LOGIN“จอย มาคุยกับพี่”
“ปล่อยจอย”
“มาคุยกับพี่…ข้างนอก” ไอ้พฤกษ์ทำเสียงแข็งจ้องเขม็ง พร้อมดึงออกไปนอกร้าน
ใจจริงฉันอยากตามไปตบเพื่อเอาคืน แต่ขาดันก้าวไม่ออก ตกใจ
ไม่เข้าใจ น้อยใจ ความรู้สึกมันผสมปนเปไปหมดทรุดตัวลงเก้าอี้พยายามพร่ำบอกตัวเองให้ใจเย็นลง แล้วท่อง
“น้องมันไม่รู้ น้องมันไม่รู้” พร้อมสูดหายใจเข้าปอดลึก ๆ แล้วค่อย ๆ พ่นลมหายใจออก ทำอยู่แบบนี้นานสองนานจนไอ้พฤกษ์เดินกลับเข้ามาคนเดียวนั้ฉันตั้งสติอยู่นานจนมันกลับมา แล้วจะต้องเผชิญหน้าทั้งที่ยังโกรธจนตัวสั่น จิกเล็บที่มือแน่นไม่ให้โวยวาย
“เป็นไงบ้างข้าว” มันเดินมายืนตรงหน้า จะให้ตอบอะไร บอกว่าเจ็บมากงี้เหรอ
เเผลที่ปากแตกยังไม่เจ็บเท่าใจที่เห็นมันเข้าข้างคนผิด
“อย่านิ่งแบบนี้ดิ โกรธเหรอ” จับที่ใบหน้าของฉันใช้นิ้วลูบไล้
ตรงแผล “เจ็บไหม ขอโทษที่ให้รอ”“มึงอย่ามายุ่งกับกูพฤกษ์ แล้วที่กูนั่งอยู่ตรงนี้ก็ไม่ได้รอมึงนะ”
แค่กำลังตั้งสติอยู่ ตอนแรกกะว่าจะกลับเลยด้วยซ้ำ“โกรธใช่ไหม”
“มึงคิดว่ากูควรรู้สึกยังไง ที่โดนตบแล้วคนที่ให้มาช่วยก็ดันเข้าข้างมันอะ มีอะไรเดือดร้อนจะไม่ช่วยมึงแล้ว กูเหนื่อย” คำสุดท้ายถูกเปล่งออกมาเสียงดังพร้อมน้ำตาที่ไหลลงอย่างห้ามไม่ได้
เหนื่อยจริง ๆ นะที่ต้องทำเป็นเพื่อนที่แสนดีคอยซัปพอร์ตคนที่
ชอบในทุก ๆ ทางน่ะ หลายเรื่องที่เจ็บแทบทนไม่ไหวแต่ต้องฝืนยิ้ม พูดจาหยอกล้อให้เป็นปกติที่สุดโคตรจะเก่งเลย
“ขอโทษ” มันทำสีหน้าสำนึกผิด ในเมื่อตกลงที่จะช่วยมันเกิดเรื่องที่ไม่คาดคิดแบบนี้ฉันก็คงว่าอะไรมันไม่ได้ใช่ไหม “พฤกษ์ขอโทษนะครับ”
มันว่าขณะที่ลงไปนั่งคุกเข่าคว้ามือฉันไปกุมไว้“ทำอะไร”
“ขอโทษไง ขอโทษที่ลากข้าวมาเจ็บตัวแบบนี้”
“เจ็บตัวไม่เท่าไหร่” น้ำตาไหล่ลงมาเฉย ไม่มีแล้วสินะขวัญข้าวคนที่เข้มแข็งคนเดิม เออ ดี เสียน้ำตาเพราะผู้ชาย “เจ็บใจวะ เจ็บใจที่มึงปลอบคนที่เลือกจะตัดไปแล้ว เจ็บใจที่มึงทิ้งกูไว้แบบนี้”
“ขอโทษครับ เมื่อกี้รู้ว่าตวาดจนข้าวตกใจ” ตอนขอโทษมันดูพูดเพราะขึ้นมาเยอะเลย ใจอ่อนดีไหม “แต่ที่ทำเพราะอยากให้ตั้งสติ เห็นนะว่ากำลังโกรธจนแทบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่อะ พฤกษ์กลัวว่าข้าวจะทำร้ายน้อง”
“ห่วงขนาดนี้ เคลียร์กันดีกันแล้วสิ สุดท้ายกูก็เป็นหมา”
“ไม่ใช่ ข้าวก็รู้ตัวนี่เวลาตัวเองโกรธจัดเป็นไง” อันนี้ก็พอรู้ตัวเอง เคยมีครั้งหนึ่งตอนปี 2 ฉันโกรธรุ่นพี่ที่เข้ามาลวนลาม ไม่ต้องถึงมือ
ไอ้สองเสือหนึ่งโบ้ ฉันก็จัดการผู้ชายตัวเท่าควายให้ลงไปกองที่พื้นได้ “พฤกษ์กลัวน้องเลี้ยงไม่โต”คำพูดของมันทำให้สบายใจมากขึ้น มันไม่ได้เข้าข้างเด็กนั้นแล้ว
แต่กำลังห้ามศึกระหว่างแฟนปลอม ๆ และแฟนเก่าต่างหาก“หายโกรธนะ”
“อืม” พยักหน้าให้ แต่ก็ยังโมโหเด็กนั่นไม่หาย
“อยากกินอะไรอีกไหม”
“สภาพกูเป็นขนาดนี้คงจะกินอะไรลงอยู่หรอก”
“นั่นดิ” มันยกมือขึ้นเกาหัวพร้อมกับยิ้มแหย ๆ เออ เอาสิ มันทำให้โกรธขนาดนี้ยังมองว่าสิ่งที่มันทำโคตรจะน่ารักเลย “งั้นกลับเลยไหม เดี๋ยวกูไปส่ง”
“อืม” จากนั้นมันก็เดินอ้อมมาคว้ากระเป๋าสะพายของฉันไปถือเอาไว้เอง สองเท้ายาว ๆ เดินนำไปที่รถเพื่อจะไปส่งฉันที่หอ
ระหว่างทางเราไม่ได้พูดอะไรกันมาก เหตุเพราะฉันยังรู้สึกไม่หายโกรธร้อยเปอร์เซ็นต์นั่นแหละ แต่ทำไงได้บอกว่าไม่โกรธมันไปแล้วทำได้เพียงจัดการความรู้สึกตัวเองเงียบ ๆ
ระหว่างทางมันก็แวะซื้อยาในร้านที่เป็นทางผ่าน อยู่ไม่ใกล้
ไม่ไกลจากหอพักนัก “อะ เอาไว้กินกับทา” เมื่อมันขึ้นรถมาได้มันก็ยื่นถุงกระดาษที่คาดว่าน่าจะมียาที่มันบอกอยู่ข้างในให้ แววตาของมันบ่งบอกว่ามันห่วงจริง ๆ“ขอบใจ”
“กูต่างหากที่ต้องขอบใจ แล้วก็ขอโทษด้วยที่เรื่องมันเป็นแบบนี้”
“ช่างมัน กูไม่คิดอะไรแล้ว” ฉันไม่ติดใจเอาความอะไร ถือเสียว่าช่วยกัน พยายามปลอบใจตัวเองว่าน้องมันไม่รู้ หากเป็นตัวฉัน ฉันคงจะทำอย่างที่น้องมันทำเหมือนกันนั่นแหละ
“ว่าแต่ทาเองได้ไหม” ฉันนิ่งเงียบไม่ได้ตอบ ทว่ามันกลับแย่ง
ถุงยาในมือไป “เดี๋ยวทาให้ดีกว่า”พฤกษ์แกะกล่องยา บีบใส่นิ้ว ส่วนฉันตาโตเมื่อมันรั้งคอเข้าไปหา “ขยับมาดี ๆ ดิ มองไม่เห็น”
แสงไฟในรถสลัว ๆ ดีแล้วที่ไม่สว่างมากไปกว่านี้ หากสว่างมีหวังพฤกษ์มันคงเห็นใบหน้าที่แดงเถือกของฉัน
…แก้มร้อนขนาดนี้ ไม่แดงสิแปลก
“เสร็จยังอะ” สัมผัสแผ่วเบาที่ปลายนิ้วทำหัวใจเต้นเร็วระรัว กลัวว่าอีกคนจะได้ยินเสียงหัวใจ
ใกล้กันขนาดนี้ จะได้ยินไหมนะ
“เสร็จแล้ว มันจะช้ำไหมข้าว” เสียงพฤกษ์ดูสั่น ๆ ไม่เคยได้เห็น
มุมนี้เลย“คงนิดหน่อยแหละ”
“ขอโทษ” ไม่รู้ว่านี่เป็นคำขอโทษครั้งที่เท่าไหร่ มันพูดจนฉันเองรู้สึกผิดตามไปด้วยเลยเนี่ย
“พอแล้ว ไม่ต้องพูดเรื่องนี้แล้ว”
“โอเคครับ”
“เดี๋ยวพฤกษ์อย่าเพิ่ง อ๊ะ…”ผมหันหลังมองตามเสียงร้องที่ดูเจ็บปวดของมิลินเมื่อหันไปแล้วก็พบว่าเธอลงไปกองอยู่ที่พื้น“มิลินเป็นอะไร” ผมรีบหันหลังกลับมาพร้อมกับเข้าไปพยุงตัวให้ลุกขึ้น ผมไม่ได้เป็นห่วงหรือว่ารู้สึกกับอีกคนเหมือนเดิม แต่ที่ช่วยเพราะถือว่าเป็นเพื่อนร่วมโลกเท่านั้น“เราเจ็บข้อเท้าอะ เมื่อกี้เราวิ่งตามพฤกษ์แล้วล้มเข้าเท้าน่าจะแพลง เราเจ็บ” เธอเสียงสั่น ๆ“...”“พฤกษ์ไปส่งเราที่ห้องได้ไหม เรากลับไม่ไหวหรอก” ผมมองอีกคนอย่างชั่งใจ ว่าจะไม่ช่วยก็อดที่จะสงสารไม่ได้“แล้วไม่ไปโรงพยาบาลเหรอ”“เราว่าน่าจะไม่เป็นไรมากหรอกมั้ง เราอยากไปพักอะ ไม่ชอบโรงพยาบาลพฤกษ์ก็รู้นี่”“จำไม่ได้แล้ว”“เหรอ เสียใจนะ” ผมพยักหน้า“งั้นรอแป๊บ” ผมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดส่งไลน์ บอกขวัญข้าวเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจ อย่างน้อยการบอกเอาไว้ ก็ดีกว่าข้าวมารู้ทีหลังว่าผมไปกับผู้หญิงสองต่อสอง
“แล้วเนี่ย อีกสองวันต้องหาเงินไปจ่ายดอก ไม่มีไม่ได้” ตอนนี้ฉันเหมือนเป็นคนที่ทำงานพาสไทม์ หยุดวันเว้นวันยังไงอย่างนั้นช่วงนี้ไม่รู้ทำไมมักจะมีปัญหาเข้ามาเต็มไปหมด เรื่องวุ่นวายมีให้คิดไม่หยุดหย่อนพอจะทำงานคนนั้นก็ลากไปนั่นทีลากไปนี่ที“ถ้างั้นเดี๋ยววันนี้ พฤกษ์ไปส่งที่ทำงานโอเคไหม” ฉันพยักหน้าผุดยิ้มให้เล็กน้อย“ถึงตอนนี้จะยังไม่ได้เป็นอะไรกันแต่พฤกษ์ก็อยากดูแล ถ้าข้าวขาดเหลืออะไร หรืออยากให้พฤกษ์ช่วยอะไร บอกได้เลยนะไม่ต้องเกรงใจเพราะยังไงในอนาคตเราก็ต้องเป็นแฟนกันอยู่แล้ว” พูดราวกับมั่นใจในตัวเองมากแต่ก็ถูกของมันนั่นแหละฉันไม่คิดที่จะปฏิเสธอยู่แล้ว ตอนนี้ก็รอเวลาที่มันจะขอคบ ขอตอนนี้ก็ไม่ติดนะจะรีบตอบรับหรือกั๊กไว้ก่อนเฮ้อ…ใจง่ายอีกแล้วพาร์ตพฤกษ์ในตอนนี้ผม ขวัญข้าวและไอ้สองเสือก็พากันเดินออกมาจากตึกเรียน การใช้ชีวิตของผมต่างจากวันอื่น ๆ โดยสิ้นเชิง วันนี้ทั้งวันในหัวก็มีแต่ความคิดว่าจะจีบขวัญข้าวยังไงให้ติด แต่พอมองดูแล้วขวัญข้าวก็ไม่ได
ตายฉันตายไปเลย ละลายกลายเป็นน้ำเพราะปกติมันจะไม่พูดแบบนี้“เจอไอ้พฤกษ์เวอร์ชันนี้ถึงกับอึ้งเลยเหรอครับน้องขวัญข้าว” ไอ้เลโอว่าแซว ๆ ทำสายตากรุ้มกริ่ม ปกติพูดแบบนี้กับสาว ๆ เหรอ รู้สึกอยากจะอ้วกแต่อีกใจเรารู้สึกดีมาก ๆ เหมือนกัน โอ๊ย เขิน“มาคะ ๆ ขา ๆ อะไรของมึงเนี่ยไม่ชินเลย”“ไม่ชอบเหรอ”“ฮึ ไม่ชอบอย่าพูดอีกนะจะอ้วก”“ฮึ”ฉันนั่งกินไอ้ช็อกโกแลตบ้านี่อยู่สักพัก ถึงเวลาต้องเข้าประเด็นในสิ่งที่ต้องการอยากรู้แล้วแหละ“พฤกษ์ขอความจริง มึงต้องการจะแกล้งกูใช่ไหม” ถึงแม้ว่าฉันจะบอกมันว่าไม่ได้ชอบแล้ว แต่สกิลการโกหกของฉันมันก็มีน้อยนิด เดาได้ไม่ยากหรอกว่ามันน่ะ รู้อยู่แล้วว่าฉันคิดยังไง“กูอยากให้มึงพูดความจริงอะ กูไม่ชอบที่มึงเล่นอะไรแบบนี้กู บอกตรง ๆ ว่า กลัวเสียใจ”“กูไม่ทำให้มึงเสียใจหรอก ไม่ว่ามึงจะชอบกูอยู่หรือเปล่ากูก็จะจีบ”จากนั้น เสียงวี้ดวิ้วของไอ้สองเสือ พร้อมกับการยกนิ้วโป้งก็ทำให้ฉันแก้มร้อนรู้สึ
“หนูลองศึกษากันไปก่อนดีไหม เผื่อมีอะไรที่มันเข้ากันไม่ได้ ตอนเป็นเพื่อนมันอาจจะดีทุกอย่างแต่ถ้าเป็นมากกว่าเพื่อน แม่ว่ามันมีอะไรที่ไม่เหมือนเดิมเยอะเลยนะ” ฉันเลือกที่จะเชื่อแม่ สาเหตุก็มาจากท่านมีประสบการณ์ในเรื่องนี้ พ่อกับแม่ก็เคยเป็นเพื่อนรักกันมาก่อนจนผันตัวมาเป็นคนรัก เป็นสามีภรรยา เป็นพ่อและแม่ของฉันจนถึงทุกวันนี้“ขอบคุณแม่มากนะคะ ข้าวสบายใจแล้วค่ะ”เมื่อวางสายจากผู้เป็นแม่ ฉันก็รู้สึกดีขึ้น ครั้งนี้ฉันจะยอมเชื่อใจพฤกษ์สักครั้งพรุ่งนี้ว่าจะไปเคลียร์ทุกอย่างให้มันจบ ๆ อยากรู้เหมือนกันว่าทำไมเมื่อก่อนมันไม่เคยคิดที่จะเปิดใจให้เพื่อน ไม่เคยคิดที่จะเปิดใจให้ฉัน ได้เข้าไปทำความรู้จักกับมันมากกว่านี้เช้าของอีกวัน ฉันพยายามทำตัวให้สดชื่นมากที่สุดเพื่อเตรียมรับมือกับไอ้พฤกษ์ ไม่รู้ว่าในวันนี้ ฉันจะมองหน้ามัน แล้วจะทำให้สถานการณ์กลับมาปกติให้เหมือนก่อนหน้าคืนนั้นได้หรือเปล่าแต่ก็ทำใจมาแล้ว ว่าถ้ามันตั้งใจที่จะจีบจริง ๆ ฉันก็จะเปิดใจให้ แต่ถ้ามันทำไปเพื่อความสนุกรับรองได้เลยว่าถึงแม้จะอยากอยู่ในชีวิตมันมากแค่ไหน
“มึงไงข้าวมึงทำให้กูยอมเปลี่ยนใจ”“กูไม่ได้มีดีอะไร ไม่มีทางที่จะเปลี่ยนใจมึงได้” ตัวฉันเองก็ยังคงยืนกราน ว่ายังไงก็จะไม่เชื่อสิ่งที่มันพูดให้ได้“มึงกลับไปเหอะพฤกษ์ กูสัญญาว่าจะเป็นเพื่อนคนเดิมของมึง กูสัญญาว่าจะไม่หนีหน้า กูสัญญาว่าจะทำตัวเหมือนเดิม แต่มึงก็ต้องสัญญากับกูด้วยว่ามึงจะไม่เล่นแบบนี้อีกแล้ว กูไม่สนุกด้วย” เมื่อฉันพูดจบมันก็รีบคว้ามือของฉันเอาไว้“กูพูดจริง ๆ ข้าว มึงเชื่อใจกูสักครั้ง มึงให้โอกาสกูได้ทำความรู้จักกับมึงมากกว่านี้ ให้โอกาสกูได้มองมึงมากกว่าเพื่อนได้ไหม”“กลับเถอะพฤกษ์ ขอร้อง ตอนนี้กูสับสน กูไม่รู้ว่าอะไรมึงพูดจริงอันไหนงพูดเล่น กูไม่รู้จุดประสงค์ของมึงเลย”“กูไม่กลับจนกว่ามึงจะให้โอกาสกู” ไอ้คนตัวสูงตรงหน้า ดื้อดึงไม่ยอมออกไปอย่างที่ฉันบอกเลยสักนิดหัวใจฉันตอนนี้ก็เต้นไม่เป็นจังหวะ สมองเบลอคล้ายกับกำลังจะเป็นลม ตอนนี้ฉันก็ไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกยังไง ดีใจ สับสน กลัวหรืออะไรกันแน่…ชักไม่มั่นใจเลยสักนิ
“มึงจะบอกว่า สิ่งที่มึงพูดคืนนั้นไม่ได้เป็นความจริง แต่พูดเป็นเพราะมึงเมางั้นเหรอ”“ใช่ ๆ มึงไม่ต้องคิดมากนะพฤกษ์ สบายใจได้กูไม่ได้มองมึงมากกว่าเพื่อน”“สักนิดก็ไม่เคย”“ใช่ ใครจะชอบคนเจ้าชู้แบบมึง ถ้ากูชอบมึงกูไม่คบพี่ภีมง่ายกว่าเหรอ”“กูบอกแล้วไงว่ากูไม่เคยเจ้าชู้” สีหน้าของ พฤกษ์ดูจริงจังเป็นเท่าตัว“ละกับไอ้หน้าตี๋ มึงคบกันยัง ตอบตรง ๆ”“ยัง เลิกคุยแล้ว”“คนดี ๆ ที่มึงว่ามึงไม่ชอบ”“ต่างกันเกินไป”“ไม่ชอบเขาเพราะยังชอบกูอยู่” นี่มันจะเอาคำตอบให้ได้ อยากตัดเพื่อนให้ได้ใช่ไหม“อย่าหาเรื่องน่าพฤกษ์”“รอแป๊บ” ว่าจบก็ผลักตัวออกห่างจากฉันแล้วเดินตรงไปยังชั้นหนังสือ ที่อยู่กับโต๊ะทำงานมองมันเพียงชั่วครู่ กลับต้องตาเบิกกว้างเมื่อมันหยิบสมุดสุดรักสุดหวงของฉันขึ้นมา“พฤกษ์เอามา” ฉันพยายามวิ่งไปยื้อแย่ง แต่แล้วคนที่ตัวสูงกว่า ก็ยกมันข







