เข้าสู่ระบบ“คุณทำแบบนี้ทำไมคะ ในเมื่อฉันขึ้นมาขอโทษคุณแล้ว มันก็น่าจะจบไม่ใช่เหรอคะ”
“…..” “อ๋อ คุณคงเป็นประเภทชอบใช้อำนาจข่มขู่คนไม่มีทางสู้แบบนั้นหรือเปล่าคะ ก็แค่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนเดียว คุณจะอะไรนักหนาคะ” “เธอบอกว่าเธอเปลี่ยนใจไม่อยากทำงานที่นี่ ฉันเองก็เปลี่ยนใจไม่อยากให้ป้าเธอทำงานที่นี่เหมือนกัน แล้วมันแปลกตรงไหน” “งั้นคุณจะเอายังไงกันแน่คะ” เสียงหวานสั่นเครือ แต่ทว่าแววตาหลังกรอบแว่นกลับแข็งกร้าวขึ้นมาทันที ถึงจะเป็นผู้หญิงอ่อนแอ แต่เธอก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้เขาทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง “คุณบอกมาเลยดีกว่า ว่าที่จริงแล้วคุณต้องการอะไรจากฉันกันแน่ จะให้ฉันไปทำงานแผนกไหน ในเมื่อฝ่ายบุคคลบอกว่าไม่มีแผนกว่าง เป็นเด็กเสิร์ฟคุณก็บอกว่าไม่เหมาะกับฉัน คุณมันชอบดูถูกคนอื่น” ธันเดอร์หัวเราะในลำคอทันทีที่ได้ยินน้ำเสียงท้าทายของเธอ “หึ ปากเก่งใช่ได้เลยนะเธอเนี่ย”คนตัวสูงยกขาขึ้นไขว้ห้าง สายตาลามเลียร่างกายของเธออีกครั้ง อย่างไม่คิดปิดบัง “ถ้าให้ไปเป็นเด็กเสิร์ฟคงไม่เข้ากับเธอหรอก แผนกนั้นเขาเน้นผู้หญิงรูปร่างหน้าตาดี แต่งตัวนุ่งน้อยห่มน้อย เธอแต่งแบบนั้นได้หรือเปล่าล่ะ ถ้าได้ ฉันจะยอมให้เธอทำ” “แล้วตกลงจะเอายังไงคะ”คนตัวเล็กถามเสียงแข็ง พูดตรงไปตรงมาอย่างไม่เกรงกลัว ถึงภายในใจเธอจะเต้นรัวสักแค่ไหน เธอก็ไม่มีวันแสดงออกมาให้เขารู้ เขายกคิ้วขึ้น แกล้งทำเป็นครุ่นคิด ก่อนใช้นิ้วเรียวเคาะลงบนโต๊ะทำงาน ประสานไปกับเสียงหัวใจของเธอที่กระหน่ำเต้นแรงขึ้นด้วยความโกรธ กับท่าทางกวน ๆ ของเขา “ฉันจะให้เธอเป็นพนักงานส่วนตัวของฉัน” ดวงตากลมโตเธอเบิกกว้าง อย่างไม่เชื่อหูว่าเขาจะพูดอะไรแบบนี้ออกมา "ไหนคุณบอกว่าไม่ได้คิดอะไรแบบนี้ไงคะ แล้วที่พูดมาหมายความว่ายังไง" เขายกยิ้มมุมปาก ริมฝีปากขยับเอ่ยออกมาช้า ๆ เจตนาจะกวนให้อารมณ์ของเธอให้เดือดพล่านมากกว่านี้ “ส่วนตัวที่ว่าก็คือไม่ว่าฉันจะใช้ให้เธอทำอะไร เธอก็ต้องทำ หน้าที่หลักคือทำความสะอาดห้องทำงาน ห้องนอนส่วนตัวของฉัน ช่วยฉันเคลียร์เอกสารบัญชี” ห้องทั้งห้องเงียบลงในพริบตา รวมถึงหัวใจของเธอที่เริ่มกลับมาเต้นเป็นจังหวะปกติมากขึ้นเมื่อรู้ว่าเธอกำลังคิดมากไปเองอีกแล้ว “เข้าใจแล้วค่ะ”เสียงหวานราบเรียบเอ่ยออกมา“ถ้านั่นคืองานทั้งหมดที่ต้องทำ ฉันทำได้ค่ะ” รอยยิ้มของเขาชะงักไปเล็กน้อย เมื่อเห็นเธอไม่โวยวายและตอบตกลงออกมาง่าย ๆ แบบนี้ “ตกลงเธอทำใช่หรือเปล่า”เขาเลิกคิ้วถามเธอเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง ก่อนลุกขึ้นยืนเต็มความสูงจ้องมองใบหน้าขาวใสของเธอ ฮานะก้มหน้าลงทันที เมื่อเห็นแววตาคมของเขามองมา เพื่อกลบเกลื่อนใบหน้าของเธอที่เริ่มร้อนผ่าวขึ้นมา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นตอบเขาสั้น ๆ “ตราบใดที่มันไม่เกินขอบเขตของคำว่างาน ฉันทำได้ค่ะ” คนตัวสูงหัวเราะเบา ๆ อย่างถูกใจ ทว่าดวงตากลับกดลึกลงมาอย่างหมายมาด “ดี งั้นพรุ่งนี้เริ่มงานได้เลย ว่าแต่เธอชื่ออะไรนะ” "ฮานะค่ะ" "ชื่อเหมือนนางเอกหนังเอวี" ฮานะอ้าปากเหวอเมื่อได้ยินคำพูดของเขา ดูเหมือนผู้ชายคนนี้จะปากเสียไม่ใช่น้อย เขาพูดเปรียบเทียบเธอแบบนี้ได้ยังไง ถ้าไม่ติดว่าในห้องนี้คือถิ่นของเขา เธออยากจะถอดรองเท้าปาหน้าเขาจริง ๆ "ทำไม? ฉันพูดผิดตรงไหน" "ถ้าฉันเปรียบเทียบชื่อคุณบ้าง คุณจะรู้สึกยังไง คุณกำลังบูลลี่ชื่อฉันอยู่ รู้หรือเปล่าคะ" "ฉันชื่อธันเดอร์ ไหนลองเปรียบเทียบมาสิว่าชื่อฉันเหมือนอะไร" ขายาวขยับเข้ามายืนใกล้เธอ มันใกล้มากจนแทบจะได้ยินเสียงหัวใจกัน คราวนี้เธอไม่กล้าขยับถอยหนี เพราะกลัวจะล้มลงไปเจ็บซ้ำอีกครั้ง เลยต้องยืนขาแข็งเผชิญหน้ากับเขาในระยะประชิดอยู่แบบนั้น "ชื่อเหมือนหมาที่คนแถวบ้านฉันเลี้ยงเลยค่ะ" "นี่เธอ!!!" ธันเดอร์เผลอจับข้อมือเล็กของเธอด้วยความแรง จนเธอนิ่วหน้าด้วยความเจ็บทันที "ปล่อยนะ ไหนคุณท้าให้ฉันเปรียบเทียบชื่อคุณไงคะ เป็นไงล่ะคุณก็โกรธเหมือนกัน ที่นี้เข้าใจความรู้สึกของฉันหรือยัง" "แล้วนางเอกเอวีมันไม่ดีตรงไหน มันก็เป็นอาชีพหนึ่ง" "งั้นแล้วหมามันไม่ดีตรงไหนคะ มันก็เป็นสัตว์เลี้ยงที่ซื่อสัตย์ต่อเจ้าของมันเหมือนกัน คนบางคนยังซื่อสัตย์ได้ไม่เท่าหมาเลยค่ะ" เธอเชิดหน้าขึ้น แม้ภายในใจจะหวาดหวั่น มั่นใจเต็มที่ว่าตัวเองไม่ผิด ในเมื่อเขาท้าให้เธอเปรียบเทียบชื่อของเขาเอง เธอก็จัดให้เขาสมใจแล้ว จะมาโทษเธอได้ยังไง "ดูเหมือนฉันจะประเมินเธอต่ำไป เอาล่ะออกไปได้แล้ว เสร็จธุระของเธอแล้ว" ธันเดอร์โบกมือไล่ให้เธอออกจากห้อง รู้สึกเสียหน้าที่โดนตอกกลับขนาดนี้ ฮานะก้มศีรษะเล็กน้อยเหมือนเป็นการปิดบทสนทนา แล้วหมุนตัวเดินไปทางประตู มือเธอสั่นน้อย ๆ ขณะเอื้อมไปจับลูกบิดประตู แต่ริมฝีปากกลับเม้มแน่น ระงับความกลัวของตัวเองที่เธอพยายามกดเอาไว้ เขายืนมองอยู่ตรงนั้น สายตาคมยังติดตามทุกฝีก้าวของเธอ จนกระทั่งเธอเดินออกจากห้องไป ฮานะรีบเดินไปหาป้าเจนทันทีที่เธอเดินลงมาถึงชั้นล่าง ป้าของเธอยังคงยืนรออยู่ที่หน้าห้องทำงานของฝ่ายบุคคล ด้วยท่าทีร้อนใจ "เป็นไงบ้าง คุณธันว่ายังไง" "ไม่มีอะไรแล้วค่ะ พรุ่งนี้หนูต้องมาทำงานที่นี่ค่ะ คุณธันให้หนูทำความสะอาดห้องทำงานกับห้องพักส่วนตัวของเขาที่ชั้นสาม กับช่วยเขาทำงานเอกสารนิดหน่อยค่ะ" "จริงเหรอ" ฮานะพยักหน้ายืนยัน เจนจิราก็ถอนหายใจออกมาทันทีด้วยความโล่งอก เธอคิดว่าตัวเองจะต้องตกงานในวัยเกือบหกสิบเสียแล้ว "งั้นหนูกลับบ้านก่อนนะคะ" "ไปเถอะ" คนตัวเล็กเดินมารอรถเมล์ที่ป้ายรถเมล์ที่อยู่เยื้องจากผับไปไม่ไกล ขนาดยังไม่ทันได้ทำงาน เธอก็รู้สึกเหนื่อยใจขนาดนี้ ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้เธอต้องเจอกับอะไรบ้าง ดูเหมือนธันเดอร์เจ้าของผับจะเป็นคนผูกใจเจ็บเธออยู่ไม่น้อย เขาต้องกำลังคิดหาทางเอาคืนเธอที่กล้าไปเปรียบเทียบชื่อเขาเป็นหมาข้างบ้านเธอแบบนั้น ความรู้สึกตอนนั้นเธอเองก็กลัวเขาอยู่เหมือนกัน เพราะถึงแม้จะไม่ใช่คนยอมคนง่าย ๆ ดีมาดีกลับ ร้ายมาร้ายกลับ แต่ตอนนั้นเธออยู่กับเขาในห้องทำงานของเขาสองต่อสอง หน้าห้องก็มีลูกน้องของเขาอีก หากเขาคิดจะทำอะไรเธอจริง ๆ เขาคงทำได้สบายอยู่แล้ว เป็นไปได้ว่าหากเธอไม่ยั่วโมโหเขาตั้งแต่แรกที่เข้าใจผิดคิดว่าเขาชวนเธอขึ้นห้องเพราะคิดจะทำเรื่องบางอย่างกับเธอ ทั้งที่เขาคงแค่อยากช่วยให้เธอได้ทำงาน เขาอาจจะเป็นคนดีคนหนึ่งเลยก็ได้เขาเหมือนจะไม่เข้าใจที่เธอต้องการจะสื่อ ยังคงกอดเอวเธอแน่น ตั้งท่าจะซุกไซ้ลงบนซอกคอเธออีกหน เธอถอนหายใจออกมา มือเล็กจิกไหล่แกร่งของเขาแน่น เนื้อตัวสั่นเทาด้วยความต้องการที่ถูกจุดติดขึ้นมา “ในรถไม่ได้ ไม่ใช่แบบนี้” คนตัวสูงชะงัก มองหน้าเธอด้วยแววตาตัดพ้อ เอ่ยเรียกชื่อเธอเสียงอ่อน“ยี่หวา” “ฉันให้โอกาสนาย แต่ไม่ใช่ให้ทำในรถตอนนี้” กราฟฟิคกัดฟันแน่น มือหนากำเอวเธอแน่นเพราะต้องการระงับอารมณ์ที่กำลังเดือดพล่านของตัวเอง “แล้วทำได้ที่ไหน” ยี่หวามองตาเขา“คอนโดนาย” เขาสตาร์ทรถทันที ที่เธอพูดจบ มือข้างหนึ่งยังคงจับมือเธอไม่ปล่อยไปตลอดทางจนถึงคอนโด ปัง!!! ประตูหัองปิดสนิทลง กราฟฟิคไม่รอช้า ดึงยี่หวาเข้ามากอดแน่นจนอกอวบของเธอแนบชิดอกแกร่งของเขา มือหนาล็อกใบหน้าเธอไว้ไม่ให้ขยับ กดริมฝีปากลงมาจูบดูดดื่มกับเธอทันที จนลมหายใจของเธอเริ่มขาดห้วง ลิ้นร้อนสอดเข้าไปเกี่ยวพันกันอย่างหิวกระหาย "อืม" ยี่หวาครางออกมาจากในลำคอ มือเล็กจับชายเสื้อเขาแน่นจนผ้ายับยู่ยี่ เธอจูบตอบกลับอย่างรุนแรงไม่แพ้กัน เหมือนระเบิดความคิดถึงที่กักไว้มานาน กราฟฟิคผลักเธอพิงกำแพงข้างประตู มือข้างหนึ่งยกขาเธอขึ้นพาดสะโ
ตอนเย็น กราฟฟิคยืนพิงประตูรถหรูของตัวเอง จอดรอคนตัวเล็กอยู่หน้าตึกคณะบริหาร มีสายตาหลายคู่จับจ้องมาที่เขาด้วยความสนใจ คงจะไม่เคยเห็นเขามาจอดรถรับผู้หญิงที่คณะนี้ ยี่หวาเดินออกมาหลังจากที่เขายืนรอไม่นาน เธอชะงักไปทันที ที่เห็นคนตัวสูงเดินตรงมาที่เธอ อยากจะเดินหนีเขาไปทางอื่น ทว่าขาเธอสั้นไม่สามารถหนีขายาวที่ก้าวเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงตัวเธอได้แล้ว “จะมาทำไมอีก”เธอพูดเสียงรอดไรฟัน เริ่มอายสายตาของคนที่มองมาด้วยความสงสัย"กลับไปเลยนะ ฉันอายคนอื่นเขา" "อายทำไม เธอควรจะดีใจที่มีหนุ่มฮอตของคณะวิศวะมารับถึงหน้าคณะมากกว่านะ" "นายจะมารับฉันทำไม ฉันไม่ได้บอกให้นายมานะ แล้วจะตามฉันไปถึงไหน นายบอกเองไม่ใช่เหรอว่าแค่อยากขอโทษ" "งั้นก็ให้อภัยฉันสิ" ยี่หวาถอนหายใจออกมา รู้สึกเหนื่อยกับเรื่องที่ต้องเจอเหลือเกิน เธอไม่อยากเสียเวลามาโต้เถียงกับคนอย่างเขา "หลีกไปนะ ฉันจะไปทำงาน" “ฉันไปส่ง”กราฟฟิคดึงมือเธอไปที่รถของเขา เปิดประตูฝั่งข้างคนขับให้เธอขึ้นไปนั่ง “ไม่คิดมาก่อนเลยว่านายจะบ้าขนาดนี้” เขายักคิ้วขึ้นอย่างกวน ๆ"ฉันบ้าได้มากกว่านี้อีก" ปัง!!! ประตูรถถูกปิดลง ก่อนเขาจะอ้อมรถไปขึ้นฝั่งคนขั
ยี่หวาหันหน้ากลับมาสบตากับเขา"นายกำลังล้อเล่นอะไรอยู่ มันสนุกมากเลยเหรอที่ทำแบบนี้ มีคนเคยบอกฉันว่านายมันเลว นายคงไม่คิดอะไรกับฉัน นายเห็นฉันเป็นแค่ของเล่น แต่ฉันดื้อเองที่ไม่เชื่อคำพวกนั้น ดันเอาหัวใจตัวเองเข้าไปเล่นในความรู้สึกที่มันไม่มีอยู่จริง หรือที่ผ่านมาฉันยังเจ็บปวดไม่พอ นายเลยย้อนกลับมาทำแบบนี้กับฉันอีก” น้ำตาของคนตัวเล็กไหลพรากขณะพูด เธอรู้สึกเจ็บในอกจนพูดแทบจะไม่ออก ทว่าเขายังเอาความรู้สึกของเธอมาพูดเล่น เขาต้องการย้ำความรู้สึกของเธอไปถึงไหน ทำไมถึงต้องมาทำแบบนี้กับเธอ กราฟฟิคดึงข้อมือเธอขึ้นมา รู้สึกผิดที่ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งเสียใจขนาดนี้ จะพูดว่าไม่ตั้งใจก็คงพูดได้ไม่เต็มปากนัก ถึงจะเคยเล่นกับความรู้สึกของใครมาแค่ไหน เขาก็ไม่เคยรู้สึกเจ็บปวดกับการกระทำของตัวเองมากขนาดนี้มาก่อน “ฉันขอโทษ ที่พูดไปแบบนั้น ฉันไม่คิดว่าเธอจะเจ็บขนาดนี้ ไม่คิดว่าเธอจะจริงจังกับความสัมพันธ์ของเราที่เพิ่งเกิดขึ้น ฉันคิดน้อยไปว่าคงไม่สำคัญอะไร”เขาเว้นวรรคคำพูด สายตาคมยังคงจ้องมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาของเธอ อยากจะยื่นมือไปเช็ดให้ ทว่าเสียงฝีเท้าหนัก ๆ เดินลงมาจากบันไดขัดจังหวะขึ้นเสียก่อ
“ถ้าไม่ปล่อยฉันจะกรี๊ดให้ดังเลยนะ” กราฟฟิคขบกรามแน่น ออกแรงดึงแขนเล็กเดินไปยังประตูรถ ก่อนจะเปิดออกและยัดตัวเธอเข้าไปข้างในทันที "อย่าลงมานะ ถ้าลงมาฉันจูบเธอตรงนี้แน่" "เป็นบ้าอะไร นายจะมายุ่งกับฉันอีกทำไม จะหลอกอะไรฉันอีก" “ฉัน...”เขาชะงักคำพูดของตัวเอง ลังเลว่าที่ทำแบบนี้ เขากำลังรู้สึกยังไงกันแน่“ฉันก็แค่สงสาร” “แค่สงสาร หึ”ยี่หวาหัวเราะออกมาอย่างสมเพชตัวเอง น้ำตาปริ่มจะไหลออกมา ฝนยังคงเทลงมาไม่ขาดสาย กราฟฟิคยืนนิ่งแค่เสี้ยววินาที ก่อนจะวิ่งอ้อมรถเปิดประตูขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับ กระแทกประตูปิดเสียงดัง ดวงตาคมเหลือบมองกระจกมองหลัง เห็นคนตัวเล็กนั่งเงียบ สายตาของเธอแดงก่ำ กำลังมองออกนอกหน้าต่างรถ หลังจากนั้นเขาก็เหยียบคันเร่ง รถพุ่งไปข้างหน้า ฝนกระหน่ำลงมา จนมองด้านนอกแทบไม่เห็น ความเงียบในรถพาให้ความรู้สึกยิ่งหนักอึ้ง มีแค่เสียงลมหายใจของทั้งสามคนที่กำลังดังแข่งกัน ไม่กี่นาทีต่อมา รถจอดหน้าคอนโดหรูของมินนี่ เธอหันมองกราฟฟิคด้วยแววตาไม่พอใจ “ฉันไปก่อนนะ”เธอพูดเสียงสั่น แล้วเปิดประตูลงไปโดยไม่รอคำตอบ "มานั่งข้างหน้า"เสียงทุ้มออกคำสั่ง ทำให้ยี่หวาที่ได้ยินทำเพียงขยับตัวเล็
เริ่มต้นขึ้นปีสี่ ชีวิตการเรียนก็เริ่มวุ่นวายขึ้น ยี่หวาที่ต้องทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย ช่วงนี้ก็เลยเหนื่อยมากขึ้นกว่าเดิม เวลานอนก็ไม่ค่อยพอ ส่วนฮานะเพื่อนสนิทหลังจากได้แฟนหนุ่มเป็นเจ้าของผับ ก็ลอยตัวไปแล้ว ไม่ต้องดิ้นรนทำงานหาเงินเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งเธอเองก็รู้สึกดีใจไปกับเพื่อนด้วย ที่ได้เจอผู้ชายที่รักจริง ถึงแม้ว่าเธอเองตอนนี้จะยังเป็นโสดอยู่ก็ตาม “เดี๋ยวงานคู่ ฉันทำเองก็ได้ แกจะได้ไม่เหนื่อย” “ไม่ได้หรอก ทำด้วยกันนี่แหละ ไปทำที่ห้องสมุดไหม ถ้าฉันหาข้อมูลเสร็จจะได้งีบสักแปบด้วย”เธอเสนอความคิดเห็น เพราะเราสองคนตกลงแบ่งหน้าที่กันแล้วว่าเธอจะเป็นคนหาข้อมูลทำรายงาน สรุปย่อเอง ส่วนฮานะก็มีหน้าที่เรียบเรียงและพิมพ์เป็นรูปเล่ม “เอางั้นก็ได้ แต่แกดูง่วงนอนมากเลยนะยี่หวา แกไหวแน่หรือเปล่า” “ไหวสิ ไม่ต้องห่วง เมื่อคืนฉันกลับจากคาเฟ่ ก็ช่วยแม่จนดึกไปหน่อย อยากให้แม่ได้พักเร็ว ๆ” “ทั้งงานแก ทั้งช่วยแม่ แกทำงานหนักเกินไปหรือเปล่า ถ้าเงินไม่พอยังไง แกเอาของฉันก่อนก็ได้นะ ช่วงนี้ฉันพอมีเหลือ” ยี่หวาระบายยิ้มออกมา ถึงแม้ช่วงเวลาที่ผ่านมาเธอจะเจ็บปวดขนาดไหน แต่สิ่งหนึ่งคือเธอมีเพื่อนที่ดีอย่
แปดปีผ่านไป ชีวิตครอบครัวหลังจากแต่งงานของธันเดอร์กับฮานะเข้าสู่ปีที่แปด ตลอดเวลาที่ผ่านมามีทั้งสุขและทุกข์บ้างในบางครั้ง แต่ทว่าความทุกข์ที่เกิดขึ้นนั้นไม่นาน เพราะทั้งคู่จับมือกันไม่ปล่อย จนสามารถผ่านอุปสรรคทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาได้ ตอนนี้ในแต่ละวันมันยิ่งเต็มไปด้วยความสุขเสียงหัวเราะของลูกทั้งสามคนดังขึ้นในแทบจะตลอดเวลา บางครั้งก็คลอไปกับเสียงร้องไห้ของลูกคนเล็กที่กำลังอยู่ในวัยช่างพูดช่างจา ภาพที่เห็นตอนนี้คือลูกชายคนโตอายุเจ็ดขวบ ชื่อเร็นกำลังพยายามถอดรองเท้าของตัวเองอย่างตั้งใจ ส่วนลูกสาวคนกลางอายุห้าขวบ ชื่อไอริกำลังวิ่งไปวิ่งมา หยอกล้อกับน้องสาวคนเล็ก ชื่อฮารุอายุสามขวบ ที่นั่งหัวเราะเสียงดังกับท่าทางของพี่สาว ร่างสูงของธันเดอร์ยืนอยู่ตรงเคาน์เตอร์ครัว ยกกาแฟในมือขึ้นจิบ พลางมองภรรยาตัวเล็กที่กำลังเตรียมอาหารเช้าให้กับทุกคนในบ้าน “เฮียไม่ไปทำงานนะ อยากอยู่กับลูก”เขาพูดพลางยิ้ม ยกมืออีกข้างขึ้นลูบผมนุ่มของเธอที่หันมายิ้มตอบ ก่อนจะยกอาหารเช้าที่ทำเสร็จแล้วไปวางไว้บนโต๊ะอาหาร ในส่วนของฮารุนั้น พี่เลี้ยงจะเป็นคนจัดการให้นั่งทานในเก้าอี้ของเด็กเล็ก “เร็นครับ มาทานข้าว ไอริด้วย







