Masuk“โอเคครับ” ว่าจบก็ละสายตา จัดการเก็บยาไว้เหมือนเดิม แล้วตรงกลับหอพักของฉัน
เพียงไม่นานนักรถหรูของมันก็มาจอดยังหน้าหอพักของฉัน
ฉันบอกลาเอื้อมมือไปเปิดประตูรถ ค่อย ๆ ก้าวลงมา แล้วรีบเดินขึ้นหอทันทีที่เดินเข้าห้องมาได้ฉันเหวี่ยงกระเป๋าลงบนโต๊ะหนังสือ
ลากเก้าอี้ออกมานั่ง พร้อมรีบหยิบโทรศัพท์มือถือออกมากดยุกยิกเพื่อไลน์บอกเจ้าของร้านที่ฉันทำงานอยู่วันนี้ฉันคงไปทำงานพิเศษไม่ได้แล้ว ออ ลืมเล่าไปว่าฉันน่ะทำงานพิเศษอยู่ร้านพี่ภีม ตอนนี้ก็ทำมาได้เกือบ ๆ เดือนแล้วโดยที่เพื่อน ๆ ในกลุ่มไม่มีใครรู้เลยสักคน ต้นเหตุก็เพราะฉันเป็นคนปกปิดเอาไว้เอง
ใครจะอยากเล่าให้เพื่อนฟังว่าตอนนี้ฐานะทางบ้านของตัวเองกำลังเข้าขั้นวิกฤต เพิ่งรู้มาไม่นานว่าแม่นั้นเอาที่บ้านไปจำนองเอาไว้กับเถ้าแก่เฮง เพื่อนำเงินมารักษาพ่อ
ก่อนหน้านี้ถลุงเงินไปเยอะทำให้ฉันต้องมาทำงานพิเศษทุกวันหลังเลิกเรียน เพราะไม่อยากให้แม่ลำบากคนเดียว เมื่อก่อนที่บ้านมีเงินเก็บ
ทว่าตอนนี้ไม่มีแล้วเพราะกิจการซักรีดของแม่ลูกค้าเริ่มน้อยลง เดี๋ยวนี้คนหันมาใช้ตู้หยอดเหรียญกันหมดที่บ้านของฉันไม่ได้ร่ำรวยอะไร ฐานะกลาง ๆ ครอบครัวหาเช้ากินค่ำ แม่เปิดกิจการเล็ก ๆ เป็นร้านซักรีด กว่าจะได้เงินมาแต่ละบาทก็ทำเอาแม่เลือดตาแทบกระเด็น
ส่วนฉันก่อนหน้านั้นก็ใช้เงินอย่างไม่คิด ไม่อยากให้แม่เหนื่อยเลยเปลี่ยนตัวเอง
ดูเป็นลูกที่กตัญญูเป็นที่สุด
ส่วนเรื่องที่ทำไมไม่บอกเพื่อน ก็แหงแหละหากมีใครในกลุ่มรู้ ก็คงยื่นมือเข้ามาช่วย ซึ่งนั่นฉันขอเอาไว้เป็นตัวเลือกสุดท้ายดีกว่า อย่างน้อยฉันก็ขอลองทำด้วยความพยายามของตัวเองก่อน
เมื่อไลน์บอกพี่ภีมเสร็จแล้ว ตั้งถ้าจะลุกออกมาจากเก้าอี้ แต่ยัง
ไม่ทันที่จะได้เดินออกมาอย่างที่ตั้งใจ เสียงของโทรศัพท์มือถือก็สั่นเครืออยู่บนโต๊ะเดาได้ไม่ยากว่าคนที่โทรเข้ามาก็คงเป็นเจ้าของร้าน รายนั้นเป็นห่วงลูกน้องอย่างกับอะไร เมื่อฉันไลน์ไปว่าไม่สบาย แน่นอนว่าเขาคงจะโทรมาสอบถามอาการ
ฉันเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดมองหน้าจอ และเป็นอย่างที่คิดเอาไว้จริง ๆ
“สวัสดีค่ะพี่ภีม” ฉันกรอกเสียงหวานส่งให้ปลายสาย และหลังจากนั้นน้ำเสียงที่ดูเป็นห่วงเป็นใยก็ถามขึ้นมารวดเร็ว
(น้องข้าวเป็นยังไงบ้าง กินยาหรือยัง)
“เรียบร้อยแล้วค่ะ เข้าไม่ได้เป็นอะไรมากแค่ปวดหัว” ฉันแสร้งบอกออกไป ไม่ได้ตั้งใจที่จะโกหก แต่จะให้บอกไปตรง ๆ โดนเด็กของไอ้พฤกษ์ตบจนออกไปพบเจอโลกภายนอกไม่ได้ก็ใช่เรื่อง
(หิวไหมคะ ให้พี่ซื้อข้าวไปให้ไหม)
“ไม่เป็นไรค่ะพี่ภีม พอดีว่าข้าวกินแล้ว ขอบคุณมาก ๆ เลยนะคะ” รีบตอบคนใจดีออกไปอย่างเกรงใจ ตั้งแต่ได้เข้าไปทำงานที่ร้านของพี่ภีม
ไม่มีครั้งไหนเลยที่เจ้าของร้านแบบเขา จะทำให้ฉันอึดอัดกลับกันเขานั้นเอาใจใส่พนักงาน ถ้าไม่เห็นว่าเขาดูแลเอาใจใส่
แบบนี้กับทุกคนก็คงเข้าข้างตัวเองไปแล้ว ว่าเขารู้สึกดีกับฉัน“ขอโทษด้วยนะคะที่ข้าวลากะทันหัน” แอบรู้สึกผิดเหมือนกันปกติที่ร้านกาแฟตอนเย็น จะไม่มีพนักงานอยู่เยอะจะมีก็แค่ฉันและพี่คีย์ และน้องปลื้มอยู่ด้วยกันเพียงสามคน
(ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยววันนี้พี่อยู่ร้านกับน้องปลื้มเอง งั้นพี่ไม่กวนแล้วนะ น้องข้าวพักผ่อนเถอะ)
“ค่ะ” หลังจากนั้นพี่ภีมวางสายไป ฉันจึงเดินตรงไปที่ตู้เสื้อผ้าเพื่ออาบน้ำ สภาพฉันในตอนนี้ไม่ต่างจากลูกหมาตกน้ำเลยสักนิด นี่แค่ไปกินข้าวเป็นแฟนปลอม ๆ กับไอ้พฤกษ์ยังเหนื่อยขนาดนี้
ถ้าเป็นจริง ๆ …จะเหนื่อยกับผู้หญิงของมันขนาดไหน
พาร์ตพฤกษ์
เมื่อส่งขวัญข้าวเสร็จเรียบร้อย ผมขับรถกลับ แล้วเข้ามาจอดที่
โรงจอดรถภายในบ้าน ก่อนหน้านี้ในหัวของผมมีแต่เรื่องของขวัญข้าวเต็มไปหมด เหตุเพราะผมร้องขอให้เพื่อนสนิทคนนี้เป็นไม้กันหมา ไม่สิเป็นแฟนกันสาว ๆ ให้ ซึ่งงานหนักมันก็อยู่ตรงสาวคนนั้นคือน้องจอยน้องจอยเด็กดีของ ไอ้ข้าว…ที่ตอนนี้มันน่าจะเปลี่ยนความคิดไปแล้ว
วินาทีแรกที่เห็นน้องจอยยกแก้วน้ำขึ้นมาสาดใส่หน้าของ
ขวัญข้าว ขนทั้งตัวของผมลุกพรึบ ทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะทั้งในใจภาวนาขอให้ข้าวไม่โกรธ…ใครไม่โกรธก็บ้าแล้วเพราะฉากต่อมาน้องมันก็กระชากผมของ
ไอ้ข้าวจนหน้าหงายเมื่อได้สติผมจึงรีบลุกขึ้น เพื่อเจรจากับน้อง แต่ก็นั่นแหละสไตล์น้องมัน ยอมที่ไหน อีกทั้งยังไม่ทันที่จะได้พูดจากันรู้เรื่อง น้องมันเหวี่ยงฝ่ามือปะทะเข้าที่ใบหน้าของคนที่ผมไหว้วานให้เป็นแฟนปลอม ๆ เมื่อตอนกลางวัน เลือดที่มุมปากของข้าวทำผมใจชาวาบ ใจนึกเป็นห่วงว่าจะเจ็บมากหรือเปล่า แต่อีกใจก็ห่วงน้องจอยในฐานะคนเคยรู้จักกัน…ถึงจะรู้จักไปถึงไหนต่อไหนแล้วก็เถอะนะ
ถ้าข้าวโกรธคือมันไม่รับรู้โลกภายนอก ขาดสติ กลัวว่าน้องจอยจะตายเสียก่อน
แต่ก่อนที่จะเกิดเรื่องบานปลายมากกว่าเดิมในขณะที่ทั้งคู่กำลังเกิดสงคราม…ผมเลยได้ตวาดข้าวเพื่อดึงสติ
แต่ลืมคิดไปว่ามันคงจะใจเสีย
“น้องกิ่งก็อยากทำเค้กค่ะ” วางตัวเด็กทั้งคู่ลงจากนั้นกวินและ น้องกิ่งก็วิ่งนำไปที่ครัวที่มีแม่ของฉันอยู่“แล้วปะป๊าอยากไปทำเค้กด้วยไหมคะ”“เดี๋ยวพฤกษ์ช่วยข้าวนะ”“น่ารักที่สุด” ฉันบีบจมูกของเขาไปหนึ่งที“แล้ววันนี้วันเกิดข้าว ข้าวอยากไปไหนไหม” แต่งงานกันมาก็หกปีแล้ว การออกไปนอกบ้านทุกเทศกาลสำคัญมันก็ดูไม่น่าตื่นเต้นมากเท่าไหร่“ไม่เอาอะทำกับข้าวกินที่บ้านดีกว่า ชวนป๊ากับแม่ด้วยสิ”“แล้วก็เถ้าแก่เฮงด้วยดีไหม” เถ้าแก่เฮงที่บอกว่าตัวเองป่วยบ่อยกลัวว่าจะไม่เห็นหน้าหลาน ตอนนี้ก็ยังคงแข็งแรงดี พูดไปเพราะอยากจะเร่งรัดให้ฉันมีหลานเร็ว ๆ แค่นั้นแหละ“ได้” ฉันฉีกยิ้ม“พฤกษ์โทรชวนป๊ากับแม่มาก่อนนะ แล้วก็เถ้าแก่เฮงจะโทรบอกแล้วให้คนขับรถไปรับ” ฉันรู้ดีว่าต่อให้พฤกษ์บอกว่าจะให้คนขับรถไปรับเถ้าแก่ เดี๋ยวท่านก็ปฏิเสธอยู่ดีรายนั้นมาที่นี่ทีไรก็มักจะให้คนขับรถที่บ้านตัวเองพามาตลอด บอกว่าไม่อยากรบกวน“ปะเดี๋ยวเราไปทำขนมกัน” ฉันบอกพฤกษ์แต่คนตัวโตก็เดินเข้ามาหาพร้อมกับประคอง“ข้าวจะไม่เหนื่อยใช่ไหม”“แค่ทำขนมเองจะเหนื่อยได้ยังไง”“พฤกษ์ไม่อยากให้ข้าวเหนื่อย เป็นห่วงเจ้าตัวเล็กด้วย” ตอนนี้ฉันตั้งท้องลูก
“ฮะ อย่าบอกนะว่า…”“เออ ตอนนี้กูกำลังจะเป็นพ่อแล้ว”“เฮ้ย ใครจะไปคิดว่าคนแบบมึงก็มีน้ำยา”“นี่มึงหมายความว่าอะไรไอ้เลโอ”“ก็เปล่า แล้วบอกไอ้คีย์หรือยัง”“กำลังจะโทร”“เออ ๆ รีบโทรเลย อยู่ไหนก็ส่งโลเคชันมาด้วยเดี๋ยวกูรีบไปหา กูจะมีหลานแล้วว่ะ” ตอนนี้น้ำเสียงของไอ้เลโอก็ดูตื่นเต้นไม่ต่างกันวางสายจากมันก็รีบโทรหาไอ้คีย์ทันที“มึงว่างหรือไงโทรหากู” ไอ้คีย์ก็ไม่ต่างกับไอ้เลโอมากเท่าไหร่การทักทายของมันจะพูดดี ๆ สักครั้งก็ไม่มี“ว่าง ว่างมากพอที่จะได้ปาร์ตี้กันคืนนี้ด้วย” ปาร์ตี้ที่ว่าผมไม่ได้ กะจะปาร์ตี้ให้เมามายอะไรก็แค่อยากจะฉลองให้กับหนูน้อยที่เกิดมา หนูน้อยที่เป็นความสุขของผมและข้าว “อารมณ์ไหนของมึงปาร์ตี้อะไร”“ก็ปาร์ตี้ปาร์ตี้แบบไม่มีแอลกอฮอล์ เพราะตอนนี้กูจะเปลี่ยนเป็นคนใหม่”“มึงเป็นบ้าอะไรของมึงเนี่ย”“กูกำลังจะเป็นพ่อคน”“ฮะ มึงว่าอะไรนะ”“กูบอกว่ากูกำลังจะเป็นพ่อคน”“ไม่ตลก”“กูพูดจริง ๆ กูไม่ได้ตลกเว้ย” ทำไมผมพูดความจริงมันเหมือนโกหกขนาดนั้นเลยเหรอไอ้คีย์มันถึงไม่เชื่อ “ปลื้มเป็นคนพาข้าวมาโรงพยาบาล”“เมียกูอยู่กับเมียมึง”“ไปทำอะไรให้เมียมึงงอนน่ะ”“กูเปล่า”“มึงก็รีบ ๆ
“น่าจะประมาณสิบโมงค่ะ”“ห่วงข้าว” ผมบอกออกไปตามความจริง เวลาเมียตัวเองไม่สบายใครกันจะอยากห่าง “ไม่ไปได้ไหม อยากอยู่ด้วย”“วันนี้มีประชุมไม่ใช่เหรอคะ ไปเถอะข้าวอยู่ได้ ไม่เป็นไร” คนดื้อ รีบพยายามทำตัวเองให้สดใสไม่ให้ผมเป็นห่วง“โอเคครับ” ผมผละตัวออกจากคนตัวเล็กไปแต่งตัว “ถ้าเข้าไม่ไหวอย่าฝืนนะ” ผมบอกข้าวก่อนออกจากบ้าน แต่ก็ก่อนจะออกได้ก็ทำใจอยู่นาน ผมไม่อยากให้เข้าอยู่คนเดียว ต่อให้รู้ว่าน้องปลื้มจะมาหาผมก็ยังเป็นห่วงอยู่ดีเมื่อมาถึงบริษัทผมก็รีบตรงเข้าห้องทำงานจัดการเคลียร์งานที่มีอยู่ แต่ยิ่งพยายามทำมากเท่าไหร่มันก็ไม่ลดลงเลยเพราะหัวของผมก็มีแต่ เป็นห่วงขวัญข้าว ขืนเป็นแบบนี้ผมได้กลับไปหาขวัญข้าวช้าแน่ ๆ“ท่านรองเป็นอะไรหรือเปล่าคะ” เลขาของผมเข้ามาในห้อง“เปล่าครับ ผมมีประชุมเลิกกี่โมงนะ”“มีประชุมประมาณบ่ายโมงค่ะ เลิกประชุมประมาณบ่ายสาม” ผมพยักหน้าเข้าใจ หากผมจัดการเอกสารกองนี้เสร็จผมจะได้กลับบ้านประมาณนั้นผมใช้เวลาว่างอยู่กับเอกสารจนเสร็จสิ้นกะว่าจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูเวลา แต่เราก็ต้องตกใจเมื่อพบว่ามีสายเรียกเข้าโทรเข้ามาเกือบ สิบสาย เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนโทรเข้ามาผม
“พฤกษ์เป็นขวัญข้าวนะครับ” แต่ละคำพูดที่บอกเธอก็กระแทกเข้าไปย้ำเหมือนกับว่าให้เธอสนใจ “จะรักแค่เมียและเอาเมียคนเดียว”“ข้าวก็จะรักพฤกษ์คนเดียว” ผมยิ้มพอใจ เวลาเสียงสั่น ๆ ของข้าวพูดบอกรักโคตรได้อารมณ์ เลื่อนมือไปจับสะโพกรั้งตัวเธอเข้ามากระแทกเข้าเร็ว ๆ จนเราทั้งคู่ขึ้นสวรรค์ไปพร้อม ๆ กันผมรับรู้ได้ว่าน้ำสีขาวขุ่นของตัวเองเอ่อนองอยู่ในตัวข้าวมากแค่ไหน คืนนี้ตั้งใจที่จะไม่ป้องกัน เพราะอยากได้โซ่ทองมาคล้องใจ อีกทั้งยังอยากสัมผัสข้าวให้แนบแน่นอย่างที่ไม่เคยจะทำ“เอาอีกไหม” ผมถามได้ขณะที่เราทั้งคู่ย้ายตัวเข้ามานั่งแช่อยู่ในอ่าง“เดี๋ยวค่อยไปต่อที่เตียง”“ไม่ชอบตรงนี้เหรอ”“ก็ชอบแต่รู้สึกมากเกินไป”“รู้สึกมากเกินไป มากเกินไปยังไง” หอมไปที่ผมกระชับกอดอย่าง รักใคร่“ข้าวไม่ชิน พฤกษ์ร้อนแรงจนข้าวยืนแทบไม่อยู่”“งั้นเราอาบน้ำกันก่อนเดี๋ยวไปต่อที่เตียงกันนะ” บอกไปอย่างนั้นสรุปสุดท้ายเพียงแค่ลูบไล้ไปบนเนื้อตัวของขวัญข้าวไฟก็ติดขึ้นมาเสียดื้อ ๆ อีกรอบจากนั้นเราทั้งคู่ในมอบความรักในห้องน้ำให้แก่กันก่อนคืนนี้จะจบที่เตียงอย่างที่บอกเอาไว้ ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่ผมจะอดใจไหวไม่ให้รัก ขวัญข้าวทั้งคืนไ
“ขอบคุณพฤกษ์เหมือนกัน” เธอหันหน้ามาหาลูบไล้ที่แผงอก ค่อย ๆ ไต่นิ้วลงไปเรื่อย ๆ จนถึงหน้าท้องลงไปเรื่อย ๆ จนถึงกึ่งกลางลำตัวขวัญข้าวจงใจใช้มือ สัมผัสตัวตนของผมที่ในตอนนี้มันตั้งชูชันพร้อมจะออกรบเต็มที่“ข้าว” เสียงของผมเริ่มไม่เหมือนเดิม สาเหตุก็มาจากคนน่ารักตรงหน้ากำลังยั่วโดยการใช้นิ้วลูบไล้ส่วนหัวคุณเบา ๆ เพียงแค่มือนิ่มกับทำให้ผมรู้สึกมากขนาดนี้ อย่างอื่นไม่อยากจะคิดกลัวทนไม่ไหวเสียก่อนขวัญข้าวไม่ได้พูดอะไร แกล้งบดเบียดหน้าอกเข้าหาจากนั้นก็หยิบไปที่ไวน์ขึ้นมากระดกมันเข้าปาก เอามาแบ่งให้ผมด้วยการจูบ ไวน์รสดีบรรจงถูกส่งเข้ามา จากนั้นเราก็แลกลิ้นสัมผัสกันแนบชิดตอนแรกขวัญข้าวในวันนี้ทำเอาตกใจอยู่เหมือนกัน ใครจะคิดก็คนซื้อ ๆ ที่ไม่ประสีประสาในตอนแรกตอนนี้กลับดูมีประสบการณ์ เพียงเพราะศึกษาเพื่ออยากเอาใจผม รู้ก็เพราะเคยถามมาซึ่งขวัญข้าวก็สารภาพว่าแอบเสิร์ชหาข้อมูลเยอะอยู่เหมือนกันที่จะทำให้ผมรู้สึกดีอย่างนี้“ขี้ยั่วจังเลยนะ”“แล้วชอบไหม”“ชอบครับ ชอบที่สุด” จูบซับไปที่หน้าผับนวลจากนั้นก็ใช้มือช้อนตัวขวัญข้าวพร้อมกับลุกขึ้น“จะทำอะไร”“ล้างตัวแป๊บนึง อยากไปเล่นตรงนั้น” บอกพร้อมกับหัน
“ชมแต่ขวัญข้าว น้องปลื้มไม่ชมพี่เลโอบ้างเหรอ เนี่ยพี่ก็จีบน้องพระพายตั้งหลายปีเลยนะ” ตอนนี้ไอ้เลโอกับน้องปลื้มดูจะเป็นคู่ซี้พี่น้องที่สนิทกันมาก ๆ สาเหตุก็มาจากน้องปลื้มช่วยให้มันได้คบกับน้องพระพายนั่นแหละ“เรื่องนี้ก็ยกนิ้วให้พี่เลโอเหมือนกัน เก่งมาก ๆ เลยค่ะ” “ให้มันจริงเถอะ ไม่ใช่ว่าคนอื่นไม่เอาพี่เลโอหรอกเหรอ” พระพายพูดทำเอาผมกับขวัญข้าวแทบจะกั้นขำไม่อยู่พอ“น้องพระพาย น้องพระพายก็เห็นว่ามีคนเข้าหาพี่เยอะมากแค่ไหน” ก็จริงอย่างที่มันว่าเห็นแปลก ๆ แบบนี้มันก็มีสาว ๆ เยอะเหมือนกันอีกคนหนึ่งที่ในวันงานไม่ได้มาก็คือเจ้านายเก่าของขวัญข้าว รายนั้นฝากน้องปลื้มมาแสดงความยินดี ไม่ใช่ว่าเสียใจที่ผมกับขวัญข้าวแต่งงานกันเลยไม่มา ทว่าเขานั้นมีลูกน้อยฝาแฝดที่พึ่งคลอดเลยไม่สามารถมาได้จากที่ได้คุยกับข้าวก็พึ่งมารู้ว่า เขาไม่ได้คิดที่จะจีบข้าวจริงจังตั้งแต่แรก แต่มองในมุมน้องสาวมากกว่า“แล้ววันนี้เล็งไว้หรือยังว่าจะเอาแฝดสองหรือแฝดสาม” ไอ้เลโอก็ยังพูดจาทะลึ่งเหมือนเดิม“แฝดสี่ไปเลยดีไหม” ส่วนคนที่ทะลึ่งมากกว่าก็น่าจะเป็นผมเนี่ยแหละ“พฤกษ์”กิจกรรมล่วงเลยมาถึงช่วงดึก ในที่สุดก็ถึงเวลาเข้าหอสักที







