กลิ่นหอมของไข่เจียวหมูสับค่อยๆ อบอวลไปทั่วห้องเล็ก น้ำขิงนั่งกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย พลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปอาหารแล้วส่งให้แม่ดูเหมือนทุกวัน
คิเร็นเหลือบมองเธอเพียงนิด ก่อนสายตาจะเลื่อนไปยังจานข้าวตรงหน้า ความหอมของไข่เจียวทำให้เขาเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างห้ามไม่อยู่
ด้านนอกฝนยังคงกระหน่ำไม่มีทีท่าว่าจะซา ไม่รู้ต้องติดแหง็กอยู่ในห้องเล็กเท่ารูหนูนี่อีกนานแค่ไหน
หิวก็หิว
โครก…
เสียงท้องร้องดังขึ้น มือหนาเลื่อนลงลูบท้องตัวเองโดยอัตโนมัติ น้ำขิงที่กำลังตักข้าวเข้าปากชะงัก ช้อนในมือค้างอยู่ตรงริมฝีปาก หันไปมองเจ้าของเสียงท้องร้องเมื่อครู่ ก่อนที่รอยยิ้มจะค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้า
ว่าแล้วเชียวว่าต้องหิว
เธอวางช้อนลงจานข้าวเบาๆ ลุกไปตักข้าวสวยร้อนๆ ใส่จาน จากนั้นตักไข่เจียวหมูสับที่ตั้งใจทำเผื่อเขาตั้งแต่แรกวางลงข้างกัน
ร่างบางเดินนำจานข้าวไปวางตรงหน้าคิเร็น คนตัวโตก้มมองอาหารอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองน้ำขิง
“หิวก็กินเถอะค่ะ หนูไม่คิดเงิน หรือถ้าไม่ถูกปากกินแค่รองท้องก็ยังดีค่ะ ตอนนี้ฝนยังไม่หยุดตก คงอีกนานกว่าจะได้กลับ” เธอคิดว่าคนอย่างเขาคงกินแต่อาหารดีๆ เลยรีบพูดดักไว้ก่อน เผื่อข้าวไข่เจียวจานนี้จะไม่ถูกปากเขา
“ขอบใจ”
น้ำขิงไม่ตอบเพียงยิ้มบางๆ แล้วเดินกลับไปนั่งกินข้าวต่อ คนที่มีไม่มากใช่ว่าจะให้ใครไม่ได้ อย่างน้อยข้าวหนึ่งจานก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเธอ
คิเร็นตักข้าวไข่เจียวหมูสับเข้าปากคำแรก มือที่ถือช้อนจะชะงัก สายตาเหลือบมองคนตัวเล็กที่กำลังก้มหน้ากินข้าวอยู่คนละมุมของห้องกับตัวเอง
ไม่คิดเลยว่ายัยเด็กนั่นจะทำอาหารอร่อยขนาดนี้…
เหลือเชื่อเขากินข้าวหมดจานไม่เหลือข้าวสักเม็ดเดียว เกิดมาไม่เคยกินข้าวหมดจาน ต่อให้น้ำขิงเป็นลูกหนี้ก็ไม่คิดทิ้งจานไว้ให้ใครเก็บ แม่สอนเสมอว่า เมื่อไปอยู่ในบ้านของใคร ก็ควรทำตัวเป็นแขกที่ดี
ร่างสูงลุกขึ้นถือจานข้าวเดินไปยังซิงก์เล็กๆ ตรงมุมห้อง บีบซันไลต์ลงบนฟองน้ำเตรียมจะลงมือล้างจานข้าวตัวเอง
แอดดด
เสียงประตูห้องน้ำเปิดออก น้ำขิงที่เพิ่งก้าวออกมาชะงัก เมื่อเห็นคิเร็นกำลังจะล้างจาน ดวงตาคู่สวยเบิกกว้าง รีบสาวเท้าเข้าไปคว้าฟองน้ำออกจากมือเขาแทบจะทันที
“เดี๋ยวหนูล้างเองค่ะ”
ให้เจ้าหนี้ล้างจานได้ไงเล่า….
“พี่คิเร็นไปนั่งเลยค่ะ”
ตอนนี้อะไรก็ยอมได้ทั้งนั้น ขอแค่เอาใจเขาไว้ก่อน เผื่อเจ้าหนี้อารมณ์ดีขึ้นม อาจใจอ่อนลดดอกเบี้ย หรือถ้าดีหน่อยอาจลดหนี้ให้สักนิดก็ยังดี
เธออึ้งที่เห็นเขากินข้าวหมดจาน ทีแรกนึกว่าเขาคงตักกินแค่คำสองคำพอเป็นมารยาท เห็นแบบนี้ก็อดเอ็นดูเขาไม่ได้ อย่างน้อยเขาก็เห็นคุณค่าของอาหาร กินจนเกลี้ยงจานไม่เหลือข้าวสักเม็ดเดียว
เก่งเหมือนกันนะเนี่ย…
คิเร็นถอยออกมายืนกอดอกมองน้ำขิงล้างจานของตัวเองนิ่งๆ อย่างคล่องมือ ใช้เวลาไม่นานก็ล้างจานจนสะอาด ก่อนคว่ำไว้บนชั้นวางจานอย่างเป็นระเบียบ
หลังจากฝนเริ่มซาลงเล็กน้อย คิเร็นก็รีบกลับทันทีอย่างกลัวฝนเทกระหน่ำลงมาอีกครั้ง น้ำขิงลงมาส่งหน้าหอพัก รอจนกว่าอีกคนขับรถออกไป จึงเดินกลับขึ้นมาบนห้อง
คิ้วเรียวเลิกขึ้นสูงเมื่อเห็นสายชาร์จเสียบคาอยู่ตรงปลั๊กข้างโต๊ะทำงาน เธอเดินเดินเข้าไปหยิบขึ้นมาดู ก่อนจะพบว่าตรงเสียบไม่ใช่แบบเดียวกับที่ตัวเองใช้
เขาคงลืมไว้แน่ๆ
“ทำไงดีล่ะทีนี้…” เธอยืนพูดคนเดียว ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ตัวเองขึ้นมาหมายจะส่งข้อความบอกเขาแต่ลืมไปว่าไม่มีคอนแทคนอกจาก…ไอจีที่ส่องวันก่อน
ช่างเถอะ
ปลายนิ้วแตะเข้าไอจีของเขา กดตรง ‘ส่งข้อความ’ แตะช่องข้อความกระทั่งแป้นพิมพ์เด้งขึ้นมา เธอพิมพ์ข้อความเสร็จก็กดส่งอย่างไม่ลังเล
น้ำขิง : ส่งรูปภาพ
น้ำขิง : พี่คิเร็นลืมสายชาร์จค่ะ
เธอปัดหน้าจอออกจากแชตเขาอย่างไม่คิดรอให้ตอบกลับ เก็บสายชาร์จไว้คืนเขาเป็นระเบียบ ก่อนจะเข้าไปอาบน้ำเตรียมใช้เวลาที่เหลือพักผ่อนให้เต็มที่ จะนอนอ่านนิยายเรื่องโปรดฉ่ำๆ เลย
กระทั่งวันต่อมาคิเร็นก็ยังไม่ตอบแชต น้ำขิงจึงคิดว่าเดี๋ยวพักกลางวันจะเอาไปคืนที่คณะเลยดีกว่า เพราะต้องให้ฮันนี่กับอลินพามา เธอจึงเล่าเรื่องทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบให้เพื่อนทั้งสองฟัง โชคดีที่ทั้งคู่เข้าใจไม่ได้คิดเลยเถิดอย่างที่กังวล
จะมีก็แต่ฮันนี่…
“ถ้าเป็นฉันนะ รวบหัวรวบหางไปนานแล้ว!”
ใบหน้าหวานร้อนผ่าวขึ้นมาทันที แค่ฟังก็เขินจนอยากมุดดิน คนที่ไม่เคยแม้แต่จะอ่อยผู้ชายอย่างเธอ จะเอาความกล้ามาจากไหน
อลินหัวเราะเบาๆ ก่อนจะสมทบ
“แกน่าจะลองจีบเขาดูนะ ถ้าจีบติด บางทีหนี้ของแกทั้งหมดอาจเป็นโมฆะก็ได้”
“มะ…ไม่เอาๆ” เธอรีบส่ายหน้าปฏิเสธแทบจะทันที
แค่คิดว่าต้องเข้าไปจีบผู้ชายเพื่อแลกกับการปลดหนี้ก็เขินจนหน้าแดงแล้ว เรื่องแบบนั้นคนอย่างเธอไม่มีวันทำได้หรอก
อีกอย่างคิเร็นอยู่สูงเกินกว่าที่คนธรรมดาอย่างเธอจะเอื้อมถึง เขาเพียบพร้อมทุกอย่าง ส่วนเธอน่ะเหรอ? แค่ผ่านแต่ละวันไปได้ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว
มาถึงคณะวิศวะ น้ำขิงต้องได้ไหว้วานให้ฮันนี่บอกคิเร็นให้ออกมาเจอเพราะอีกคนไม่ตอบแชตเลย ขนาดเปิดอ่านยังไม่มี
“ไม่ตอบ” ฮันนี่หันแชตคิเร็นให้น้ำขิงดู
“เอาไงดี”
ตั้งใจเอามาคืนแล้วก็อยากคืน ไม่อยากเก็บของๆ เขาไว้กับตัวเอง
“รอสักแป๊บก่อนไหม ถ้ายังไม่ตอบค่อยคืนให้วันหลัง”
น้ำขิงพยักหน้าตามความเห็นของอลิน
เวลาผ่านไปราวสิบนาที ทั้งสามคนยังคงยืนรออยู่หน้าอาคาร จู่ๆ ฮันนี่ก็ตบแขนน้ำขิงเบาๆ ราวกับเพิ่งเห็นใครบางคน
“น้ำขิงๆ พี่คิเร็นมาแล้ว”
เธอเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนจะเห็นเขากำลังเดินออกมาพร้อมกับเพื่อน สายตาคมเข้มเลื่อนมาสบกับดวงตาคู่สวยพอดี ดูเหมือนเพื่อนของคิเร็นจะรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าน้ำขิงมาหา เพราะสายตาอีกคนเล่นมองมาเพื่อนตัวเองอย่างเปิดเผยเสียจนปิดไม่มิด
“น้องหมาตัวเล็กมาหามึง” ไททันคนพูดขึ้นคนแรก
“เด็กที่มึงติดฝนด้วยเมื่อวานเหรอวะ?” ครามยังคงแซวต่อ ตั้งแต่เห็นหน้าคิเร็นมาเรียนเมื่อเช้า จนตอนนี้ก็ยังไม่เลิกหยอกเรื่องเดิม “ไปหาน้องดิวะ”
เพื่อนพยักเพยิดบอกคิเร็น ทีแบบนี้สนับสนุนกันดีจริงๆ น้ำขิงเดินออกมาครึ่งทางแล้ว ยัยลูกหนี้กวักมือเรียกราวกับเรียกหมา เขาถอนลมหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความระอาใจ ก่อนจะเดินเข้าไปหาอีกครึ่งทางจนยืนต่อหน้ากัน
“มีไร”
“เมื่อวานพี่คิเร็นลืมสายชาร์จค่ะ”
สายตาคมเข้มหลุบมองสายชาร์จที่น้ำขิงยื่นมาให้
“หนูทักหาพี่ในไอจีแต่พี่ไม่ตอบ เลยเอามาให้ค่ะ”
เมื่อวานตอนขับรถเกือบถึงคอนโดเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลืมสายชาร์จไว้ที่ห้องน้ำขิง จะวนรถกลับไปเอาก็ขี้เกียจ เพราะอีกไม่กี่กิโลก็ถึงคอนโดแล้ว
ความจริงเขาเห็นข้อความที่น้ำขิงส่งมาทางไอจีตั้งแต่เมื่อคืนแต่ตั้งใจไม่ตอบ คิดว่าจะไม่เอาคืนเพราะที่ห้องมีสายชาร์จสำรองอีกหลายเส้น แต่ไม่คิดว่ายัยลูกหนี้จะมีน้ำใจถึงขั้นเอามาคืนให้ถึงคณะ
“อันที่จริงทิ้งเลยก็ได้นะ ไม่เห็นต้องลำบากเอามาคืน”
“ซื้อใหม่แพงนะคะ”
“ฉันมีหลายอัน ทิ้งไปอันเดียวคงไม่เป็นไร”
รวยเกินพ่อคุณ…
“เอาคืนไปเถอะค่ะ หนูเอามาให้แล้ว”
คิเร็นมองร่างเล็กอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรับสายชาร์จจากมือเธอมาแต่โดยดี
“ขอบใจ”
น้ำขิงยิ้มรับบางๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปหาเพื่อนที่ยืนรอข้างหลัง ส่วนคิเร็นก็เดินกลับไปหาเพื่อนต่อ
“น้องมาหาทำไมวะ” ไททันถาม
“เอาสายชาร์จมาคืน”
“หมาตัวเล็กมึงก็น่ารักดีนะ” ครามพูด พร้อมกับพยักหน้าไปทางน้ำขิงที่เดินออกไปแล้ว
“ชอบก็จีบ”
“กูไม่เอาของเพื่อน”
“ไม่ใช่ของกู”
“ตอนนี้ยังไม่ใช่ ในอนาคตอย่าเรียกของกูให้พวกกูได้ยินก็แล้วกัน” ครามหัวเราะหึในลำคอ พลางหันไปยิ้มกับไททันอย่างรู้กัน