ยืนคุยกันอยู่ดีๆ ฝนดันเทลงมาไม่รู้เวล่ำเวลา น้ำขิงไม่มีทางเลือกจึงจากพาคิเร็นเข้ามาหลบฝนใต้หอพัก ด้วยความไม่มีที่นั่งเลยต้องยืนรอจนฝนซาแต่ก็ไร้วี่แวว
ซ่า ซ่า ซ่า
ตกแรงกว่าเดิม…
ลมเย็นพัดหอบละอองฝนสาดเข้ามาไม่ขาดสายจนทั้งสองคนเริ่มเปียก น้ำขิงขยับเข้าไปฝั่งคิเร็นมากขึ้น เพราะฝั่งที่เขายืนอยู่แทบไม่โดนละอองฝนเลย
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าร้องดังสนั่นจนร่างบางสะดุ้งเฮือก เผลอขยับเข้าไปประชิดคิเร็นโดยไม่รู้ตัว ก่อนมือเล็กจะเผลอคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนแกร่งแน่นด้วยความตกใจ
คิเร็นหลุบตามองมือเล็กที่เกาะต้นแขนของเขาแน่น ก่อนจะขยับแขนข้างนั้นเบาๆ เป็นเชิงบอกให้อีกคนรู้ตัว
แรงสะกิดเมื่อครู่ทำให้น้ำขิงชะงัก รีบชักมือกลับแทบไม่ทัน แก้มทั้งสองข้างร้อนผ่าวเมื่อเพิ่งรู้ว่าเผลอเข้าไปเกาะเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
“ขอโทษค่ะ….” เธอรีบชักมือกลับทันที แก้มร้อนวูบด้วยความอับอาย
ทำอะไรลงไปเนี่ย ยัยน้ำขิง อยากเขกหัวตัวเองสักสองสามที คนตรงหน้าไม่ใช่ใคร แต่เป็นลูกชายมาเฟียที่ใครๆ ต่างก็เกรงกลัว เกิดเขาไม่พอใจขึ้นมาแล้วตัดมือเธอทิ้งจริงๆ จะทำยังไง
“ดูเหมือนอีกนานกว่าฝนจะซานะคะ”
“คงงั้น”
น้ำขิงยกโทรศัพท์ขึ้นมาแตะหน้าจอเพื่อดูเวลา เดิมทีตั้งใจว่าพอกลับถึงห้องจะนั่งพักให้หายเหนื่อยสักครู่ ก่อนจะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วออกไปทำงานต่อ แต่ทั้งที่เดินมาถึงหอแล้วแท้ๆ สุดท้ายกลับต้องมายืนติดฝนเป็นเพื่อนเจ้าหนี้เสียได้
“เอ่อ…ห้าโมงเย็นหนูมีไปทำงานพาร์ตไทม์ ตอนนี้มันใกล้จะสี่โมงแล้ว หนูขอกลับห้องเลยได้ไหมคะ” เธอหันไปบอกเขาตรงๆ จะปล่อยให้เขายืนติดฝนอยู่คนเดียวก็รู้สึกผิด แต่หากยังรอต่อไป เธอคงไปทำงานไม่ทันเหมือนกัน
“ทำงานอะไร”
“ร้านอาหารญี่ปุ่นค่ะ”
“ได้วันละเท่าไร”
“สามร้อยค่ะ”
“น้อยฉิบหาย”
“…”
“เงินแค่นั้นชาติไหนถึงจะใช้หนี้ฉันหมด?”
“หนูรู้ค่ะว่ามันน้อย แต่หนูกำลังหางานเพิ่ม ไม่ต้องห่วงนะคะ หนูจะหาเงินมาคืนพี่ให้ครบภายในห้าเดือนแน่”
“เออ จะรอดู”
เงินล้านกว่าบาทยังไม่รวมดอกเบี้ย แลกกับค่าแรงวันละสามร้อยของเธอ ต่อให้ไม่กินไม่ใช้ เงินก้อนนั้นก็ยังไกลเกินเอื้อมอยู่ดี
•••
สุดท้ายแล้วน้ำขิงต้องพาคิเร็นมาหลบฝนที่ห้องตัวเองก่อนชั่วคราวเพราะฝนตกหนักกว่าเดิม แถมลมยังพัดละอองฝนสาดเข้ามาจุดที่ยืนไม่ขาดสาย หากยืนต่อไปคงเปียกปอนไม่ต่างจากตากฝน
“ห้องเล็กหน่อยนะคะ”
คิเร็นก้าวเข้ามาในห้องโดยไม่พูดอะไร สายตาคมเข้มกวาดมองพื้นที่โดยรอบอย่างเงียบๆ ห้องเล็กเท่ารูหนู เดินไม่กี่ก้าวก็ถึงเตียง ปลายเตียงมีโทรทัศน์เครื่องเล็กวางอยู่บนโต๊ะ ส่วนมุมซ้ายมือคือโต๊ะทำงานตั้งชิดผนังห้อง
“อยู่คนเดียว?”
“ค่ะ” เธอตอบสั้นๆ ก่อนรีบเก็บข้าวของที่วางระเกะระกะโยนใส่ตู้เสื้อผ้าอย่างลนลาน
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอพาผู้ชายมาห้อง ไม่ใช่เพราะไว้ใจเขา แต่เพราะนึกถึงคำพูดของเขาที่เจอกันครั้งแรก…
‘ถ้ากำลังคิดว่าฉันจะให้เธอเอาตัวเข้าแลกกับเงินค่าซ่อมรถเลิกคิดซะ เพราะเธอ…ไม่ได้น่าพิศวาสขนาดนั้น’
ถึงฟังแล้วจะรู็สึกเจ็บจี๊ดอยู่บ้าง แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เธอพอวางใจได้ว่าเขาไม่คิดฉวยโอกาสกับเธอ
สายตาคมเข้มหยุดอยู่ที่กรอบรูปตรงหน้านานกว่าปกติ ในรูปเป็นน้ำขิงสวมชุดนักเรียนมัธยมปลาย ยืนยิ้มเคียงข้างผู้หญิงคนหนึ่งที่อายุน่าจะไล่เลี่ยกับแม่ของเขา
“นั่นแม่หนูค่ะ”
“…” เขาไม่ตอบ มองภาพนั้นอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะละสายตาหันไปดึงเก้าอี้ออกมาแล้วนั่งลง
น้ำขิงเดินไปเปิดประตูหลังห้องชะโงกหน้าออกไปดูว่าฝนซาลงบ้างหรือยัง แต่กลับพบว่าฝนยังคงตกหนักไม่ต่างจากเดิม ท้องฟ้ามืดครึ้มราวกับพายุเข้า
หากเป็นแบบนี้ต่อไปไปทำงานไม่ทันแน่….
เธอเดินกลับเข้ามาข้างใน เหลือบมองนาฬิกาบนผนังห้องพบว่าสี่โมงเย็นแล้ว
“อีกหน่อยหนูจะออกไปทำงานพาร์ตไทม์แล้วนะคะ”
“ฝนตกก็ยังต้องไปทำงานอีกเหรอ?”
“ต้องไปทำสิคะ ไม่ทำจะเอาเงินที่ไหนมาใช้หนี้พี่คิเร็น”
หนี้ล้านกว่าบาทเชียวนะ….
“บอกให้มาทำงานกับฉันตั้งแต่แรก”
“หนูทวงหนี้ใครไม่เป็นหรอกค่ะ ดูสภาพหนูสิคะ ลูกหนี้ที่ไหนจะกลัว”
“เป็นถึงนักกีฬาเทควันโดเหรียญทองจะกลัวอะไร” เขาพยักเพยิดหน้าไปทางรูปน้ำขิงในชุดเทควันโด พร้อมกับห้อยเหรียญทองตรงคอ
“หนูเรียนไว้ป้องกันตัว ไม่ได้เรียนไว้ใช้ข่มขู่หรือใช้ความรุนแรงกับคนอื่นค่ะ แบบนั้นมันดูนิสัยไม่ดีเกินไปค่ะ”
ดวงตาคมเข้มหรี่ลงอย่างจับผิด มองใบหน้าใสซื่อของน้ำขิงอยู่ครู่หนึ่ง หรือเด็กนี่กำลังด่าเขาทางอ้อมว่านิสัยไมีดีอยู่?
“วันนี้ไม่ต้องไปทำงาน”
“ไม่ได้ค่ะ ถ้าไม่ไปทำงานแล้วหนูจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายหนี้พี่คิเร็น ไหนจะค่าดอกอีก” ถ้าไม่ทำงานเธอจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายหนี้และดอกเขากันล่ะ
ดอกก็เก็บแพ๊งแพง คนยิ่งไม่ค่อยจะมีเงินอยู่ด้วย
เธอเพียงแค่บ่นในใจ ไม่ได้พูดออกเสียงให้เขาได้ยิน
“ถ้าวันนี้ไม่ไปทำงาน อาทิตย์นี้จะไม่เก็บดอก”
“จริงเหรอคะ?” ลูกหนี้สาวตาเป็นประกายราวกับเด็กได้ของขวัญ เมื่อได้ยินอีกคนบอกว่าจะไม่เก็บดอกเบี้ยด้วย
“เออ”
“งั้นหนูลางานเลยนะคะ” ใบหน้าสวยหวานคลี่ยิ้มกว้างอย่างปิดไม่อยู่ รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดพิมพ์ข้อความลางานทันที ราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจ “ลางานเรียบร้อยค่ะ”
คิเร็นพยักหน้าเบาๆ ก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเลื่อนหน้าจอเรื่อยเปื่อย ฆ่าเวลาระหว่างรอให้ฝนซาลง ทว่าด้านนอกยังคงมีเพียงเสียงเม็ดฝนกระหน่ำใส่หลังคาไม่ขาดสาย ราวกับมันไม่มีความคิดจะหยุดตกในเร็วๆ นี้เลย
ครืด ครืด
“มีไร”
(คืนนี้พวกกูไปแดกเหล้าห้องมึงนะ)
“ดูก่อน ตอนนี้กูติดฝน ยังไม่กลับ”
(เห็นมึงกลับตั้งนานแล้ว ยังไม่ถึงอีกเหรอวะ)
“สัส วันนี้กูขับบิ๊กไบค์มาเรียนอย่าลืม” ถ้าวันนี้ขับเฟอร์รารีมาเรียน ป่านนี้เขาคงถึงคอนโดไปนานแล้ว
ความจริงเขามีรถอีกคัน แต่จอดทิ้งไว้ที่บ้านเพราะคอนโดไม่มีที่จอด อีกทั้งยังขี้เกียจย้อนกลับไปเอา ที่สำคัญคือไม่อยากนั่งฟังแม่บ่นจนหูชา หากรู้ว่าตอนนี้เฟอร์รารีกำลังเข้าอู่ซ่อม
ต่อให้เขาพยายามอธิบายว่ารถจอดอยู่ดีๆ แล้วมีคนขับมาชนท้ายเองแม่ก็คงไม่สบายใจอยู่ดี
“พี่คิเร็นกินข้าวด้วยกันไหมคะ”
เสียงหวานดังแทรกขึ้นมาอย่างไม่ถูกจังหวะ ร่างบางเดินออกมาจากมุมครัวแล้วเอ่ยถามคนตัวโตตามมารยาท ในเมื่อวันนี้ไม่ได้ออกไปทำงาน เธอเลยตั้งใจจะทำอาหารกินพอดี โชคดีที่ยังมีไข่ไก่กับหมูสับเหลือติดตู้เย็นอยู่
และใช่…
เสียงของน้ำขิงดังลอดเข้าไปถึงปลายสายเต็มๆ
(อ่า อยู่กับสาวเหรอวะ)
“กู….”
(ไม่เนียนเลยนะมึง อ้างติดฝนแต่ที่ไหนได้ติดสาว แค่นี้แหละ กูไม่รบกวนเวลาแห่งความสุขของเพื่อนล่ะ)
ไอ้ครามตัดสายหนีทันที ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้อธิบายแม้แต่คำเดียว
เวรเอ๊ย…
“โทษทีค่ะ ไม่รู้ว่าพี่คิเร็นกำลังคุยโทรศัพท์ แค่จะถามว่ากินข้าวด้วยไหม หนูจะเข้าครัว”
“ไม่กิน”
“ค่ะ” เธอตอบด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหันกลับไปทำไข่เจียวหมูสับต่อ
ติ๊ง! ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนดังรัวจากโทรศัพท์ในมือ ทำให้คิเร็นก้มมองหน้าจอ ก่อนพบว่าเป็นข้อความในไลน์กลุ่ม
คราม : ดูเหมือนวันนี้เราไม่ได้แดกเหล้าแล้วว่ะไททัน
คราม : ไอ้คิเร็นแม่งติดสาวแต่อ้างกูว่าติดฝน
ไททัน : สาวที่ไหนวะ
ไททัน : ใช่น้องหมาตัวเล็กที่ทำปากมึงแตกวันนั้นไหม
คิเร็น : ไอ้ครามมันพูดไปเรื่อย กูแค่มาเก็บหนี้
คราม : เก็บหนี้อะไร กูได้ยินชวนกันกินข้าวด้วย
คราม : กินข้าวแน่เหรอวะเพื่อน
ต่อให้แก้ตัวยังไงพวกมันก็คงไม่เชื่ออยู่ดี สายตาเหลือบมองน้ำขิงที่กำลังยืนทำอาหารอยู่อย่างอารมณ์ดี ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ
ยัยลูกหนี้ตัวแสบก็ช่างพูดแทรกขึ้นมาไม่รู้เวล่ำเวลาซะจริง…