@เอิงเอย
ภายในห้องเรียนที่แอร์เย็นฉ่ำกลับไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกหนักอึ้งในใจของฉันทุเลาลงเลย ฉันก้มหน้ามองชีทเรียนที่เต็มไปด้วยตัวอักษร แต่ในหัวกลับมีแต่คำพูดร้ายๆ ของคุณวินวนเวียนอยู่ไม่จบสิ้น
"วิชานี้อาจารย์โคตรโหด...นี่ขนาดพึ่งเจอกันวันแรก..ยังสั่งงานอย่างกับสั่งพิซซ่า : เจนนี่ เสียงบ่นกะปอดกะแปดของเจนนี่ดังขึ้นข้างหู เธอวางปากกากระแทกลงบนโต๊ะด้วยความเซ็ง
"เลิกบ่นได้แล้ว แกจะบ่นให้ได้อะไร ดูยัยเอยสิไม่เห็นจะพูดอะไรสักคำเลย : เดล เดลหันมาทางฉันที่นั่งเงียบมานาน
"ก็เราไม่รู้จะบ่นอะไรนิ..อาจารย์สั่งก็แค่ทำตามแค่นั้นเอง" ฉันตอบออกไปตามความจริง พยายามส่งยิ้มบางๆ ให้เพื่อนสบายใจ ทั้งที่ข้างในใจมันล้าจนแทบอยากจะร้องไห้
"จ๊ะ..แม่คนดี..แม่คนเก่ง...ทำเลยจ๊ะ..รีบทำนะ..เผื่อเวลาให้ฉันสองคนคัดลอกด้วย: เจนนี่
เจนนี่ กับเดลเป็นเพื่อนสนิทฉัน เราสามคนสนิทกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม เจนนี่มีร่างกายเป็นชายแต่หัวใจเป็นหญิง เธอเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉันคนหนึ่ง เราสามคนสนิทกันมาก พอขึ้นมหาลัยเราเลยเลือกเรียนคณะเดียวกัน..จะได้ไปไหนมาไหนด้วยกันสะดวก
หลังเลิกคลาสเราสามคนก็เดินตรงมาที่ม้าหินอ่อนที่อยู่ใต้ตึกคณะบริหาร เพื่อที่จะได้นั่งพักผ่อนและพูดคุยกันตามประสาผู้หญิง ท่ามกลางบรรยากาศรื่นเริงของเหล่านักศึกษาใหม่ แต่แล้วความสงบของฉันก็ถูกทำลายลง
นั่งคุยกันได้สักพักก็มีมือหนามากระชากแขนฉันอย่างแรง ฉันตกใจเล็กน้อย ด้วยความที่ตึกนี้มีนักศึกษาอยู่จำนวนมาก นักศึกษาคนอื่นๆ กำลังจ้องมองมาที่เขากับฉัน กลัวว่าจะเป็นจุดสนใจ ฉันเลยลุกตามเขาไปอย่างว่าง่าย แรงบีบที่ข้อมือทำให้ฉันรู้ทันทีว่าเป็นใคร กลิ่นน้ำหอมประจำตัวของคุณวินที่ฉันจำได้แม่นยำ
"ตามฉันมา..." เขาคำรามเสียงต่ำ ลากฉันไปยังมุมลับตาหลังซอกตึก
"โอ้ย..เอยเจ็บนะคะ" ฉันพยายามบิดแขนออกแต่ไม่เป็นผล
"คุณวินมีอะไรกับเอยคะ..ลากเอยมาทำไม"
"หึ...ฉันบอกเธอแล้วใช่ไหมว่าอย่ามาอ่อยเพื่อนฉัน...ทำไมไม่ฟัง..จะร่านไปถึงไหน" คำพูดรุนแรงนั่นเหมือนตบหน้าฉันกลางอากาศ
"อ่อยเพื่อนคุณวิน...? ..ใคร...แล้วเอยทำแบบนั้นตอนไหนคะ"
"ก็ไอ้ภาคินงัย....อ่อ..ที่รีบออกจากบ้านมาแต่เช้าก็เพื่อที่จะได้มาหามันสิท่า..." สายตาที่เขาจ้องมองมามีแต่ความดูแคลนจนฉันรู้สึกไร้ค่า
"เอยเปล่า...."
"เปล่า..แล้วที่มันนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ทั้งวันเหมือนคนบ้าคืออะไร...ก็เธอไม่ใช่เหรอที่ว่านเสนห์ใส่มัน"
"เอยเปล่าทำแบบนั้นนะคะ..แล้วเอยไปว่าเสน่ห์ตอนไหน"
"ก็เมื่อเช้า..เธอนั่งกินข้าวกับมัน..ทักทายมัน แถมยังยิ้มหวานให้มันอีกด้วย..แบบนี้ไม่เรียกว่าอ่อยแล้วจะเรียกว่าอะไร"
"กินข้าว?" ฉันขมวดคิ้ว พยายามนึกย้อนถึงเหตุการณ์เมื่อเช้า
"อ่อ..ก็เมื่อเช้าพี่เขามานั่งกับเอย เอยเห็นว่าเป็นรุ่นพี่ก็เลยเอ่ยทักทายตามมารยาท เอยผิดเหรอคะ"
"ผิด..เธอผิดที่ยิ้มหวานให้มัน" เหตุผลของเขาดูเอาแต่ใจจนฉันเหลือเชื่อ
"เอยก็ยิ้มให้กับทุกคนที่เป็นมิตรกับเอย..แปลกตรงไหนคะ"
"ทีกับฉัน..ทำไมชอบทำหน้าอย่างกับคนอมทุกข์มาเป็นร้อยปี..."
"ก็คุณวินเกลียดเอย..ไม่อยากเห็นหน้าเอยนิคะ...คุณวินเคยบอก..พูดทุกวันจนเอยจำได้ขึ้นใจ" ฉันพูดความจริงที่เจ็บปวดออกไป ความเงียบปกคลุมเราอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่เขาจะสบถออกมา
"หึ...ทีแบบนี้ล่ะจำได้..."
"ต่อจากวันนี้ฉันขอสั่งเธอ...ห้ามเธอยิ้มหรือทักทายเพื่อนของฉันอีก ฉันไม่อยากให้ใครรู้ว่าเธออยู่บ้านหลังเดียวกันกับฉัน..."
"ทำไมคะ..."
"เธอมันก็เป็นแค่เด็กที่พ่อแม่ฉันเก็บมาเลี้ยง เดี๋ยวคนอื่นรู้จะเข้าใจผิดว่าเธอเป็นอะไรกับฉัน..ทั้งที่จริงแล้วเธอมันก็เป็นแค่กาฝากที่มาอาศัยอยู่บ้านหลังนั้น"
"ค่ะ...เอยทราบแล้วค่ะ...."
ฉันก้มหน้าลงเพราะตอนนี้นัยน์ตาของฉันมันเต็มไปด้วยความอึดอัด..น้ำตาเริ่มคลอเบ้า..มันจุกในใจกับทุกคำพูดของเขา ฉันรู้ตัวดีว่าเขาเกลียดฉัน...เกลียดมาก...แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่บอกตัวเองว่าให้อดทน ความอ้างว้างในใจมันขยายใหญ่ขึ้นทุกครั้งที่เขาตอกย้ำสถานะ "กาฝาก" ของฉัน
@อนาวิน
หลังจากที่คุยกับยัยนั่นเสร็จผมก็รีบเดินออกมา กลัวว่าจะมีคนเห็น แล้วเอาไปพูดซุบซิบนินทา ยิ่งเพจมหาลัยชอบเอาเรื่องผมไปลงอยู่บ่อยๆ หากมีคนเห็นผมกับยัยนั่นคงเป็นเรื่องใหญ่อีกแน่ๆ แต่ดูเหมือนโชคจะไม่เข้าข้างผมเอาเสียเลย
"วิน...." เสียงไอ้ภาคินเรียกผม
"อืม..มึงมีอะไร" ผมรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ
"เมื่อกี้กูเห็นมึงเดินออกมาจากซอกตึก"
"แล้ว?"
"แล้วกูก็เห็นน้องเอยเดินตามมึงออกมา..." คินจ้องมองผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
"มึงตาฟาดรึเปล่า" ผมปฏิเสธเสียงแข็ง
"ไม่..กูมั่นใจ..มึงกับน้องเอยเป็นอะไรกัน...ทำไมต้องทำลับๆ ล่อๆ"
"เปล่านิ..."
"วินกูกับมึงเป็นเพื่อนกันมานาน...มึงเห็นกูเคยสนใจใครไหม...ถ้ากูบอกว่าชอบ......คือกูชอบจริงๆ ..มึงรู้ใช่ไหม" คำประกาศของมันทำให้ผมรู้สึกรุ่มร้อนในอกอย่างบอกไม่ถูก
"มึงแน่ใจเหรอคิน...ว่ามึงชอบยัยนั่น"
"กูมั่นใจ..กูไม่เคยรู้สึกชอบใครมากขนาดนี้มาก่อน.."
"ก็ได้....กูบอกมึงก็ได้" ผมตัดสินใจเปิดปาก แม้มันจะเป็นสิ่งที่ไม่อยากพูดถึงที่สุด
"ยัยเด็กนั่นเป็นคนที่พ่อกับแม่กูรับมาอุปการะ....ยัยนั่นเป็นคนที่กูเกลียด"
"เกลียด...? ... ทำไมกูไม่เข้าใจ..น้องเอยออกจะดูอ่อนโยน..น่าทะนุถนอมขนาดนั้น"
"นั่นแหละคือสิ่งที่กูเกลียด...ยัยนั่นชอบทำเหมือนตัวเองอ่อนแอ..ใสซื่อ..เสแสร้งแกล้งทำ" ผมระบายความอคติออกมาทั้งหมดเพื่อให้มันเปลี่ยนใจ
"กูว่ามึงคิดมากไปเองรึเปล่าวิน...มึงอคติกับเขา" คินสวนกลับทันควัน
"หึ..แล้วแต่มึงจะคิด..แต่ที่กูบอกมึงเพราะอยากเตือนมึง..ไม่อยากให้มึงถูกยัยนั่นปั่นหัว"
"เออ..ขอบใจที่เป็นห่วง"
หลังจากที่คุยกับไอ้คินเสร็จ พวกเราก็เดินมายังลานกิจกรรมคณะบริหาร วันนี้เป็นวันรับน้องวันสุดท้าย ซึ่งน้องปีหนึ่งต้องหาพี่รหัสของตนเองให้เจอ พี่รหัสเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครคือน้องรหัส..เราจะเจอกันผ่านคำใบ้เท่านั้น ซึ่งน้องรหัสต้องนำคำใบ้ที่พวกผมให้ไป มาตามหาพี่รหัสของตนเองให้เจอ หากหาไม่เจอจะถูกลงโทษ
กิจกรรมดำเนินไปได้สักพัก...ก็ถึงเวลาเฉลยสายรหัส...ใครที่หาสายรหัสตนเองไม่เจอต้องออกมาหน้าแถวและถูกทำโทษตามกฎ
"เอาละครับ..น้องๆ ปี 1 ผมภาคิน เฮดว๊าก วันนี้เป็นวันสุดท้ายสำหรับกิจกรรมรับน้อง น้องๆ คนไหนที่หาพี่รหัสเจอแล้วให้เดินไปยืนข้างๆ พี่รหัสของตัวเอง ส่วนใครที่ยังหาไม่เจอ ให้ออกมายืนหน้าแถวเราจะเฉลยสายรหัส และทำการลงโทษตามกติกานะครับ เชิญครับ..."
จากนั้นทุกคนก็ปฏิบัติตามคำสั่ง จนเหลือนักศึกษา 4 คนสุดท้ายที่หาพี่รหัสไม่เจอ 1 ในนั้นคือยัยกาฝาก ผมกอดอกมองร่างบางที่ยืนสั่นอยู่หน้าแถวด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
"น้องที่เหลือบอกคำใบ้ของตนเองนะครับ....น้องปีหนึ่งบอกคำใบ้ของตัวเอง..มาจนถึงยัยเอิงเอย
"น้องเอยคำใบ้ของน้องว่าอย่างไรครับ" คินถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
"หล่อ ดุ โหด ค่ะ..."
"เอาละครับ..เราได้คำใบ้มาครบทุกคนแล้ว...ให้น้องๆ หลับตานะครับ พี่รหัสจะมายืนอยู่ตรงหน้าน้องๆ ..ถ้าผมสั่งให้ลืมตาค่อยลืมนะครับ.."
@เอิงเอย
ฉันหลับตาลงตามคำสั่ง หัวใจเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ใครกันนะที่จะเป็นพี่รหัสของฉัน ท่ามกลางความมืดมิดและเสียงเชียร์รอบข้าง ฉันรู้สึกได้ถึงลมหายใจและเงาของใครบางคนที่มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า
"ลืมตาได้ครับ"
ฉันค่อยๆ ลืมตาแล้วมองตรงไปข้างหน้า..ปรากฎว่ามีผู้ชายคนหนึ่งยื่นหน้าเข้ามาใกล้กับใบหน้าของฉันมากๆ ..จนจมูกแทบจะชนกันอยู่แล้ว...ใจฉันเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ..รู้สึกประหม่าอย่างบอกไม่ถูก...พี่เขายิ้มกว้างมาให้ฉัน แล้วเอามือขัดหลังเอาไว้ แสงแดดยามเย็นที่ส่องกระทบใบหน้าเขาทำให้เขาดูเหมือนพระเอกในนิยาย
"สวัสดีครับน้องเอย"
เขาก้มหน้าลงมาใกล้กับใบหน้าของฉัน...ด้วยความที่เขาตัวสูงมาก..แต่ขนาดตัวของฉันสูงเท่าไหล่ของเขา...เขาจึงต้องก้มและโน้มตัวลงมา ภาพที่เห็นเลยดูเหมือนว่าเขากำลังจะจูบฉัน.. เขาจ้องมองฉันด้วยรอยยิ้ม. จนมีเสียงฮือฮาจากนักศึกษาดังขึ้น...
"กรี๊ด...อ๊ายย...พี่ภาคิน....ฉันอยากเป็นน้องรหัสของเขา.... : เสียงนักศึกษาหญิงกลุ่มหนึ่งพูดคุยและบิดตัวเขินไปมา.
"หล่อ..หล่อมาก..ฉันอิจฉายัยเอยเลยอ่ะแก : เสียงเจนนี่พูดคุยกับเดล
และเสียงอื่นๆ ที่พูดคุยฮือฮาไม่หยุด แต่ในจังหวะนั้น ฉันเผลอเหลือบไปเห็นสายตาของคุณวินที่จ้องมองมา มันเต็มไปด้วยความโกรธจัดและชิงช้าจนฉันต้องรีบหลบตา
"..พะ..พี่ภาคิน"
"ครับ..ดีใจจัง..ที่ได้เป็นพี่รหัสของน้องเอย..."
เขายิ้มออกมาอย่างกว้าง..หล่อ..หล่อมากๆ ..คนอะไรหล่อมากขนาดนี้ ฉันมองหน้าเขาสักพักก็เริ่มมีสติ และรีบเอาหน้าของฉันถอยห่างจากเขาทันที เขายิ้มและหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างเอ็นดู
"เอาละครับ...น้องๆ คงจะรู้จักพี่รหัสของตัวเองแล้วนะครับ..ต่อไปจะเป็นบทลงโทษ..ผมจะให้พี่รหัสของพวกคุณเป็นคนกำหนดบทลงโทษพวกคุณเองนะครับ..."
กิจกรรมดำเนินไปจนจบ ฉันจึงเดินออกมากำลังจะเดินไปขึ้นรถเมล์หน้ามหาลัย..เพราะวันนี้ลุงนพไปส่งคุณแม่ที่สนามบิน ท่านบินไปเยี่ยมคุณอาที่สวีเดน จึงมารับฉันไม่ทัน ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มแก่ ความเหนื่อยล้าเริ่มจู่โจมฉัน แต่ในขณะที่กำลังจะเดินออกไปนั่นก็ได้ยินเสียงพี่ภาคินเรียกฉัน
"น้องเอยครับ...เดี๋ยวก่อน"
"คะ.."
"พี่ยังไม่ได้บอกบทลงโทษของพี่เลยนะครับ..จะรีบกลับแล้วเหรอ"
"พอดีวันนี้เอยกลับรถเมล์ค่ะ...กลัวว่าจะถึงบ้านค่ำ เลยรีบกลับ"
"ให้พี่ไปส่งได้ไหมครับ...เราจะได้คุยกันระหว่างทาง..ไหนๆ ก็เป็นสายรหัสกันแล้ว..นะครับ" พี่คินเสนอตัวพร้อมรอยยิ้มที่ทำให้โลกดูสว่างสดใส
"เออ...คือ..เอย...เอยเกรงใจน่ะค่ะ"
"ไม่ต้องเกรงใจครับ..พี่เต็มใจมาก"
เขายิ้มแบบนี้อีกแล้ว...อันตรายต่อหัวใจฉันจริงๆ ..
"ก็ได้ค่ะ"
รถขับออกมาได้สักพักเขาก็แวะทานข้าวที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง โดยให้เหตุผลว่าอยากจะเลี้ยงต้อนรับฉัน...และเขาเองก็หิวข้าวมากด้วย ...ด้วยความเกรงใจฉันเลยไม่กล้าปฏิเสธ ... นั่งทานข้าวเป็นเพื่อนเขาพักหนึ่ง บรรยากาศในร้านอาหารเล็กๆ แห่งนี้ดูอบอุ่นอย่างประหลาด
"น้องเอยชอบทานมะระเหรอครับ" เขาถามเมื่อเห็นฉันสั่งเมนูเดิมๆ
"เฉพาะแกงจืดมะระน่ะคะ..ถ้าเอามาทำอย่างอื่นเอยก็ไม่ชอบเหมือนกัน"
ฉันพูดและยิ้มออกไป...รู้สึกปลอดภัยเมื่อได้พูดคุยและทำความรู้จักกับเขา เขาดูอ่อนโยน และเป็นกันเองมาก...จึงทำให้ฉันไม่เกร็งและรู้สึกสบายใจขึ้น มันเป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่ฉันรู้สึกว่าเป็นตัวของตัวเอง
"เหมือนพี่เลย..พี่ก็ชอบเหมือนกัน..แต่พี่กินได้ทุกอย่างนะครับ"
"จริงเหรอคะ...เอยนึกว่าจะมีแต่เอยซะอีกที่ชอบ"
"ทานเยอะๆ นะครับ..ไม่ต้องเกรงใจ"
"ขอบคุณค่ะ"
ทานอาหารเสร็จเขาก็ขับรถมาส่งฉันที่บ้าน..แต่ที่ฉันแปลกใจคือเขารู้ได้ยังงัยว่าฉันอยู่บ้านหลังนี้ ด้วยความสงสัยแต่ฉันก็ไม่กล้าถาม เลยปล่อยไว้แบบนั้น
"ขอบคุณนะคะพี่ภาคินที่มาส่งเอย แถมยังพาเอยไปทานข้าวอีกด้วย"
"ไม่เป็นไรครับพี่ยินดี เรียกพี่คินเฉยๆ ดีกว่าครับ..จะได้ดูสนิทกันมากขึ้น"
"ค่ะ..ขอบคุณนะคะพี่คิน" ฉันกล่าวขอบคุณและกำลังจะเปิดประตูรถ แต่..
"เดี๋ยวก่อนครับ..."
"คะ.."
"พี่ขอเบอร์และไลน์ติดต่อน้องเอยหน่อยได้ไหม..เราเป็นสายรหัสกันยังงัยเราต้องติดต่อกันประจำอยู่แล้ว คราวนี้คงไม่ปฏิเสธพี่แล้วนะครับ"
"ก็ได้ค่ะ.... พูดมาซะขนาดนี้..ไม่ให้ก็ดูเสียมารยาทไปหน่อย ฉันเลยแลกเบอร์กับไลน์พี่คินไว้
"ขับรถกลับดีดีนะคะ"
"ครับ...พรุ่งนี้เจอกันนะครับ"
หลังจากที่พี่คินขับรถออกไป ฉันเดินเข้ามาในบ้าน แล้วตรงขึ้นไปยังห้องนอนของตัวเอง ฉันถอนหายใจยาวๆ อย่างโล่งอกที่วันอันแสนวุ่นวายนี้จบลงเสียที พอเปิดไฟเข้าไปก็เจอกับคุณวิน ที่กำลังยืนกอดอกพิงผนังกำแพงอยู่ เขาใช้สายตาที่ดูน่ากลัว..จนฉันไม่กล้าที่จะมองสบตาเขา รังสีความเย็นชาและโทสะแผ่ซ่านออกมาจนฉันรู้สึกสั่นไปทั้งตัว
"คุณวิน..เข้ามาในห้องเอยทำไมคะ"
"ทำไมฉันจะเข้ามาไม่ได้..นี่มันบ้านฉัน....หึ...ดีนิ..พอคุณแม่ไม่อยู่ก็ออกไปร่านกับผู้ชาย...แรด..." คำด่าทอนั้นเหมือนหอกที่พุ่งตรงเข้าใส่หัวใจของฉันอย่างจัง
"คุณวินจะมากเกินไปแล้วนะคะ"
ฉันเงยหน้าขึ้นจ้องเขาด้วยดวงตาที่เอ่อล้นไปด้วยน้ำตา ความอดทนของฉันเริ่มจะพังทลายลงในวินาทีนี้เอง