวนี้สายตาของเธอเปลี่ยนไปจากความกวนประสาท กลายเป็นความสงสัยใคร่รู้
"บ้านแม่ใหญ่บุญมา อ้ายเป็นหยังกับเพิ่น"
"ผมชื่อกริช... เป็นหลานชายท่านครับ" อิปิ๊เงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเสียงดังลั่นทุ่ง
"ฮ่า ๆ ! อ๋อ... นี่น่ะเบาะ 'บักกริช' หลานชายที่แม่ใหญ่เพิ่นคุยอวดว่าไปเรียนเมืองนอกเมืองนา สูงขาวปานเทวดา ที่แท้กะแค่ 'บักหนุ่มกรุง' ที่ตกสว่างซื่อๆ นี่ล่ะน้อ!" กริชหน้าแดงก่ำ ไม่รู้ว่าแดงเพราะแดดหรือเพราะโดนสาวบ้านนาหัวเราะเยาะ
"คุณรู้จักย่าผมด้วยเหรอ"
"คนทั้งหมู่บ้านไผบ่ฮู้จักแม่ใหญ่บุญมา กะเสียชาติเกิดแล้วอ้าย" อิปิ๊ตบถังรถซาเล้งเบาๆ
"ตามข่อยมานี่ บ้านแม่ใหญ่เพิ่นอยู่ท้ายบ้านนู้น... ฟ้าวเด้อ เดี๋ยวหมากัดรถเจ้าข่อยบ่ส่อยเด้!"
กริชถอนหายใจยาวพลางมองตามรถซาเล้งที่ขับนำหน้าไป กลิ่นสาบควายยังคงอบอวลอยู่ข้างตัวเขา แต่อะไรบางอย่างบอกเขาว่า... ชีวิตที่สงบสุขแบบที่เขาคาดหวังจากการมาพักใจครั้งนี้ มันไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
ตอนพิเศษ: กำเนิด "ไอ้หนูนาสีทอง" ขวัญใจชาวโคกอีแหลวค่ำคืนกลางฤดูเก็บเกี่ยว กลิ่นรวงข้าวหอมมะลิที่สุกงอมโชยมาตามลมหนาวที่พัดผ่านทุ่งนาสีทอง แสงดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้าที่บ้านโคกอีแหลวดูจะนิ่งสงบผิดปกติ ทว่าในเรือนไม้หลังงามของผู้ใหญ่กริช กลับมีความโกลาหลเล็กๆ เกิดขึ้น"โอ๊ย อ้ายกริช ปิ๊เจ็บท้อง" เสียงร้องของอิปิ๊ดังฝ่าความเงียบ ทำเอาผู้ใหญ่บ้านหนุ่มที่กำลังนั่งตรวจแบบแปลนโรงเรียนดินถึงกับปากกากระเด็น"ปิ๊ เป็นอะไรจ๊ะ หรือว่ามะขามป้อมเมื่อเย็นมันแผลงฤทธิ์" กริชพุ่งตัวไปที่เตียงหน้าตาตื่น"บ่ใช่ มันเจ็บแบบ... แบบสิออกแล้วอ้าย ฮืออออ อ้ายกริช ปิ๊ปวด" อิปิ๊หน้าซีดเผือด มือเรียวจิกหมอนจนแน่น กริชสติกระเจิง ทำอะไรไม่ถูก จะอุ้มเมียก็กลัวจะทำหล่น จะโทรหาหมอก็ลืมรหัสล็อกหน้าจอ"สติจ๊ะกริช... สติ" กริชตบหน้าตัวเองซ้ายทีขวาทีจนแก้มแดงเถือก แต่มันก็ยังระงับอาการมือไม้สั่นไม่ได้"ปิ๊ อ้าย... อ้ายต้องทำยังไงก่อน กระเป๋า ใช่ กระเป๋าเตรียมคลอด" กริชลนลานวิ่งไปที่ตู้เสื้อผ้าแต่แทนที่จะคว้ากระเป๋าผ้าอ้อม เขากลับคว้าเอา ม้วนพิมพ์เขียวกับตลับเมตรคู่ใจออกมากอดไว้แน่น"อ้ายกริช""ฮึ่ย! เอาตลับเมตรมาทำไม
ตอนที่ 60 (ตอนจบ) : นาสีทองที่ถักทอด้วยรัก แสงทองของดวงอาทิตย์ยามเช้าทอดผ่านทุ่งรวงข้าวที่สุกปลั่งส่งกลิ่นหอมละมุนไปทั่วอาณาบริเวณ “นาสีทองโมเดล” ในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่เกษตรกรรม แต่มันคือสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จของชายหนุ่มสถาปนิกที่เคยเกือบจะทิ้งความฝัน และหญิงสาวสู้ชีวิตที่มี “ซาเล้ง” เป็นอาวุธคู่กายวันนี้คือวันสำคัญที่สุด... วันเปิดตัว “ห้องสมุดดินและศูนย์เรียนรู้เยาวชนนาสีทอง” ผลงานมาสเตอร์พีซที่กริชทุ่มเททั้งความรู้และความรักสร้างขึ้นมาบรรยากาศที่หน้าอาคารดินทรงหอยทากคึกคักไปด้วยผู้คน แต่เจ้าของโครงการอย่าง ผู้ใหญ่กริช กลับอยู่ในสภาพที่ใครเห็นเป็นต้องอมยิ้ม เขาไม่ได้ยืนสง่าผ่าเผยเหมือนสถาปนิกในนิตยสาร แต่กลับนั่งอยู่บนเก้าอี้หวาย มือหนึ่งถือยาดมตราโป๊ยเซียนจ่อจมูก อีกมือกุมพุงตัวเองไว้ราวกับคนท้องเสีย“อึก... ปิ๊จ๋า... ให้ใครเอาไอ้รถโม่ปูนที่จอดอยู่ไปเก็บที อ้ายได้กลิ่นฝุ่นปูนแล้วมันพะอืดพะอมอย่างบอกไม่ถูก” กริชโอดยิ้มๆ หน้าซีดเป็นไก่ต้ม“อดทนเอาเด้ออ้ายกริช” อิปิ๊ในชุดผ้าซิ่นพื้นเมืองสีเขียวน้ำไหล เดินนวยนาดมาตบหลังสามีเบาๆ วันนี้เธอผิวพรรณผุดผ่อง แก้มอมชมพูผิดกับกริชรา
ตอนที่ 59 : ความฮอตของผู้ใหญ่บ้านกริชความฮอตของ "ผู้ใหญ่กริช" เริ่มลามปามไปไกลกว่าที่คิด เมื่อเพจท่องเที่ยวชื่อดังลงรูปผู้ใหญ่บ้านในลุคสถาปนิกมาดเซอร์ ยืนกางพิมพ์เขียวท่ามกลางทุ่งนาสีทอง พร้อมแคปชั่น“ผู้ใหญ่บ้านหล่อบอกต่อด้วย... อยากนอนเถียงนาพ่อผู้ใหญ่ ” ทำเอาสาวน้อยสาวใหญ่จากเมืองกรุงแห่กันจองห้องพักโฮมสเตย์นาสีทองจนเต็มไปถึงปีหน้า!บ่ายวันนั้น ขณะที่อิปิ๊กำลังนั่งเคี้ยวมะยมดองจนหน้าเบี้ยวเพราะอาการแพ้ท้อง เธอก็เหลือบไปเห็นแขกสาวสวยกลุ่มหนึ่งในชุดเดรสสายเดี่ยวสีขาวพลิ้วไหว เดินนวยนาดมาหาผู้ใหญ่กริชที่กำลังนั่งล้างคราบโคลนออกจากขาอยู่ที่ม้านั่งใต้ต้นจามจุรี"อุ๊ย ผู้ใหญ่ขา... รบกวนหน่อยค่ะ" เสียงหวานหยดย้อยแว่วมาถึงหูอิปิ๊"พอดีแอร์ในห้องพักหลังที่ 2 มันมีเสียงแปลก ๆ แถมไม่ค่อยเย็นเลยค่ะ ผู้ใหญ่ช่วยเข้าไปดูให้หน่อยได้ไหมคะ พวกเราเปิดแอร์ไม่เป็นหรือเครื่องมันจะเสียก็ไม่รู้ค่ะ"กริชเงยหน้าขึ้นเช็ดมือ"อ๋อ... แอร์หลังนั้นผมเพิ่งล้างไปเมื่ออาทิตย์ก่อนเองนะ เดี๋ยวผม" ยังไม่ทันที่กริชจะพูดจบ"เคร้ง!" เสียงถาดสเตนเลสที่อิปิ๊ถืออยู่ร่วงลงพื้นเสียงดังสนั่น แขกสาวสะดุ้งโหยง ส่วนกริชหน้าซีดเผ
ตอนที่ 58: ผู้ใหญ่บ้านคนใหม่บรรยากาศการใส่บาตรกรวดน้ำผ่านพ้นไปพร้อมกับเสียงหัวเราะแซวของย่าบุญมา แต่เรื่องราวที่ "เรือนใหม่นาสีทอง" ยังไม่จบลงแค่นั้น เพราะวันนี้ถือเป็นวันมงคลสองต่อ นอกจากจะเป็นวันเริ่มต้นชีวิตคู่ของกริชและอิปิ๊แล้ว ยังเป็นวันที่ชาวบ้านนาสีทองต้องมารวมตัวกันเพื่อหา "ผู้ใหญ่บ้านคนใหม่" มาแทน พ่อผู้ใหญ่(พ่อของอิปิ๊) ที่เพิ่งได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้านให้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็น กำนันคนใหม่ของตำบลสายวันนั้น ชาวบ้านนับร้อยต่างพากันมานั่งล้อมวงกันที่ลานใต้ถุนเรือนกำนันคนใหม่ กลิ่นหอมของลาบเทาและต้มไก่บ้านโชยมาเป็นระยะ กำนันในชุดกากีเต็มยศยืนยิ้มหน้าบานมองดูลูกเขยคนเก่งที่กำลังเดินจูงมือลูกสาวลงมาหาชาวบ้าน"เอาล่ะ พี่น้องชาวนาสีทอง" กำนันหมายประกาศเสียงก้อง "ตอนนี้ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านมันว่างลง ข้อยกะเป็นกำนันแล้ว สิให้เบิ่งแยงทั้งตำบลมันกะสิไม่ทั่วถึง วันนี้ข้อยเลยอยากฟังเสียงพวกเจ้าว่า อยากได้ใครมาดูแลหมู่บ้านนาสีทองของเราต่อ"เสียงชาวบ้านซุบซิบกันไปมา จนกระทั่ง ลุงมิ่ง อดีตนักเลงเก่าประจำหมู่บ้านตะโกนขึ้นมา "สิไปหาไกลทำไมล่ะพ่อกำนันก็ไอ้เจ้ากริชลูกเขยพ่อนั่นแหละ มันจบกรุง