Namkhing liked your post
สายตาคมเข้มเหลือบมองแจ้งเตือนที่เด้งขึ้นมาบริเวณมุมบนของหน้าจอโทรศัพท์โดยไม่ตั้งใจ ชื่อแอ็กเคานต์นั้นทำให้เขาชะงักไปครู่หนึ่ง
คิเร็นแตะเข้าไปดูทันที แต่เมื่อหน้าโปรไฟล์ถูกเปิดขึ้นก็ไม่เห็นแจ้งเตือนเมื่อครู่หรือชื่อแอ็กเคานต์ที่กดไลก์ ราวกับถูกกดยกเลิกไปแล้ว เสียงหึดังเล็ดลอดออกมาในลำคอ
ถ้าเซ้นส์ไม่โกหก ยัยลูกหนี้คงมาส่องไอจีแล้วมือเผลอลั่นไลก์ แต่ทุกทีเซ้นส์เขาไม่เคยพลาด
“สนามหน้ามึงลงแข่งไหม”
“ไม่ล่ะ กูขี้เกียจแข่ง” เขาตอบกลับไททันเสียงเรียบ พลางยกวิสกี้ขึ้นจิบ
“ปิดตำนานแล้วเหรอวะเพื่อนกู” ครามพูด
เมื่อก่อนแค่มีชื่อคิเร็นอยู่ในรายชื่อนักแข่ง คนก็พร้อมซื้อตั๋วเข้าสนามแล้ว หลายทีมยอมทุ่มเงินค่าตัวแตะหลักแปดหลักต่อสนาม เพียงเพื่อให้เขาตอบตกลงลงแข่งสักครั้ง
แต่คนอย่างคิเร็นไม่เคยสนใจตัวเลขพวกนั้น เงินไม่ใช่สิ่งที่เขาขาด ถ้าอยากแข่งก็แข่ง ถ้าไม่อยากต่อให้ยื่นเงินมาทั้งกระเป๋าเขาก็ไม่ลง
“ปล่อยไคเร็นมันเฉิดฉายคนเดียวเถอะ”
สองพี่น้องต่างหลงใหลการแข่งรถ แถมยังมีฝีมือสูสีกันจนแทบกินกันไม่ลง แต่สำหรับคิเร็นมันถึงจุดอิ่มตัวแล้ว เขาเป็นพวกขี้เบื่อกับการทำอะไรเดิมๆ ซ้ำๆ ต่อให้เป็นสิ่งที่ชอบก็ตาม
คิเร็นนั่งดื่มกับเพื่อนต่อ ปล่อยให้บทสนทนาไหลไปตามเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคุย เสียงชนแก้วดังสลับกับเสียงพูดคุยเป็นระยะ จนกระทั่งเวลาล่วงเลยผ่านไปดึกพอสมควรจึงต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับ
น้ำขิงถูกเรียกเข้าพบอธิการบดี เพื่อสอบถามเรื่องเหตุทะเลาะวิวาทที่เกิดขึ้นเมื่อวาน
หลังจากรับฟังคำชี้แจงจากทั้งสองฝ่าย อธิการบดีเห็นว่าต่างฝ่ายต่างมีส่วนทำให้เหตุการณ์บานปลาย จึงไม่ได้ลงโทษใครเป็นพิเศษ เพียงตักเตือนให้น้ำขิงระมัดระวังการใช้อารมณ์และหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงภายในมหาวิทยาลัย
อธิการบดีไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใด ถึงแม้คนที่มาร้องเรียนก่อนจะเป็นฝ่ายของมายด์ก็ตาม
“เหอะ! เป็นฝ่ายหาเรื่องก่อนแท้ๆ พอเอาคืนไม่ได้ก็รีบวิ่งแจ้นไปฟ้องอธิการบดี” ฮันนี่เบ้ปากอย่างหมั่นไส้ พลางเดินลงบันไดหน้าอาคารไปพร้อมเพื่อน
“ขอโทษพวกแกด้วยนะ พลอยโดนดุไปด้วยเลย”
“ขอโทษทำไม มันใช่ความผิดแกที่ไหน”
ถ้าเมื่อวานน้ำขิงไม่ลงมือ พวกเธอสองคนก็ตั้งใจจะเป็นคนตบปากดีๆ ของมายด์แทนอยู่แล้ว ฟ้องอธิการบดีก็ฟ้องไป พวกเธอไม่เคยกลัวอยู่แล้ว
ถึงขั้นลงทุนเดินมาฟ้องอธิการบดี หวังให้น้ำขิงเป็นฝ่ายถูกลงโทษ แต่ผลกลับไม่เป็นอย่างที่คิดเพราะอธิการบดีไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใด ซ้ำยังตำหนิมายด์อย่างหนัก เมื่อทราบว่าเธอเป็นฝ่ายเปิดเรื่องก่อน แล้วค่อยเดินมาร้องเรียนทีหลัง
สีหน้าของมายด์ที่เคยมั่นใจค่อยๆ เจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะตอนที่อธิการบดีบอกให้ขอโทษน้ำขิงในฐานะคนเริ่มก่อน
“เห็นตอนมันหน้าแตกไหม โคตรสะใจ” อลินว่า
“สมน้ำหน้า ทำตัวเองทั้งนั้น” ฮันนี่แค่นหัวเราะ พลางเบ้ปากอย่างหมั่นไส้
ระหว่างที่กำลังเดินไปรถกัน บิ๊กไบค์คันหนึ่งขับผ่านหน้าไปพอดี เสียงท่อคำรามดังเป็นเอกลักษณ์ ดึงสายตาทั้งสามคู่ให้หันมองตามอย่างพร้อมเพรียง
“พี่คิเร็นนิ” ฮันนี่พูดขึ้น
พอรู้ว่าเป็นใคร น้ำขิงจึงเผลอมองตามแผ่นหลังกว้างที่นั่งคร่อมบิ๊กไบค์ ขับไปยังทางตึกคณะวิศวะอีกรอบ
“ปกติเขาขับเฟอร์รารีมาเรียนไม่ใช่เหรอ” อลินเอ่ยขึ้น ราวกับเพิ่งนึกอะไรได้
“ได้ข่าวว่าโดนชนท้าย ตอนนี้ยังซ่อมไม่เสร็จ”
น้ำขิงถึงกับกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ยังไม่มีใครรู้ว่าคนที่ขับรถไปชนท้ายเฟอร์รารีของเขาคือ…เธอเอง
“โห้ คนชนไม่เป็นลมไปเลยเหรอ เฟอร์รารีเลยนะนั่น”
คนชนอยู่นี่เองจ้า…
“ฉันเองแหละ…คนชน”
ฮันนี่กับอลินหันขวับมามองน้ำขิงพร้อมกัน สีหน้าตกตะลึงราวกับเพิ่งได้ยินเรื่องเหนือความคาดหมาย
“ฮะ! กะ…แกเหรอไปชนท้ายเฟอร์รารีของพี่คิเร็น!” ฮันนี่ถามด้วยสีหน้าตกใจ
“อือ ฉันเอง…”
เดิมทีเธอไม่ได้คิดจะบอกใคร แต่จะเก็บไว้ก็คงไม่มีประโยชน์ สู้พูดความจริงออกไปเสียเลยน่าจะดีกว่า เพื่อนกันทั้งนั้น
ความเงียบก็เข้าปกคลุมอยู่ชั่วขณะ ฮันนี่กะพริบตาปริบๆ ส่วนอลินอ้าปากค้างเหมือนสมองกำลังประมวลผลเรื่องที่เพิ่งได้ยิน
“เป็นแกจริงเหรอน้ำขิง แกเนี่ยนะขับรถชนท้ายเฟอร์รารีของพี่คิเร็น” ฮันนี่เป็นคนแรกที่ดึงสติตัวเองกลับมาได้
น้ำขิงพยักหน้ารับเบาๆ
“โอ๊ย! ซวยมากเลยน้ำขิง”
“แล้วค่าซ่อมล่ะ” คำถามของอลินทำให้น้ำขิงหลุบสายตามองพื้นคอนกรีตตรงหน้า
“ล้านกว่าบาท พี่คิเร็นบอกว่าต้องจ่ายให้หมดภายในห้าเดือน ไม่งั้นเขาจะ…ตัดนิ้วฉันทิ้ง”
ฮันนี่กับอลินขนลุกซู่กับประโยคสุดท้าย ไม่อยากปลอบใจเพื่อนว่าเขาไม่ทำหรอก คนเกิดมาในครอบครัวมาเฟียอย่างเขาเอาแน่เอานอนด้วยไม่ได้ ขนาดคนที่คลุกคลีกับครอบครัวคิเร็นอย่างฮันนี่ ยังไม่กล้ารับประกันเลยว่าเรื่องนั้นเป็นเพียงคำขู่
“แกซวยแล้วน้ำขิงเอ๊ย”
ซวยอย่างที่ฮันนี่บอกจริงๆ นั่นแหละ….
“แล้วแกจะทำยังไงต่อ” อลินถาม
“ทำงานหาเงินใช้หนี้เขาไปเรื่อยๆ”
“ยืมฉันก่อนไหม” ฮันนี่เสนอขึ้นเป็นคนแรก ก่อนที่อลินจะเป็นฝ่ายเสนอตัวตาม
“ใช่ๆ ยืมพวกฉันก่อน มีเมื่อไหร่ค่อยคืน”
“จะ…จะบ้าเหรอ! ไม่เอาๆ” เธอรีบโบกมือปฏิเสธแทบไม่ทัน
เงินตั้งล้านกว่าบาท ทว่าฮันนี่กับอลินกลับพูดราวกับเป็นเงินห้าบาทสิบบาทที่หยิบยืมกันได้ง่ายๆ
น้ำขิงมองหน้าเพื่อนทั้งสองแล้วหลุดยิ้ม ไม่คิดเลยว่าเพื่อนทั้งสองจะจริงจังถึงขั้นยอมควักเงินของตัวเองมาช่วย ทั้งที่ไม่ใช่ปัญหาของพวกเธอเลยสักนิด
สำหรับเธอ….
แค่มีเพื่อนดีๆ อย่างสองคนนี้ก็นับเป็นความโชดดีแล้ว
•••
ร่างเล็กเดินกลับหอพักช่วงบ่ายสามเศษๆ เกือบถึงจุดหมายแล้ว ฝีเท้าเล็กค่อยๆ ชะลอความเร็วลงจนหยุดกึกกับที่ ดวงตาคู่สวยมองบิ๊กไบค์คันที่เห็นขับผ่านหน้าในมหา’ลัยเมื่อช่วงกลางวัน หากแต่ตอนนี้…กำลังจอดอยู่หน้าหอพักของเธอ
เจ้าของรถยืนพิงบิ๊กไบค์ในท่าสบายๆ มือข้างหนึ่งสอดอยู่ในกระเป๋ากางเกงยีนส์ ส่วนอีกข้างคีบบุหรี่ไว้ระหว่างนิ้ว ทั้งที่ตรงหน้ามีป้าย ‘ห้ามสูบบุหรี่’
แต่สำหรับคนที่เพิ่งยัดเงินให้เจ้าของหอพักเมื่อไม่กี่นาทีก่อน ป้ายเตือนพวกนั้นก็ไม่มีความหมายอะไร ถึงแม้มีกลุ่มควันสีเทาลอยผ่านใบหน้า มองปราดเดียวน้ำขิงก็รู้ทันทีว่าคนตรงหน้าเป็นใคร
คิเร็น….
เจ้าของใบหน้าคมคายหันมาปะทะเข้ากับร่างเล็กของลูกหนี้สาว มือเล็กเผลอบีบโทรศัพท์ในมือแน่น หัวใจเต้นถี่รัวราวกับกำลังจะหลุดออกจากอก เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมความกล้า ก่อนค่อยๆ ก้าวเดินเข้าไปหยุดตรงหน้าเขา
“มาทำอะไรเหรอคะ”
หรือมาทวงหนี้?
ความคิดนั้นผุดขึ้นมาในหัวจนเธอแอบสะดุ้ง
บ้าหน่า…ยังไม่ถึงกำหนดเลยนี่
คิเร็นไม่ตอบทันที เขาอัดควันบุหรี่เข้าปอดอีกครั้ง ก่อนปล่อยก้นบุหรี่ลงพื้น ใช้ปลายรองเท้าขยี้เบาๆ จนประกายไฟมอดดับ
“มาเก็บดอก”
“เก็บดอก?”
“เธอคิดจริงๆ เหรอ ว่าฉันจะรอให้เธอใช้หนี้หมดภายในห้าเดือนจริงๆ” เขาเปลี่ยนอากัปกิริยาเป็นกอดอก สายตามองน้ำขิงนิ่งๆ “เธอต้องจ่ายดอกฉันทุกอาทิตย์”
“นะ…หนูขอเลื่อนไปจ่ายวันหลังได้ไหมคะ วันนี้…ยังไม่มี” เธอเอ่ยบอกเขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ
คิเร็นส่งเสียงหึในลำคอ ก่อนจะผละตัวออกจากบิ๊กไบค์ตรงเข้าไปหาน้ำขิงที่ยืนหดเป็นเต่าในกระดอง อีกคนถอยห่างตามสัญชาตญาณ
“พะ…พรุ่งนี้ได้ไหมคะ หนูจะรีบจ่ายเลย” เธอพูดด้วยน้ำเสียงละล่ำละลักอย่างปิดไม่มิด ในขณะที่อีกฝ่ายยังคงก้าวเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน ราวกับนักล่าที่กำลังต้อนเหยื่อให้จนมุม
หมับ!
“อ๊ะ!”
มือใหญ่คว้าข้อมือเธอไว้ ก่อนจะออกแรงดึงร่างบางกลับเข้ามาหาตัว
“จะถอยไปไหนนักหนาวะ เดี๋ยวก็ตกท่อ”
น้ำขิงชะงัก ก่อนจะเอี่ยวตัวกลับไปมองข้างหลัง อีกแค่ก้าวเดียวเธอก็ตกลงไปในท่อระบายน้ำที่เปิดฝาทิ้งไว้อย่างที่เขาบอกจริงๆ ด้วย
คิเร็นปล่อยแขนเล็กให้เป็นอิสระ สอดมือข้างหนึ่งลงในกระเป๋ากางเกงยีน ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมาหยุดอยู่ข้างใบหูของเธอ ระยะห่างใกล้เสียจนลมหายใจอุ่นแผ่วเบาสัมผัสผิว
“ถ้าไม่จ่ายดอกด้วยเงิน….ก็จ่ายด้วยนิ้ว”