เข้าสู่ระบบณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
18:54 น.
ร่างบางสุดแสนจะน่ารักกำลังนั่งพับเสื้อผ้าเพื่อจัดใส่กระเป๋าเดินทางอยู่เพียงลำพังภายในห้องนอนของตัวเอง
ขณะเดียวกันแสงจากจอโทรศัพท์เครื่องหรูก็สว่างวาบขึ้นมา พร้อมกับเสียงเรียกเข้า
บนหน้าจอแสดงชื่อ ‘มี๊ตาล’ หรือน้ำตาลผู้เป็นแม่ของเธอ
Part ชาพิ้งค์
“รับทราบ~ ถึงแล้วพิ้งค์จะรีบโทรหาเลยนะคะ” ฉันได้แต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เมื่อแม่กำชับแล้วกำชับอีก จะมารับฉันที่สนามบินให้ได้
“แล้วนี่เก็บของเสร็จหรือยังลูก” เสียงของพ่อแทรกเข้ามาในโทรศัพท์ด้วย
“ใกล้แล้วค่ะป๊า” พูดจบก็วางเสื้อที่พับเสร็จลงในกระเป๋าและพับชุดต่อ ๆ ไป
“ป๊าบอกให้ต่อนั่นก็ไม่ต่อ” ฉันโดนป๊าดุเล็กน้อย เพราะป๊าเคยบอกว่าอยากให้ฉันเรียนจนจบที่นี่เลย
“โห~ ป๊า พิ้งค์ก็อยากเปิดประสบการณ์บ้างไงคะ” เท่าที่จำได้ตั้งแต่เด็กฉันก็มาอยู่ที่นี่โตที่นี่แล้ว
“ป๊าขัดได้ที่ไหนล่ะ” ฉันหัวเราะชอบใจ ป๊าน่ะใจดีที่สุดเลยล่ะ
“งั้น~ เดี๋ยวพิ้งค์ขอเก็บของก่อนค่ะ เจอกันพรุ่งนี้นะคร้า~” ฉันพูดเสียงหวานอ้อนท่านทั้งคู่
“โอเค รีบกลับมา ป๊ามีรางวัลให้” นั่นยิ่งทำให้ฉันส่ายหัวไปกันใหญ่ เพราะตั้งแต่ฉันมาเรียนต่างประเทศ ป๊าก็ซื้อของให้ไม่หยุดเลย
“เดินทางปลอดภัยนะลูก”
“คร้า~~ มี๊” หลังจากที่ล่ำลากันจบปลายสายก็ตัดไปในที่สุด หลังจากนั้นฉันก็ก้มหน้าก้มตาเก็บของของตัวเองต่อไป
มือเรียวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูรูปเด็กผู้ชายน่ารักคนหนึ่ง ที่มันถูกเก็บไว้ในรายการโปรด
“แล้วเจอกันนะคะ พี่ไฟนอล” มุมปากยกยิ้มขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว สายตาเปล่งประกายทุกครั้งที่พูดถึงเขาคนนั้น
สวัสดี ฉันชื่อ “ชาพิ้งค์” ลัญชนา วรดาพัชร์ ลูกของมี๊น้ำตาลกับป๊าคาร์โรว์ เป็นลูกสาวคนเดียวของบ้าน โดนสปอยหนักตั้งแต่เด็ก
ส่วน ‘พี่ไฟนอล’ อะเหรอ คิคิ แค่คิดถึงใบหน้าเขาก็ทำฉันเขินจนทำตัวไม่ถูก
พี่ไฟนอลน่ะ เป็นคู่หมั้นฉันตั้งแต่ฉันเกินมาได้เพียง 5 ขวบแล้ว เราอายุห่างกันแค่ปีเดียว เท่ากับว่าเขาแก่กว่าฉัน 1 ปีถ้วน
ฉันที่ตั้งใจจะสอบขึ้น ป.1 โรงเรียนเดียวกันกับพี่ไฟนอล แต่ก็ถูกป๊ากับมี๊ส่งมาอยู่ที่นี่สะก่อนให้มาอยู่กับปู่กับย่าที่นี่
ดับฝันฉันสะดื้อ ๆ เลย แงงงงงงง ป๊าอ่า~~ T-T
แต่ถ้าจะให้เรียกว่าความรักเลยก็คงไม่ได้หรอก ต้องเรียกว่าฉันชอบเขาข้างเดียวมากกว่า เพราะเขาไม่สนใจฉันเลยไง!
ถึงเราจะเป็นคู่หมั้นกันแล้วก็เถอะ นี่ก็ผ่านมา 12 ปีเต็ม ๆ ที่ฉันกับเขาไม่เคยเจอหน้ากันเลยสักครั้ง มันน่าเศร้าใจใช่มั้ยล่ะ
แต่ทุกอย่างกำลังผ่านพ้นไป เพราะโชคชะตาก็หันมาเข้าข้างฉันอีกครั้ง
เนื่องจากฉันดันรู้ว่าพี่ไฟนอลตอนนี้เรียนอยู่มอไหน เลยตั้งใจสอบเข้ามอเดียวกันกับเขาอีกครั้ง เหมือนตอนเด็ก ๆ
และในที่สุดมันก็สำเร็จ!! ฉันสอบติดคณะแพทย์ และตั้งใจจะต่อ สาขาเวชศาสตร์ฉุกเฉินต่อเลย เพราะฉันน่ะสอบสายลุยอยู่แล้ว
อีกไม่กี่อาทิตย์ที่มอก็จะเปิดเทอมแล้ว ฉันเลยต้องบินกลับไทยพรุ่งนี้ “แล้วเจอกันนะคะ คู่หมั้นของพิ้งค์ คิคิ >0<”
……………………………
ณ Sweet Blood club
23:54 น.
“ตื๊ด ๆๆๆๆ” ร่างกายของผู้คนวัยแรกรุ่นหลายคนต่างก็โยกย้ายไปตามจังหวะเสียงเพลงที่ดังกระหึ่มทั่วบริเวณ
จำนวนผู้คนเยอะกว่าทุกวัน ต่างอัดแน่นเต็มหน้าเวที เพื่อร่วมบันเทิง สังสรรค์ ไปกับเพื่อนตนเอง
ต่างจากโซน VVIP ที่เป็นที่เป็นโซนส่วนตัวของเจ้าของผับ ถูกจัดอยู่บนชั้นสองของผับ มีกระจกใสที่สามารถมองลงมายังด้านล่างได้
และผับแห่งนี้มีเจ้าของถึงสามคนด้วยกัน สามคนนี้ที่ใครต่างก็อยากได้มาครอบครอง ไฟนอล ปรี้นซ์ และโซล หนุ่มวิศวะปี 2
“แค่มองเขาฉันก็หุบยิ้มไม่ได้แล้วอะแก~~”
“กรี๊ดดดด~ คนอะไรหล่อได้ขนาดนี้กันนะ”
Part ไฟนอล
“กรี๊ง~” เสียงแก้วชนกันท่ามกลางแสงไฟสลัวสลับกันไปมา
“สาสสสส~ แม่งนมโคตรโหญ่” เสียงไอ้ปริ้นซ์กระซิบเสียงดัง เบิกตาค้างมองไปยังโซนด้านล่าง
“เชี่ยยยย~ น้องเขามองขึ้นมาที่พวกเราด้วยว่ะ” ไอ้โซลเอ่ยเสริม ผมจึงหันมองตามพวกมันไปอีกคน
“หึ!” และผมก็สบตาเข้ากับผู้หญิงคนนั้น บอกได้เลยว่าหุ่นแม่งโคตรเซ็กซี่
“เห้ย ๆๆ มึงห้ามมองไอ้ไฟ” ไอ้โซลรีบทักท้วงผมทันนที
“เออ มึงห้ามเลยพวกกูเห็นก่อน” ไอ้ปริ้นซ์แม่งก็รีบดังทางอีกคน แต่แล้วไง ผมแคร์ที่ไหน
“โทษทีว่ะเพื่อน พวกมึงบอกกูช้าไป” ผมยกยิ้มอย่างผู้เหนือกว่าเพราะดูเหมือนว่าผู้หญิงคนนั้นจะสนใจผม
เธอมองผมแบบโคตรยั่วเลยแม่ง
“เร็วสัส!” ไอ้โซลพูดจบก็กระดกแก้วเหล้าเข้าปากอย่างเบื่อหน่าย ผมหันไปหาเธออีกครั้งและส่งซิกให้ผู้หญิงคนนั้นขึ้นมา
และเธอก็เข้าใจเป็นอย่างดีว่าผมหมายถึงอะไร ไม่นานเธอขึ้นมาที่ชั้นสองอย่างไม่รีรอ
“ก๊อก ๆ” ไม่นานเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ทำให้ไอ้สองคนมันกรอกตามองบนใส่ผม อดไม่ได้ที่ผมจะยกยิ้มขึ้นมา
“เปิดเข้ามาได้เลยครับ ห้องไม่ได้ล็อก” ผมพูดทั้งที่ยิ้มลอยหน้าใส่ไอ้สองตัวตรงหน้า
“แกร็ก~” ผู้หญิงนมโตคนนั้นเปิดประตูเข้ามา พร้อมกับกระ โปรงที่ดูเหมือนจะถูกถกขึ้นสูงกว่าก่อนหน้านี้ด้วย ยั่วแบบตั้งใจดีหนิ
“มานี่มา” ผมกวักมือเรียกเธอคนนั้น ก่อนจะตบลงมาที่ตักของตัวเอง ซึ่งเธอก็ยิ้มร่ารีบเดินเข้ามาทันที
“ขออนุญาตนั่งด้วยคนนะคะ~” เสียงหวานปนเซ็กซี่พูดขณะที่กำลังเดินมาทางผม
“พรึ่บ~” เธอนั่งลงที่ตักของผมในเวลาต่อมา
“ดื่มก่อนสิครับ~” ผมไม่รอช้าส่งแก้วเหล้าที่เข้มจัด ๆ ให้เธอดื่ม เธอเสนอผมก็จะสนอง หึ คนตรงหน้ารับแก้วไปดื่มทันที
“อึก ๆๆๆ” เธอแม่งทำผมแปลกใจเล็กน้อยว่ะ ที่ดื่มได้ สงสัยจะดื่มเก่งดูจากทรงคงเก่งเรื่องพวกนี้
“น้องชื่ออะไรครับ~” ไอ้โซลที่ทำท่าที่เจ้าชู้ไม่เลิกถามขึ้นมา
“ชื่อแอลค่ะ” เธอหันไปยิ้มหวานส่งให้มันอีกคน หึร้ายจริง ๆ
“แอล ดาวนิเทศอะนะ” ไอ้ปริ้นซ์แสดงท่าทีสนใจขึ้นมาทันที
“พี่ ๆ รู้จักด้วยเหรอคะ ดีจัง” เธอไม่พูดเปล่าแต่หันมาคล้องคอผม หน้าแม่งโคตรอ่อย
“แล้วนั่นเพื่อนน้องเหรอครับ” ไอ้โซลเริ่มล่าเหยื่อแล้ว
“ใช่ค่ะ ให้แอลเรียกขึ้นมามั้ยคะ พวกมันปลื้มพวกพี่มากเลยนะคะ” ผมฟังคำพวกนี้จนเบื่อแล้ว
“ดีเลยครับ มาทำความรู้จักไว้ เพื่อนอีกคนด้วย” ไอ้ปริ้นซ์ที่มักจะดูเงียบ ๆ แต่ก็ไม่ปล่อยเหยื่อเล็ดรอด
“ได้ค่ะ~” ไม่นานเธอก็ส่งสัญญาณให้เพื่อนตัวเอง และสองคนนั้นก็ดูจะรีบขึ้นมาเลย ระหว่างนั้นเองเธอก็จ้องไปที่แก้วของผม
“อะไรคะ ดูน่าอร่อยจัง~” เธอชี้ไปที่แก้วผมที่วางอยู่บนโต๊ะ
“อันนี้แก้วส่วนตัว คงรู้ว่าส่วนตัวหมายถึงอะไรนะ” ผมเอ่ยดุเล็กน้อยจนเธอหน้าเสีย ผมเลยพูดต่อ
“แต่มีวิธีให้น้องแอลได้ลองชิมดูนะ” พูดจบใบหน้าเจ้าเล่ห์ก็ยกยิ้มขึ้นมาทันที
“อึก ๆ” ผมยกแก้วขึ้นมากระดกดื่ม เพื่อที่จะป้อนเธอจากทางปากแทน เสืออย่างผมจะปล่อยให้รอดไปได้ไง
“แหม~ แบบนี้ก็จะทำให้รสชาติหวานขึ้นรึเปล่านะคะ” เธอยิ้มขึ้นมาได้อีกครั้ง
“อะ...แฮ่ม!” ไอ้ปริ้นซ์กระแอมออกมาเบา ๆ พอผมมองไปมันก็ทำท่าทีมองไปทางอื่น อะไรของมัน ขัดจังหวะ
“พรึ่บ~” ผมสอดมือไปที่ท้ายทอยของคนตรงหน้าโน้มเข้ามาหาตัว เตรียมป้อนให้เธอ
และทุกอย่าง ‘ง่าย’ อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะเธอยอมผม ง่าย ๆ เหมือนคนอื่น ๆ
“อะ...แฮ่ม!!! อะ...แฮ่ม พิ้งค์!” ผมกำลังจะจูบกันอยู่แล้วเหลือเพียงอีกแค่คืบเดียวเท่านั้น
แต่พวกไอ้สองตัวนั้นพูดชื่อที่คุ้นหูออกมาทันที ชื่อนั้นทำให้ผมชะงักไป คนตรงหน้าถึงกับงงกับการกระทำของผมและเพื่อน
“ม...มีอะไรรึเปล่าคะ?” เธอถามออกมาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
“อึก~” ผมกลืนเหล้าในปากลงคอไปอย่างจำใจ
“พวกมึงนี่มัน...!” ผมไม่รู้จะสันหาคำไหนมาด่าพวกมันแล้ว คนกำลังจะเข้าได้เข้าเข็ม ทำอารมณ์เสียสะได้
“ถ้าไม่มีอะไรงั้นเรา....มาต่อกันดีกว่าค่ะ” แอลยังคงอ่อยผมไม่เลิก แต่ผมไม่มีอารมณ์แล้วว่ะ
“เธอออกไปก่อน” ผมละแขนที่โอบอยู่ออกให้เธอเป็นอิสระ
“ห...หมายความว่ายังไงคะพี่ไฟนอล?”
“ก็บอกว่าออกไปไง อย่าให้ฉันต้องพูดซ้ำ!!” ผมสบถออกไปอย่างหัวเสีย เสียงทุ้มเข้มทำให้เธอไม่กล้าพูดอะไรต่อ
“ค...ค่ะ”
“แล้วบอกเพื่อนน้องไม่ต้องเข้ามาแล้วนะ” ไอ้ปริ้นซ์พูดเสริมเข้าไปอีกประโยค หลังจากนั้นเธอก็รีบเดินออกไปทันที
“อึก ๆๆๆๆ” ผมกระดกเหล้าในแก้วจนหมดภายในครั้งเดียว
“พวกมึงแม่ง! ขัดความสุขกูตลอดเลย”
“ไอ้พวกเหี้ย” ผมบ่นพวกมันไม่จริงจังมาก คงเพราะชินมั้ง
“ช่วยไม่ได้ พ่อมึงสั่งพวกกูไว้” ไอ้โซลบอกผมเรื่องนี้เป็นรอบที่ล้านแล้วมั้ง
“แม่มึงก็กำชับพวกกูแล้วกำชับพวกกูอีก ว่าห้ามมึงนอกลู่นอกทาง” ไอ้ปริ้นซ์พูดเสริมอีกประโยค
“เออ! กูรู้แล้ว พวกมึงไม่ต้องย้ำ!”
สวัสดีครับ ผม “ไฟนอล” วชิรวิชญ์ รัตนวรากรณ์ วิศวะโยธา หนึ่งในแก๊ง Black Dragon
อย่างที่ทุกคนรู้ ตั้งแต่ผม 6 ขวบก็ต้องหมั้นกับยัยเด็กน้อย ‘ชาพิ้งค์’ ตามที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายจัดการแล้ว
แต่เรื่องนี้ก็รู้กันแค่คนในครอบครัวและไอ้สองตัวนี้เท่านั้น ว่าผมมีคู่หมั้นแล้ว
ทุกครั้งที่พูดถึงชื่อเธอทีไร ก็ทำผมหมดอารมณ์ทุกที นั่นก็เพราะพ่อกับแม่ผมน่ะสิ สั่งไอ้สองตัวนี้ไว้
ว่าห้ามให้ผมเกินเลยกับผู้หญิงหน้าไหนทั้งนั้น!
ผมเลยได้แต่ควงเล่น ๆ ขืนจริงจังขึ้นมาไอ้พวกนี้เอาข่าวไปบอกพ่อกับแม่ มีหวังโดนบ่นหูชา
แต่ก็มีผู้หญิงคนนึงนะ ที่ผมคบเป็นแฟนจริงจัง แต่ก็อย่างว่าผมไม่เคยเกินเลยเธอคนนั้น ก็ถือว่าให้เกียรติผู้หญิงด้วย
แต่อย่าไปพูดถึงเธอเลย เพราะเธอแม่งก็ไม่ต่างจากผู้หญิงคนอื่น ที่ทิ้งผมไป หักหลังผม จากนั้นผมก็เลยไม่อยากจริงจังกับใครอีก
“ผมเนี่ยนะจะอยู่ใต้อำนาจเมีย”
“ทำให้ผมยอมเรียกว่าเมียให้ได้ก่อน แต่ผมว่าคงต้องรอยุคไดโนเสาร์มาเกิดใหม่ หรือเรียกง่าย ๆ ว่า ไม่ มี วัน!”
“อึก ๆๆๆๆๆ” ผมกระดกเหล้าแก้วสุดท้ายที่พึ่งเติมมาหมาด ๆ จนหมดอีกครั้งอย่างรวดเร็ว
“กูกลับแล้ว พรุ่งนี้มีเรียนเช้า” ถึงเราสามคนจะเรียนวิศวะเหมือนกัน แต่ก็อยู่กันคนละสาขา
“เออ กลับดี ๆ” ไอ้ปริ้นซ์พูด
“อย่าไปหิ้วเด็กไปกินล่ะ” ไอ้โซลย้ำผมอีกรอบ พร้อมกับจ้องผมอย่างกับกำลังจับผิด
“เสือก!!” ผมพูดจบก็คว้ากุญแจรถคันหรูเดินออกมา
คอนโด ไฟนอล
00:34 น.
มือหนาเลื่อนมาแสกนลานนิ้วมือแล้วก็เดินเข้าไปด้านใน
“แกร็ก~” ร่างหนามาถึงห้องนอนของตัวเองแล้ว หลังจากนั้นก็ตรงเข้าห้องอาบน้ำไป
“ซ่า~~” น้ำเย็นกระทบลงผิวทำให้เจ้าตัวรู้สึกสดชื่นขึ้นมาหลายเท่า หลังจากที่ดื่มไปเยอะพอสมควร
เขาใช้เวลาเพียงไม่นานก็ชำระล้างร่างกายเสร็จ
“แกร็ก~” ประตูห้องน้ำถูกเปิดออก ร่างหนาเดินออกมาพร้อมผ้าขนหนูผืนเล็กที่ปิดแค่ส่วนล่างเอาไว้เพียงผืนเดียว
ซึ่งเขาทำแบบนี้เป็นประจำอยู่แล้ว หยดน้ำเกาะตามกล้าม เนื้อบ่งบอกว่าได้ว่าเขาออกกำลังกายมาอย่างดี
Part ไฟนอล
“ตุบ~” หลังจากที่อาบน้ำแต่งตัวและทำอะไรเสร็จ ผมก็ล้มตัวลงนอนยังเตียงกว้างอย่างเหนื่อยล้า
“.........” พอคิดแล้ว ก็อดที่จะต้องขมวดคิ้วไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้นกับผม 10 กว่าปี่ผ่านมานี้
“ชาพิ้งค์...” ริมฝีปากหนาเอ่ยชื่อคู่หมั้นตัวเองออกมา สายตาคู่คมมองไปยังบนเพดานว่างเปล่า
“ฉันไปทำเวรทำกรรมอะไรไว้กับเธอนะ ถึงต้องมาชดใช้ให้เธอไม่จบไม่สิ้นอยู่อย่างนี้” ผมบ่นพรางนึกถึงเด็กสาวตัวน้อยวัย 5 ขวบ
“ขนาดอยู่ที่ต่างประเทศ แต่ยังเดือดร้อนมาถึงฉันที่ไทยนี่อีก”
……………………………………...
ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
19:40 น.
Part ชาพิ้งค์
“ฮัดชิ่ว!!!!!” ฉันจามออกมาดื้อ ๆ อยู่ ๆ ก็จามออกมาได้ก่อนหน้านี้ก็ยังปกติดีอยู่เลย แบบนี้มันหมายความว่าไง!
“ใครบังอาจมานินทานลับหลังฉั!!!” ฉันใช้สันมือเช็ดที่จมูกตัวเองเบา ๆ อย่างนึกแค้น
“พรึ่บ~” เสื้อตัวสุดท้ายวางลงในกระเป๋าอย่างหงุดหงิดเล็ก ๆ
“เห้อ~ ในที่สุดก็เสร็จสักที” ฉันมองกระเป๋าใบใหญ่ของตัวเอง ก่อนจะลากมันไปไว้ข้างประตูเตรียมเดินทางพรุ่งนี้
“ก๊อก ๆ มาแล้วคร้า~” ฉันรีบเดินไปเปิดประตูทันที ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คุณย่าสุดสวยของฉันเอง
“เก็บกระเป๋าเสร็จแล้วใช่มั้ยลูก” ฉันพยักหน้าหงึก ๆ
“ดื่มนมซะ แล้วก็รีบนอน พรุ่งนี้ปู่กับย่าจะไปส่งที่สนามบิน”
“รับทราบคร้า~~~” ฉันรับนมอุ่น ๆ มาดื่มจนหมดแก้วท่านเห็นอย่างนั้นก็ลูบหัวฉันสองสามทีก่อนจะเดินจากไป
เมื่อทุกอย่างจบลงแล้วฉันก็เดินมาที่เตียงนุ่มสีชมพูของตัวเอง แล้วก็ล้มตัวลงนอนทันที
“คิคิ ตื่นเต้นจัง ประเทศไทยที่มีพี่ไฟนอลสินะ”
โรงพยาบาลหน้าห้องฉุกเฉินPart ชาพิ้งค์“ฮึก ๆ ยังไม่ออกมาค่ะ” ป้าลูกจันทร์กับลุงเวลส์เดินมาด้วยท่าทีที่รีบร้อน“พ...พิ้งค์ขอโทษนะคะ” พี่ไฟนอลเป็นแบบนี้ก็เพราะเข้ามาช่วยฉัน“พิ้งค์จะขอโทษทำไม ไม่ได้เกี่ยวกับพิ้งค์สักหน่อยลูก” ป้าจันทร์ลูบหัวฉันอย่างเอ็นดู“นั่งก่อน ๆ ใจเย็น ๆ ” เป็นท่านทั้งสองที่ต้องมาปลอบฉันแทน “ฮึก ๆๆ พี่ไฟนอล วิ่งเข้ามาผลักพิ้งค์ออก จนทำให้ต้องเข้าไปอยู่ในนั้น” ฉันค่อย ๆ เล่าทุกอย่างให้ท่านฟัง“ก็ดีแล้ว พี่พิ้งค์ไม่ได้ไปอยู่ในนั้น ไม่งั้นป้ากับลุงก็คงเป็นห่วงมากกว่านี้แน่” ฉันร้องไห้ออกมาหนักกว่าเดิม“ไม่ต้องเป็นห่วงไป ถึงมือหมอแล้ว ไฟนอลไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ” ฉันเข้าไปกอดป้าจันทร์แน่น“พี่เขารักหนูมากเลยนะลูก” ป้าจันทร์ลูบหัวฉันเบา ๆ“พิ้งค์หายโกรธพี่เขารึยัง?” คำถามของท่านทำให้ฉันกล้าตอบไปอย่างเต็มอก“พิ้งค์หายตั้งนานแล้วค่ะ ฮึก ๆ” ฉันไม่รู้เลยถ้าไม่มีเขาจะเป็นยังไง ป่านนี้ฉันก็คงเป็นคนนอนอยู่ด้านในนั้นแทน“ดีแล้วล่ะ เข้าใจกันก็ดีแล้ว” ลุงเวลส์ที่เงียบอยู่นานพูดขึ้น“ชีวิตคู่ก็มีกระทบกระทั่งกันเป็นเรื่องปกติ” ฉันโชคดีมากที่มีท่านทั้งสองรักและเอ็นดูเหมือนลูกสาวแท้ ๆ
Sweet Blood clubชั้นบนสุดPart ชาพิ้งค์“แกร็ก~” ภายในห้องนี้ก็เหลือเพียงแค่เราสองคน “โมโหอะไรขนาดนั้นคะ” ฉันเอ่ยออกมาด้วยความโมโหเช่นกัน“ไม่เกี่ยวอะไรกับเธอ ออกไป” พี่ไฟนอลตอบกลับเสียงเรียบ เขาพูดทั้งที่หันหลังให้ฉัน“แล้วพี่เป็นอะไร” ฉันถามเขาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ใจเย็นลง ไม่งั้นเราสองคนคงได้ทะเลาะกันหนักกว่านี้แน่“ก็บอกว่าไม่มีอะไร อยากไปนักไม่ใช่เหรอ จะมายืนอยู่ตรงนี้ทำไม” คนตัวโตหันมามองฉัน “พี่ไม่รั้งเธอแล้ว เพราะฉะนั้นเธอก็ออกไปได้แล้ว” ฉันมองหน้าเขาอย่างพิจารณา“นี่พี่ดื่มเหรอ พี่เป็นบ้าอะไรเนี่ย” ฉันมองไปรอบห้องที่ตอนนี้มีเศษแก้วเต็มไปหมด แถมมีขวดเหล้าหลายขวดหกเต็มพื้นหลายจุด“ไม่ต้องสนใจ” เขาพูดเสียงเรียบนิ่ง ฉันเงยหน้าขึ้นไปมองเขา“พี่ไล่พิ้งค์อีกแล้วนะคะ” เมื่อฉันพูดออกไปแบบนั้น เขาก็ชะงักทันที แต่มันก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น“ไม่ได้ไล่” เขาพูดจบก็มองไปทางระเบียงด้านนอกที่มีกระจกใสกั้นอยู่ ภายนอกมีแสงไฟจากตึกในเมืองหลวงหลายดวง“ใจเย็นลงบ้างรึยังคะ” ฉันเอ่ยถามเขาอีกครั้ง เนื่องจากตอนนี้เขาไม่โวยวายทำลายข้าวของแล้ว“...........” พี่ไฟนอลยังคงยืนหันหลังให้ฉัน และเงียบอยู่
Sweet blood club20:34 น.Part ไฟนอล“มึงเงียบทำไม” ไอ้ปริ้นซ์เอ่ยถามขึ้นมา“พิ้งค์บอกว่าอยากลองใช้ชีวิตแบบที่ไม่มีกูดู” ผมพูดออกไปตามจริง ก่อนจะกระดกเหล้าที่มันพึ่งชงให้“มึงก็เลยขับรถมาถึงที่ เพื่อมานั่งมองอยู่ตรงนี้ว่างั้น” ไอ้โซลพูดขึ้นมา ผมก็เลยพยักหน้าตอบเบา ๆ แทน“มึงกลายเป็นคนขี้กลัวไปตั้งแต่เมื่อไร”“เมื่อก่อนมึงอยากได้อะไรก็พุ่งเข้าใส่ตลอด ระวังพวกนั้นจะคาบเด็กมึงไปแดก” ไอ้ปริ้นซ์เอ่ยเตือน“มึงก็รู้ กูทำอะไรไว้บ้าง กูเข้าไปตอนนี้มีแต่พิ้งค์จะเกลียดกู” ผมไม่กล้าที่จะทำอะไรเลย“พวกนั้นก็มีสิทธิ์ได้แค่มองแหละ รอพิ้งค์หายโกรธกูก่อนเถอะ กูจะซัดหน้าแม่ง” พูดละผมก็หงุดหงิด“ก็เข้าใจว่ามึงเคยเลว” ผมหันขวับไปที่ไอ้โซลทันที“แต่หนึ่งปีที่ผ่านมามึงก็ชดใช้มาตลอด น้องไม่ใจอ่อนบ้างเหรอ?” มันเอ่ยถามออกมา นั่นทำให้ผมเงียบลงอีกครั้ง“อย่าบอกนะว่าที่มึงทำทั้งหมด น้องไม่รู้อะ?” ไอ้ปริ้นซ์เป็นฝ่ายพูดขึ้นมา ผมเงียบเป็นคำตอบแทน“มึงแม่ง”“กูก็ว่าอยู่ทำไมน้องยังโกรธมึง” ผมหยิบแก้วขึ้นมาจิบไป พราง ๆ “ไม่จำเป็นต้องบอกหรอก” ผมมองขึ้นไปหาเธอที่นั่งอยู่ไม่ไกล เธอที่ทุกคนต่างหมายปอง ตอนนี้กลายเป็นว่าผม
คอนโดห้องชาพิ้งค์Part ชาพิ้งค์“แกร็ก~” “!!!!!!” เมื่อเปิดมาก็พบเข้ากับทั้งสามคน กลิ่นเหล้านี่หึ่งเลย“เหม็น! พวกพี่มาทำอะไรกันเนี่ย!” ฉันเอามืดขึ้นมาปิดจมูกทันที กลิ่นเหล้าโคตรจะแรง กินหรืออาบกันมาเนี่ย“ชาพิ้งงงง~~~~” โหพี่โซลเสียงยานเชียว“มาวววววว อาวกลับไม่หวายย~ พรึ่บ!” พูดจบร่างหนาก็ถูกผลักโซเซมาทางฉันทันที“ด..เดี๋ยวก่อนสิ พี่ปริ้นซ์!”“พี่โซล!!” ทั้งสองคนทิ้งพี่ไฟนอลไว้กับฉัน แล้วก็เดินหนีไปเลย แล้วนี่จะเอายังไงเนี่ย“งืม ๆๆๆ” พี่ไฟนอลเมาไม่รู้เรื่อง กลายเป็นคนขี้เมาตั้งแต่เมื่อไหร่Part ไฟนอล“รหัสห้องพี่รหัสอะไรคะ” เธอถามผมทั้งที่ยังพยุงตัวผมอยู่ จริง ๆ ผมไม่ได้เทน้ำหนักไปหมดหรอก ร่างบางจะรับผมไหวได้ยังไง“รหัสห้องอะไรคะ!” เธอถามขึ้นอีกครั้ง ผมแกล้งทำเป็นเฉไฉทันที และหลับต่อเพื่อความเนียนPart ชาพิ้งค์แล้วรหัสเขาที่เปลี่ยนใหม่ ฉันก็ไม่รู้อีก จะทำยังไงล่ะทีนี้ “งั้นพี่ก็นอนตรงนี้แหละค่ะ หายเมาก็ค่อยเข้าห้อง” ฉันวางคนเมาไว้ที่หน้าประตูเตรียมหันหลังกลับเข้าห้องตัวเอง ทว่า....ขากับก้าวต่อไม่ออก“เห้อ~~” ฉันถอนหายใจยาวเหยียด ก่อนจะพยุงคนเมาเข้าห้องตัวเองไป “ค...ค่อย ๆ เดิ
1 ปีต่อมาวันเปิดเทอมคณะแพทยศาสตร์ทั้งคู่ต่างก็แยกย้ายกันไปใช้ชีวิต มีเวลามากมายให้สองคนได้คิดตัดสินใจ คิดทบทวนเรื่องบางอย่าง ความห่างเหินทำให้ทั้งคู่สงบลง เวลาผ่านไปเนิ่นนาน แต่กลับยังลืมกันไม่ลง ถึงอย่างนั้นอะไรหลาย อย่างกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะ ‘เธอ’“บรื้น~” รถคันหรูสองประตูขับมายังลานจอดรถของคณะแพทยศาสตร์อย่างชำนาญทาง“แกร็ก~ปัง!” ประตูเปิดออกโดยร่างบาง เรียวขาสวยกับกระโปรงทรงเอสั้นเพียงคืบเดียวก้าวลงจากรถอย่างมั่นใจ“เชี่ยยย ใครวะมึง สวยชิบหาย” ผมบลอนผสมม่วงยาวสลวย“แก ๆ ดูสิ ทำไมไม่เคยเห็นเลยสวยจัง”“อยู่คณะเดียวกับเราด้วยรึเปล่าอะแก” เหล่านักศึกษาชายหญิงต่างก็ซุบซิบเป็นเสียงเดียวกัน“คิคิ~” คนตัวเล็กหัวเราะออกมาเล็กน้อยอย่างได้ใจ พวกนี้นี่คงเป็นน้องปีหนึ่งที่พึ่งเข้ามาใหม่สินะ ก็ไม่แปลกที่จะไม่เคยเห็นฉัน เสียดายจังกลับมาไม่ทันงานรับน้อง..........................................คณะวิศวกรรมศาสตร์โต๊ะหินอ่อนหน้าตึกPart ไฟนอล“ซึมเลยนะมึง” ทันทีที่ไอ้โซลเดินมาก็ทักทายผมตามปกติ ตอนนี้พวกผมอยู่ ปี 3 กันแล้ว และไอ้สองตัวนี่ก็ซ้ำเติมผมไม่เลิกสักที“มันก็ซึมมาตลอดป่าว
ณ สนามบินจุดเช็คอินPart ชาพิ้งค์“..............” ฉันมองไปยังเส้นทางตรงหน้า ที่จะพาฉันให้หนีไปไกลจากที่นี่ได้ เพียงไม่กี่ชั่วโมง“เห้อ~~” ฉันถอนหายใจออกมาอย่างคิดไม่ตก ขมับทั้งสองข้างปวดตุบ ๆ สองขาก้าวเดินไปด้านหน้าอย่างไม่ลังเลอีก“ชาพิ้งค์!!” แต่เสียงทุ้มของชายคนหนึ่งทำให้ฉันต้องหยุดชะงักและหยุดลงในเวลาต่อมา“พี่เวกัส?” ฉันมองพี่รหัสของตัวเองที่วิ่งมาเหงื่อเปียกซึมเสื้อผ้าและใบหน้า“พิ้งค์...จะไปจริง ๆ เหรอ?” น้ำเสียงเขาดูเศร้า ๆ “พิ้งค์ตัดสินใจแล้วค่ะ” ในเมื่อฉันตอบตกลงไปแล้ว ฉันก็ไม่ลังเลอีกต่อไปแล้ว“พี่คงห้ามเธอไม่ได้แล้วสินะ” “ก็คงงั้นมั้งคะ” ฉันยิ้มบาง ๆ มองทะลุไปด้านนอก“แล้วนี่เธอได้บอกใครบ้างรึเปล่าว่าจะไปไหน” คำถามนั้นทำให้ฉันชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มออกมาเบา ๆ“ไม่จำเป็นหรอกค่ะ” ฉันพูดอย่างปลงตก“แต่เขาดูรักพิ้งค์มากเลยนะ พี่ดูออก” ฉันนิ่งไป“เขาแค่ประชดเท่านั้น ลองคุยดี ๆ กันก่อนมั้ย” ฉันส่ายหัว“เรื่องที่พิ้งค์จะบินไปไหน...” ฉันพูดและเว้นวรรคไว้ ทำให้พี่เวกัสรับรู้ทันที“พี่เข้าใจ พี่จะไม่บอกใคร โดยเฉพาะเขาคนนั้น” คนที่เราต่างก็รู้ว่าคือใคร“ขอโทษนะ สำหรับเรื่องทุก







